เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 224
ตอนที่ 224 หนึ่งกระบี่เบิกฟ้า คุณสมบัติแห่งจักรพรรดิยุทธ์
เจียงฉางเชิงได้ยินความในใจของมู่หลิงลั่ว และดวงจิตที่อยู่ในเกล็ดทองใบหยกก็สัมผัสได้ว่าป้ายศิลาขังสวรรค์ไม่ได้มีสติปัญญาใดอื่นอยู่ภายใน
มู่เสวียนกังถามด้วยความตึงเครียดว่า
“ขอถามท่านเซียน เป็นการถ่ายทอดวิชาเช่นใด?”
เสียงเจียงฉางเชิงดังขึ้นอีกครั้ง
“เจ้าไม่ต้องรู้เป็นดีที่สุด จะได้ไม่เกิดเรื่องยุ่งยาก”
มู่เสวียนกังได้ฟังก็รีบหุบปากทันที ก่อนลุกขึ้นยืนและเดินไปรอที่ปากถ้ำ
เจียงฉางเชิงใช้วิชาเข้าฝันเพื่อเข้าไปในความฝันของมู่หลิงลั่ว
มู่หลิงลั่วไม่ได้ฝันแต่ภาวะของนางในเวลานี้ก็เหมือนกับกำลังฝันจึงสามารถใช้วิชาเข้าฝันได้
เจียงฉางเชิงมายังผืนดินกว้างใหญ่สีแดงแห่งหนึ่ง
ผืนดินรกร้างว่างเปล่า ทรายสีเหลืองม้วนตลบทั่วฟ้า
มู่หลิงลั่วยืนเหม่อลอยอยู่บนพื้นดิน
เจียงฉางเชิงปรากฏตัวขึ้นข้างหลังนาง
เมื่อมองตามสายตาของนางไป ณ สุดปลายแผ่นดินที่มีความมืดมนเหลือประมาณ
มีป้ายศิลาที่เป็นเช่นเสาค้ำยันท้องฟ้าตั้งอยู่ ไม่รู้ว่าสูงเท่าใด
“ที่นี่คือที่ใดกันแน่”
มู่หลิงลั่วรำพึงกับตนเอง ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวลใจ
เจียงฉางเชิงตบไหล่นาง นางตกใจจนกระโดดออกไปทันที
แม้จะหันมาเห็นว่าเป็นเจียงฉางเชิง แต่นางก็ยังไม่ได้คลายความกังวลลง
“ท่าน… คือผู้ใด”
มู่หลิงลั่วเอ่ยเสียงเคร่งขรึม คิวงามขมวดเข้ามา
เจียงฉางเชิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“แม้แต่ข้าเจ้าก็ยังลืมแล้วหรือ วางใจเถิด ข้าเข้ามาด้วยการเข้าฝัน มาอยู่กับเจ้าเพื่อรับการถ่ายทอดในครั้งนี้”
ได้ยินคำ มู่หลิงลั่วก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
แต่เจียงฉางเชิงกลับพึงพอใจกับท่าทีของนางเป็นอย่างมาก และกล่าวว่า
“ไปด้วยกันเถิด หากเจ้าไม่วางใจ ก็รักษาระยะห่างระหว่างกันเอาไว้
การถ่ายทอดวิชานี้จะสร้างความทรงจำหนึ่งให้เจ้า เขาจะสนทนากับเจ้า
แต่เขาจะมองไม่เห็นข้าและเจ้าก็ไม่ต้องหวาดกลัวเขาเกินไป
เขาเป็นเพียงภาพเงาของความทรงจำเท่านั้น ไม่ว่าเจ้าจะใช้วิธีใดสอบถามหรือสัมผัสเขา
เขาก็จะตอบเจ้ามาด้วยคำตอบที่กำหนดไว้คงที่แล้ว”
ตอนที่เพิ่งเข้ามาในความฝัน ดวงจิตของเจียงฉางเชิงก็ตรวจสอบแล้วรอบหนึ่ง จึงเข้าใจอีกฝ่ายโดยละเอียดแล้ว
แม้มู่หลิงลั่วจะประหลาดใจแต่ก็ยังเลือกที่จะพยักหน้า นางจึงได้ก้าวออกไป
คนทั้งสองเดินไปยังป้ายศิลาพร้อมกัน
มู่หลิงลั่วอดถามไม่ได้ว่า
“พี่ฉางเชิงเจ้าคะ หากว่าเป็นท่านจริงๆ ท่านจะเป็นคนจัดการการถ่ายทอดวิชานี้ให้ข้าหรือไม่เจ้าคะ”
นางรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ที่เจียงฉางเชิงจะมาปรากฏตัวอย่างประจวบเหมาะเช่นนี้
ก่อนหน้านี้นางก็เคยได้พบกับอันตรายและโอกาสวาสนามาเช่นเดียวกัน
แต่เจียงฉางเชิงก็ไม่เคยมาปรากฏตัว
แม้ว่าครั้งนี้จะพิเศษกว่าครั้งอื่นที่วิชาจะถูกถ่ายทอดเข้าไปในความทรงจำ
ก็ไม่น่าจะประจวบเหมาะเช่นนี้อยู่ดี
เจียงฉางเชิงกล่าว
“ใช่หรือไม่ไม่สำคัญ จงไขว่คว้าเอาไว้ให้ดี โอกาสวาสนาเช่นนี้ไม่ง่ายเลย”
ไม่ง่ายเลยจริงดังว่า!
แม้ว่าจะเป็นเพียงภาพเงาของความทรงจำช่วงหนึ่ง
แต่จากสิ่งที่เห็นก็สามารถมองออกว่าเจ้าของป้ายศิลาขังสวรรค์นี้แข็งแกร่งยิ่งนัก
และอาจเป็นไปได้ว่าจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าชาวยุทธ์คนใดในปัจจุบันนี้ด้วย
ป้ายศิลาขังสวรรค์ที่อยู่ไกลออกไปนั้นมีความสูงอย่างน้อยห้าจั้งอลังการเกินจริงนัก
ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เจียงฉางเชิงคิดถึงวิชาปฐมเทพมรรครกร้าง
เยี่ยสวินตี้ก็สามารถใช้ลมปราณก่อร่างเป็นป้ายศิลาเช่นกัน เพียงแต่เป็นป้ายศิลาที่ต่างกันเท่านั้น
มู่หลิงลั่วเดินไปข้างหน้าและสนทนากับเจียงฉางเชิงไปด้วย
พอคุยกันไปเรื่อยๆ นางก็รู้ว่าคนผู้นี้จะต้องเป็นพี่ฉางเชิงของนาง ไม่ใช่เป็นภาพลวงตาแน่นอน
ราศีและน้ำเสียงของเจียงฉางเชิงนั้นยากจะเลียนแบบได้
ท่าทีสูงส่งลึกล้ำยากหยั่ง รอบรู้ไปเสียทุกเรื่องเช่นนั้น เห็นชัดว่าเป็นพี่ฉางเชิงของนางแน่นอน
ทว่าแม้จะรู้ดังนี้นางก็ไม่ได้เข้าไปใกล้เจียงฉางเชิง
ไม่ว่าอย่างไรระวังเอาไว้สักหน่อยย่อมเป็นเรื่องดี
คนทั้งสองยังเดินไปไม่ถึงตรงหน้าป้ายศิลาขังสวรรค์ ฟ้าดินพลันสั่นสะเทือนอย่างหนัก
เกิดรอยแยกที่น่าสะพึงกลัวหลายรอยขึ้นบนพื้นดินและขยายออกจนกลายเป็นหุบเหวลึกอย่างรวดเร็ว
มู่หลิงลั่วตกใจจนเหินขึ้นไปอยู่กลางอากาศ
ส่วนเจียงฉางเชิงกลับอยู่ในอาการสงบยิ่ง เขายังคงยืนอยู่กับที่ และไม่ได้ตกลงไปตอนที่ข้างใต้เท้ากลายเป็นความว่างเปล่า
เมื่อเห็นว่าเขาไม่เป็นไร มู่หลิงลั่วจึงค่อยหันหน้าไปมอง นางพลันเบิกตาโตพร้อมกับสีหน้าตกตะลึง
ป้ายศิลาขังสวรรค์กลายเป็นกระบี่ศิลาขนาดมหึมาเกินเปรียบซึ่งตั้งอยู่ที่สุดปลายของฟ้าดิน
ข้างบนโกร่งกระบี่มีร่างคนร่างหนึ่งเอาหลังพิงด้ามกระบี่อยู่
เมื่อเขาอยู่บนกระบี่ศิลา มองเห็นว่าตัวเขาเล็กราวกับฝุ่นทีเดียว
แต่เขากลับมีราศีที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งและดึงดูดให้สายตาของมู่หลิงลั่วหยุดนิ่งอยู่ที่ตัวเขาในทันที
“คนรุ่นหลัง รู้จักกระบี่นี้หรือไม่”
เสียงเฉื่อยชาหนึ่งดังก้องกังวานขึ้น สั่นสะเทือนจนหูแทบหนวก
มู่หลิงลั่วขมวดคิ้ว นางย่อมไม่เคยเห็นกระบี่นี้มาก่อน
แต่หากตอบไปนางก็กลัวว่าจะพูดผิด
“เมื่อครู่พี่ฉางเชิงบอกว่า…”
แววตาของมู่หลิงลั่วเป็นประกาย นางบอกว่า
“ท่านคือผู้ใด”
“นามของข้าไม่สำคัญ วิถียุทธ์ข้าไม่ควรถูกกลบฝัง”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ มู่หลิงลั่วก็อดมองเจียงฉางเชิงด้วยสายตาที่ออกจะสงสัยไม่ได้
เจียงฉางเชิงยิ้มบอกว่า
“เจ้าลองพูดถึงสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องในตอนนี้ดูสิ”
มู่หลิงลั่วมองไปยังกระบี่ศิลายักษ์อีกครั้งและกล่าวว่า
“แต่ท่านก็ถูกกลบฝังแล้วกระมัง”
“ฮ่าๆๆ ผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล นายของข้าท่องมาจนทั่ว
คนรุ่นหลัง ช่วงเวลาที่เจ้าอยู่นี้มีจักรพรรดิยุทธ์หรือไม่”
มู่หลิงลั่วเลิกคิ้วแล้วกล่าวว่า
“ช่วยเร็วๆ หน่อยได้หรือไม่”
“จักรพรรดิยุทธ์คือสิ่งใด จักรพรรดิยุทธ์เป็นระดับสูงสุดแห่งวิถียุทธ์
เป็นพลังยุทธ์แกร่งกล้าที่ปกครองเผ่าพันธุ์หนึ่ง เป็นพละกำลังที่สามารถสั่นสะเทือนกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินได้”
‘พี่ฉางเชิงเขามีวิธีพูดที่ถูกกำหนดไว้แล้วจริงด้วย น่าสนใจจริงๆ’
“ดีมาก ดูทีว่าเจ้าได้เข้าใจการรับการถ่ายทอดแล้ว
คนรุ่นหลัง จงดึงกระบี่นี้ออกมา ขอเพียงเจ้าทำได้ เจ้าจะได้รับการถ่ายทอดจากข้า”
“พี่ฉางเชิงเขากับท่านเปรียบเทียบกัน ผู้ใดแข็งแกร่งกว่าเจ้าคะ”
เจียงฉางเชิงได้แต่ยิ้มไม่พูดเมื่อต้องพบเจอกับความอยากรู้อยากเห็นของมู่หลิงลั่ว
เสียงลึกลับนั้นก็ไม่ได้ดังขึ้นอีกแล้ว
มู่หลิงลั่วเหินขึ้นไปกลางอากาศเหนือกระบี่ศิลายักษ์ เจียงฉางเชิงตามนางขึ้นไป
พวกเขาก็เห็นคนผู้นั้นเช่นกัน
เขาผมเผ้ารุงรัง สวมเสื้อผ้าที่ทำจากหนังสัตว์ ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความโชกโชน
ดวงตาทั้งคู่ปิดสนิท มีรอยแผลยาวมากลากตามขวางผ่านเปลือกตา ใต้เปลือกตายยุบลง
เขาเอาสองมือกอดอก ผมขาวปลิวไปมา มีกลิ่นไอโบราณแผ่ซ่านจากทั่วกายเขา
ไม่ผิด เป็นคนผู้หนึ่งแต่กลับมีกลิ่นไอโบราณแผ่ซ่านออกมาจากตัว
กลิ่นไอชนิดนี้หาใช่ความแก่ชราทั่วไป
หากแต่เมื่อเห็นคนผู้นี้ก็จะสัมผัสได้ว่าเขามาจากโบราณกาลที่ห่างไกลออกไปอย่างมาก
เป็นผู้ที่ผ่านการฝึกฝนขัดเกลาจากกาลเวลา
มู่หลิงลั่วดึงสายตากลับมา นางเห็นไปที่ข้างฝักกระบี่
ลำพังแค่ฝักกระบี่ก็เป็นเหมือนเขาลูกหนึ่งแล้ว
นางประทับสองมือลงไป แต่แม้จะใช้กำลังทั้งหมดก็ยังไม่อาจทำให้มันขยับเขยื้อนได้แต่อย่างใด
นางพยายามดูหลายครั้งแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ทำไม่สำเร็จ
เจียงฉางเชิงกล่าวว่า
“การดึงกระบี่ ไม่ใช่การขืนดึงออกมา อย่าลืมเสียเล่าว่าที่นี่ไม่ใช่ความจริง”
มู่หลิงลั่วได้ฟังก็กระจ่างขึ้นมาทันใด นางหันไปข้างตัวเจียงฉางเชิง
มองไปยังกระบี่ศิลายักษ์อีกครั้ง แววตาแน่วแน่ขึ้นในบัดดล
ความเชื่อมั่นแน่วแน่อย่างหนึ่งพุ่งขึ้นมาในใจนาง
ซึ่งคือความเชื่อมั่นว่าจะสามารถดึงกระบี่เล่มนี้ออกมาได้นั่นเอง
ตัวของนางเองก็เป็นผู้มีพรสวรรค์อยู่แล้ว ตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยพบเจอกับความล้มเหลวมาก่อน
เบื้องลึกในหัวใจนางคือความรับผิดชอบในตนเอง
ฉะนั้นความเชื่อมั่นนี้จึงแข็งแกร่งนัก แค่ความเชื่อมั่นนี้เริ่มปรากฏขึ้น กระบี่ศิลาก็เริ่มสั่นไหวแล้ว
ฝุ่นคละคลุ้ง ปฐพีสั่นสะเทือน ร่างคนที่อยู่บนโกร่งกระบี่ยืนตัวตรงขึ้นมา
ทิ้งมือทั้งคู่ห้อยลง หันหน้าไปมองมู่หลิงลั่วและกล่าวว่า
“คิดไม่ถึงว่าหลังจากหมื่นภพชาติจะมีผู้ที่มีความเชื่อมั่นเช่นนี้
คนรุ่นหลัง เจ้ามีคุณสมบัติที่จะได้รับการถ่ายทอดจากข้า”
“จดจำชื่อข้าเอาไว้ ข้าคือจักรพรรดิยุทธ์ขังสวรรค์ กระบี่นี้นามว่ากระบี่ขังสวรรค์
มันสามารถช่วยให้เจ้าผาดโผนไปทั้งในและนอกสวรรค์ได้ อย่าได้ละทิ้งมันตลอดไป”
เสียงลึกลับดังขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงโชกโชน แต่กลับมีความองอาจห้าวหาญท้นฟ้า
ฟ้าดินทลายลงตามไป วิชาเข้าฝันของเจียงฉางเชิงถูกตัดขาด
มู่หลิงลั่วลืมตาขึ้น ดวงตาทั้งคู่มีแสงสีแดงส่องออกมา
กระบี่ขังเทวภูมิในมือแผ่โชคชะตามหาศาลออกมา ดึงดูดให้ปราณวิญญาณยุทธ์หลั่งไหลเข้าภายในกายนาง
ดวงตาทั้งคู่ของนางเริ่มปรากฏภาพคนฝึกยุทธ์หลายภาพ ใช้กระบวนท่าต่างกันและเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
ไกลออกไป เจียงฉางเชิงอยู่ที่ใต้ต้นวิญญาณปฐพี พยากรณ์ในใจว่า
‘ข้าอยากรู้ว่าครั้งจักรพรรดิยุทธ์ขังเทวภูมิยังมีชีวิตอยู่ ตอนที่เขาแข็งแกร่งที่สุดนั้นแข็งแกร่งเท่าใด’
[ไม่อาจพยากรณ์ได้ชั่วขณะ อยู่นอกเหนือจากขอบเขตการตรวจจับของระบบ]
แค่พยากรณ์ไม่ได้เท่านั้นแต่เคยมีตัวตนอยู่จริง
เจียงฉางเชิงสงสัยว่าศพของจักรพรรดิยุทธ์ขังเทวภูมิยังอยู่หรือไม่ เพราะศพของจักรพรรดิยุทธ์จะไม่สลายไป
ครั้งนี้เป็นการถ่ายทอดวิชาที่ต่างจากที่หลินเฮาเทียนเคยพบมา
ครั้งนั้นเป็นเพียงเคล็ดวิชาแต่ไม่มีศาสตราเทวะ
ดวงจิตที่อยู่บนเกล็ดทองใบหยกสามารถสัมผัสได้ว่ากำลังภายในของมู่หลิงลั่วกำลังขยายตัวขึ้น
นี่จึงจะคือการถ่ายทอดวิชา ไม่ใช่แค่สอนให้รู้วิธีจับปลา [1]
แต่ยังช่วยให้นางลอกคราบเป็นคนละคนด้วย!
เจียงฉางเชิงลงมาบนพื้นและถามว่า
“แม่นางจี เจ้าเคยได้ยินชื่อจักรพรรดิยุทธ์ขังเทวภูมิหรือไม่”
ได้ยินคำ สายตาของจีอูจวินก็เคลื่อนออกจากกระดาษที่อยู่ในมือ
นางมองเจียงฉางเชิงและกล่าวว่า
“รู้เจ้าค่ะ ในจารึกโบราณของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ได้บันทึกจักรพรรดิยุทธ์ต่างสมัยกันเอาไว้หลายสิบคน
แน่นอนว่าไม่ได้บันทึกไว้ทั้งหมด เป็นเพียงตามความเข้าใจของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น
จักรพรรดิยุทธ์ขังสวรรค์เป็นจักรพรรดิยุทธ์อยู่ในยุคโบราณอย่างยิ่ง
และวีรกรรมของเขาเล่าขานไปในเผ่ามนุษย์อย่างกว้างขวางด้วย
ทว่าผู้คนในหล้าไม่รู้นามที่แท้จริงของเขา หากแต่เห็นเขาเป็นเทพสวรรค์ผู้เบิกฟ้า
ตำนานเล่าขานว่าจุดเริ่มต้นของฟ้าดินเป็นความมืดมนอย่างที่สุด
มีเทพองค์หนึ่งเป็นผู้เบิกฟ้าด้วยกระบี่เดียวและนำแสงสว่างมาสู่โลกหล้า
เทพผู้เบิกฟ้าที่เอ่ยถึงนั่นก็คือจักรพรรดิยุทธ์ขังเทวภูมิ
เขามียุทธ์ที่แกร่งกล้า สามารถฟันท้องฟ้าด้วยกระบี่เดียว
สังหารปีศาจทรงพลังที่บดบังตะวันจ้าและนำแสงสว่างมาสู่แดนมนุษย์”
ตำนานนี้ก็ดึงดูดความสนใจของคนอื่นๆ ด้วย
จีอูจวินพูดต่อว่า
“เรื่องนานาที่เป็นตำนานของเทพเซียนในหล้า ส่วนมากแล้วคือสิ่งที่ชาวยุทธ์เป็นคนทำ
เพียงแต่ถูกรุ่นหลังๆ นำไปขยายความเท่านั้น แต่แน่นอนว่ามีเทพเซียนจริงๆ อยู่ด้วย ซึ่งก็คือท่านนั่นเอง”
สายตาที่นางมองเจียงฉางเชิงเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
นางอยากรู้เรื่องโลกของเทพเซียนยิ่งนัก
แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้ไป๋จีก็เคยถามมาแล้วแต่เจียงฉางเชิงไม่ได้ตอบ
ทำให้นางไม่กล้าถามมากความอีก
เยี่ยสวินตี้ถามด้วยความใคร่รู้ว่า
“จักรพรรดิยุทธ์ขังเทวภูมิแข็งแกร่งเพียงใด จัดอยู่ลำดับที่เท่าใดในบรรดาจักรพรรดิยุทธ์ในแต่ละยุคสมัย”
จีอูจวินส่ายหน้ากล่าวว่า
“ไม่แน่ใจ อย่างน้อยคงอยู่ในห้าอันดับแรกกระมัง
เพราะหนึ่งกระบี่เบิกฟ้าก็เป็นเรื่องที่จักรพรรดิยุทธ์จำนวนมากไม่เคยทำมาก่อน”
เจียงฉางเชิงนึกถึงคัมภีร์สังสารวัฏไร้พ่ายของหลินเฮาเทียนขึ้นมา จึงถามไปว่า
“มีจักรพรรดิยุทธ์ที่ใช้นามว่าไร้พ่ายหรือสังสารวัฏหรือไม่”
จีอูจวินพยักหน้ากล่าวว่า
“ต้องมีแน่นอน นั่นเป็นจักรพรรดิยุทธ์องค์หนึ่ง เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนเขาผาดโผนไปทั่วใต้หล้า
เป็นผู้ไร้เทียมทาน แม้แต่จักรพรรดิยุทธ์ที่อยู่ในยุคสมัยเดียวกันล้วนไม่ใช่คู่ปรับของเขา
วีรกรรมที่เลื่องชื่อที่สุดของเขาก็คือการชุบชีวิตจักรพรรดิยุทธ์โบราณผู้หนึ่งขึ้นมาแล้วเอาชนะเขาอีกครั้ง
คนผู้นี้ไปถึงขั้นที่เรียกว่าเป็นปีศาจคลุ้มคลั่งในเรื่องการต่อสู้ทีเดียว”
นางหยุดพูดครู่หนึ่งจึงพูดต่อว่า
“จักรพรรดิยุทธ์ไม่ดับสลาย ทั้งศพและวิชาของเขากระจายอยู่ทั่วใต้หล้า
อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไม่อาจเก็บรวบรวมมาได้ทั้งหมด
ขอสอบถามท่านมรรคาจารย์ว่าท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาจากพวกเขามาหรือเจ้าค่ะ”
เจียงฉางเชิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“ก็เพียงถามดูเท่านั้น”
ทุกคนไม่มีใครเชื่อแต่ก็ไม่กล้าซักไซ้
เยี่ยสวินตี้รีบถามว่า
“มีจักรพรรดิยุทธ์ที่มีนามว่าปฐมเทพมรรคารกร้างหรือไม่”
จีอูจวินส่ายหน้า
เยี่ยสวินตี้ไม่ยอมใจ ถามอีกว่า
“แล้วกายเทพมหาวัชระเล่า”
จีอูจวินกล่าวว่า
“กายเทพมหาวัชระเคยเกิดขึ้นในอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์มาก่อน
สิ่งที่พวกเจ้าฝึกฝนนั้นน่าจะคือสิ่งที่ผู้มีกายเทพผู้นั้นคิดค้นขึ้นมา
แม้จะแข็งแกร่งเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่อาจเทียบได้กับกายเทพมหาวัชระที่แท้จริงได้
แต่กายเทพมหาวัชระก็ยังไม่อาจไปถึงระดับสูงของจักรพรรดิยุทธ์
จักรพรรดิยุทธ์หาได้เป็นแค่ระดับขั้นเท่านั้น แต่ยังเป็นฉายาของผู้ไร้เทียมทานอีกด้วย
ฉะนั้นจักรพรรดิยุทธ์ในแต่ละช่วงเวลาและยุคสมัยจึงมีความแข็งแกร่งที่ไม่เท่ากัน”
“ใต้หล้าในปัจจุบันนี้ ข้าคิดว่าท่านมรรคาจารย์เพียงผู้เดียวที่มีคุณสมบัติจะเรียกขานได้ว่าเป็นจักรพรรดิยุทธ์”
เยี่ยสวินตี้แอบด่าทออยู่ในใจ
‘ช่างรู้จักประจบได้ถูกจังหวะเสียจริง ก็เล่นประจบไปจนหมด แล้วข้าจะทำเช่นใดเล่า’
[1] สอนให้รู้วิธีจับปลา หมายถึง สอนว่าทำอย่างไร