เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 230 ได้พบข้าก็คือโชคชะตาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเจ้า
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 230 ได้พบข้าก็คือโชคชะตาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเจ้า
ปีไท่เหอที่เก้า ช่วงฤดูใบไม้ผลิ
ภายในห้องทรงพระอักษร เจียงเชอวางฎีกาลงคลึงหว่างคิ้วใบหน้าเต็มไปด้วยความอ่อนล้า
เขากล่าวว่า “พาองค์รัชทายาทมา”
สะบั้นเศียรที่ยืนอยู่ข้างๆ หายวับไปกับที่ในทันใด
ผ่านไปไม่นานองค์รัชทายาทเจียงซิ่งก็มาถึงโดยมีสะบั้นเศียรตามมาข้างหลัง
“เสด็จพ่อทรงมีเรื่องเร่งด่วนใดกันลูกกำลังยุ่งอยู่ทีเดียว ท่านสะบั้นเศียรก็เช่นกันไม่ยอมให้ชักช้าแม้สักอึดใจเดียว” เจียงซิ่งพึมพำไม่พอใจอย่างยิ่ง
เจียงเชอเหล่ตามองเขาแล้วก็ถลึงตาใส่ เขาตกใจจนคอหดและไม่กล้าบ่นอีก
จากนั้นเจียงซิ่งก็วิ่งไปข้างหลังเจียงเชอไปนวดหลังให้เขาด้วยสีหน้าประจบประแจงและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เสด็จพ่อ แล้วเป็นเรื่องใดกันแน่ท่านตรัสเถิดแม้จะให้ลูกปีนภูเขาดาบลงทะเลเพลิงลูกก็จะไม่ลังเลเด็ดขาด”
“เช่นนั้นเจ้าไปตายเสียเถิด”
“พะยะค่ะ!” เจียงซิ่งไม่พูดพร่ำทำเพลงหันหลังแล้วจากไปทันที
“หยุดก่อน!” เจียงเชอร้องลั่น เจียงซิ่งหันตัวมาทันใดและมองเขาพลางหัวเราะรื่นเริง
เจียงเชออ่อนใจก่อนโยนฎีกาให้เขาพอเข้ารับมาก็เปิดดูก่อนถามด้วยสีหน้าหยอกเย้าว่า “เสด็จพ่อ องค์หญิงแห่งเพิ่งเทียนหน้าตาเป็นเช่นใดหากว่าไม่สวยลูกจะไม่แต่งด้วย เพิ่งเทียนเป็นสิ่งใดกันเป็นแค่แม่ทัพไม่เอาไหนของต้าจิ่งต่อให้เอาองค์หญิงแต่งเข้ามาก็ต่องเลือกที่ดีที่สุดนี่มิใช่แค่หน้าตาของลูกเท่านั้นแต่ยังเป็นพระพักตร์ของพระองค์ด้วย”
เจียงเชออ่อนใจกับคำพูดนี้ของเขาเหลือเกินแต่คำพูดในตอนท้ายกลับลึกลงไปในใจเขา
“ซึ่งก็หมายความว่าเจ้าไม่ได้คัดค้าน”
“ล้วนแล้วแต่เสด็จพ่อตัดสินพระทัย เพียงตรัสมาคำเดียว ลูกจะหย่าขาดกับชายาเอกในยามนี้ก็ยังได้!”
“เลอะเลือน เจ้าน่ะเจ้าไม่เคยเอาจริงเอาจังแต่อย่างใด ไสหัวไปเถอะเราเห็นเจ้าก็รำคาญใจ ระวังไว้ว่าสักวันหนึ่งเราจะถอดตำแหน่งองค์รัชทายาทของเจ้าเสีย”
“หึๆ เดิมทีตำแหน่งองค์รัชทายาทก็เป็นเสด็จพ่อทรงกำหนดอยู่แล้ว ลูกๆ ทำตามพระประสงค์ของเสด็จพ่อเสมอ พะยะค่ะ!”
พูดจบเจียงซิ่งก็รีบร้อนออกไป
เจียงเชอโมโหจนยิ้มออกมาเขาทั้งรักทั้งชังโอรสองค์นี้จริงๆ
เจียงเชอสงบจิตใจลงก่อนหยิบฎีกาขึ้นมาอีกครั้งแล้วถามว่า “องค์รัชทายาทกำลังยุ่งกับเรื่องใดอยู่หรือ”
สะบั้นเศียรกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยชาวา “หอวสันตฤดูจันทรา มีดาวเด่นมาใหม่ผู้หนึ่งมาจากโพ้นทะเล องค์รัชทายาททรงกำลังติดพันอยู่ทุกวันทุกคืนพะยะค่ะ”
เจียงเชอได้ฟังแล้วใบหน้าพลันบิดเบี้ยวขึ้นมาและไม่เอ่ยสิ่งใดอีก
ข่าวเรื่ององค์รัชทายาทต้าจิ่งกำลังจะอภิเษกกับองค์หญิงเพิ่งเทียนแพร่สะพัดออกไปภายในเวลาสั้นๆ แค่หนึ่งเดือนก็แพร่ไปทั่วทุกรัฐของต้าจิ่งแล้วทำให้ชาวบ้านทั่วใต้หล้าพากันยินดี
การอภิเษกกับองค์หญิงเป็นเรื่องดีเป็นการเพิ่มพูนกำลังแคว้นแก่ต้าจิ่ง หากได้อภิเษกกับองค์หญิงย่อมจะมีท่าทีนอบน้อมกับเราด้วย
ฮวงชวนหาเวลาว่างมาหาเจียงฉางเชิงเมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้และเอ่ยถึงเจียงซิ่งใบหน้าของเขาก็เปี่ยมด้วยรอยยิ้มเห็นชัดว่ามีความใกล้ชิดสนิทสนมอย่างยิ่ง
เจียงซิ่งไม่ได้ถูกเจียงฉางเชิงหมายตาแต่ก็มิใช่ว่าไม่ได้ทำสิ่งใดเลยแต่ได้ดึงตัวฮวงชวนหลิงเซียวให้ขึ้นมาที่อารามมังกรผงาดบ่อยๆ เพื่อคอยเข้ามาคลุกคลีกับเหล่าศิษย์แม้ว่าเขาจะเจ้าชู้แต่ก็มีวาสนาเรื่องคนอย่างมาก อย่างน้อยภายในเมืองหลวงก็มีน้อยนักที่ชิงชังเขา
เวลาเจ้าหมอนี้หาความสำราญจะไปหาเฉพาะนางคณิกา ไม่เคยไปแตะต้องสตรีชาวบ้านหรือตระกูลขุนนางบู๊บุ๋นต่างๆ เวลานี้มีเพียงพระชายาเอกผู้เดียวและยังเป็นผู้ที่โอรสสวรรค์จัดหาให้ด้วย
แม้จะบอกว่าเขารักสนุกเพียงเพราะเรื่องที่ชอบเที่ยวหอนางโลมซึ่งทำให้พระราชวงศ์เสียหน้า
“ดูทีว่าหลี่หยาถูกนายท่านสยบแล้วหรือเจ้าคะ” ไป๋ฉีกล่าวทอดถอนใจคนอื่นๆ ก็คิดดังนี้เช่นกัน ต้าจิ่งจะมีหน้าตามาจากที่ใดมิใช่แค่หลี่หยาอยากประจบมรรคาจารย์?
เยี่ยสวินตี่เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าหมอนั่นก็น่าจะรับอนุได้แล้วทุกคราวข้าไปเดินเที่ยวในเมืองจะเห็นเขาอยู่ในหอเสมอ” เขาเองก็ชอบไปในทำนองนั้นเช่นกันเพราะเขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่เลือดลมพลุ่งพล่านจึงต้องไประบายอารมณ์อยู่บ่อยครั้ง
เจียงฉางเชิงก็ไม่ได้ไปจำกัดสิ่งที่เขาทัน แม้แต่จืออู๋จวินและไป๋ฉีก็ยังไปเที่ยวเล่นในเมืองนานๆ ครั้งเพื่อไปดูสิ่งต่างๆ ไปโรงเตี๊ยมฟังเหล่าปัญญาชนเล่าเรื่องต่างๆ ในใต้หล้าโดยเฉพาะหวงเทียนกับเฮยเทียนที่พอตกกลางคืนก็จะคอยแอบไปเที่ยวในเมืองจนกระทั่งครั้งหนึ่งเคยทำให้เกิดเรื่องเล่าลือในเมืองหลวงเกี่ยวกับปีศาจแมวด้วย
เมื่อเจียงเชอได้รู้เรื่องหวงเทียนกับเฮยเทียนแล้วจึงวางใจ มีเพียงเจียงฉางเชิงที่ไม่ชอบไปในเมือง
เขาเป็นเซียนจิตนิ่งดุจน้ำสามารถควบคุมความปรารถนาของตนได้อย่างสบายเขาชมชอบความรู้สึกเวลาฝึกวิชามากว่า ตอนที่รับลมปราณเข้าสู่ร่างกายนั้นวิเศษนัก
ทุกคนเริ่มค่อนแคะเจียงซิ่งขึ้นมา
เจียงฉางเชิงไม่ได้ร่วมวงสนทนาด้วยเขามองไปยังทิศทางของเมืองหลวงใจลอยอยู่เงียบๆ เขากำลังตรวจดูหลินเฮ่าเทียนอยู่
เจ้าหนุ่มนี่ได้พบกับสิ่งอัศจรรย์อีกครั้งแล้ว!
ดูจากเรื่องนี้มู่หลิงลั่วจะถูกเขาสะบัดทิ้งห่างอีกแล้ว
เบื้องล่างใต้ฟ้าครามบนซากศพของปีศาจขนาดมหึมา หลินเฮ่าเทียนนั่งขัดสมาธิอยู่เอาสองมือกอดอกแค่นเสียงกล่าวว่า “ไม่ตกลงก็คือไม่ตกลง!”
ตาเฒ่าตัวผอมบางสกปรกผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างเขาสวมเสื้อผ้าป่านทั้งตัวจมูกสีแดงก่ำห้อยน้ำเต้าใส่สุราไว้ที่เอว
ตาเฒ่าสกปรกยักไหล่ใส่หลินเฮ่าเทียนและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ไอ้น้องชาย อย่าสิ มาเป็นศิษย์ของข้ามีข้อดีล้นฟ้าทีเดียวนะ”
หลินเฮ่าเทียนปรายตามองเขาหนหนึ่งกล่าวว่า “เจ้าคนก็ไม่ใช่ปีศาจก็ไม่เชิง ไปอยู่กับเจ้ารู้สึกว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นทุกคราว”
หลายวันก่อนเขากำลังดูดซับปราณโลหิตของปีศาจอยู่ ตาเฒ่าผู้นี้ก็ปรากฏตัววับขึ้นมาตรงหน้าเขาเกือบทำให้เขาตกใจตายตาเฒ่าเห็นว่าเขามีกระดูกที่น่าอัศจรรย์ชีพจรโลหิตพิเศษจึงอยากรับเขาเป็นศิษย์
ตาเฒ่าผู้นี้แข็งแกร่งมากแต่ยึดถือในหลักการของตนอย่างมากทั้งไม่ยอมใช้ไม้แข็งจะต้องให้เขายอมเป็นศิษย์ด้วยความยินยอมพร้อมใจเท่านั้นห้ามบีบบังคับ หลินเฮ่าเทียนได้ฟังไม่ต้องบีบบังคับก็ปฏิเสธเสียแล้ว หารู้ไม่ว่าตาเฒ่าผู้นี้กลับเริ่มตามตื้อไม่เลิก
“แน่นอนว่าข้าคนก็ไม่ใช่ปีศาจก็ไม่เชิง แต่เจ้าเป็นทั้งคนเป็นทั้งปีศาจไม่ใช่วาเหมือนข้าหรอกหรือ” ตาเฒ่าหัวเราะเหอะๆ
หลินเฮ่าเทียนกล่าวอย่างระอาใจว่า “ผู้อาวุโสข้ามีอาจารย์แล้ว ท่านอย่าได้มาบีบคั้นข้าเลย”
“ข้าบีบคั้นเจ้าที่ไหนกันข้าจะบอกเจ้าให้ ข้าเก่งกาจมากทีเดียว”
“แต่ว่าแม้แต่ชื่อท่านก็ยังไม่มีข่าวว่านะ ท่านคงกลัวจะเอ่ยชื่อตนเองออกมา”
“ไม่ ข้าแค่ยังหาความหมายของชื่อไม่เจอเท่านั้น” ตาเฒ่าหัวเราะฮือเหอเขาดึงขวดน้ำเต้าใส่สุราออกมาขวดหนึ่งและส่งให้หลินเฮ่าเทียนพลางกล่าวว่า “ดื่มสักหน่อย”
หลินเฮ่าเทียนรับขวดน้ำเต้าใส่สุรามา แล้วดื่มไปอึกๆ จากนั้นเขาก็เรอออกมาเสียงดังสนั่นครั้งหนึ่งแล้วทอดถอนใจว่า “รสดีสะใจ ดื่มอีก…”
พึ่บ! เขาล้มนอนแผ่ทันใดใบหน้ากลายเป็นสีแดงก่ำที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าอย่างรวดเร็วดวงตาทั้งคู่เหม่อลอย
เหยี่ยวอัสนีเวหาที่อยู่ข้างๆ ตื่นตกใจจนกระโจนเข้าใส่ตาเฒ่า ตาเฒ่าผู้นั้นชี้นิ้วออกไปลมปราณพุ่งเข้าในกายของเหยี่ยวอัสนีเวหา เหยี่ยวอัสนีเวหาพลันขยับตัวไม่ได้ในทันที
“เหอะๆ เจ้าตัวเล็กวางใจเถิดข้าไม่ทำร้ายเจ้านายของเจ้าหรอก ในเมื่อเจ้านายของเจ้าไม่ยอมไหว้ข้าเป็นอาจารย์ เช่นนั้นข้าก็ทำได้เพียงต้องล้มเลิกความตั้งใจแต่ข้ายินดีจะถ่ายทอดของเล็กน้อยให้เขา” ตาเฒ่าพูดจบก็ถอดเสื้อผ้าของหลินเฮ่าเทียนออก
เจียงฉางเชิงใต้ต้นวิญญาณปฐพีที่อยู่ห่างออกไป เห็นกับตาว่าตาเฒ่าเปลื้องเสื้อผ้าของหลินเฮ่าเทียนออกจนล่อนจ้อนและลูบคลำเนื้อตัวของเขา
เห็นภาพนี้แล้วเจียงฉางเชิงเกือบจะลงมือแล้วทว่าเมื่อคำนึงถึงว่าระบบไม่อาจตรวจวัดพลังของอีกฝ่ายได้เขาจึงจำเป็นต้องอดทนเอาไว้
ไม่ผิดไม่สามารถตรวจวัดได้
[เกี่ยวพันถึงกฎเกณฑ์ฟ้าดินไม่สามารถพยากรณ์ความสามารถของอีกฝ่ายได้เป็นการชั่วคราว]
นี่ยังเป็นครั้งแรกที่มีข้อความแจ้งเตือนเช่นนี้ด้วย!
ลมปราณของเจ้าหมอนี้สับสนเกินเปรียบคล้ายว่าเข้ากับร่างกายไม่ได้อย่างยิ่งหลังจากสัมผัสผ่านความรู้สึกในใจของหลินเฮ่าเทียน เจียงฉางเชิงเกิดความคาดเดาที่หาญกล้าขึ้นมาข้อหนึ่ง
คนไม่ใช่ปีศาจไม่เชิง! ตาเฒ่าก็คือจักรพรรดิยุทธ์โบราณของราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ฟื้นคืนชีพมาก่อนหน้านี้! ด้วยเหตุนี้ลมปราณของเขาจึงได้สับสนนักหนา!
หากว่าตาเฒ่าเป็นจักรพรรดิยุทธ์โบราณจริงๆ หลินเฮ่าเทียนก็จะไม่อาจต้านเขาได้แต่ว่าเขาไม่จำเป็นต้องใช้เวลาตั้งหลายวันเพื่อประจบเอาใจเช่นนี้จึงไม่น่าจะมีเจตนาร้าย
โอกาสทอง!
เจียงฉางเชิงทอดถอนใจอยู่ในอก ร่างกายของหลินเฮ่าเทียนมีชีพจรโลหิตที่พิเศษและได้รับการถ่ายทอดจากจักรพรรดิยุทธ์และยังได้พบกับจักรพรรดิยุทธ์โบราณที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาและต้องการรับเข้าเป็นศิษย์
นี่มันเป็นเส้นทางของตัวเอกชนิดใดกัน แม้ว่าเขาจะช่วยโกงให้มู่หลิงลั่วก็ยังตามไม่ทันเลย
เขาจ้องมองการกระทำของตาเฒ่าอย่างถี่ถ้วน หลังจากลูบคลำหลินเฮ่าเทียนอยู่นานตาเฒ่าจึงได้วางมือลงด้วยความพึงพอใจก่อนเอ่ยชมว่า “ไม่เลวชีพจรโลหิตของเผ่ามนุษย์และเผ่าปีศาจจะไม่เข้ากันได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ โดยมากแล้วเมื่อเกิดออกมาก็จะตายตั้งแต่เล็ก บรรพบุรุษของเจ้าหนุ่มนี่ไม่ธรรมดาเป็นการผสมผสานของผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์และผู้แข็งแกร่งเผ่าปีศาจเกิดมาเช่นหายนะที่เคยคาดการณ์ไว้แล้ว มีโชคชะตายิ่งใหญ่อยู่ในกาย”
“ในเมื่อให้ข้าได้เจอแล้ว เช่นนั้นก็ให้ในใต้หล้านี้มีตัวแปรที่มากขึ้นสักหน่อย เจ้าหนุ่มได้พบกับข้าก็คือโชคชะตาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเจ้า!”
เขายกมือขึ้นซัดฝ่ามือเข้าใส่หลินเฮ่าเทียนลมปราณเข้าครอบคลุมหลินเฮ่าเทียนผิวหนังจอมปีศาจที่อยู่ข้างใต้ตัวหลินเฮ่าเทียนเริ่มละลายกลายเป็นปราณโลหิตแสนน่ากลัวพุ่งเข้าใส่หลินเฮ่าเทียน
พริบตาเดียวหลินเฮ่าเทียนก็กลายเป็นดักแด้โลหิต ปราณโลหิตรอบกายเป็นเหมือนเส้นใยที่พันอยู่โดยรอบหนาแน่นเหมือนกับดักแด้
ตาเฒ่ามองไปรอบทิศด้วยความสงสัยแล้วพึมพำว่า “แปลกนะเหตุใดจึงรู้สึกว่าไม่ค่อยอิสระ ดูท่าเทวรูปในร่างนี้กำลังแว้งกัดข้าอีกแล้ว”
อีกฟากหนึ่ง เจียงฉางเชิงกำลังสัมผัสความในใจของหลินเฮ่าเทียน
เจ้าหนุ่มนี่กำลังฝันอยู่ เจียงฉางเชิงจึงใช้วิชาเข้าฝันในทันทีพบว่าเขากำลังทำศึกกับใต้หล้าอยู่ในความฝันและในฝันยังมีเจียงฉางเชิงด้วย
“ผู้อาวุโสเห็นแล้วหรือไม่ข้าช่วยต้าจิ่งเลื่อนชั้นเป็นราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์แล้วโอรสสวรรค์ทรงแต่งตั้งให้ข้าเป็นเทพแห่งยุทธ์ ข้าทำให้ท่านมีหน้ามีตาได้แล้ว!”
“ฮ่าๆๆ ผู้อาวุโสข้าก็สามารถยิงตะวันได้เช่นกัน สง่างามได้เช่นท่านหรือไม่”
“ลูกผู้น้อง…เหตุใดเจ้าจึงยืนอยู่ข้างกายศัตรู”
“บัดซบ ผู้อาวุโสคุ้มครองข้ามาช่วงชีวิต แต่ยามนี้ในเมื่อเจ้ายืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับต้าจิ่ง เช่นนั้นข้าจึงทำได้แต่ต้องลงมือ ลูกผู้น้องวาสนาในภพหน้า…ช่างเถิด!”
ฝันของเขาค่อยๆ ปรากฏขึ้นเรื่อยๆ โดยระหว่างที่เขากำลังทำสงครามก็ได้พบกับคนที่เคยรู้จักมากมาย
เมื่อเห็นว่าเจ้าหนุ่มผู้นี้ยังคงคิดถึงลูกผู้น้อง เจียงฉางเชิงก็หมดคำพูดอย่างยิ่ง ทว่าท่าทีที่เจ้าหนุ่มนี้ช่วยเหลือต้าจิ่งเขาก็รู้สึกพอใจอย่างมาก เวลานี้เรื่องการต่อสู้ของราชวงศ์แห่งโชคชะตาแพร่ไปทั่วใต้หล้า แม้หลินเฮ่าเทียนยังไม่มาถึงต้าจิ่งก็รู้เรื่องรู้ว่าต้าจิ่งจะเข้าต่อสู้กับราชวงศ์แห่งโชคชะตาด้วย
ในสายตาของเขา การที่ผู้อาวุโสให้เขาไปต้าจิ่ง ผู้อาวุโสจะต้องเป็นผู้ที่มีฐานะสูงส่งอย่างยิ่งในต้าจิ่ง ดังนั้นการช่วยเหลือต้าจิ่งก็คือการตอบแทนบุญคุณให้แก่ผู้อาวุโส
ความฝันเปลี่ยนไปมาไม่หยุดหย่อนหลินเฮ่าเทียนพบกับสงครามหลากหลายรูปแบบมีทั้งปีศาจ มีทั้งมนุษย์ และมีถังอัดศูนย์โบราณ (สำนักยุทธ์โบราณ) ยังมีร่างที่น่าหวาดกลัวอีกมากมายทั้งโหดร้ายน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าปีศาจมากนัก
เจียงฉางเชิงยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่ปกติ คล้ายว่าภาพฝันนี้จะเป็นความทรงจำ เพียงแต่ผู้คนที่หลินเฮ่าเทียนรู้จักนั้นเป็นตัวเขาที่ฝืนเติมใส่ลงไป
ช้าก่อน หรือว่านี่ก็คือความทรงจำในการต่อสู้ของตาเฒ่าผู้นั้น
เจียงฉางเชิงสัมผัสได้ว่าหลินเฮ่าเทียนกำลังจะโกงหนักแล้ว
นี่ไม่เท่ากับการกรอกความรู้ใส่หัว เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การต่อสู้หรอกหรือ แม้ว่าพลังยุทธ์ไมอาจเพิ่มขึ้นชนิดพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน แต่จะต้องทำให้เขาเปลี่ยนเป็นคนใหม่ ประสบการณ์รบของจักรพรรดิยุทธ์นับเป็นโชควาสนาที่ยากจะจินตนาการได้
รวดเร็วจากนั้นเขาก็เห็นว่าตัวเขาในฝันถูกมารยักษ์น่าหวาดกลัวที่มองได้ไม่ชัดเจนสังหารทำให้หลินเฮ่าเทียนถูกกระตุ้นขึ้นมาและเข้าสู่ภาวะคลุ้มคลั่งจากนั้นก็ถูกหักแขนข้างหนึ่งเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมารยักษ์นี่แต่อย่างใดแต่หลินเฮ่าเทียนก็ยังเข้าสู่อย่างไม่คิดชีวิต จิตสังหารนั้นน่ากลัวเป็นที่สุด
เขาไม่รู้ว่าควรยินดีหรือว่าอ่อนใจดี
ความยินดีที่เขาได้กลายเป็นคนที่สำคัญที่สุดในใจของหลินเฮ่าเทียนไปโดยไม่ทันรู้สึกตัว เขาไม่ได้ดูแลหลินเฮ่าเทียนไปเสียเปล่า
อ่อนใจเพราะได้เห็นตนเองตายไปในความฝันของผู้อื่น น่าหงุดหงิดชะมัด
เจียงฉางเชิงยังคงอยู่ในฝันต่อไปเขาค่อยๆ พบว่าตนเองคล้ายได้ตระหนักรู้จากการต่อสู้ของหลินเฮ่าเทียนเช่นกัน นี้นับว่าเขาก็ได้เพิ่มโชควาสนาให้กับหลินเฮ่าเทียนด้วย