เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 221 ฟังก์ชันเซ่นไหว้ การประกาศปณิธานอันน่าตะลึง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 221 ฟังก์ชันเซ่นไหว้ การประกาศปณิธานอันน่าตะลึง
แม้การหายตัวไปของพญามังกรน้ำจิ๋วเจวี่ยจะสร้างความกังวลให้ใต้หล้า แต่พวกจือจวินก็ต้องจดจ่ออยู่กับการฝึกวรยุทธ์อย่างเลี่ยงไม่ได้ มีเพียงต้องแข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนเท่านั้น จึงจะขัดขวางหายนะที่กำลังจะมาเยือนสำเร็จ
ภายในเวลาหนึ่งเดือนต่อมา ชีพจรมังกรถูกผนึก มรรคาจารย์ยกสมุทรเล่าลือแพร่สะพัดไปทั่วทั้งทวีปชีพจรมังกรแล้วลามไปถึงแดนสมุทรรอบทิศ
แต้มเซ่นไหว้ของเจียงฉางเซิงเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด หนนี้คนบนทวีปชีพจรมังกรมากกว่าแปดส่วนล้วนได้เห็นสายน้ำบนท้องฟ้าอันยิ่งใหญ่อลังการนั่น พวกเขาได้เห็นปาฏิหาริย์ที่มรรคาจารย์สร้างขึ้นด้วยตาตนเอง ไม่ใช่เพียงฟังคำเล่าลือแล้วเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งอีก
การยกสมุทรหนนี้ ทำให้ผู้นึกไปถึงการย้ายภูเขา การฟื้นคืนชีพคนตาย โปรยถั่วเสกทหารต่างๆ ก่อนหน้านี้ มรรคาจารย์จึงกลายเป็นเทพอย่างสมบูรณ์แล้ว อย่างน้อยในใจของพวกเขาก็เป็นเช่นนั้น
ความเร็วที่แต้มเซ่นไหว้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าตอนเพิ่มขึ้นเพราะวิหคทมิฬก่อนหน้านี้แม้แต่น้อย ต้าจิ่งไม่ได้กลืนกินอาณาจักรอื่นบนทวีปมานานมากแล้ว ดังนั้นอาณาจักรต่างๆ จึงรู้สึกดีกับต้าจิ่งมากขึ้น ยามนี้มรรคาจารย์ยังช่วยประชาชนในใต้หล้าไว้อีก ไม่ว่าอาณาจักรใดล้วนมีประชาชนจำนวนมากเซ่นไหว้บูชา กลายเป็นผู้ศรัทธาที่เซ่นไหวเขา
กาลเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ปีไทเหอที่สี่ กลางเดือนสอง เทศกาลขึ้นปีใหม่เพิ่งพ้นผ่าน
[แต้มเซ่นไหว้ปัจจุบัน 698,094,998 แต้ม]
แต้มเซ่นไหว้ใกล้จะถึงเจ็ดร้อยล้านแต้มแล้ว!
หากแต้มเพิ่มเช่นนี้ต่อไป ภายในห้าปีจะต้องทะลุหนึ่งพันล้านแน่นอน นี่เป็นแค่การคาดการณ์ตัวเลขต่ำสุดเท่านั้น หากความเร็วเพิ่มขึ้นเช่นตอนนี้ต่อ แต้มมีแต่จะเพิ่มขึ้นเร็วกว่านั้น
ชาติที่แล้วตอนเจียงฉางเซิงออกแบบเกม เขาใส่ใจเรื่องแต้มเซ่นไหว้ไม่น้อย เมื่อผู้เล่นได้แต้มเซ่นไหว้ทะลุหนึ่งพันล้าน พวกเขาก็จะได้เปิดฟังก์ชันเซ่นไหว้โฉมใหม่ รางวัลรอดชีวิตเคยเปิดฟังก์ชันเซ่นไหว้มาไม่น้อย แต่อย่างฟังก์ชันเซ่นไหว้อธิษฐานก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาออกแบบ ดังนั้นเขาจึงไม่เข้าใจฟังก์ชันเซ่นไหว้เต็มร้อย ไม่ว่าอย่างไร ในใจมีความหวังย่อมเป็นเรื่องดี
เจียงฉางเซิงมองแต้มเซ่นไหว้ของตนเองอย่างเบิกบานใจ หลังจากนั้นก็รอแขกผู้มาเยือน
โอรสสวรรค์ของเฟิ่งเทียนมาเยือนแล้ว!
โอรสสวรรค์ตัวจริง เจ้าหมอนี่ถึงกับกล้าแจ้งชื่อเสียงเรียงนามกับซิงเออร์ตรงๆ ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้าจริงๆ เห็นเขาใจกล้าเช่นนี้ เจียงฉางเซิงจึงตกลงยอมพบเขาสักหน
ต้าจิ่งกับเฟิ่งเทียนเป็นอริกันมาตลอด เพียงแต่ว่าหลายปีนี้หยุดทำสงครามกัน สาเหตุที่หยุดทำสงครามก็เพราะระยะทางไกลเกินไป มิเช่นนั้นต้าจิ่งก็คงบุกไปตีนานแล้ว
เยี่ยสวินตี๋ เทพกระบี่ และเจียงเจี่ยน สนใจโอรสสวรรค์แห่งเฟิ่งเทียนมากอย่างยิ่ง พวกเขากำลังถกกันว่าเจ้าหมอนี่เดินทางมาเพราะเหตุใด ไม่นานซิงเออร์ก็พาโอรสสวรรค์แห่งเฟิ่งเทียนเดินเข้ามา
โอรสสวรรค์แห่งเฟิ่งเทียนคนนี้แต่งกายประหนึ่งคุณชายจากตระกูลคหบดี ท่าทางผ่าเผยสงางาม มือถือพัด ใบหน้าประดับรอยยิ้มน้อยๆ ไม่กังวลแม้แต่นิดเดียว เขาเข้ามาในลานเรือนแล้วกวาดสายตามองรอบด้าน หลังจากนั้นจึงเดินมาถึงหน้าเจียงฉางเซิง ประสานหมัดคำนับหนึ่งหนแล้วเอ่ยว่า
“ข้าหลี่หยา โอรสสวรรค์แห่งเฟิ่งเทียน ตั้งใจเดินทางมาเยี่ยมเยียนมรรคาจารย์ ขอบคุณมรรคาจารย์ที่ยินดีพบข้า”
อยู่ต่อหน้าเจียงฉางเซิง เขาไม่เรียกขานตนเองว่าเรา ท่าทีก็นอบน้อมยิ่งนัก เจียงฉางเซิงไม่ตอบสักแอะ เพียงจ้องมองเขาอย่างนิ่งสงบ มรรคาจารย์ไม่พูดไม่จาทำให้หลี่หยาเริ่มวิตกกังวลเล็กน้อย
โชคดีที่เจียงเจี่ยนเอ่ยปากถามเขาว่า
“เจ้าเป็นโอรสสวรรค์ที่ขึ้นครองบัลลังก์คนใหม่สินะ ลืมบุญคุณความแค้นระหว่างต้าจิ่งกับเฟิ่งเทียนไปแล้วหรือ”
หลี่หยาหันหน้ามาคลี่ยิ้ม
“ศึกระหว่างราชวงศ์แห่งโชคชะตาก็คือการชิงพลังโชคชะตาของอาณาจักร จะนับเป็นบุญคุณความแค้นได้อย่างไร วันนี้ข้าเดินทางมาด้วยฐานะของหลี่หยา มิใช่เพื่อกิจของแว่นแคว้น แต่เป็นกิจธุระของตัวข้าเอง ข้าต้องการสร้างศาสตร์แห่งยุทธแขนงหนึ่ง จึงหวังว่ามรรคาจารย์จะมอบคำชี้แนะ หากว่ามรรคาจารย์ยินดี หลังจากข้าสร้างมันสำเร็จแล้ว ข้ายินดีทิ้งวิธีฝึกฝนเอาไว้ให้ต้าจิ่งใช้วิชายุทธ์นี้ได้เช่นกัน”
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า
“วิชายุทธ์ที่ใช้พลังโชคชะตาเคลื่อนปราณวิญญาณยุทธนับว่าสร้างสรรค์ก็จริง แต่ผู้ฝึกยุทธ์ได้ชื่อว่าผู้ฝึกยุทธ์ก็เพราะยึดการทำให้ร่างกายของตนแข็งแกร่งเป็นสำคัญ ทะลวงขีดจำกัดของกายเนื้ออย่างไม่หยุดหย่อน นี่จึงจะเป็นวิถียุทธ”
หลี่หยาได้ยินคำนี้ก็หันไปมองเจียงฉางเซิงอีกครั้ง
“มรรคาจารย์พูดมีเหตุผล แต่เรื่องราวบนโลกนี้หาใช่มีเพียงความพยายามแล้วจะทำสำเร็จ วิถียุทธ์ก็เป็นเช่นนั้น พรสวรรค์เสมือนหนึ่งชะตาที่ลิขิตเอาไว้แล้ว มันกีดกั้นหนทางก้าวหน้าของผู้ฝึกยุทธ์มากมาย วิชายุทธ์ของข้าสร้างขึ้นเพื่อผู้ที่ร่างกายขาดแคลนพรสวรรค์ ให้พวกเขาได้หยิบยืมพลังโชคชะตาของราชวงศ์แห่งโชคชะตามาใช้ ไม่ว่าอย่างไรพลังโชคชะตาของราชวงศ์แห่งโชคชะตาก็สะสมมาจากประชาชนทุกคน ดังนั้นพวกเขาย่อมมีสิทธิใช้มัน”
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนต้องมองเขาเสียใหม่ พวกเขาเพิ่งเคยพบจักรพรรดิที่มีอุดมการณ์ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้เป็นหนแรก ฮ่องเต้ของต้าจิ่งล้วนเพียรพยายามเพื่อแผ่นดิน แต่ไม่เคยมีผู้ใดมีความคิดเช่นนี้มาก่อน
จือจวินเอ่ยขึ้นมาว่า
“อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก็เคยมีขุนนางใหญ่ท่านหนึ่งเสนอความคิดเช่นนี้ น่าเสียดายที่ถูกแม่ทัพทั้งหลายสกัดไว้ เพราะการสร้างวิชายุทธ์ทำนองนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ฝึกยุทธ์ที่พรสวรรค์โดดเด่นเหล่านั้น ไม่ว่าอย่างไรพลังแห่งโชคชะตาก็มีอยู่จำกัด เมื่อเจ้าแบ่งให้ผู้คนอย่างเท่าเทียม ย่อมเป็นการคุกคามผู้ฝึกยุทธ์ที่ครอบครองพลังแห่งโชคชะตามาก่อนหน้าเหล่านั้น”
หลี่หยาตอบว่า
“ยามใต้หล้าสงบสุขย่อมมิเหมาะ แต่ยามนี้มหันตภัยเผ่าปีศาจกำลังจะมาเยือน เผ่ามนุษย์ตั้งแต่ขุนนางฝ่ายบุ๋น แม่ทัพฝ่ายบู๊ จรดชาวบ้านตาสีตาสาล้วนแต่ต้องเผชิญศึกอันโหดร้าย ข้าเพียงหวังว่าพวกเขาจะมีพลังแม้สักหนึ่งส่วนไว้ต่อสู้ ยิ่งไปกว่านั้นวิชายุทธ์ของข้าก็จะทำให้ผู้ที่แข็งแกร่งอยู่แล้วแข็งแกร่งขึ้นอีก หากพบปีศาจที่ทรงพลังจนสู้ไม่ได้ แม้แต่เอาปริมาณเข้าสู้ก็ยังไร้ประโยชน์ เวลาเช่นนั้นหากรวบรวมพลังแห่งโชคชะตาของทั้งอาณาจักรมอบให้ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักร ทำให้พลังของพวกเขาเพิ่มทบทวี มิใช่เป็นความหวังเสี้ยวหนึ่งที่จะชนะได้หรอกหรือ”
จือจวินฟังจบ ดวงตาก็เผยแววตาชื่นชมเล็กๆ เจียงฉางเซิงมองเห็นคำว่า ‘คุณธรรม’ แปะอยู่บนตัวหลี่หยา บางทีเขาอาจมีจุดประสงค์ส่วนตัวของตัวเองซ่อนอยู่ แต่สิ่งที่เขาพูดเป็นการมอบโอกาสรอดให้เผ่ามนุษย์อย่างแท้จริง
พลังแห่งโชคชะตา ลี้ลับยิ่งกว่าลี้ลับ เผ่ามนุษย์กับเผ่าปีศาจต่างใช้พลังแห่งโชคชะตาหล่อหลอมกายาและวิญญาณ สิ่งที่เผ่ามนุษย์เหนือกว่าก็คือการก่อตั้งราชวงศ์แห่งโชคชะตา รวบรวมพลังแห่งโชคชะตาของทั้งอาณาจักรเพื่อปกป้องแผ่นดินให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ลดจำนวนหายนะภัยที่เกิด
หลี่หยาทรุดลงไปคุกเข่า โขกศีรษะคำนับเจียงฉางเซิงแล้วเอ่ยว่า
“มรรคาจารย์ ขอท่านได้โปรดชี้แนะข้าด้วย”
เจียงฉางเซิงตอบว่า
“เจ้าจงไปที่รัฐเทียนกัง ตามหานักปราชญ์ฉีเจ้าลัทธิของลัทธิมรรคาจารย์ เมื่อเจ้าพบเขา เจ้าก็จะพบคำตอบ”
หลี่หยาได้ยินคำนี้ก็เงยหน้าขึ้น สีหน้าลังเล เขาเอ่ยอย่างจนปัญญา
“ข้าเปิดเผยฐานะไปเสียแล้ว…”
“ข้าจะให้ท่านนักพรตแห่งอารามมังกรผงาดซ่อนเรื่องการมาเยือนของเจ้าไว้”
“ขอบพระคุณมรรคาจารย์ หากข้าทำสำเร็จ จะมาเยี่ยมเยียนท่านอีกหนเพื่อมอบวิธีฝึกฝนให้ก่อนจากไปอย่างแน่นอน”
หลี่หยาเอ่ยอย่างซาบซึ้ง นักปราชญ์ฉีคำนี้ฟังดูแล้วเหมือนเป็นยอดคนที่คุณธรรมสูงส่ง เขาคำนับอีกครั้งหลังจากนั้นจึงผลุนผลันจากไป
เยี่ยสวินตี๋เอ่ยปากว่า
“จะเชื่อเขาจริงหรือ หากเขาทำสำเร็จ เฟิ่งเทียนก็จะกลายเป็นศัตรูอันตรายของต้าจิ่งอีกครั้ง”
เจียงฉางเซิงตอบอย่างนิ่งสงบ
“บางสิ่งก็มิสมควรถูกจำกัดด้วยเส้นเขตแดนของอาณาจักร มิเช่นนั้นเผ่ามนุษย์คงยากจะก้าวหน้า”
จือจวินเอ่ยชื่นชม
“มรรคาจารย์ช่างเห็นแก่การใหญ่ ให้ถึงที่สุดแล้วความจริงแรกเริ่มเดิมทีราชวงศ์แห่งโชคชะตาก็เป็นความทะเยอทะยานของคนส่วนน้อย เพียงแต่มันบังเอิญช่วยมอบความสมบูรณ์พูนสุขให้คนจำนวนมากได้เท่านั้นเอง”
เจียงฉางเซิงไม่พูดอะไรอีก เขาจดจ่อกับการฝึกวิชา ตอนนี้เขามีเพียงเป้าหมายเดียวเท่านั้น นั่นก็คือบากบั่นฝึกวิชาเพื่อรอการมาเยือนของพญามังกรน้ำจิ๋วเจวี่ย แม้พญามังกรน้ำจิ๋วเจวี่ยอาจไม่มาเยือนก็ได้ แต่อย่างน้อยตอนนี้เขาจะเอามันเป็นเป้าหมายในการฝึกฝน แน่นอนว่าหากพญามังกรน้ำจิ๋วเจวี่ยมาจริงๆ แล้วเกิดเขาสู้ไม่ได้ เขาย่อมไม่ยอมสู้จนตัวตายอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าดูจากสภาพตอนนี้แล้วน่าจะเอาชนะได้ก็ตาม นั่นก็เพราะว่าพญามังกรน้ำจิ๋วเจวี่ยตนใหม่ได้ครอบครองแค่ร่างกายที่แข็งแกร่งเท่านั้น มันยังสำแดงพลังทั้งหมดของพญามังกรน้ำจิ๋วเจวี่ยออกมาไม่ได้
ท้องนภาสีครามมีก้อนเมฆสีขาวลอยละล่อง ลมทะเลพัดพาความสดชื่นมาเยือน หลินเฮาเทียนสวมอาภรณ์สีดำทั้งร่างนั่งอยู่บนหลังเหยี่ยวอัสนีเวหา ผ่านไปหลายปีบรรยากาศรอบตัวเขาเริ่มสุขุมเป็นผู้ใหญ่ ใบหน้ามีไรหนวดขึ้นอยู่จางๆ แม้แต่เหยี่ยวอัสนีเวหาก็มีรอยแผลประดับเพิ่มไม่น้อย ขนาดร่างกายก็ใหญ่โตขึ้นมาก
“ไม่รู้ว่าต้าจิ่งยังอยู่อีกไกลเท่าใด แต่ก่อนหน้านี้ได้ยินชื่อทะเลสวรรค์จากคนที่พบแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะใกล้ถึงแล้ว”
หลินเฮาเทียนพึมพำกับตนเอง ดวงตาฉายแววคาดหวัง แต่เขาก็กังวลขึ้นมาอีก ไม่รู้ว่าผู้อาวุโสมีฐานะเช่นไรที่ต้าจิ่ง ข้างกายเขามีคนอย่างไรอยู่บ้าง แล้วเขาควรจะวางตัวอย่างไรดี นับตั้งแต่เผชิญกับสำนักคลื่นจม หลินเฮาเทียนก็กลายเป็นคนสันโดษ เขาใกล้จะผูกมิตรกับผู้อื่นไม่เป็นแล้ว ไม่เหลือนิสัยสบายๆ เป็นมิตรอย่างในวันวานอีกต่อไป
“แกว๊กกก!”
เหยี่ยวอัสนีเวหาส่งเสียงร้อง คล้ายจะปลอบโยนหลินเฮาเทียน หลินเฮาเทียนคลี่รอยยิ้มพลางลูบหัวของมัน มีมันอยู่เคียงข้าง เขาก็ไม่เดียวดาย ในตอนนี้เองจู่ๆ เหยี่ยวอัสนีเวหาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่ง แววตามันคมกริบขึ้นมาแล้วบินหยุดนิ่งอยู่กับที่ทันที
หลินเฮาเทียนขมวดคิ้ว เขาลุกขึ้นยืนพลางชักกระบี่ยักษ์เล่มหนึ่งบนหลังออกมาเตรียมพร้อมต่อสู้ ลมทะเลพัดอาภรณ์สีดำของเขาให้ปลิวสะบัด แต่เมื่อเงยหน้ามองเขากลับไม่พบสิ่งที่เป็นอันตราย เขากำลังจะเอ่ยปากอะไรบางอย่าง ตอนนั้นเองจู่ๆ สุดปลายผืนสมุทรก็เกิดระเบิด มีสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาโผล่ขึ้นมาประหนึ่งภูเขายักษ์ลูกหนึ่งโผล่มาจากก้นสมุทร เป็นภาพที่ชวนให้ตกตะลึงยิ่งนัก
“นั่นมัน…”
หลินเฮาเทียนเพ่งสายตามอง ปากอ้าค้างอย่างไม่รู้ตัว สิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายวาฬยักษ์ตนหนึ่งลอยขึ้นมาตรงสุดปลายขอบสมุทร ร่างกายของมันบดบังดวงตะวันจนมิด ดูราวกับเทือกเขาสูงพันจั้งที่ขวางกั้นอยู่สุดปลายผิวทะเล ตลอดเส้นทางที่ผ่านมาหลินเฮาเทียนเคยพบสัตว์ประหลาดจากยุคโบราณมามากมาย แต่ยังไม่เคยพบสัตว์ยักษ์ที่ตัวใหญ่เท่านี้มาก่อน แล้วเขาก็มองออกด้วยว่าอีกฝ่ายเพิ่งจะโผล่ร่างออกมาเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ร่างกายอีกครึ่งหนึ่งยังซ่อนอยู่ใต้ทะเล
สัญชาตญาณสั่งให้หลินเฮาเทียนถอยหลังกลับ แต่ทันใดนั้นเขาก็จับสังเกตบางสิ่งได้จึงเผยสีหน้าแคลงใจออกมา หลังจากฝึกฝนคัมภีร์สังสารวัฏไร้พ่าย เขาก็ตรวจจับพลังชีวิตได้เฉียบคมอย่างยิ่ง เขาสัมผัสได้ว่าสัตว์ยักษ์ตัวนั้นไม่มีพลังชีวิตอยู่แม้แต่เศษเสี้ยว หรือพูดอีกอย่างก็คือเจ้าตัวนี้… มันตายแล้ว
สัตว์ยักษ์ตัวมหึมาขนาดนี้ตายแล้วอย่างนั้นหรือ… คงไม่มีตัวที่น่ากลัวมากกว่าอยู่แถวนี้กระมัง
หลินเฮาเทียนสั่งให้เหยี่ยวอัสนีเวหาบินสูงขึ้น อยู่ให้ไกลจากผิวทะเล พวกเขาไม่จากไปทันที แต่สงบนิ่งคอยสังเกตการณ์ การสังเกตการณ์หนนี้ดำเนินไปหลายวัน แต่ไม่มีสิ่งที่น่ากลัวกว่าปรากฏตัวออกมา แล้วก็ไม่มีสัตว์ปีศาจเข้ามาใกล้ด้วย
หลินเฮาเทียนจึงกัดฟันเอ่ยว่า
“ไปดูสักหน่อยเถอะ อาจมีโชควาสนาครั้งใหญ่ก็ได้”
ในร่างเขามีสายเลือดปีศาจ การกลืนกินเลือดเนื้อของปีศาจที่แข็งแกร่งช่วยทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นได้ แม้สัตว์ยักษ์เบื้องหน้าจะตายแล้ว แต่ไม่มีกลิ่นเน่าเหม็นแม้แต่นิดเดียว
บนหน้าผาแห่งหนึ่ง บุรุษผู้สวมอาภรณ์สีขาวนั่งทำสมาธิอยู่อย่างเงียบสงบ บุรุษลึกลับผู้สวมหน้ากากกระดูกขาวผู้นั้นปรากฏตัวด้านหลังของเขา แล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่ง เสียงเคร่งขรึมรายงาน
“เจ็ดจอมปีศาจทำลายผนึกออกมากันหมดแล้ว พวกเขากำลังหลับใหลอยู่ในแดนสมุทรแต่ละแห่ง เขาคนนั้นกำลังเร่งรีบไปปราบแล้ว… แต่ว่า…”
“แต่ว่าอันใด”
“ข้าน้อยได้ยินเรื่องประหลาดมาเรื่องหนึ่ง”
“เล่ามา”
บุรุษอาภรณ์สีขาวไม่ลืมตา ดูเหมือนไม่ค่อยจะสนใจนัก บุรุษสวมหน้ากากเอ่ยว่า
“ทวีปที่มีชีพจรมังกรทั้งหลายล้วนพสุธาทลาย คนบาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วน บางทวีปถึงขั้นแตกกลายเป็นหมู่เกาะ มีเพียงทวีปแห่งเดียวที่ไม่เป็นอะไร ทวีปแห่งนั้นตั้งอยู่ทางเหนือของทะเลสวรรค์ ใช้ชีพจรมังกรเป็นชื่อเรียก ถูกเรียกกันว่าทวีปชีพจรมังกร บนทวีปนั้นมีผู้แข็งแกรงคนหนึ่งนามว่ามรรคาจารย์ เขายกทะเลปีศาจที่ก่อเกิดจากพลังปีศาจของจอมปีศาจขึ้นมา ทำให้ผืนแผ่นดินไม่พังทลาย ด้วยเหตุนี้ทวีปชีพจรมังกรทั้งทวีปจึงไม่ได้รับผลกระทบจากการทลายผนึกของจอมปีศาจ”
บุรุษอาภรณ์สีขาวลืมตาแล้วขมวดคิ้ว
“ได้ยินมาว่าผู้คนในทะเลสวรรค์และเกาะต่างๆ ล้วนเห็นมรรคาจารย์ยกสมุทรเดินทางไปทางใต้ ทิศทางที่เขาเดินทางผ่านปรากฏซากศพปีศาจจำนวนมากพร้อมกับน้ำทะเลที่เดือดปุดๆ เรื่องนี้เล่าลือไปทั่วแดนสมุทรหลายสิบแห่ง นามของมรรคาจารย์เลื่องลือไปทั่วทุกมุมมหาสมุทรแล้ว”
บุรุษสวมหน้ากากเอ่ยจบ ร่างกายก็สั่นสะท้าน เห็นชัดว่าหัวใจไม่สงบอย่างยิ่ง บุรุษอาภรณ์สีขาวลุกขึ้นมาถามว่า
“ยกสมุทรหรือ ยกสมุทรได้จริงๆ อย่างนั้นหรือ”