เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 227 แผลงศรยิงตะวัน ฟ้าดินสูญสิ้นสีสัน - 228
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 227 แผลงศรยิงตะวัน ฟ้าดินสูญสิ้นสีสัน - 228
เจียงฉางเชิงชื่นชมฝีมืออันแข็งแกร่งของกวนทงโยว
ผู้ฝึกยุทธ์ที่กล้าออกหน้าในเวลานี้ย่อมเป็นผู้แข็งแกร่งแห่งยุค
กวนทงโยวผู้มีเพลิงโทสะอัดแน่นอยู่เต็มอกถึงกับเป็นฝ่ายกดดันเผ่าอีกาสวรรค์ได้
หากพูดถึงมูลค่าแต้มเซ่นไหว้ของแต่ละฝ่าย ในอีกาสวรรค์ฝูงนี้ไม่มีสักตัวที่จะเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้
ทว่าเมื่ออีกาสวรรค์ทั้งฝูงรวมตัวกัน มูลค่าแต้มเซ่นไหว้ของพวกมันกลับมากกว่ากวนทงโยวถึงหกเท่า!
โดยเฉพาะจ่าฝูงอีกาสวรรค์ตัวนั้น แม้มูลค่าของมันจะน้อยกว่ากวนทงโยว แต่ความจริงแล้วพลังของมันน่ากลัวอย่างยิ่ง
เปลวเพลิงของมันแตกต่างจากอีกาสวรรค์ตัวอื่นอย่างเห็นได้ชัด ทันทีที่มันลงมือ เปลวเพลิงของมันก็แผดเผาลมปราณของกวนทงโยวบีบให้เขาต้องถอยร่นไปด้านหลัง
กวนทงโยวเริ่มใช้วิชายุทธ์สารพัดชนิด แม้กำลังต่อกรกับศัตรูมากมายด้วยตัวคนเดียว แต่เขาไม่มีความกลัวหรือความคิดจะหนีสักนิด ดูจากท่าทางแล้วกวนทงโยวคงคิดจะสู้ตาย!
ในใจของเจียงฉางเชิงเกิดความเสียดาย เหตุใดจึงมีเพียงคนเดียวที่ก้าวออกมาสู้กันนะ
หากเขาลงมือตอนนี้เกรงว่าจะถูกเผ่าปีศาจจับตามองนะ
แต่ช่างเถิด ช่วยคนผู้นี้หน่อยก็แล้วกัน!
แม้เจียงฉางเชิงจะไม่รู้จักกวนทงโยว แต่เขาชื่นชมความกล้าหาญของอีกฝ่ายอย่างยิ่งจึงยินดีจะช่วยชีวิตเขา
ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นก็ค่อยแก้ปัญหาไปทีละเปลาะก็แล้วกัน สู้ไม่ได้ก็หนี ต้นไม้ย้ายที่อาจตาย แต่คนย้ายถิ่นกลับรอด เรื่องอะไรจะต้องปักหลักหาที่ตาย!
เจียงฉางเชิงหยิบเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันออกมา อัญมณีบนเกาทัณฑ์เทพเปล่งแสงรัศมีเจิดจ้าหลากสี ดึงดูดสายตาของคนทั้งหมดมา
เมื่อเห็นภาพนี้ทุกคนก็ตื่นเต้น
“นายท่าน ท่านทนไม่ไหวแล้วหรือ”
“มรรคาจารย์ ท่านคิดจะอาศัยเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันคันนี้หรือ”
“แต่ว่า…นั่นเป็นอีกาสวรรค์เชียวนะ จะยิงมันตายได้หรือ”
“วิชาธนูของมรรคาจารย์ใต้หล้าไร้คู่ต่อกร อีกอย่างธนูคันนี้ก็บังเอิญนามว่ายิงตะวันเสียด้วย”
“คิดไม่ถึงมีนามว่ายิงตะวันแล้วจะได้เอามายิงดวงตะวันจริงๆ”
ทุกคนมองเจียงฉางเชิงอย่างเลื่อมใส รวมไปถึงจืออู๋จวินด้วย
เทพกระบี่นึกถึงธนูที่มรรคาจารย์เคยยิงตน
จืออู๋จวินนึกถึงธนูที่มรรคาจารย์ยิงตระกูลสิ้นภพ
เจียงฉางเชิงถือธนูในมือซ้าย แล้วเริ่มเล็งไปยังดวงตะวันทั้งหลายที่อยู่บนฟากฟ้า มือขวาน้าวสายธนูอย่างช้าๆ
เทพกระบี่ถามอย่างเป็นกังวล “จะยิงตรงนี้หรือ”
เจียงฉางเชิงหรี่ตา ย้อนถามว่า “ทำไม ไม่ได้หรือ”
“ควรเปลี่ยนตำแหน่งที่ยิงหรือไม่ ทำเช่นนั้นอาจชักนำให้เผ่าปีศาจเข้าใจผิดได้”
“ไม่จำเป็น ขอเพียงเผ่าอีกาสวรรค์ยังอยู่ พวกมันย่อมจดจำกลิ่นอายของผู้ที่สังหารสหายร่วมเผ่าของพวกมันได้ ไม่ว่ายิงจากทิศใด พวกมันก็ตามหากลิ่นอายของศัตรูพบ มิเช่นนั้นใต้หล้ากว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ สังหารอีกาสวรรค์สักตนเสร็จก็คงหลบเร้นได้อย่างสบายๆ แต่ความจริงก็คือไม่ว่าจะหลบหลีกหนีไปที่ใดล้วนต้องถูกอีกาสวรรค์ตามหาจนเจอ เว้นเสียแต่วามรรคาจารย์จะไปจากต้าจิ่ง แต่พูดกันตามตรง ต้าจิ่งที่ไม่มีมรรคาจารย์พิทักษ์ คงจะถูกราชอาณาจักรรอบด้านกลืนกินอย่างง่ายดาย แม้แต่จวนมังกรจำแลงนั่นก็อาจลุกขึ้นมาโค่นล้มการปกครองของตระกูลเจียง”
จืออู๋จวินส่ายหน้าอธิบายให้ฟัง เทพกระบี่ฟังจบ สีหน้าก็เคร่งขรึม
เจียงเจี่ยนเอ่ยว่า “มรรคาจารย์ลงมือเพื่อเผามนุษย์ เผามนุษย์ย่อมหมายรวมถึงต้าจิ่งด้วย ให้ต้าจิ่งร่วมแบกรับผลของการกระทำนี้ด้วยก็แล้วกัน”
เขาเองก็เป็นเชื้อพระวงศ์ตระกูลเจียง ย่อมมีสิทธิ์เอ่ยคำนี้
เจียงฉางเชิงเอ่ยว่า “เอาละ มองดูอย่างสบายใจเถิด วันนี้จะให้พวกเจ้าได้เห็นว่า ขอเพียงหมั่นเพียรฝึกยุทธ แม้แต่ตะวันจันทราก็อาจเอื้อมยิง แม้นเป็นท้องนภาก็อาจเอื้อมทลาย!”
ทุกคนได้ยินคำนี้พลันฮึกเหิม พวกเขามองเจียงฉางเชิงอย่างตื่นเต้นและตั้งตาคอย
ในเวลาเดียวกันนี้เอง
กวนทงโยวกำลังตกอยู่ในศึกอันดุเดือด รอบกายเขามีแต่เปลวเพลิง โชคดีที่เขามีลมปราณปกปักษ์กายาอยู่ ทว่าทำเช่นนี้สิ้นเปลืองลมปราณของเขาอย่างมาก
“น่าตายนัก…”
กวนทงโยวเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน มือขวาของเขากวัดแกว่งทวนยาว มือซ้ายใช้วิชายุทธ์ รุกรับอย่างเต็มกำลัง แต่ไม่อาจขับไล่ทะเลเพลิงอันน่ากลัวที่ล้อมอยู่รอบทิศได้แม้แต่น้อย
เปลวเพลิงที่อีกาสวรรค์ทั้งฝูงพ่นออกมา ก่อตัวกลายเป็นทะเลเพลิงขนาดหลายหมื่นลี้ อุณหภูมิของมันสูงอย่างที่สุด มากพอจะทำให้มนุษย์ธรรมดากลายเป็นเถ้าในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ
กวนทงโยวตระหนักดีว่าสถานการณ์ท่าจะไม่ดีแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้
เขากำลังซื้อเวลา เขาเชื่อว่าเผามนุษย์จะต้องมีผู้แข็งแกร่งสักคนยอมลงมือแน่ เผามนุษย์ไม่มีทางปล่อยให้เขาต่อสู้เพียงลำพัง
เผามนุษย์ เพียงขาดคนที่ก้าวออกมาคนแรกเท่านั้น
ตัวเขายินดีแบกรับความแค้นครั้งสำคัญของเผ่าปีศาจไว้เอง!
เจตนานี้แน่วแน่อย่างยิ่ง เพราะชั่วชีวิตนี้ของเขาพานพบผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานและยอดคนที่นานๆ ทีจะปรากฏมามากมายเหลือเกิน ในความคิดเขาเผ่ามนุษย์หาได้อ่อนแอกว่าเผ่าปีศาจ เพียงแต่พวกเขาสามัคคีกันไม่ได้ก็เท่านั้น
แต่เมื่อเผามนุษย์จนตรอก พวกเขาจะต้องสามัคคีกันอย่างแน่นแฟ้น
ตอนนี้พวกเขาก็ใกล้จะจนตรอกแล้ว!
กรงเล็บยักษ์ข้างหนึ่งโฉบลงมาจากท้องฟ้า มันแหวกทะเลเพลิงออกประหนึ่งเขาไท่ซานร่วงลงมาจากด้านบน กวนทงโยวยกทวนขึ้นสกัดตามสัญชาตญาณ ทว่าพลังมหาศาลอันยากจะจินตนาการสายหนึ่งโถมลงมาจนเขากระอักเลือด แล้วร่วงกราวรูดลงมาด้านล่าง ด้ามทวนของเขาสั่นระริก ลมปราณทั่วร่างถูกจู่โจมจนจวนเจียนจะแตกซ่าน
เขาร่วงลงไปหลายร้อยลี้กว่าจะตั้งหลักได้ จากนั้นก็เงยหน้ามอง จ่าฝูงอีกาสวรรค์ที่บินอยู่ด้านบนกำลังอ้าปากเล็งมาที่เขา เปลวเพลิงร้อนระอุในจงอยปากของมันก่อตัวเป็นพายุหมุน ตั้งท่าเตรียมโจมตี พลังอันน่าหวาดกลัวกำลังไหลมารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว
เวลานี้เขารู้สึกเหมือนตนเองตกอยู่ในเตาหลอมของเทพเซียน ทั่วทุกสารทิศมีแต่เปลวเพลิง เงยหน้าขึ้นไปก็เห็นจ่าฝูงอีกาสวรรค์ขนาดใหญ่โตมโหฬาร ช่างขมขวัญอย่างยิ่ง
กวนทงโยวไม่เคยรู้สึกไร้พลังเช่นนี้มานานนักแล้ว
บัดซบ…
กวนทงโยวดวงตาแดงก่ำ เวลานี้เขาโยนทุกความคิดทิ้งไปจากสมอง
ขอสู้จนตัวตาย!
อย่าให้เสียทีที่ฝึกยุทธ์มาช่วงชีวิต!
เขาเกิดเป็นมนุษย์ ได้รับถ่ายทอดวิชายุทธ์จากเผ่ามนุษย์ ย่อมสมควรสู้ตายเพื่อเผ่ามนุษย์!
กวนทงโยวคำรามอย่างเกรี้ยวกราด ยกทวนบุกไปข้างหน้า
เปรี้ยง! ทว่าทันใดนั้นเสียงระเบิดดังสนั่นพลันดังกึกก้องนภา กวนทงโยวรู้สึกว่าหูของตนเองเหมือนจะดับ เขาเบิกตาโต สีหน้าดูไม่อยากเชื่อ
แสงสีทองมหึมาเส้นหนึ่งพุ่งทะลวงมาจากด้านนอกของทะเลเพลิง มันทะลวงฝ่าทะเลเพลิงแล้วโจมตีทะลุหัวของจ่าฝูงอีกาสวรรค์
ไม่ผิดหรอก!
โจมตีทะลุ!
ฝนเลือดสาดเทลงมาประหนึ่งพายุฝน เขาหยุดชะงักมองภาพนี้อย่างตกตะลึง
เขาเคยสัมผัสกับพลังของจ่าฝูงอีกาสวรรค์มาก่อนแล้ว เขารู้ดีว่ามันแข็งแกร่งปานใด ทว่าเพียงพริบตาเดียวหัวของมันกลับถูกยิงระเบิดกระจุย
หลายลมหายใจก่อนหน้า ณ เมืองหลวง
เสียงเปรี้ยงดังกึกก้อง ประชาชนกับผู้ฝึกยุทธ์ในเมืองหันไปดูตามสัญชาตญาณ ทว่ายังไม่ทันหันไปสุดทาง พวกเขาก็มองเห็นแสงสีทองเส้นหนึ่งพุ่งตรงไปหาดวงตะวันสิบดวงที่ขอบฟ้า มันรวดเร็วยิ่งนัก เพียงพริบตาเดียวก็ลับหายขอบฟ้าไป
พวกเขาหันไปมองก็พบว่าหมอกวงกตบนเขามังกรผงาดถูกทะลวงเป็นรูใหญ่ เผยให้เห็นตัวภูเขาครึ่งหนึ่ง
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะตอบสนอง แสงสีทองอีกเส้นหนึ่งก็พุ่งออกมาอีกครั้ง พวกมันสะเทือนฟ้าสะเทือนดินไม่ต่างกัน
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!…
แสงสีทองสายแล้วสายเล่าพุ่งวูบผ่านไปประหนึ่งดาวตก พวกมันพุ่งไปทางขอบฟ้าอย่างต่อเนื่อง ทะเลเมฆบนท้องนภาถูกฉีกเป็นริ้วๆ ดูยิ่งใหญ่อลังการอย่างยิ่ง
เมืองหลวงฮือฮาในทันใด
“มรรคาจารย์ลงมือแล้ว”
“ข้าเคยได้ยินท่านปู่ของข้าพูดถึงแสงสีทองนั่น ก่อนหน้านี้มรรคาจารย์ก็ลงมือล้างบางศัตรูร้ายที่มารุกรานต้าจิ่งด้วยวิธีนี้”
“ถูกต้องแล้ว เล่ากันว่าทัพเรือของอาณาจักรตงไห่ถูกมรรคาจารย์ระเบิดทิ้งจากระยะไกล หนึ่งศึกกำหนดชะตา”
“มรรคาจารย์แข็งแกร่งนัก แต่นี่หมายความว่าอย่างไรกัน…นั่นเขาจะยิงดวงตะวันหรือ”
“เสียดาย…ยิงดวงตะวันหรือ น่ากลัวขนาดนั้นเชียว”
“เหลวไหล มรรคาจารย์เป็นท่านเซียน ตะวันจันทราล้วนอยู่ในกำมือของเขา ยิงตะวันแล้วอย่างไร ไม่แน่ว่าแม้แต่ดาวเดือนมรรคาจารย์ก็ยังสอยลงมาได้!”
ระหว่างที่คนทั่วทั้งเมืองถกเถียงกันอย่างตื่นเต้น ผืนนภากับพสุธาพลันสูญสิ้นสีสัน เสียงของคนทั้งหมดเงียบหายไปในบัดดล
ทั่วทั้งโลกาเหลือเพียงสีขาว ทุกคนต่างหันหน้าไปมอง
พวกเขามองเห็นดวงตะวันตรงขอบฟ้าระเบิดตามต่อกัน เกิดเป็นภาพการระเบิดอันตระการตา ทว่าแสงช่างเจิดจ้าจนทำให้พอฝืนมองเห็นเท่านั้น
สมองของคนทั้งหมดกลายเป็นสีขาวโพลน
มรรคาจารย์ยิงดวงตะวันจริงๆ รึ
ในเวลาเดียวกัน ภายในเรือนบนเขามังกรผงาด
จืออู๋จวินอ้าปากหวอ ทั้งร่างสั่นระริกมองเจียงฉางเชิง
นางเดาได้ว่าเจียงฉางเชิงน่าจะทำได้จริงๆ แต่เมื่อถึงเวลาที่เจียงฉางเชิงทำจริงๆ ความรู้สึกตื่นตะลึงนั่นก็ยังคงไม่อาจหาถ้อยคำใดมาพรรณนาได้
ความคิดของคนที่เหลือล้วนเป็นเฉกเช่นเดียวกับนาง แม้แต่ไป๋ฉีที่อยู่เคียงข้างเจียงฉางเชิงมานานที่สุดก็ยังแน่นิ่งเหมือนตุ๊กตาไม้
เจียงฉางเชิงยังค้างอยู่ในท่ายิงธนู เสื้อคลุมขนนกเทพกิเลนสะบัดดังพรึบพรับ แต่ร่างกายของเขานิ่งสนิทดังหินผา ใบหน้าของเขาราบเรียบไร้ระลอกคลื่น
มือขวาของเขาน้าวสายธนูอีกหน พลางพึมพำว่า “ในเมื่อยกโขยงกันมาแล้ว ก็ไปเกิดใหม่พร้อมกันให้หมดเลยก็แล้วกัน”
หลินเฮ่าเทียนผู้นั่งอยู่บนศพของจอมปีศาจร้อนจนจิตใจกระสับกระส่าย เขาไม่อาจดูดซับลมปราณกับโลหิตต่อได้ เขากำลังแหงนหน้ามองฟ้าก่นด่าสวรรค์เฮงซวย
“สวรรค์เฮงซวย จะปล่อยดวงตะวันออกมาเยอะอะไรขนาดนี้!”
“สวรรค์ ใครก็ได้มายิงดวงตะวันพวกนั้นทิ้งที เหลือไว้แค่ดวงเดียวก็พอแล้ว!”
“ผู้อาวุโส ผู้อาวุโส ท่านอยู่หรือไม่ ช่วยจัดการสภาพบนฟ้าหน่อยได้หรือไม่”
“เฮ้อ ช่างเถิด ข้าคงขอมากเกินไปเอง…”
หลินเฮ่าเทียนด่าไปด่ามา จู่ๆ เสียงก็เงียบหาย
เขาเบิกตาโต มองดูแสงสีทองสายแล้วสายเล่าที่เห็นจากขอบฟ้าฟากหนึ่ง วาดแหวกท้องนภา พุ่งเข้าไปโจมตีดวงตะวันที่ลอยสูงดวงแล้วดวงเล่านั่น ต่อจากนั้นแสงเจิดจ้าแสบตาก็สาดส่องไปทั่วผืนพิภพ ทำให้มหาสมุทรสูญสิ้นสีสัน
เขาอ้าปากหวออย่างไม่รู้ตัว
“ปากข้าศักดิ์สิทธิ์ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร”
“ประเดี๋ยวก่อนนะ แสงสีทองนั่นมัน…”
หลินเฮ่าเทียนนึกถึงแสงสีทองที่ผู้อาวุโสเคยส่งมาช่วยตน มันหน้าตาเหมือนกับแสงเมื่อครู่ทุกประการ
หรือว่าผู้อาวุโสได้ยินคำพร่ำบ่นของเขาจึงยิงดวงตะวัน เวลานี้ในใจเขาทั้งตกตะลึงทั้งตื่นเต้น
นี่เขากำลังได้รับความโปรดปรานจากตัวตนแบบไหนอยู่กันแน่นะ
ขบวนเรือของตระกูลมู่ที่อยู่ห่างออกไปอีกแดนสมุทรก็กำลังมองภาพนี้อยู่เช่นกัน มู่หลิงลั่วตกตะลึง ก้าวออกมาจากห้องทันที สิ่งที่เห็นคือแสงสว่างอันเจิดจ้าอย่างที่สุด นางหรี่ตาลง สิ่งที่พอเห็นเพียงอย่างเดียวก็คือดวงตะวันดวงแล้วดวงเล่าที่กำลังระเบิด
นางได้ยินเสียงอุทานตกใจดังมาจากรอบทิศ แล้วเข้าใจทันทีว่าเมื่อครู่เกิดสิ่งใดขึ้น
แสงสีทองสายแล้วสายเล่าพุ่งผ่านท้องนภาก่อนจะยิงดวงตะวันระเบิดไปทีละดวง
“แสงสีทอง…หรือว่าจะ…”
มู่หลิงลั่วคิดอะไรได้ก็ตื่นเต้นดีใจ นางเสียกิริยาอย่างที่หาได้ยาก ยังดีที่ตอนนี้ทั่วหล้าถูกแสงสว่างเจิดจ้ากลืนกลบ จึงไม่มีผู้ใดเห็นสีหน้าของนางชัด
ใต้ท้องนภามืดทะมึน ทะเลเพลิงยังคงลุกโหมรุนแรง อีกาสวรรค์ตัวแล้วตัวเลาร้องระงมเสียงเศร้าสลด ฟังแล้วบาดหูอย่างยิ่ง
กวนทงโยวชะเง้อมองไปรอบทะเลเพลิง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยสีหน้าตกตะลึง
เขาไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของผู้ใด แต่อีกฝ่ายต้องระดับขั้นสูงกว่าขั้นถ้ำสวรรค์เก้าเป็นแน่แท้
ต่อหน้าแสงสีทองลึกลับอันน่าหวาดกลัวหาใดเทียมนั่น ไม่มีอีกาสวรรค์ตนใดต้านไหว จ่าฝูงอีกาสวรรค์ตนนั้นถูกแสงสีทองสองสายยิงตาย กายเนื้อขนาดมโหฬารกลายเป็นพายุฝนเลือดพรั่งพรมลงมาบนโลก
“นี่ดูเหมือนจะเป็น…ลูกธนูลมปราณสินะ”
กวนทงโยวคิดในใจเงียบๆ หัวใจเต้นรัวเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ในตอนนี้เองแสงสีทองเส้นแล้วเส้นเล่าก็ยิงมาอีกครั้ง มันพุ่งผ่านหน้าเขาไปขับไล่ทะเลเพลิง เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันน่าหวาดกลัวที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน เขาถึงขั้นรู้สึกว่าตนเองกำลังจะตาย ทว่าแสงสีทองไม่ทำร้ายเขา พวกมันเพียงเฉียดผ่านร่างเขาไป แม้จะเป็นเช่นนี้ลมปราณทั่วร่างของเขาก็ยังสะเทือนจนเกือบแตกซ่าน
อีกาสวรรค์ตัวแล้วตัวเล่าที่กำลังหนีทยอยถูกยิงตาย เปลวเพลิงแผดเผา ไฟลุกโชนอย่างต่อเนื่อง
เมื่ออีกาสวรรค์ถูกสังหารจนหมด เลือดเนื้อของอีกาสวรรค์ตัวจ่าฝูงที่ถูกสอยไปตัวแรกสุดยังไม่ทันร่วงถึงมหาสมุทรด้วยซ้ำ มันยังร่วงอยู่กลางอากาศอยู่เลย
ยามที่ทุกสิ่งกลับมาสงบ ใต้ผืนนภาก็เหลือเพียงเปลวเพลิงสายแล้วสายเล่า แต่ไร้เงาอีกาสวรรค์
กวนทงโยวก้มหน้ามอง เบื้องล่างคือทะเลเลือดกว้างสุดลูกหูลูกตาที่มีเปลวเพลิงลุกไหม้ดูน่ากลัว มันเกิดมาจากเศษซากเลือดเนื้อของอีกาสวรรค์ทั้งหลายที่ถูกยิงจนร่างระเบิดตาย ทว่านั่นเป็นภาพลวงจากมุมมองที่ทับซ้อนกันเท่านั้น ความจริงแล้วพวกมันคือห่าฝนห่าใหญ่ที่ร่วงลงมาสูงต่ำไม่เท่ากัน เพียงแต่เมื่อมองจากจุดที่สูงที่สุด ดูเหมือนทะเลเลือด
ตอนที่ 228 ค่ายกลกระบี่สุริยันจันทร์สวรรค์พิภพ
ตอนที่ 228 ค่ายกลกระบี่สุริยันจันทร์สวรรค์พิภพ
ยามสีสันหวนคืนสู่ฟ้าดิน ผู้คนในเรือนบนเขามังกรผงาดก็ได้สติกลับมาด้วย พวกเขาต่างพากันอุทานอย่างตกตะลึง ถอนหายใจอึ้งทึ่งกับอภินิหารอันยิ่งใหญ่ของมรรคาจารย์
“แม้แต่ภาพจักรพรรดิยุทธ์ฉิวเทียนหนึ่งกระบี่เบิกฟ้า ข้าก็คิดว่าอาจตระการตาสู้มรรคาจารย์ยิงตะวันไม่ได้”
“มรรคาจารย์ ท่านบรรลุเป็นจักรพรรดิยุทธ์แล้วสินะ”
“จักรพรรดิยุทธ์อะไรเล่า นายท่านของข้าคือท่านเซียน ใช่มนุษย์กล้ามที่ทำได้แค่ฝึกยุทธ์เสียที่ไหน”
“หากมิใช่ว่าข้าเห็นด้วยตาตนเอง ข้าคงมิกล้าเชื่อเป็นแน่ จู่ๆ ข้าก็ชักอยากจะฝึกวิชายิงธนูขึ้นมาบ้างแล้ว”
“คันธนูกับลูกธนูไม่สำคัญ ต่อให้ไม่มีคันธนูเล่มนี้ มรรคาจารย์ก็มีวิธีอยู่ดี”
เจียงฉางเชิงฟังทุกคนถกเถียงกันด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจเสียดายเล็กน้อย
แม้พวกอีกาสวรรค์ที่ก่อเรื่องจะตายสิ้นแล้ว แต่ใช่ว่าจะกำจัดเผ่าอีกาสวรรค์สิ้นทั้งเผ่าพันธุ์ ก่อนหน้านี้เขาเคยถามอีกาสวรรค์ที่ถูกคัมภีร์ภูผาสมุทรควบคุมแล้ว จึงรู้มาว่าเผ่าอีกาสวรรค์ไม่มีรังเป็นหลักแหล่ง พวกมันท่องเที่ยวใต้หล้ามิกลัวเกรงสิ่งใด ได้รับความยำเกรงจากสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย
แต่ในเมื่อมีอีกาสวรรค์ล้มตายมากถึงเพียงนี้ อีกาสวรรค์ที่เหลือคงกล้าแต่ไปขอความช่วยเหลือ ไม่กล้าบุกมาเอง
เจียงฉางเชิงเก็บเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันเรียบร้อยแล้วจึงเอ่ยว่า “ตั้งใจฝึกวิชาต่อเถิด สักวันหนึ่งพวกเจ้าก็จะบรรลุถึงระดับนี้ หรืออาจแข็งแกร่งยิ่งกว่า”
กล่าวจบเขาก็เดินไปทางห้องของตนเอง
คำพูดนี้ของเขาทำให้ทุกคนเลือดร้อนฉีดพล่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยี่ยสวินตี่กับเจียงเจี่ยน ผู้ที่รักการต่อสู้เป็นที่สุดอย่างพวกเขาไฟลุกโชน
จืออู๋จวินรอบรู้ นางย่อมไม่เชื่อง่ายๆ พลังระดับมรรคาจารย์มิใช่สิ่งที่อาศัยความเพียรพยายามอย่างเดียวแล้วจะบรรลุถึง อารมณ์ของนางซับซ้อนอย่างยิ่ง
หายนะครั้งใหญ่เช่นนี้กลับไม่มีเทพสงครามของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก้าวออกมาช่วย ในฐานะทายาทราชสกุลจือ หัวใจของนางโกรธเกรี้ยวยิ่งนัก แต่นางก็เข้าใจว่าคนเหล่านั้นกำลังคิดอะไร ในความคิดของพวกเขา ไม่ว่าหายนะครั้งนี้จะพรากชีวิตคนไปเท่าใด ขอเพียงเผามนุษย์ยังอยู่ก็เท่ากับมีความหวัง หากพวกเขาลงมือแล้วถูกเผาปีศาจหมายตาเข้า กลับจะได้ไม่คุ้มเสีย
เทพสงครามทั้งสิบแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ไม่โผล่มาแม้แต่คนเดียว พวกเขาคิดแต่จะสั่งสมกำลังพล รอคอยยามเผามนุษย์ผงาดพลิกกลับมาตอบโต้
แม้เข้าใจ แต่นางไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง ความไม่สบอารมณ์นี้แปรเปลี่ยนมาเป็นความนับถืออันท่วมท้นต่อมรรคาจารย์
มรรคาจารย์ก็ลังเลเช่นกัน แต่สุดท้ายเขาเลือกลงมือ หากพูดถึงความกล้าหาญ มรรคาจารย์ไม่พ่ายแพ้ให้เทพสงครามเหล่านั้นของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์สักนิด
นอกจากเทพสงครามของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ พวกราชวงศ์แห่งโชคชะตาที่หมายจะแย่งชิงฐานะอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์พวกนั้นก็เหมือนกัน ไม่มีใครควรค่าพอให้พูดถึงสักคน!
เป็นครั้งแรกที่จืออู๋จวินรู้สึกว่าต้าจิ่งมีหวังที่จะเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์จริงๆ!
อย่างน้อยอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่มีวันถือกำเนิดมาจากการหดหัว แต่ต้องห้าวหาญกล้าบุกตะลุย ผนึกดินแดนทั่วทุกสารทิศ ต้องสู้จึงจะได้เป็น!
ไม่ใช่เหี้ยมหาญได้แค่กับราชวงศ์แห่งโชคชะตาอื่นของเผ่ามนุษย์ แต่กับเผ่าปีศาจก็ต้องไร้ความหวาดกลัวด้วย!
นี่จึงจะเป็นคุณสมบัติของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์!
จิตใจของจืออู๋จวินเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว ก่อนหน้านี้นางเพียงอยากศึกษาวรยุทธ์จากมรรคาจารย์ เพราะไหนๆ นางก็ไม่มีที่ไปอยู่แล้ว การช่วยเหลือต้าจิ่งก็เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม แต่ ณ ห้วงเวลานี้ นางอยากช่วยเหลือต้าจิ่งจากใจจริง!
สายตาของนางเลื่อนไปจับบนใบหน้าของเจียงเจี่ยน จากนั้นก็นึกถึงเจียงเชอ ในใจนางเกิดข้อสันนิษฐานอันใจกล้าประการหนึ่ง
แม้ดูไม่มีเหตุผล แต่เมื่อยอมรับข้อสันนิษฐานนี้แล้ว ข้อสงสัยทั้งปวงกลับถูกไขอย่างง่ายดาย
ยิ่งหากข้อสันนิษฐานนี้เป็นเรื่องจริง นางก็ยิ่งมั่นใจในต้าจิ่งมากขึ้นอีก
ในเวลาเดียวกัน เผ่ามนุษย์ทั้งหลายทั่วทั้งทะเลไร้ขอบเขตล้วนกำลังพูดถึงเหตุการณ์อันน่าตกตะลึงหนนี้ คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนยิงดวงตะวัน แต่ชาวต้าจิ่งต่างรู้ดี เมื่อเป็นเช่นนี้ช้าเร็วเรื่องนี้ย่อมค่อยๆ แพร่กระจายไปทั่วหล้า
ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดรางวัลรอดชีวิตที่เจียงฉางเชิงรอคอยอยู่นานก็มาถึง
[ปีไท่เหอที่เจ็ด เผ่าอีกาสวรรค์ยกพลออกมาตามหาสหายร่วมเผ่าพันธุ์ พวกมันแผดเผาทะเลไร้ขอบเขต นำหายนะครั้งใหญ่มาสู่ทะเลแห่งนี้ แต่เจ้าลงมือทันกาล ทำให้ผ่านพ้นเคราะห์ภัยหนนี้ได้สำเร็จ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นสมบัติอาคม นามว่า ‘ค่ายกลกระบี่สุริยันจันทร์สวรรค์พิภพ’]
ค่ายกลกระบี่!
แต่เหตุไฉนจึงเป็นสมบัติอาคม?
ไม่ควรจะเป็นค่ายกลหรอกหรือ?
เจียงฉางเชิงนึกสนใจจึงรับสืบทอดความทรงจำทันที
ค่ายกลกระบี่สุริยันจันทร์สวรรค์พิภพ สร้างมาจากกระบี่สวรรค์พิภพสามสิบหกเล่ม ยามค่ายกลกระบี่ปรากฏ แม้สุริยันจันทราก็อาจกลับตาลปัตร ขอบเขตของค่ายกลกระบี่กว้างใหญ่จนแทบจะไร้จุดสิ้นสุด ขึ้นอยู่กับพลังวิญญาณของผู้ใช้ค่ายกลเป็นสำคัญ ขอเพียงพลังวิญญาณมากพอ มันก็อาจปกคลุมได้ทั่วทั้งโลก สิ่งนี้เป็นค่ายกลกระบี่อันแข็งแกร่งที่ขีดสูงสุดของพลังสูงยิ่งนัก ทำได้ทั้งกักขังศัตรู สังหารศัตรู หรือแม้กระทั่งทำให้ศัตรูดับสูญทั้งกายาและดวงจิต มิอาจกลับมาเกิดใหม่ได้อีกชั่วนิรันดร์
ขอเพียงควบคุมกระบี่สวรรค์พิภพสามสิบหกเล่มได้ก็จะวางค่ายกลได้เอง
เจียงฉางเชิงหยิบสมบัติอาคมออกมา กระบี่สำริดเรียวเล็กเล่มแล้วเล่มเล่าปรากฏอยู่กลางฝ่ามือของเขา กระบี่เหล่านี้ยาวเท่ากันทุกประการ บนตัวพวกมันมีลวดลายวิจิตรงดงามและแผ่ไอเย็นออกมา มือข้างเดียวของเขาก็ถือกระบี่สวรรค์พิภพทั้งหมดไว้ในฝ่ามือได้
เขาเริ่มเจาะเขตอาคมของค่ายกลกระบี่
กระบวนการนี้ใช้เวลาไปสองวันสองคืนเต็มๆ กว่าที่ค่ายกลกระบี่สุริยันจันทร์สวรรค์พิภพจะยอมรับเขาเป็นนายอย่างสมบูรณ์ เขายกมือขวาขึ้น กระบี่สวรรค์พิภพที่เรียวเล็กยิ่งกว่านิ้วมือของเขาลอยวนเวียนอยู่กลางฝ่ามือ แปรเปลี่ยนเป็นค่ายกลได้ดั่งใจ งดงามมากทีเดียว
ไม่เลว น่าสนุกดี
เจียงฉางเชิงนำค่ายกลกระบี่สุริยันจันทร์สวรรค์พิภพเดินออกมาจากห้อง เวลานี้พลบค่ำแล้ว
พวกที่ฝึกวิชาอยู่ในลานเรือนพากันลืมตาหันมามองเจียงฉางเชิง
เทพกระบี่สังเกตเห็นกระบี่ในมือเขาเป็นคนแรก จึงถามอย่างสงสัยใคร่รู้ว่า “มรรคาจารย์ ในมือท่านนั่นมัน…”
เจียงฉางเชิงตอบว่า “สองวันนี้อารมณ์ไม่สงบจึงหลอมของเล่นชิ้นน้อยออกมา ไม่มีประโยชน์อันใดหรอกมีไว้เล่นเท่านั้น”
เทพกระบี่เห็นกระบี่น้อยสามสิบหกเล่มที่หมุนวนอยู่บนฝ่ามือของเขาก็ไม่คิดอะไรมาก กระบี่เล็กจิ๋วถึงเพียงนั้นก็คงไม่มีพลังสังหารมากมายเท่าไรจริงๆ นั่นแหละ
ทว่าพอนึกถึงใบหยกเกล็ดทองของมรรคาจารย์ขึ้นมา เขาก็พลันคิดว่าเจ้าสิ่งนี้ต้องมีความมหัศจรรย์อื่นอยู่อีกแน่
ความคิดของคนอื่นๆ ก็ใกล้เคียงกัน ของสิ่งใดอยู่ในมือมรรคาจารย์ล้วนกลายเป็นศาสตราสังหารศัตรูได้ทั้งนั้น แต่หากมอบกระบี่เล่มน้อยเช่นนี้ให้พวกเขา อย่างมากที่สุดมันก็เป็นได้เพียงอาวุธลับ
เจียงฉางเชิงนั่งลงใต้ต้นวิญญาณปฐพี เขาขยับค่ายกลกระบี่สุริยันจันทร์สวรรค์พิภพในมือเล่น แล้วเริ่มพยากรณ์สำรวจผู้แข็งแกร่งบริเวณรอบๆ อย่างเงียบๆ ในใจ
แม้เหตุการณ์จะผ่านไปสองวันแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่มีผู้แข็งแกร่งที่น่าหวาดกลัวคนใดมาโจมตี
เขาเรียกแต้มเซ่นไหว้ออกมาสำรวจดูก็พบว่าแต้มเซ่นไหว้เพิ่มพูนเร็วขึ้นอีกแล้ว นับเป็นเรื่องดีงามเรื่องที่สอง
“เมื่อวานโอรสสวรรค์แวะมาบอกว่าต้องการทำความต้องการของประชาชน สร้างรูปสลักของท่านไว้ในแต่ละรัฐ” เจียงเจี่ยนขยับเข้ามาบอก
เจียงฉางเชิงส่ายหน้า “ไยต้องให้ประชาชนต้องเสียทรัพย์ด้วยเล่า”
ในใจเขาลอบยินดีแต่ฉากหน้าแสร้งทำเป็นไม่สนใจ ทำเช่นนี้ศัตรูย่อมไม่มีวันคิดว่าเขาต้องการความศรัทธาจากผู้คน เหตุการณ์ในตอนนี้คือผู้คนทั้งหลายศรัทธาเขาจึงจะตั้งรูปสลักให้เขา มิใช่เขาเป็นผู้ขอร้องเอง
แต้มเซ่นไหว้เกี่ยวพันถึงการผ่านด่านเคราะห์ แล้วยังช่วยคนข้างกายได้อีก ดังนั้นเขาย่อมต้องระมัดระวัง
เจียงเจี่ยนหัวเราะตอบว่า “ข้ากลับคิดว่าเป็นเรื่องดี เทวรูปของท่านอาจข่มขวัญพวกสัตว์ปีศาจได้ อีกอย่างทำเช่นนี้ชาวต้าจิ่งทุกรุ่นจะได้จดจำความดีงามของท่านสืบไป จดจำว่ากว่าจะมาเป็นต้าจิ่งมิใช่เรื่องง่าย”
จืออู๋จวินเห็นด้วย “ข้าก็คิดเช่นนั้น ความศรัทธาและความเชื่อเดียวกันจะช่วยทำให้ประชาชนของราชวงศ์แห่งโชคชะตาเป็นปึกแผ่น แม้แต่ในอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ ขุนนางที่เก่งกาจกับเทพสงครามแต่ละรุ่นก็ถูกนับถือเป็นเทพเช่นกัน ด้วยวิธีการนี้ อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์จึงรวมจิตใจของผู้คน เพิ่มความรู้สึกรักแว่นแคว้นและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ในใจประชาชนได้”
เจียงฉางเชิงพยักหน้าตอบว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจเขาเถิด”
เขาพยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งที่สุดในหมู่เผ่าปีศาจที่เคยเผยตัวมาจนบัดนี้ พบว่าเขามีมูลค่าเกินหนึ่งร้อยล้านแต้มเซ่นไหว้พอดี นับว่ายังสู้ผู้แข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ที่เคยสืบดูก่อนหน้านี้ไม่ได้
ถึงจะตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว แต่เขาก็ยังไม่วางใจ เพราะความแข็งแกร่งของเผ่าปีศาจอยู่ที่จำนวน อีกทั้งแผ่นดินก็กว้างใหญ่ ไม่แน่ว่าระบบจะสำรวจได้ทั่วทั้งโลกอย่างครบถ้วนจริงๆ
เพิ่งมูลค่าเกินหนึ่งร้อยล้านแต้มเซ่นไหว้มานิดๆ หากเพียงเท่านี้เจียงฉางเชิงยังมีกำลังพอสู้ได้อยู่
ความจริงในใจเขารู้อยู่ดีว่าต่อให้เป็นศัตรูผู้น่ากลัวที่มูลค่าเท่ากับสองร้อยล้านแต้ม หากเขาทุ่มกำลังทั้งหมดก็มีโอกาสชนะได้เหมือนกัน ไม่ว่าอย่างไรเขาก็มีสมบัติอาคมและพลังอภินิหารมากมายถึงเพียงนี้ แต่หากทำเช่นนั้นผลลัพธ์จะไม่แน่นอนเกินไปหน่อย สำหรับเขา ต้องมีโอกาสชนะร้อยเปอร์เซ็นต์เท่านั้นจึงจะลงมือ เขาเตือนตนเองเช่นนี้เสมอ
จะไม่ปล่อยให้ศัตรูจับขีดสูงสุดพลังของตนเองได้อย่างเด็ดขาด!
ทุกคนถูกดึงสมาธิไปเช่นนี้ก็ไม่อาจสงบใจฝึกวิชาต่อได้แล้ว พวกเขาเริ่มหันไปถามจืออู๋จวินเกี่ยวกับผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งจนได้รับการขนานนามว่าเทพเหล่านั้น
เจียงฉางเชิงสงบใจฝึกวิชา ทะนุถนอมเวลาทุกนาทีทุกเสี้ยววินาที
เพียงพริบตาเดียว เวลาสองเดือนก็ผ่านพ้นไป เหตุการณ์ที่มรรคาจารย์ยิงดวงตะวันเลื่องลือไปทั่ว มันแพร่กระจายไปทั้งต้าจิ่ง ความเร็วของการเพิ่มแต้มเซ่นไหว้บรรลุถึงระดับใหม่
[ตรวจสอบพบว่าแต้มเซ่นไหว้ของเจ้าทะลุหนึ่งพันล้านเป็นครั้งแรก เปิดฟังก์ชันเซ่นไหว้ นามว่า “เซ่นไหว้อัญเชิญเทพ”]
[ฟังก์ชันเซ่นไหว้อัญเชิญเทพ ผู้ศรัทธาที่ศรัทธาในตัวเจ้าอย่างถึงที่สุดสามารถอัญเชิญพลังของเจ้าลงมาประทับร่าง เพื่อช่วยพวกเขาแก้ไขสถานการณ์คับขันได้]
อัญเชิญเทพ!
ฟังก์ชันเซ่นไหว้อัญเชิญเทพ!
ดวงตาของเจียงฉางเชิงทอประกายปีติยินดี นี่เป็นสิ่งที่เขาสร้างไว้ในเกมเมื่อชาติก่อน คิดไม่ถึงว่าจะถูกระบบรอดชีวิตยกมาทั้งดุ้น
ฟังก์ชันนี้ดูเหมือนไม่มีประโยชน์อะไร ทำได้เพียงช่วยเหลือผู้อื่น ทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นไม่ได้ ทว่าความจริงแล้วมันมีประโยชน์มากยิ่งนัก เมื่อผู้ศรัทธาเลื่อมใสในตัวเขาแล้วสามารถอัญเชิญเขาไปประทับร่างได้ เรื่องนี้ต้องสร้างผลกระทบมหาศาล ดึงดูดผู้ศรัทธามาเซ่นไหว้เพิ่มมากกว่าเดิมอย่างแน่นอน
ไม่แน่ว่าอาจมีคนเช่นฉีหยวนถือกำเนิดขึ้นมาอีกมากมาย ช่วยเขาก่อตั้งลัทธิก็เป็นได้
แต่ธรณีประตูที่ต้องก้าวข้ามก็มีอยู่ ศรัทธาในตัวเขาอย่างที่สุดที่กล่าวถึงนี้หมายถึงตายแทนเขาได้
เจียงฉางเชิงเริ่มลองตรวจดูว่าผู้ศรัทธาเช่นนี้มีอยู่เท่าไร ไม่สำรวจก็ช่างมันเถิด แต่พอสำรวจแล้วกลับต้องสะดุ้งโหยง เพราะพวกเขามีมากกว่าหนึ่งล้านคน
ในหมู่คนเหล่านั้นมีมู่หลิงลั่ว หลินเฮ่าเทียน เทพกระบี่กับจืออู๋จวินอยู่ด้วย
เรื่องนี้ทำให้เจียงฉางเชิงคิดไม่ถึง เทพกระบี่กับจืออู๋จวินไม่เคยจุดธูปเซ่นไหว้เขา ปกติก็ท่าทางนิ่งเฉย ไม่มีปฏิกิริยามากมายเช่นคนอื่น แต่คิดไม่ถึงว่าในหัวใจของพวกเขา ตนกลับมีฐานะสูงส่งถึงเพียงนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจืออู๋จวิน ก่อนเหตุการณ์ยิงดวงตะวัน นางยังไม่ใช่ผู้ศรัทธาของเขาด้วยซ้ำ
เจียงฉางเชิงหันไปมองไป๋ฉีกับเยี่ยสวินตี่ ดวงตาทอประกายล้ำลึกจางๆ
เขาไม่โกรธ เขาเข้าใจได้ ไม่ว่าอย่างไรเจ้าสองคนนี้ก็อยู่ในกลุ่มผู้ศรัทธาของเขา เพียงแต่ตอนนี้พวกเขายังไม่ถึงขั้นตายแทนเขาได้ก็เท่านั้นเอง เขารู้มานานแล้วว่าผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ไม่จำเป็นต้องจุดธูปไหว้เขาเสมอไป การจุดธูปเซ่นไหว้บังเอิญเป็นการแสดงออกถึงศรัทธาในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น ขอเพียงภาวนาถึงเขาอยู่ในใจอย่างสม่ำเสมอก็มอบแต้มเซ่นไหว้ให้เขาได้เหมือนกัน นี่ก็คือวิธีการที่ทำให้เกิดผู้ศรัทธาที่เป็นสัตว์ปีศาจ
เขาเพียงรู้สึกสะท้อนใจพอสมควรที่เจ้าสองคนนี้ขี้ประจบตั้งขนาดนั้น แต่กลับศรัทธาในตัวเขาสู้คนอื่นไม่ได้
ดูท่าความจงรักภักดีของคนผู้หนึ่งจะดูกันที่คำพูดไม่ได้จริงๆ
เจียงฉางเชิงตัดสินใจแล้ว หลังจากนี้ทุกเดือนเขาจะเลือกผู้ศรัทธาหนึ่งคน แล้วประทับร่างช่วยเขาขจัดอุปสรรคในชีวิต
เมื่อมีฟังก์ชันเซ่นไหว้อัญเชิญเทพแล้ว หลังจากนี้เวลาจะช่วยมู่หลิงลั่วกับหลินเฮ่าเทียนก็ง่ายขึ้นไปอีก
“แม่นางจือ เจ้ามาอยู่ที่นี่สักระยะหนึ่งแล้ว สมควรถ่ายทอดวิชายุทธ์ให้เจ้าบ้าง อยากรำเรียนสิ่งใดเล่า”
เจียงฉางเชิงเอ่ยปาก ทันทีที่คำพูดนี้เอ่ยออกมา จืออู๋จวินก็เบิกตาโต สีหน้าตกตะลึงระคนยินดี นางรีบคารวะขอบคุณเจียงฉางเชิง
แม้คนอื่นๆ จะอิจฉา แต่ก็รู้สึกยินดีมากเช่นกัน อยู่ด้วยกันมานานขนาดนี้ พวกเขารู้สึกดีกับองค์หญิงจากอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้มาก นางนับได้ว่าเป็นวีรสตรีผู้กล้าอย่างแท้จริง
เจียงฉางเชิงกวักมือ จืออู๋จวินเดินมานั่งขัดสมาธิตรงหน้าเขาทันที เพิ่งจะนั่งลง เขาก็ยกมือขวาขึ้นมาจรดนิ้วชี้ตรงดวงตาของนาง ชั่วพริบตานั้นนางก็ตกอยู่ในห้วงภวังค์ ในดวงตามองเห็นเงาร่างหนึ่งกำลังฝึกวรยุทธ์ขยับไปมา ก่อเกิดเป็นกระบวนท่า
อีกฝั่งหนึ่ง ณ โรงเตี๊ยมเบาใจในทะเลสวรรค์
เสี่ยวเอ้อร์กำลังเช็ดโต๊ะ ในโรงเตี๊ยมไม่มีแขก เซียวปู้ขู่ที่ล่วงเข้าสู่วัยชราแล้วกำลังเหม่อลอย ส่วนผู้ดูแลโรงเตี๊ยมกำลังคิ้วขมวดทำบัญชี
ในตอนนั้นเองเงาร่างหนึ่งก็ย่างเท้าเข้ามาถามว่า “จางอิงอยู่ที่ใด”