เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 220 จักรวาลกลางฝ่ามือ ปราชญ์อสรพิษเก้ามงกุฎ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 220 จักรวาลกลางฝ่ามือ ปราชญ์อสรพิษเก้ามงกุฎ
ตอนที่ 220 จักรวาลกลางฝ่ามือ ปราชญ์อสรพิษเก้ามงกุฎ
“อย่าหวังไปเลย เจ้าลืมแล้วหรือว่าเขาเป็นอาจารย์ของใคร”
เจียงเชอเอ่ยเสียงเย็น เขาพลันเข้าใจถึงท่าทีของฮ่องเต้ซุ่นเทียนในอดีต
เมื่อรู้ว่าเจียงฉางเซิงเป็นบรรพบุรุษของเขา หลายสิ่งในสายตาก็พลันเปลี่ยนไป เจียงซิ่งเกาศีรษะ ยิ้มแล้วกล่าวว่า
“จริงด้วย เป็นข้าที่คิดไม่รอบคอบไปเอง แต่หากให้ข้าได้เรียนรู้สักหนึ่งสองกระบวนท่าก็คงดีไม่น้อย”
ภาพของมรรคาจารย์ที่ยกทะเลจากไปตราตรึงอยู่ในใจเขาไม่อาจลืมเลือน เจียงเชอหมุนกาย ทิ้งเพียงคำพูดไว้ว่า
“ค่อยมาดูกันตอนนั้นว่า มรรคาจารย์จะถูกชะตากับเจ้าหรือไม่”
เจียงซิ่งยืนนิ่งอยู่กับที่ สีหน้าเต็มไปด้วยความครุ่นคิด อีกด้านหนึ่ง
เจียงฉางเซิงบินออกจากแผ่นดินใหญ่อย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าไปทางทะเลเทียนไห่ ก้อนวารีมหึมาโถมทะลุทะเลเมฆ พลังไม่สามารถหยุดยั้งได้ เรือบนทะเล นักยุทธ์พเนจรล้วนเงยหน้ามอง ทุกคนอ้าปากค้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“นั่นคืออะไร”
“มีคน!”
“นี่คือภาพลวงตา หรือว่าเป็นของจริง”
“ถึงจะเป็นน้ำ แต่ใหญ่ขนาดนี้ พลังลมปราณจะยกไว้ได้อย่างไร”
“คนผู้นั้นมาจากต้าจิ่ง หรือว่าจะเป็นมรรคาจารย์แห่งต้าจิ่ง”
“ใช่แล้ว มีเพียงมรรคาจารย์แห่งต้าจิ่งที่ทำได้ มีคำร่ำลือว่ามรรคาจารย์แห่งต้าจิ่งคือเซียน วันนี้ได้เห็นกับตา นับว่าเกินจินตนาการ นี่ไม่ใช่ระดับที่วิชายุทธ์ธรรมดาจะทำได้”
เจียงฉางเซิงไม่สนใจเสียงอุทานตลอดทาง ขณะบินไปเขาก็ค้นหาสถานที่ที่เหมาะสม ไม่นานเขาก็พบกลุ่มเกาะที่เต็มไปด้วยพลังปีศาจเข้มข้นเป็นบริเวณกว้างใหญ่หลายแสนลี้ที่ไม่มีร่องรอยมนุษย์ มีเพียงกลิ่นอายของสัตว์ปีศาจ
หลังราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ล่มสลาย เหล่าราชวงศ์แห่งโชคชะตาต่างถอยร่นลงไป พื้นที่หลายแห่งที่เคยมีมนุษย์อาศัยในทะเลก็รกร้าง เหลือแต่สัตว์ปีศาจมารวมตัวกัน
เจียงฉางเซิงเร่งความเร็วขึ้น ไม่นานเขาก็บินผ่านเทียนไห่ มุ่งหน้าลงใต้ไปยังเขตทะเลต่อไป ระหว่างทางนี้เอง เขาได้สร้างตำนานของมรรคาจารย์ผู้ยกทะเลขึ้นอย่างน่าทึ่ง
ผ่านไปช่วงเวลาหนึ่งธูป เจียงฉางเซิงก็หยุด เขตทะเลตรงหน้าเต็มไปด้วยความมืดมิด น้ำทะเลกลายเป็นสีดำ น่าหวาดหวั่น หมอกหนาทึบที่เกิดจากพลังปีศาจบดบังทัศนวิสัย ภายในหมอกหนาเต็มไปด้วยเงาร่างขนาดมหึมาเคลื่อนไหวไปมา เหนือเกาะเหล่านั้นยังมีฝูงปีศาจนกเกาะกลุ่มอยู่ มองไปเพียงครั้งเดียว ภาพที่เจียงฉางเซิงเห็นนั้นก็ทำให้เขารู้สึกขนลุก
สัตว์ปีศาจมากมาย ยิ่งก้าวไปข้างหน้า ความหนาแน่นของสัตว์ปีศาจยิ่งเพิ่มขึ้น ราวกับฝูงแมลงเบียดเสียดกัน
เจียงฉางเซิงสะบัดมือทั้งสองออกไป ก้อนวารีขนาดมหึมาประหนึ่งดวงดาวก็ถล่มลงข้างหน้า ทลายหมอกปีศาจกลางทะเล เมื่อก้อนวารีกระทบกับเกาะเล็กจ้อยดุจผงธุลี ก้อนวารีนั้นก็แตกกระจาย น้ำทะเลสาดกระเซ็นลงมา
เจียงฉางเซิงหันหลังกลับ ฝนห่าใหญ่ตกกระหน่ำอยู่เบื้องหลังเจียงฉางเซิง แต่จะเรียกว่าฝนก็ไม่ถูกต้องนัก มันเป็นเหมือนทางช้างเผือกที่พังทลายลงมาจากฟ้า จนเกาะน้อยใหญ่ถูกน้ำท่วม เสียงคำรามของสัตว์ปีศาจดังระงมไปทั่ว เจียงฉางเซิงหายตัวไปจากจุดเดิม เสียงคำรามดังก้องทำให้เขตทะเลแห่งนี้กลายเป็นดังนรกบนดิน
เมื่อกลับสู่ทวีปชีพจรมังกร เขาลงสู่ใต้ดินมาถึงห้องโถงใต้ดิน เจียงฉางเซิงมองไปยังต้นดับโลกา ซึ่งตอนนี้เชื่อมต่อกับชั้นเปลือกโลกด้านบนและล่าง มันแข็งทื่อ ไร้การเคลื่อนไหว
เมื่อเห็นเจียงฉางเซิงปรากฏตัว จีอู๋จวินรีบบินมาคารวะ เจียงฉางเซิงถามว่า
“เหตุใดเจ้าถึงอยู่ที่นี่ตลอด”
จีอู๋จวินตอบว่า
“ข้ากลัวว่ามันจะมีจิตคิดร้าย”
“ข้าสู้สุดชีวิตปานนี้ เจ้าก็ยังไม่ไว้ใจข้า เผ่ามนุษย์ช่างน่าขันจริงๆ”
ต้นดับโลกาเอ่ยเสียงเย็น น้ำเสียงเต็มไปด้วยการเสียดสี คำพูดนั้นทำให้จีอู๋จวินหน้าเย็นชา แต่นางไม่โต้ตอบอะไร เพราะต้นดับโลกาได้ช่วยค้ำจุนพื้นดินผืนนี้ไว้จริงๆ แม้นางจะเกลียดชังเผ่าปีศาจ แต่นางก็รู้จักแยกแยะดีชั่ว
เจียงฉางเซิงมองต้นดับโลกา เอ่ยถามว่า
“พอจะค้ำยันได้หรือไม่”
ต้นดับโลกาตอบว่า
“ได้ แต่กินแรงมาก”
เจียงฉางเซิงกล่าว
“แต่เจ้าคงสัมผัสได้ว่าโชคชะตาของทวีปชีพจรมังกรกำลังจมลง”
แม้ชีพจรมังกรจะพังทลาย แต่ที่นี่สะสมโชคชะตามานับพันปี จนทำให้ผืนดินมีความเฉื่อย โลกทั้งใบยังคงนำพาโชคชะตาเข้าสู่ใต้ดิน เพิ่มพูนปราณวิญญาณวิถียุทธ์
ต้นดับโลกากล่าว
“แน่นอน รู้สึกได้ ข้าคงต้องขออาศัยโชคชะตานี้บ้างแล้ว”
“ได้ แต่อย่าดูดกลืนมากเกินไป ต้องไม่ให้กระทบกับการฝึกวิถีแห่งยุทธ์ของมนุษย์ด้านบน”
“เข้าใจ”
ต้นดับโลกาตอบรับ ครึ่งหนึ่งของจิตวิญญาณของมันถูกคัมภีร์ภูผาสมุทรสะกดไว้ จึงเชื่อฟังเจียงฉางเซิงโดยไม่มีการเสแสร้ง
เจียงฉางเซิงสะบัดแขนเสื้อ นำพาจีอู๋จวินออกไป ใช้วิชาหลีกเร้นห้าธาตุ รีบมุ่งหน้าไปยังลานเขามังกรผงาด เมื่อลงแตะพื้น จีอู๋จวินถึงกับตื่นตะลึง ความเร็วนี้ช่างรวดเร็วเหลือเกิน รวดเร็วนัก!
นางหันหน้าไปมองเจียงฉางเซิง แต่เจียงฉางเซิงหันหลังเดินไปยังเรือนของตนแล้ว คนอื่นๆ พากันรุมล้อมเข้ามา
“ภัยอันตรายจากชีพจรมังกรถูกกำจัดไปแล้ว ข้าต้องการพักผ่อนสักหน่อย”
ทุกคนเต็มไปด้วยความนับถือ คิดว่าเจียงฉางเซิงนั้นเก่งกาจไร้ที่เปรียบ พวกเขาพากันพูดถึงภาพเหตุการณ์ที่เจียงฉางเซิงยกทะเลขึ้นอีกครั้ง ส่วนจีอู๋จวินยังคงอิ่มเอมกับวิชาหลีกเร้นห้าธาตุเมื่อครู่ รวดเร็วเหลือเกิน!
ภายในเรือน เจียงฉางเซิงมองข้อความสองบรรทัดตรงหน้า พลางเผยรอยยิ้ม
[ปีไทเหอที่สาม เผ่าปีศาจโชคชะตาในทั่วหล้าเพิ่มสูงขึ้น ร่างที่เหลือของปราชญ์ปีศาจใต้ผนึกชีพจรมังกรพังทลายผนึกออกมาได้ เจ้าลงมือทันเวลา ทำให้ผืนดินไม่พังทลาย ผ่านพ้นมหันตภัยครั้งนี้ ได้รับรางวัลการอยู่รอด…สมบัติวิเศษ ‘ใบหยกเกล็ดทอง’ x9]
[ปีไทเหอที่สาม ปราณปีศาจแห่งปราชญ์อสรพิษเก้ามงกุฎแปรเปลี่ยนเป็นทะเลปีศาจ สร้างมหันตภัยแก่โลกมนุษย์ เจ้าลงมือทันเวลา ช่วยชีวิตชาวทวีปชีพจรมังกรผ่านพ้นเภทภัยครั้งนี้ ได้รับรางวัลการอยู่รอด…อภินิหาร ‘จักรวาลกลางฝ่ามือ’]
เจียงฉางเซิงคุ้นเคยกับใบหยกเกล็ดทองแล้ว แต่เขากลับสนใจจักรวาลกลางฝ่ามือมากกว่า
จักรวาลกลางฝ่ามือหรือ มันจะแตกต่างจากมิติในแขนเสื้อของเจิ้นหยวนจื่อในไซอิ๋วอย่างไร?
เจียงฉางเซิงไม่ได้สืบทอดอภินิหารทันที แต่เริ่มฟื้นฟูพลังวิญญาณที่สูญเสียไป การลงมือครั้งนี้ทำให้เขาใช้พลังวิญญาณมากเกินไป เขาต้องพักฟื้น เติมพลังวิญญาณให้กลับคืนมาอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด ก่อนจะรับการถ่ายทอดอภินิหารอย่างสบายใจ
ระหว่างที่เขากำลังฝึกปราณ เขาก็มองไปยังทิศตะวันตก ใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขต เมื่อเพ่งมองไปยังตำแหน่งที่ปราชญ์อสรพิษเก้ามงกุฎเคยอยู่ กลับไม่พบร่องรอยของปีศาจนั้นแล้ว
เหตุใดไม่เห็นแล้ว เขากวาดสายตาไปยังทิศทางต่างๆ แต่ในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่พบปราชญ์อสรพิษเก้ามงกุฎ จึงจำต้องละสายตากลับมา ช่างมันก่อน ตอนนี้ฟื้นฟูพลังวิญญาณสำคัญที่สุด
“ข้าอยากรู้ว่า ปราชญ์อสรพิษเก้ามงกุฎ มีพลังมากเพียงใดในตอนที่ยังมีชีวิต?”
ก่อนหน้านี้เขาไม่รู้จักชื่อของปราชญ์อสรพิษเก้ามงกุฎ ตอนนี้รู้แล้ว บางทีอาจคำนวณได้
[ต้องใช้ 10,000,000 แต้มเซ่นไหว้ ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
สิบล้านแต้มเซ่นไหว้!
แม้เจียงฉางเซิงจะฝึกฝนตลอดเวลาหลังจากบรรลุระดับใหม่ ปัจจุบันก็ยังมีเพียงเจ็ดล้านแต้มกว่าๆ ถึงแม้จำนวนแต้มจะไม่บอกระดับความแข็งแกร่งโดยตรง เขายังมีอภินิหารและสมบัติวิเศษมากมายที่ทำให้พลังของเขาเหนือกว่าค่าตัว แต่ฝั่งตรงข้ามคือปราชญ์ปีศาจ ซึ่งย่อมมีวิธีการของตนเอง โชคดีที่เจ้าตัวนั้นตายไปแล้ว ต่อให้ฟื้นคืนชีพก็ต้องใช้เวลา
เจียงฉางเซิงสงสัยว่าปราชญ์ปีศาจอาจเหมือนบรรพกาลจักรพรรดิยุทธ์ ที่เมื่อฟื้นขึ้นมาแล้วจะมีจิตปัญญาใหม่เกิดขึ้น ไว้จะลองถามจีอู๋จวินดู
เจียงฉางเซิงหลับตา มุ่งสมาธิฝึกวิชา
สองวันผ่านไป เขาเริ่มสืบทอดความทรงจำของอภินิหารจักรวาลกลางฝ่ามือ จักรวาลกลางฝ่ามือเป็นอภินิหารที่เกี่ยวข้องกับกฎแห่งมิติ สามารถนํามิติหนึ่งที่มีอยู่ของทุกสิ่งในนั้นเข้ามาไว้ในฝ่ามือ เผด็จการขั้นสุดขอเพียงแข็งแกร่งมากพอ แม้แต่ทั่วทั้งฟ้าดินก็สามารถอยู่ในฝ่ามือได้ อภินิหารยอดเยี่ยม!
ถือเป็นเวทอภิวัฒน์ย้ายบรรพตในระดับที่สูงขึ้น เพราะเวทอภิวัฒน์ย้ายบรรพตทำได้เพียงยกภูเขา ไม่สามารถเคลื่อนย้ายสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ออกไปได้ ทว่าจักรวาลกลางฝ่ามือแตกต่างออกไป ไม่ว่าอะไรก็สามารถรวบรวมได้ ต่อให้เป็นศัตรูในระดับเดียวกัน ก็สามารถรวบไว้ในฝ่ามือได้ โดยมีผลกดดันในระดับหนึ่ง เว้นแต่คู่ต่อสู้จะแข็งแกร่งกว่าอย่างมหาศาล มิฉะนั้นยากนักที่จะหลุดพ้นจากอภินิหารนี้
เมื่อเจียงฉางเซิงรับถ่ายทอดจบ เขาหยิบใบหยกเกล็ดทองทั้งเก้าแผ่นออกมา
เช้าตรู่วันถัดมา เจียงฉางเซิงเดินออกจากเรือน มายังใต้ต้นวิญญาณปฐพี ทุกสายตาจับจ้องมายังเขา
เจียงฉางเซิงเอ่ยถาม
“แม่นางจี ปีศาจนั้นหลังจากพังผนึกชีพจรมังกรไปแล้ว ส่วนที่เหลือของมันรวมตัวกันอีกครั้ง ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะฟื้นคืนชีพได้”
จีอู๋จวินสีหน้าเปลี่ยนไปทันที นางกัดฟันกล่าวว่า
“ฟื้นคืนชีพ… หรือว่าปีศาจนั้นคือปราชญ์ปีศาจ สมัยห้าพันปีก่อนเผ่าปีศาจมีปราชญ์ปีศาจอยู่เจ็ดตน ล้วนแต่มีพลังแข็งแกร่งมหาศาลจนฟ้าดินสั่นสะเทือน ถึงพวกมันจะไม่เทียบเท่าจักรพรรดิยุทธ์ แต่ร่างกายของพวกมันก็แข็งแกร่งจนทำลายไม่ลงเช่นกัน หัวนั่น… ดูท่าจะเป็นปราชญ์อสรพิษเก้ามงกุฎที่โหดเหี้ยมที่สุด หากมันต้องการฟื้นคืนชีพ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสิบปี เวลาสิบปีนี้คือระยะที่มันต้องใช้เพื่อสร้างสติปัญญาใหม่ ในช่วงเวลานี้มันจะซ่อนตัว รอจนกระทั่งจิตปัญญาใหม่และร่างกายหลอมรวมกัน กลายเป็นปีศาจเกิดใหม่”
“โชคดี อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนนี้”
เจียงฉางเซิงคิดอย่างเงียบๆ
เยี่ยสวินตี๋พูดด้วยความประหลาดใจ
“ปีศาจก็เป็นเช่นนี้ ดูท่าว่าช่วงสุดท้ายของวิถียุทธ์จะสร้างประโยชน์ให้สิ่งมีชีวิตอื่นนะ ลองคิดดู คนและปีศาจลำบากลำบนฝึกวิชา หลังจากถึงแก่อายุขัย ร่างกายถูกสิ่งมีชีวิตใหม่ครอบครอง เมื่อวิญญาณเกิดใหม่เช่นนี้เกิดขึ้นมากมาย จะกลายเป็นเผ่าพันธุ์ใหม่และอาจกลับมาครองฟ้าดินอีกครั้งหรือไม่”
คำพูดของเขาทำให้จีอู๋จวินตกใจ นางอยากจะโต้แย้ง แต่คิดไปคิดมาก็รู้สึกว่าอาจเป็นไปได้ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ เพราะมีเพียงบรรพกาลจักรพรรดิยุทธ์ผู้หนึ่งที่ฟื้นคืนชีพ แต่ตอนนี้มีปราชญ์ปีศาจอีก
นางยิ่งคิดก็ยิ่งหวาดหวัน หรือว่านอกจากเผ่าปีศาจแล้ว ยังมีศัตรูที่น่ากลัวกว่าสำหรับมนุษย์อีก
คนอื่นๆ ก็เงียบไปเช่นกัน เมื่อคิดถึงเหล่าผู้แข็งแกร่งในแต่ละยุคสมัยที่ตายไปแล้วฟื้นคืนชีพ และรวมตัวกันเป็นเผ่าพันธุ์ใหม่ พวกเขาก็รู้สึกหวาดกลัว นั่นจะเป็นภาพฝันร้ายขนาดไหนกัน
เจียงฉางเซิงกล่าวขึ้นว่า
“ก็แค่การคาดเดา ปราชญ์ปีศาจและจักรพรรดิยุทธ์แต่ละตนเองก็มีความแตกต่างระหว่างคนและปีศาจ การจะรวมพวกมันให้เป็นหนึ่งนั้นยากยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดที่มีจิตปัญญาขึ้นมาก็จะมีความขัดแย้งด้านผลประโยชน์และความอยากได้อยากมี การจะเรียกเป็นเผ่าพันธุ์ได้นั้น ส่วนใหญ่จะเกิดจากผู้ที่อ่อนแอรวมตัวกันเพื่อความอบอุ่นในกลุ่ม ส่วนผู้แข็งแกร่งไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น”
ทุกคนเข้าใจขึ้นมาทันที ใช่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นปราชญ์ปีศาจหรือบรรพกาลจักรพรรดิยุทธ์ ต่างก็ทรงพลังเพียงพอแล้ว เหตุใดพวกเขาต้องร่วมมือกันด้วย
ไป๋ฉีถามด้วยความสงสัย
“เมื่อครู่เจ้ากล่าวถึงปราชญ์ปีศาจทั้งเจ็ด ปราชญ์ปีศาจคนอื่นๆ ก็จะฟื้นขึ้นมาด้วยหรือไม่ เพียงแต่พวกเขาไม่ได้ถูกผนึกอยู่ใต้ฝ่าเท้าเรา เราจึงมองไม่เห็น”
จีอู๋จวินมองด้วยสายตาซับซ้อน
“ใช่แล้ว ปราชญ์ปีศาจคนอื่นๆ ก็ถูกผนึกไว้ใต้ชีพจรมังกร ถ้าปราชญ์อสรพิษเก้ามงกุฎฟื้นคืนชีพได้ ปราชญ์ปีศาจคนอื่นๆ ย่อมฟื้นได้เช่นกัน”
ไป๋ฉีสั่นสะท้านไปทั้งร่างกาย เทพกระบี่ถอนหายใจ
“ยุคแห่งความวุ่นวายเช่นนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อน”
หวงเทียนตะโกนว่า
“ไม่เป็นไร ข้าจะลงมือรวมเผ่าปีศาจเป็นหนึ่งเดียวเอง!”
ไม่มีใครสนใจมัน เจ้าตัวนี้ถึงแม้จะมีพรสวรรค์สูงส่ง แต่การจะเป็นจักรพรรดิปีศาจพูดง่ายกว่าทำ ตามที่จีอู๋จวินกล่าว เผ่าปีศาจแม้มีโชคชะตา แต่ไม่สามารถสถาปนาราชวงศ์แห่งโชคชะตาของเผ่าปีศาจได้ เผ่าพันธุ์ภายในเผ่าปีศาจมีมากมายล้นหลาม แม้แต่จอมราชันเผ่าปีศาจก็ไม่สามารถควบคุมเผ่าปีศาจทั้งหมดได้ คิดอยากเป็นจักรพรรดิปีศาจผู้รวมเผ่าปีศาจทั้งปวงเป็นปึกแผ่น ไหนเลยจะง่ายดาย