เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 269 สืบยอดวิชาเทพแห่งเผ่าราชา
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 269 สืบยอดวิชาเทพแห่งเผ่าราชา
[ ต้องใช้แต้มเซ่นไหว 3,700,000,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่ ]
เจียงฉางเซิงมองการแจ้งเตือนแถบนี้แล้วเลิกคิ้ว เพิ่มขึ้นมาเกือบสามร้อยล้าน ไม่รู้ว่าเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดคนที่พยากรณ์พบก่อนหน้านี้หรือไม่ แต่สมองบอกเขาว่าน่าจะไม่ใช่ นี่เพิ่งจะกี่ปีกันจะเพิ่มเร็วถึงเพียงนั้นได้อย่างไรกันเล่า!
เจียงฉางเซิงแผ่จิตสัมผัสออกไป ผ่านไปไม่นานเขาก็ดึงจิตสัมผัสกลับมา ตอนนี้ในขอบเขตที่จิตสัมผัสของเขาสำรวจไม่มีตัวตนระดับจักรพรรดิฟ้าดินอยู่ ต้าจิ่งยังปลอดภัยมากในตอนนี้เขาถึงวางใจ หลังจากนั้นจึงชมการต่อสู้ต่อ
จีอู๋จวินนั่งอยู่ข้างเขานางถามเสียงเบา
“มรรคาจารย์ จักรพรรดิยุทธ์จากยุคโบราณที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาสองคนกำลังต่อสู้กันอยู่หรือเจ้าคะ”
เจียงฉางเซิงตอบว่า “ถูกต้องแล้ว”
จีอู๋จวินเอ่ยต่อ
“พวกเขาคงไม่สู้กันจนถึงตายเพราะไม่จำเป็น แต่ข้าเป็นห่วงว่าหลังจากพวกเขาตัดสินแพ้ชนะกันได้แล้ว จะเริ่มฟื้นคืนชีพจักรพรรดิยุทธ์โบราณคนอื่น ขยายขุมกำลังของพวกเขาออกไปเรื่อยๆ หากขุมกำลังกลุ่มนี้ถือกำเนิดขึ้นมาจริงๆ ต้องเป็นภัยต่อเผ่ามนุษย์กับเผ่าปีศาจแน่ บางทีพวกเขาอาจกลายเป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดก็เป็นได้”
“เรื่องนั้นก็ช่วยไม่ได้… หวังว่าเผ่ามนุษย์จะเก็บซ่อนซากร่างของจักรพรรดิยุทธ์โบราณพวกนั้นเอาไว้ให้ดี ภายในมหาสมุทรไร้ขอบเขตมีศพของจักรพรรดิยุทธ์โบราณอยู่อย่างน้อยเก้าคน หากจักรพรรดิยุทธ์สิบเอ็ดคนร่วมมือกัน ไม่กล้าจินตนาการเลยว่าพวกเขาจะแข็งแกร่งมากเพียงใด”
“นี่เป็นสิ่งที่เผ่ามนุษย์ต้องเผชิญ เจ้ากังวลใจไปก็ไร้ประโยชน์ แทนที่จะกลัวฟ้าถล่ม มิสู้พากเพียรทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นดีกว่าหรือ จักรพรรดิยุทธ์ไม่ควรเป็นระดับขั้นสูงสุดของเผ่ามนุษย์ ควรมีนามของระดับขั้นที่แข็งแกร่งกว่าได้ แล้วข้าคาดหวังกับเจ้ามากนะ บนตัวเจ้ามีพรสวรรค์ที่ไม่ด้อยกว่าจักรพรรดิยุทธ์อยู่ อย่ามองพวกเขาสูงส่งเกินไปเพราะความเก่าแก่ของพวกเขาเลย”
แม้เจียงฉางเซิงจะจับตามองทางใต้อยู่ แต่สีหน้าของเขาจริงจังและน้ำเสียงก็ไม่เหมือนกำลังเอ่ยโกหกสักนิด จีอู๋จวินได้ยินแล้วหัวใจพลันเต้นรัวเร็ว นางเชื่อมั่นในพรสวรรค์ของตนเองอยู่บ้างแต่ไม่เคยมั่นใจถึงเพียงนี้มาก่อน
ข้าก้าวข้ามจักรพรรดิยุทธ์ได้จริงหรือ? จีอู๋จวินฮึกเหิม มรรคาจารย์มิเคยพูดโกหก แล้วยิ่งตัวเขาเป็นท่านเซียน สายตาของเขาย่อมเหนือกว่ามนุษย์เดินดินอยู่แล้ว
“ข้าจะฝึกฝนวิชาให้ดี จะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างเด็ดขาด!”
จีอู๋จวินบอกเสียงจริงจัง หลังจากนั้นจึงลุกขึ้นเดินไปยังตำแหน่งของตนเองแล้วเริ่มทำสมาธิฝึกกำลังภายใน
ไป๋ฉีอดไมไหวเอ่ยหยอกว่า “เจ้าเชื่อจริงๆ หรือ นายท่านต้องแค่ปลอบใจเจ้าแน่”
จีอู๋จวินเหลือบมองมันแล้วเอ่ยว่า “ถ้าเช่นนั้นมรรคาจารย์เคยปลอบใจเจ้าเช่นนี้หรือไม่เล่า”
รอยยิ้มของไป๋ฉีแข็งทื่อทันควัน มันราวกับถูกกระทบกระเทือนจิตใจครั้งใหญ่ ร่างหมาป่าทรุดยวบ เจียงฉางเซิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เห็นชัดว่าขบขันยิ่ง ยิ่งรู้สึกแย่มันก็ยิ่งรู้สึกแย่
ไป๋ฉีสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยของเขา จึงยกกรงเล็บขึ้นมากุมหัว อยากหายตัวไปจากโลกนี้
ผ่านไปอีกสองวัน ศึกใหญ่ระหว่างจักรพรรดิยุทธ์ก็สิ้นสุดลง มหาจักรพรรดิอูเหรินพ่ายแพ้ยอมจำนนต่อผู้เฒ่าซกมก พวกเขาเหาะไปยังทิศตะวันตกของมหาสมุทรไร้ขอบเขต วสันต์จากจร สารทย่ำเยือน หนึ่งปีผ่านพ้น หมู่มวลพฤกษางอกเงยโรยราเวียนวน กาลเวลาห้าปีผ่านไปราวกับชั่วพริบตา
ปีชางเลอที่เก้า ในอุทยานของวังหลวง
โอรสสวรรค์เจียงซิ่งนอนอยู่ในสระน้ำดื่มด่ำกับการแช่น้ำร้อนด้วยท่าทางเกียจคร้าน แม้อายุร้อยกว่าปีอย่างเขาจะไม่นับว่าแก่ชรา แต่เขากลับผ่ายผอมลงเรื่อยๆ ยามแสงตะวันต้องกายทำให้เห็นลายซี่โครงบนร่างของเขาอย่างชัดเจน
ขันทีคนหนึ่งสาวเท้าเร็วไวเข้ามาหมอบอยู่ริมสระน้ำแล้วกระซิบถ้อยคำบางอย่างข้างหูเขา เจียงซิ่งปรือตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้าแล้วเอ่ยว่า
“หมายความว่าเขาทำสำเร็จอยู่บ้างสินะ”
ขันทีลูกหมอบก้มหน้าตอบว่า
“ได้ยินมาว่าต้องขอบคุณวิชาลับวิชาหนึ่งที่พระสนมอวิ้มอบให้ฝ่าบาท พระสนมอวิ้ไม่ธรรมดาเลยพะยะค่ะ นางมีกองกำลังลึกลับกองหนึ่งอยู่ข้างนอก คอยช่วยส่งสมุนไพรนานาชนิดมาให้ไท่ซ่างหวง สมุนไพรหลายอย่างในนั้นแม้แต่ในคลังของแคว้นก็ไม่เคยมีบันทึกไว้ในตำราพะยะค่ะ”
เจียงซิ่งขมวดคิ้ว เขามีความแค้นกับพระสนมอวิ้ สาเหตุสำคัญก็เป็นเพราะหลังจากพระสนมอวิ้ปรากฏตัว เจียงเชอก็ไปเยี่ยมเสด็จแม่ของเขาน้อยครั้งนัก หลายปีก่อนเสด็จแม่ของเขาจากไปด้วยความเศร้าหมอง เรื่องนี้ทำให้เขาไม่พอใจพระสนมอวิ้อย่างยิ่ง
แม้จะมีแค้นแต่เขาก็ไม่เคยลงมือกับพระสนมอวิ้ ตัวเขาก็เป็นโอรสสวรรค์จึงเข้าใจความรู้สึกที่เจียงเชอมีต่อเสด็จแม่ดี ฮองเฮามิใช่สตรีที่โอรสสวรรค์รักที่สุด แต่เป็นเพียงคนที่เหมาะสมที่สุด แม้จะเข้าใจเหตุผลแต่ทุกครั้งที่นึกถึงเสด็จแม่ เขาก็ยังนึกแค้นพระสนมอวิ้ หากตอนนั้นพระสนมอวิ้ไม่ปรากฏตัวขึ้นมา เจียงเชอก็คงไม่ถึงขั้นทอดทิ้งให้เสด็จแม่เดียวดาย ถึงอย่างไรก่อนหน้าพระสนมอวิ้ก็ไม่เคยมีสตรีนางใดทำให้เจียงเชอชมชอบเช่นนี้มาก่อน
“ถ้าเช่นนั้นก็ให้คนตำหนักบรรพบุรุษจับตาดูไว้ให้ดี เราต้องได้คัมภีร์ลับนั่นมา”
เจียงซิ่งกำชับเสร็จไม่ทันสิ้นเสียง จู่ๆ เขาก็ไอออกมาอย่างข่มกลั้นไม่ไหว สีหน้าซีดเผือดลง ขันทีถามอย่างเป็นกังวล
“ฝ่าบาท พระวรกายต้องความเย็นแล้วหรือเปล่าพะยะค่ะ”
เจียงซิ่งตอบด้วยสีหน้าที่ไม่เป็นธรรมชาตินัก “ไม่เป็นไร เจ้าออกไปเถอะ”
ขันทีคำนับแล้วถอยออกไปทันที เจียงซิ่งทรุดตัวลงนั่งอย่างช้าๆ สองมือใต้สระน้ำกำหมัดแน่น ใบหน้าของเขามีแต่สีหน้ากลัดกลุ้ม
“ข้าน่าจะฝึกยุทธ์ไว้บ้าง…”
ตั้งแต่สมัยเด็กที่ได้รับสืบทอดมรดกราชามนุษย์จากจิ่งเทียนจง เขาก็ไม่เคยฝึกยุทธ์อีกเพราะเขาแข็งแกร่งมากพอแล้ว เกิดในราชวงศ์ก็สรรหาเวลาออกมาเที่ยวสำเริงสำราญยากเย็นยิ่งอยู่แล้ว ไฉนต้องเอาเวลาไปฝึกยุทธ์อีกเล่า เขายึดถือคติประการหนึ่งมาตลอดนั่นก็คือ แทนที่จะแสวงหาระดับขั้นสูงๆ บนวิถียุทธ์เพื่อยืดอายุขัย มิสู้ใช้ชีวิตนี้ให้มีความสุขไม่ดีกว่าหรือ
วิถียุทธ์เพิ่มอายุขัยได้ แต่กระบวนการได้สิ่งนั้นมาก็เป็นการสิ้นเปลืองช่วงเวลาในชีวิตเช่นกัน หากมองจากอีกแง่มุมหนึ่ง ช่วงเวลาที่ได้เสพสุขกับชีวิตอย่างแท้จริงอาจยาวนานเทียบคนธรรมดาไม่ได้เสียด้วยซ้ำ
แต่วันนี้จู่ๆ เขาก็ร้อนใจ มรดกของราชามนุษย์มอบแค่กำลังภายในของขั้นจักรวาลให้เขา แต่หากอยากได้อายุขัย ตัวเขาต้องก้าวเดินบนวิถียุทธ์ใหม่ทั้งหมดอีกรอบ จึงจะเพิ่มพูนอายุขัยระหว่างกระบวนการเลื่อนขั้นของวิถียุทธ์ได้
“ที่แท้แม้แต่เราก็กลัวตายสินะ…”
อารมณ์อันซับซ้อนฉายอยู่บนสีหน้าของเจียงซิ่ง ก่อนหน้านี้เขาไม่มีสิ่งที่ต้องการไขว่คว้าสักเท่าใด แต่ยามนี้เขาครองบัลลังก์โอรสสวรรค์แล้ว อาณาจักรแห่งความสุขสำราญของเขายังไม่ทันเป็นรูปเป็นร่าง เขาย่อมไม่อยากตายไปทั้งอย่างนี้
อีกด้านหนึ่งในตำหนักบรรพบุรุษ
เจียงเชอนั่งสมาธิอยู่ในเตาหลอมโอสถ ไอร้อนลอยวนเวียน นำสมุนไพรร้อนผ่าวทำให้ร่างกายของเขาแดงก่ำ น้ำสมุนไพรสีดุจโลหิตน่าหวาดผวายิ่งนัก
พระสนมอวิ้ยืนอยู่ข้างเตาหลอมโอสถ นางจับจ้องเจียงเชออย่างกังวลแล้วถามว่า “ฝ่าบาท ท่านยังไหวหรือไม่”
เจียงเชอเอ่ยตอบอย่างเนิบช้า “ไหวสิ ไม่เคยรู้สึกดีเท่านี้มาก่อน พระสนมอวิ้ วิชาลับของเจ้าสุดยอดจริงๆ บางทีเราอาจฝืนชะตาลิขิตได้จริงๆ ก็ได้”
พระสนมอวิ้พรูลมหายใจอย่างโล่งอกแล้วคลี่ยิ้ม
“นี่เป็นสิ่งที่เผ่าข้าค้นพบในซากวังของเผ่าราชานามว่า วิชาเทพลักสวรรค์ ตอนนี้ดูท่าวิชานี้จะมีพลังลึกลับสลับสับเปลี่ยนลิขิตสวรรค์ได้จริงๆ”
“เราสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตมหาศาลในร่างเรา ไม่เคยมีพละกำลังมากมายเท่านี้มาก่อน แต่วิชานี้ขัดกับกรอบความคิดของผู้คนมากเกินไป จะปล่อยให้มีข่าวเล็ดลอดออกไปไม่ได้ แล้วก็จะให้มันแพร่หลายในเผ่ามนุษย์ไม่ได้ มิเช่นนั้นมันจะทำลายรากฐานเผ่ามนุษย์ในต้าจิ่งของข้า”
เจียงเชอลืมตาจ้องพระสนมอวิ้แล้วเอ่ยอย่างจริงจัง พระสนมอวิ้พยักหน้าตอบว่า
“ฝ่าบาท ท่านวางใจเถิด แต่หลายวันนี้คนของโอรสสวรรค์มักมาสืบบ่อยครั้ง หม่อมฉันเกรงว่า…”
เจียงเชอยกมุมปากเผยรอยยิ้มดูแคลนออกมา
“เจ้าลูกกระต่ายน้อยตัวนี้กล้าส่งคนมาไว้ข้างกายเราเสียด้วย ไม่ต้องสนใจเขา เขาทุ่มเทความคิดส่วนใหญ่ไปกับการปกครองสุขสำราญอะไรที่เขาเรียกนั่น ทำอะไรเราไม่ได้หรอก”
พระสนมอวิ้คลี่ยิ้ม ดวงตาของนางกลอกไปมาแล้วถามว่า
“ฝ่าบาท เมื่อใดพวกเราจึงจะไปจากเมืองหลวงเพคะ หากกลับไปที่เผ่าภูตของข้า ต้องช่วยท่านตามหาสมุนไพรกับเลือดของอสูรมาได้มากกว่านี้แน่”
เจียงเชอส่ายหน้า “พระสนมที่รัก เจ้ายังไม่ตระหนักอีกหรือ วิชาเทพลักสวรรค์ไม่เหมาะจะใช้กับสัตว์อสูร แต่เหมาะจะใช้กับสัตว์ปีศาจมากกว่า เรามิอาจติดตามกลับไปไท่ฮวงได้ ตราบจนตอนนี้ยังไม่พบร่องรอยการเคลื่อนไหวของสัตว์ปีศาจในไท่ฮวงเลย”
พระสนมอวิ้ร้อนรน นางแย้งว่า “ฝ่าบาท ไท่ฮวงจะมีปีศาจได้อย่างไรกัน แต่เดิมความหมายของปีศาจก็กว้างยิ่งนัก…”
“เราตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว อย่าพูดอีกเลย”
เจียงเชอคำรามเสียงดังเหอะ หลังจากนั้นก็หลับตาลง พระสนมอวิ้สีหน้าหม่นหมองแต่ไม่พูดสิ่งใดต่ออีก นางเดินไปด้านข้างเติมสมุนไพรให้เจียงเชอต่อ
ปีชางเลอที่สิบ ปลายเดือนสี่ ร่างแยกของเจียงฉางเซิงกลับมาอีกหน เขาสร้างร่างแยกใหม่แล้วให้ร่างแยกนำคัมภีร์ภูผาสมุทรกับคันฉ่องฟ้าดินจากไปอีกครั้ง
ความจริงเขาจะสร้างร่างแยกใหม่แล้วส่งไปผลัดเปลี่ยนกับร่างแยกเก่าเลยก็ได้ แต่เขาไม่ทำเช่นนั้นเพราะเขาอยากถือโอกาสรับประสบการณ์จากร่างแยกกลับมาด้วย เขาสลับมุมมองไปที่ร่างแยกได้ก็จริงแต่ปกติเขายุ่งอยู่กับการฝึกวิชา ไม่มีเวลาไปสนใจร่างแยก ดังนั้นทุกครั้งที่จบรอบเขาจึงต้องการผสานร่างแยกเข้ากับตนเอง
หนนี้ความทรงจำของร่างแยกทำให้เจียงฉางเซิงเลิกคิ้วนิดๆ หลายปีก่อนระหว่างที่ร่างแยกตระเวนอยู่ในไท่ฮวง มันค้นพบซากวังของเผ่าราชาแห่งหนึ่ง และได้รู้จัก สิบยอดวิชาเทพแห่งเผ่าราชา มาจากแผ่นศิลาด้านในนั้น
สิบยอดวิชาเทพนี้แต่ละวิชาลึกลับพิสดาร มีทั้งขโมยชะตาชีวิต เปลี่ยนแปลงเคราะห์กรรม ย้อนเวลาของสิ่งมีชีวิตตนใดตนหนึ่งได้ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่เหนือคำนิยามของวิชายุทธ์ เมื่อดูจากคำอธิบายเกี่ยวกับพวกมัน พวกมันดูเกี่ยวพันกับกฎเกณฑ์ลึกลับของโลกแห่งยุทธ์อยู่พอสมควร
น่าเสียดายที่บนแผ่นศิลาไม่มีวิธีฝึกฝนสิบยอดวิชาเทพ มันบอกเพียงผู้แข็งแกร่งของเผ่าราชาเคยอาศัยสิบยอดวิชาเทพบุกตะลุยสยบไท่ฮวงไม่เคยพ่ายศึกแม้สักครั้ง
“ในไท่ฮวงมีซากวังของเผ่าราชาซ่อนอยู่มากเท่าใดกันแน่ แล้วเผ่าราชาในอดีตแข็งแกร่งมากเพียงใดกัน”
เจียงฉางเซิงคิดเงียบๆ ในเมื่อยึดอำนาจเหนือไท่ฮวงได้ วิถียุทธ์ของเผ่าราชาจะต้องน่ากลัวอย่างแน่นอน เป็นวิถียุทธ์ที่เผ่ามนุษย์มิอาจเทียบได้
เขาส่งกระแสจิตบอกร่างแยกให้มันสนใจซากวังของเผ่าราชาให้มากหน่อย ในไท่ฮวงมีสิ่งมีชีวิตบางกลุ่มต้องการฟื้นคืนชีพเผ่าราชานั่นหมายความว่า ช้าเร็วเจียงฉางเซิงต้องเผชิญหน้ากับเผ่าราชาแน่ ทำความเข้าใจไว้สักหน่อยย่อมเป็นเรื่องดี
เขาหลับตาลงแล้วฝึกวิชาต่อ กาลเวลาวันแล้ววันเล่าผ่านไป
ต้นเดือนห้า เจียงฉางเซิงลืมตาแล้วมองไปทางทิศเหนือ เขาสัมผัสได้ถึงลมปราณอันแข็งแกร่งอย่างยิ่งสายหนึ่ง ในที่สุดเผ่ามนุษย์ก็ถูกเผ่าที่แข็งแกร่งในไท่ฮวงหมายตาเข้าให้แล้ว!