เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 223 วิถีบุ๋นบู๊ ป้ายศิลาขังสวรรค์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 223 วิถีบุ๋นบู๊ ป้ายศิลาขังสวรรค์
เจียงฉางเซิงประทานพรให้มู่หลิงล้วไปหนึ่งล้านแต้มเซ่นไหว้เงียบๆ ดูซิว่านางจะมีโชคยิ่งใหญ่ได้หรือไม่ ในบรรดาคนที่ได้แต้มเซ่นไหว้ประทานพรไป มู่หลิงล้วเป็นเพียงคนเดียวที่มีหวังว่าจะไล่ตามหลินเฮาเทียนได้ทัน เจียงฉางเซิงจึงตั้งตารอว่านางจะทำได้หรือไม่ เมื่อประทานพรให้แล้ว เจียงฉางเซิงก็หันสายตากลับมาและตั้งใจฝึกวิชาต่อ ไม่รู้เช่นกันว่าแต้มเซ่นไหว้หนึ่งล้านแต้มนี้จะเป็นผลเมื่อใด เจียงฉางเซิงคิดอยู่เงียบๆ
อีกฟากหนึ่ง รัฐเทียนกังในภาคกลางของต้าจิ่งซึ่งเคยเป็นดินแดนของอาณาจักรเทียนกังในอดีต ท่ามกลางหมู่เขา ชายหญิงสวมเสื้อผ้าเหมือนกันกำลังสร้างอารามเต๋าแห่งหนึ่งอยู่ พวกเขาก็คือศิษย์ของลัทธิมรรคาจารย์ปีศาจศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง
ฉีหยวนและหลี่หยาโอรสสวรรค์เฟิ่งเทียนกำลังนั่งสมาธิอยู่บนไหล่เขา หันหน้าเข้าหาตะวันแรงกล้า พวกเขาต่างเคลื่อนพลังยุทธ์พร้อมกัน มีโชคชะตาที่ผนึกตัวเข้าด้วยกันอย่างมั่นคงโอบล้อมกายพวกเขา เหมือนควันที่ม้วนรอบตัว น่าอัศจรรย์นัก
หลี่หยาลืมตาขึ้นทอดถอนใจว่า
“พี่ฉีช่างเป็นผู้มีพรสวรรค์จริงแท้ มรรคานี้ต้องสำเร็จเป็นแน่”
ฉีหยวนเอ่ยราบเรียบทั้งที่ไม่ลืมตาว่า
“น้องหลี่เองก็ไม่เลวเลย หากมิใช่ว่าเจ้าปรากฏตัว ข้าก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสิบปีจึงจะทำให้มรรคานี้สำเร็จได้ พูดได้เพียงว่าพวกเราต่างฝ่ายต่างส่งเสริมกัน”
ได้ยินคำหลี่หยาก็ยิ้มออกมา จากนั้นก็ถามว่า
“พี่ฉีมีความสามารถมากมายนัก จะเอาแต่ท่องใต้หล้าอยู่เช่นนี้เรื่อยไปหรือ เหตุใดไม่มาที่เฟิ่งเทียนของข้า ข้ายินดีจะประกาศต่อใต้หล้าและใช้กำลังของผู้คนในแผ่นดินช่วยท่านเผยแพร่คำสอนและก่อตั้งอารามมรรคาจารย์”
ก่อนมาทวีปชีพจรมังกรเขาคิดว่ามรรคาจารย์เป็นแค่ผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งมากเท่านั้น แต่ระหว่างทางเขาได้เห็นแม่น้ำบนท้องฟ้าและยังเห็นภาพอันน่าตื่นตะลึงที่มรรคาจารย์ยกทะเล เมื่อนั้น มรรคาจารย์ก็คือเทพในใจเขานับแต่อึดใจนั้นเป็นต้นมา แม้ไม่มีฉีหยวนเขาก็เตรียมตัวจะกลับไปตั้งรูปเคารพของมรรคาจารย์อยู่แล้ว เทพเซียนที่มีชีวิตเช่นนี้จะไม่กราบไหว้บูชาได้อย่างไร
เขาถึงกับจินตนาการไปว่าหากทั้งเฟิ่งเทียนต่างเลื่อมใสศรัทธาในตัวมรรคาจารย์ จะเป็นไปได้หรือไม่ที่มรรคาจารย์จะมาคุ้มครองเฟิ่งเทียนด้วย หากเป็นดังนั้นอาจยังสามารถแก้ไขภาวะคับขันของเฟิ่งเทียนได้ เมื่อได้เป็นพันธมิตรกับต้าจิ่งแล้ว การเข้าต่อสู้กับอีกสามราชอาณาจักรแห่งโชคชะตาก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ หากว่าสำเร็จเฟิ่งเทียนก็จะต้องผงาดขึ้นสูงเป็นแน่!
ฉีหยวนส่ายหน้ากล่าวว่า
“การผลักดันด้วยชื่อของโอรสสวรรค์ ชาวบ้านทั่วไปไหนเลยจะยอมศรัทธาและกราบไหว้ มีแต่จะขัดแย้งกัน โดยเฉพาะเมื่อชีวิตไม่เป็นดังหมาย ยิ่งไปกว่านั้นไม่ว่าจะเป็นต้าจิ่งหรือเฟิ่งเทียนล้วนต้องเข้าทำสงคราม ซึ่งขัดต่ออุดมการณ์ของข้า ข้าเพียงต้องการใช้ตัวตนของข้าเองพิสูจน์ต่อผู้คนในหล้า”
“เกรงว่าต้องใช้เวลาเนิ่นนานนัก อาจถึงขั้นที่ชั่วชีวิตก็ยังไม่สามารถทำให้สำเร็จได้เลย”
“เช่นนั้นก็ให้ชั่วชีวิตของข้าได้กลายเป็นตำนานเล่าขานให้คนรุ่นหลังพยายามต่อไป”
คำพูดของฉีหยวนทำให้หลี่หยานิ่งเงียบ เขาเกิดความนับถือขึ้นในใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเกิดความรู้สึกนับถือคนผู้หนึ่ง และสิ่งที่นับถือมิใช่พลังยุทธ์แต่เป็นปณิธานอันแรงกล้าของเขา
ฉีหยวนกล่าวว่า
“เอาละ อย่าได้สนทนาเรื่องเหล่านี้อีกเลย จงตั้งใจมั่นเถิด ศาสตร์แห่งยุทธของท่านและข้ากำลังจะก่อตั้งขึ้นแล้ว”
หลี่หยาพยักหน้า
เดือนสิบ จู่ๆ ท้องฟ้าของต้าจิ่งก็ผิดปกติ ลมกระโชกพัดบนผืนแผ่นดิน แสงสายัณห์สีม่วงปกคลุมแผ่นฟ้า ผู้ที่มีพลังยุทธ์แกร่งกล้าล้วนสามารถสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของโชคชะตาในต้าจิ่ง
เจียงเชอและเฉินหลี่เดินออกมาจากห้องทรงพระอักษร เฉินหลี่กล่าวทั้งย่นคิ้วว่า
“เกิดเรื่องใดขึ้น ครั้งนี้ต่างกับตอนที่ชาวยุทธ์บรรลุขั้น แต่โชคชะตาของต้าจิ่งกลับเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ รวดเร็วยิ่งกว่าตอนเกิดคนในขั้นจักรวาลเสียอีก”
เจียงเชอเคยพบเห็นเหตุการณ์ผันผวนใหญ่โตมาแล้ว เขายิ้มและเอ่ยอย่างสงบว่า
“ดูทีว่าต้าจิ่งของเรานี้จะมีผู้มีพรสวรรค์น่าตื่นตะลึงปรากฏขึ้นอีกแล้ว ลองคำนวณดูว่ามาจากที่ใด”
เฉินหลี่เคลื่อนพลังไปสัมผัสดูโดยละเอียด ผ่านไปพักใหญ่เขาจึงตอบว่า
“รัฐเทียนกังพะเยาค่ะ”
เจียงเชอหรี่ตากล่าวว่า
“หรือจะเป็นนักปราชญ์ฉีแห่งลัทธิมรรคาจารย์ ก่อนหน้านี้องครักษ์ชุดขาวสืบได้ความว่านักปราชญ์ฉีกำลังก่อตั้งศาสตร์แห่งยุทธใหม่ขึ้นมาซึ่งเป็นศาสตร์ในการฝึกยุทธ์ด้วย หากว่าสำเร็จก็คู่ควรกับปรากฏการณ์บนท้องฟ้าเช่นนี้ทีเดียว”
“กระหม่อมจะไปสืบดูเดี๋ยวนี้พะเยาค่ะ!”
เฉินหลี่ประสานมือคำนับแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว เจียงเชอมองแสงสีม่วงทั่วแผ่นฟ้าพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า คล้ายกำลังคิดถึงเรื่องดีใดอยู่ เวลานี้เขาอายุห้าสิบเก้าปีแล้ว ไรผมข้างหูเริ่มมีสีขาว มีริ้วรอยเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่ง
หนึ่งเดือนหลังจากนั้นข่าวเรื่องนักปราชญ์ฉีเจ้าลัทธิมรรคาจารย์คิดค้นวิถียุทธ์ใหม่ขึ้นมาก็แพร่ไปทั่วใต้หล้า เขาเรียกศาสตร์นี้ว่า วิถีบุ๋นบู๊ ใช้การท่องโคลงกลอนบทเพลงเพื่อก่อร่างปราณวิญญาณยุทธเพื่อเข้าทำการต่อสู้ เขาตั้งใจไปท้าสู้กับสำนักใหญ่ที่แข็งแกร่งแห่งหนึ่งในรัฐเทียนกัง เจาะจงไปท้าสู้กับประมุขของสำนักแห่งนั้นซึ่งเป็นผู้อยู่ในขั้นกายาทองคำ เขาเอาชนะขั้นกายาทองคำด้วยพลังยุทธของเทวชน หนึ่งศึกบรรลือชื่อ!
วิถีบุ๋นบู๊แพร่ไปทั่วทั้งยุทธภพต้าจิ่ง เวลาต่อมาโอรสสวรรค์มีประกาศไปทั่วใต้หล้า ใจความว่า ฉีหยวนเจ้าลัทธิมรรคาจารย์คิดค้นวิถียุทธ์หนึ่งขึ้นมา มีความชอบใหญ่หลวงจึงแต่งตั้งให้เป็นปราชญ์แห่งบุ๋นบู๊ ได้รับป้ายทองเว้นโทษตาย!
ใต้หล้าพลันอื้ออึงเมื่อมีประกาศนี้ออกไป เพราะนับเป็นนักปราชญ์คนแรกในต้าจิ่งได้รับการรับรองโดยโอรสสวรรค์
ช่วงสิบวันที่สอง [1] เดือนสิบสอง เจียงเชอมาหาเจียงฉางเซิง เขารำพึงรำพันถึงความเก่งกาจของฉีหยวน
“วิถีบุ๋นบู๊ที่เขาคิดค้นล้ำเลิศจริงๆ เมื่อใดที่มีอารมณ์ชนิดหนึ่งมากมายใหญ่โตเพียงพอก็จะสามารถชักนำเอาปราณวิญญาณยุทธมาใช้เป็นพลังในการต่อสู้ของตนเองได้ หากนำวิธีนี้ไปใช้ในสนามรบ ก็นับว่าเอาการทีเดียว เพราะสามารถทำให้ทหารที่มีพลังยุทธต่ำต้อยระเบิดพลังการต่อสู้อันน่ากลัวออกมาได้”
เจียงเชอไม่อาจปิดบังความตื่นเต้นน้อยๆ ในน้ำเสียงของเขาได้ สายตาที่เขามองเจียงฉางเซิงเต็มไปด้วยความเลื่อมใส เพราะเขารู้ความเป็นมาของฉีหยวน ฉีหยวนเกิดความศรัทธาเพราะเห็นมรรคาจารย์ย้ายภูเขา หากไม่มีมรรคาจารย์ก็ไม่แน่ว่าเขาอาจกลับต้าฉีและไปคิดค้นวิถีบุ๋นบู๊ที่ต้าฉีไปแล้ว
“เมื่อวิถีบุ๋นบู๊ปรากฏขึ้น เหล่าปัญญาชนก็จะมีพลังในการต่อสู้ด้วย อย่างน้อยก็ไม่ต้องแบ่งเวลาไปฝึกยุทธ์โดยเฉพาะ การร่ำเรียนหนังสือและได้มีพลังยุทธ์ที่แข็งแกร่งไปด้วยนี้เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีคนกล้าคิดมาก่อนเลย”
เจียงเชอชมเชยนักปราชญ์ฉีหนักหนา เยี่ยสวินตี๋ฟังแล้วยังคิดจะไปท้าสู้กับนักปราชญ์ฉีสักตั้ง
“อย่าเชียว แม้ว่าวิถีบุ๋นบู๊จะแข็งแกร่ง แต่นักปราชญ์ฉีเพิ่งจะเริ่มฝึกฝน อย่ายอดฝีมือทำเขาตายทีเดียว” เจียงเชอรีบเอ่ยปราม
เห็นชัดว่านักปราชญ์ฉีได้กลายเป็นของล้ำค่าในใจเขาไปแล้ว เยี่ยสวินตี๋กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า
“ดูพระองค์ทำเข้า เขาเริ่มน้อยอกน้อยใจขึ้นมา ครั้งนั้นฮ่องเต้จิ่งไท่จงก็ให้ความสำคัญกับเขาดังนี้เช่นกัน”
เจียงเจี่ยนทอดถอนใจว่า
“ต้องพูดทีเดียวว่านักปราชญ์ฉีเก่งกาจจริงๆ ก่อนนี้ข้าไม่ยักคิดได้ว่ายังมีวิธีฝึกยุทธ์ชนิดนี้ด้วย”
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นกล่าวว่า
“เมื่อพูดจากความหมายบางประการ นี่ไม่นับเป็นวิถียุทธ์แล้ว เป็นเพียงการใช้ปราณวิญญาณชนิดหนึ่งที่เหมือนกับที่วิถียุทธ์ใช้เท่านั้น”
เขาปลื้มปริ่มอยู่ในใจและพอใจกับฉีหยวนมาก คิดไม่ถึงว่าจะสามารถคิดค้นวิถียุทธ์ชนิดนี้ออกมาได้จริงๆ วิถียุทธ์ไม่มีอันดับหนึ่ง ที่สุดแล้วผู้แข็งแกร่งจะถูกแทนที่ด้วยผู้แข็งแกร่งกว่า แต่ตราบใดที่วิถีบุ๋นบู๊ยังคงอยู่ ฉีหยวนก็จะสามารถเลื่องชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของคนรุ่นหลังนับไม่ถ้วน
ทว่าที่สุดแล้วก็ต้องขึ้นอยู่กับพื้นฐานของปราณวิญญาณยุทธ์ ไม่นับว่าละเมิดกฎเกณฑ์ของโลกแห่งยุทธ์ ตราบใดที่ยังเป็นปราณวิญญาณยุทธ์ ไม่ว่าจะฝึกอย่างไรก็จะไม่มีทางไปถึงระดับของการฝึกเซียนได้
ผู้ฝึกเซียนดูดซับพลังวิญญาณดั้งเดิมของฟ้าดิน เทียบได้กับการที่มนุษย์กับธรรมชาติรวมเป็นหนึ่ง แต่ข้อนี้กลับถูกกฎเกณฑ์ของโลกแห่งยุทธ์จำกัดเอาไว้จึงไม่สามารถก้าวข้ามมาได้ เมื่อพูดจากความหมายหนึ่ง ปราณวิญญาณยุทธ์นับเป็นเกราะคุ้มกันของฟ้าดิน การมีอยู่ของมันทำให้สรรพสิ่งบนโลกไม่อาจแทนที่โลกแห่งนี้ได้
หลิงเชียวหัวเราะเหอะๆ กล่าวว่า
“นายท่าน แล้วเมื่อใดท่านจะสอนวิชาเซียนให้พวกเราบ้าง”
ทุกคนพากกันมองเจียงฉางเซิง แม้แต่นัยน์ตาของจือจวินก็ยังมีแววร้อนระอุไปด้วย จือจวินเคยเห็นยอดเคล็ดวิชาในอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์มามากต่อมาก แต่ยังไม่เคยเห็นวิชาเซียนเหมือนที่มรรคาจารย์ใช้ โปรยถั่วเสกทหาร ยกทะเล ฟื้นตายกลับเป็น แปลงมังกร ทั้งหมดนี้จะต้องเป็นวิชาเซียนเป็นแน่!
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า
“ต่อเมื่อพวกเจ้าไปถึงปลายสุดของวิถียุทธ์ก่อนค่อยว่ากัน เพราะแม้แต่ตัวข้าก็ยังต้องบากบั่นไปให้ถึงเป้าหมายนี้เช่นกัน”
เขาไม่สามารถคิดค้นวิถีเซียนได้จึงเบี่ยงเบนความคิดของพวกเขาไปเสีย เขาจะอธิบายกับคนข้างกายเท่านั้น ส่วนคนทั่วทั้งใต้หล้าก็แล้วแต่พวกเขาจะคิดอย่างไร หากเห็นว่าเขาเป็นเทพเซียนก็เป็นเรื่องดีจะได้มอบแต้มเซ่นไหว้ให้เขาไม่ขาดสาย
ทุกคนพากันผิดหวังแต่ก็ไม่ได้ท้อใจ ใช่แล้ว แม้แต่วิถียุทธ์ก็ยังเดินไปไม่ถึงสุดปลายทาง แล้วถือสิทธิใดที่จะกระโดดข้ามไปยังวิถีเซียน ในสายตาของพวกเขาเจียงฉางเซิงอาจก้าวข้ามสุดปลายทางของวิถียุทธ์ไปแล้ว
คนที่รู้อายุที่แท้จริงของเจียงฉางเซิงมีเพียงเจียงเชอและเจียงเจี่ยน ส่วนคนอื่นๆ เพิ่งมาพบเขาหลังจากที่เขาแข็งแกร่ง ทำให้เขามีภาพลักษณ์ว่าไร้เทียมทานในใจของทุกคนมาตั้งแต่ต้น พวกเขาจึงไม่ได้สนใจว่าเจียงฉางเซิงยังอยู่ภายในขอบเขตของวิถียุทธ์หรือไม่ หลายปีมานี้ นอกจากนั่งสมาธิแล้วพวกเขาก็ไม่เคยเห็นเจียงฉางเซิงฝึกวิชายุทธ์เลย ซึ่งข้อนี้ก็ทำให้พวกเขายิ่งมั่นใจในเรื่องที่ตนคาดเดามากขึ้น
เจียงเชออยู่ต่ออีกสักพักจากนั้นก็กลับไปด้วยความดีใจ ต่อจากนี้ไป เขาเตรียมที่จะผลักดันวิถีบุ๋นบู๊อย่างเต็มกำลัง
เวลาดำเนินต่อไป ต้นเดือนสาม ปีไทเหอที่หก หลี่หยามาหาพร้อมมอบวิถียุทธ์โชคชะตาที่เขาคิดค้นเอง ก่อนจากไปเขายังบอกอีกว่าจะตั้งอารามให้เจียงฉางเซิงที่เฟิ่งเทียน ซึ่งคำพูดของเขานั้นเต็มไปด้วยท่าทีประจบเอาใจ
เจียงฉางเซิงไม่ได้ทำให้เขาลำบากใจ เขาสามารถทำให้คำมั่นที่เคยให้ไว้เป็นจริงได้แล้ว นั่นก็คือการนำวิชายุทธ์ที่ตนเองคิดค้นมามอบให้ จึงได้รับการยอมรับจากเจียงฉางเซิงแล้ว แม้การปล่อยเขาไป อาจนำมาซึ่งภัยร้ายต่อต้าจิ่ง แต่เขาคู่ควรที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่ก็อาจเป็นได้ว่าเขาจะสามารถนำพาความสัมพันธ์ที่ดียิ่งกว่านี้มาให้แก่ต้าจิ่งและเฟิ่งเทียน
ใต้หล้ายังอีกกว้างใหญ่นัก ต้าจิ่งและเฟิ่งเทียนอาจร่วมมือกันมุ่งหน้าไปบนเส้นทางที่จะรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งก็เป็นได้ ไม่จำเป็นต้องต่อสู้กันชนิดถ้าเจ้าไม่ตายข้าก็ม้วย ในระหว่างทำสงครามร่วมกันขอเพียงเว้นระยะห่างระหว่างกันบ้าง อีกฝ่ายอาจยอมก้มหัวให้ ซึ่งแน่นอนว่าอาจเป็นได้ว่าจะเป็นแผนลวงด้วย ทุกสิ่งมีความเป็นไปได้ทั้งสิ้น
เจียงฉางเซิงบิดขี้เกียจ ลุกขึ้นยืน ก่อนกระโดดขึ้นไปบนกิ่งของต้นไม้วิญญาณปฐพี เยี่ยสวินตี๋ เจียงเจี่ยน เทพกระบี่ และจือจวิน กำลังศึกษาวิถีแห่งโชคชะตาของหลี่หยาอยู่ พวกเขาต่างตั้งใจคัดลอกกันไปคนละชุด ส่วนต้นฉบับได้มอบให้เจียงเชอแล้ว
สายตาของเจียงฉางเซิงมองไปแสนไกล หลินเฮาเทียนยังคงดูดซับปราณโลหิตของจอมปีศาจอยู่ เนื่องจากไม่มีปีศาจตัวใดกล้าเข้าไปใกล้แถบทะเลที่จอมปีศาจอยู่ จึงช่วยให้หลินเฮาเทียนลงมือได้อย่างสะดวก เจียงฉางเซิงมองต่อไป และมองไปยังมู่หลิงล้ว เขายักหัวคิ้วขึ้น และยกมุมปากขึ้น
ตระกูลมู่มาถึงหมู่เกาะโบราณที่รกร้างแห่งหนึ่ง บนเกาะแต่ละเกาะมีซากบ้านเมืองของเผ่ามนุษย์หลงเหลือให้เห็น แต่กลับไม่มีร่องรอยของชาวยุทธ์ กองเรือของตระกูลมู่อีกก็จับพลัดจับผลูมาถึงที่นี่ ก่อนหน้านี้พวกเขาเดินทางผ่านหมอกทึบมาสามเดือนจนเกือบหลงทิศทาง บนหมู่เกาะแห่งนี้พวกเขาค้นพบสมบัติล้ำค่าและตำราลับวิชายุทธ์จำนวนมาก ไปจนถึงขั้นมีศาสตราเทวะด้วย คนทั้งตระกูลมู่ต่างดีอกดีใจกันยกใหญ่
หีบมากมายถูกพวกเขาย้ายขึ้นมาบนเรือ แต่มู่หลิงล้วกลับถูกภูเขาลูกหนึ่งดึงดูดเอา นางไปที่ไหล่เขาลูกนั้นพร้อมกับมู่เสวียนกังและได้พบถ้ำแห่งหนึ่ง ภายในถ้ำนั้นพวกนางได้พบป้ายศิลาลึกลับป้ายหนึ่ง มู่เสวียนกังมองอยู่พักใหญ่กว่าจะอ่านอักษรบนนั้นออก
ป้ายศิลาขังสวรรค์!
พอมู่หลิงล้วสัมผัสถูกศิลาขังสวรรค์มันก็แตกสลาย ทันใดนั้นมีลำแสงสีแดงสาดส่องออกมาและมุดเข้าไปที่หน้าผากของนาง หลังจากป้ายศิลาขังสวรรค์แตกก็ปรากฏกระบี่หินเล่มหนึ่งออกมา และด้ามกระบี่ก็ตกลงมาในมือของมู่หลิงล้วพอดี มู่เสวียนกังตื่นตกใจหนักด้วยกลัวจะเกิดเรื่องกับหลานสาว ดีที่เจียงฉางเซิงเปล่งเสียงออกมาทันกาล
“ไม่ต้องตระหนก นางกำลังรับการถ่ายทอด”
เสียงดังมาจากข้างในเกล็ดทองใบหยกบนตัวของมู่หลิงล้ว มู่เสวียนกังไม่ได้ยินเสียงนี้มานานแล้ว แต่พอได้ยินก็จำได้ จึงตื่นเต้นขึ้นมาและรีบร้อนคุกเข่าลงกราบไหว้เทพเซียน
[1] สิบวันที่สอง คือ ช่วงวันที่สิบเอ็ดถึงยี่สิบของเดือน