เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 336 คงคาลี้ลับจวนมาถึง สงครามแห่งเทพเซียน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 336 คงคาลี้ลับจวนมาถึง สงครามแห่งเทพเซียน
ปีเซียนหยวนที่ห้าสิบเจ็ด ในที่สุดเสียงความสั่นสะเทือนจากเรื่องที่มรรคาจารย์มอบดวงชะตาแห่งเทพเซียนก็เริ่มซาลง กองทัพของเทียนจิ่งก็เริ่มกลับมา เวลานี้เทียนจิ่งไม่มีแผนขยายอาณาเขต แค่อาณาบริเวณระหว่างรัฐจวี้เฉียงและชายแดนทางเหนือของเทียนจิ่ง ก็เพียงพอให้เทียนจิ่งได้ใช้อย่างสบายแล้ว เมื่อมีทรัพยากรเพียงพอก็ไม่จำเป็นต้องขยายอาณาจักรอยู่ตลอดเวลา
องค์รัชทายาทเจียงจื๋ออวี้ก็กลับมาเมืองจิงเฉิงแล้ว และไปเข้าเฝ้าฯ โอรสสวรรค์ ภายในตำหนักเมฆาม่วง เจียงจื๋ออวี้โค้งตัวคำนับและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ทุกคราวที่เข้ามาที่นี่ก็รู้สึกสดชื่นนัก เสด็จพ่อ ตำหนักวิเศษของท่านนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ!”
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นและกล่าวว่า “แน่นอนว่าไม่ธรรมดา แต่เจ้าอย่าได้หมายปองมันเชียว เมื่อเหินฟ้าแล้ว พ่อจะนำตำหนักนี้ไปด้วย”
เจียงจื๋ออวี้ นั่งลงและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ลูกย่อมไม่กล้าหมายปองอยู่แล้ว”
สองพ่อลูกเริ่มพูดคุยกัน เจียงฉางเซิงขอให้เขาเล่าถึงสิ่งที่ประสบพบเจอมาในช่วงนี้ พอเจียงจื๋ออวี้พูดก็มีท่าทีตื่นเต้นขึ้นมาทันใด เห็นชัดว่าในช่วงหลายปีนี้เขามีชีวิตที่ฮึกเหิม มีชีวิตชีวานัก เขาเป็นผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ อายุห้าสิบห้าปีก็อยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์แปดแล้ว บรรลุขั้นได้รวดเร็วเพียงนี้นับว่าแข็งแกร่งกว่าเจียงเทียนมิ่งเสียอีก สมกับฉายาผู้เยี่ยมยุทธ์อันดับหนึ่งแห่งเทียนจิ่งโดยแท้
นอกจากเจียงฉางเซิงแล้ว เขายังเป็นสายเลือดเซียนเพียงหนึ่งเดียวในหล้าด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นสายเลือดเซียนยุทธที่หลอมรวมกับวิถียุทธ ความตระหนักรู้และคุณสมบัติของเขาเหนือกว่าที่คนทั่วไปจะจินตนาการได้ หากไม่เอ่ยถึงสายเลือดเซียนของเจียงฉางเซิงแล้ว ลำพังแค่สายเลือดของยอดยุทธกำเนิดสวรรค์ทั่วไป ก็ใช่ว่าสิ่งมีชีวิตธรรมดาในโลกแห่งยุทธจะเทียบได้
เมื่อเจียงจื๋ออวี้แข็งแกร่งเพียงพอ เจียงฉางเซิงก็จะสละราชบัลลังก์และมอบใต้หล้าให้เขาอีกครั้ง “ในที่สุดลูกก็เข้าใจถึงปณิธานอันยิ่งใหญ่ของฮ่องเต้ไทจงแล้ว ใต้หล้านี้กว้างใหญ่หนัก หากไมอาจเป็นของเทียนจิ่งได้ทั้งหมด จะมิใช่เรื่องน่าเสียดายหรอกหรือ” เจียงจื๋ออวี้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เพราะเขาชื่อแซ่เดียวกับฮ่องเต้ไทจง ไปฉี เยี่ยสวินตี่ และคนอื่นๆ มักเอาฮ่องเต้ไทจงมาล้อเขา เขาจึงเกิดความสนใจฮ่องเต้ไทจงมากยิ่งขึ้น หลังจากรู้สิ่งที่ฮ่องเต้ไทจงประสบมาตลอดชีวิต เขาก็รู้สึกเคารพฮ่องเต้ไทจงอย่างมาก แม้ว่าครั้งนั้นต้าจิ่งยังอ่อนแอนัก แต่เมื่อพิจารณาจากทางเลือกที่ฮ่องเต้ไทจงเลือก เมื่อต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมในยามนั้น เขาก็คิดว่าหากฮ่องเต้ไทจงมีชีวิตอยู่จนถึงช่วงปลายของต้าจิ่ง ต้าจิ่งคงจะไม่เกิดความวุ่นวายภายในเป็นแน่
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “วันหน้าใต้หล้าจะเป็นของเจ้า ส่วนที่ว่าจะชดเชยสิ่งที่น่าเสียดายได้หรือไม่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว แต่หากเจ้าต้องการปกครองทั้งไทฮวง ลำพังแค่อายุขัยของเจ้านั้นเป็นเรื่องยากยิ่ง เจ้าต้องบ่มเพาะคนรุ่นหลังของเจ้าให้ดี”
เจียงจื๋ออวี้เกาศีรษะยิ้ม กล่าวว่า “ลูกยังไม่มีทายาท ไม่รู้ว่าควรจะบ่มเพาะเช่นใด”
“ทุกสิ่งล้วนมีครั้งแรกทั้งสิ้น ไว้เมื่อเจ้าบรรลุถึงขั้นผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดิน ก็จงเตรียมตัวขึ้นครองบัลลังก์เถิด” เจียงฉางเซิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางๆ เจียงจื๋ออวี้ได้ฟังแล้วเลือดลมพลุ่งพล่านขึ้นมาทีเดียว ใครบ้างไม่อยากเป็นโอรสสวรรค์!
นับตั้งแตเจียงฉางเซิงขึ้นครองราชย์ อายุขัยของโอรสสวรรค์ก็ไม่มีขีดจำกัด อย่างน้อยก็จะไม่สวรรคตเร็วเกินไปอีกต่อไป ด้วยปัจจัยเช่นนี้ทำให้ราชบัลลังก์น่าดึงดูดใจมากขึ้น แต่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่ามีการกำหนดตัวโอรสสวรรค์องค์ต่อไปเอาไว้แล้ว ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจสั่นคลอนได้
พ่อลูกทั้งสองสนทนากันเป็นเวลานาน เมื่อรู้ว่าเจียงจื๋ออวี้เริ่มคิดค้นวิถียุทธ์ของตนเองขึ้นมา เจียงฉางเซิงก็ปลาบปลื้มใจนัก คล้ายว่าเจียงจื๋ออวี้ในตอนนี้กำลังทับซ้อนกับเจียงจื๋ออวี้ในอดีต ไม่ใช่เรื่องของคุณสมบัติแต่เป็นนิสัยที่ไม่ยอมแพ้
จนเมื่อเจียงจื๋ออวี้กลับไป เจียงฉางเซิงก็เงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาของเขามองทะลุผ่านตำหนักเมฆาม่วง ทะลุผ่านชั้นฟ้า และมองเห็นความเป็นไปนอกพิภพ คงคาสวรรค์อันกว้างใหญ่ไพศาลกำลังเข้ามาใกล้โลกยุทธไทฮวง เป็นสัญญาณว่าการต่อสู้เป็นตายระหว่างเขากับท่านเทพไทฮวงกำลังจะมาถึง การต่อสู้เป็นตายครั้งนี้ ไม่อาจพ่ายแพ้ได้!
เจียงฉางเซิงพยากรณ์อยู่เงียบๆ เพื่อหาผู้แข็งแกร่งที่สุดที่ท่านเทพไทฮวงสามารถเชิญมาได้ แต่เขาก็ยังคงพยากรณ์ไม่ได้ ในเมื่อพยากรณ์ไม่ได้ จึงพิสูจน์ได้ว่ามียอดยุทธกำเนิดสวรรค์มาด้วย “ให้ข้าได้เห็นพละกำลังของท่านเทพให้ถนัดตาสักหนเถิด”
แผ่นดินสงบสุข ราษฎรเทียนจิ่งเจริญรุ่งเรืองขึ้นทุกวัน มีสัตว์อสูรและเผ่าอื่นๆ เริ่มเข้ามาในที่ต่างๆ ของเทียนจิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ บ้างก็มาค้าขาย บ้างก็ถูกจับไปทำงานหนัก มีทุกรูปแบบ อีกทั้งยังมีทั้งสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าที่เริ่มผสานเข้ากับโชคชะตาของเทียนจิ่ง และกลายเป็นพลเมืองที่แท้จริงของเทียนจิ่งด้วย
ผู้สืบเชื้อสายของเผาราชายังคงเลือกการประนีประนอม และได้นำวิชายุทธ์ของเผ่าราชาเข้ามาเป็นจำนวนมาก เจียงฉางเซิงให้เฉินหลี่ไปต้อนรับพวกเขา ในอีกหลายปีต่อจากนี้ วิชายุทธ์ของเผาราชาจะเริ่มแพร่หลายออกไปอย่างเงียบๆ ส่งผลให้เริ่มมีวิถียุทธ์หลากหลายรูปแบบปรากฏขึ้น
ถึงขั้นที่มีคนสร้างวิถียุทธ์หุ่นเชิดขึ้นมา ใช้หุ่นกระบอกจำนวนมหาศาลมาเป็นแรงงานแทนชาวบ้าน และได้รับการกราบไหว้บูชาจากชาวบ้านดุจเทพเจ้า แต่จนใจนักที่ตระกูลขุนนางเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย หลังจากขึ้นราคาหุ่นกระบอกและค่าซ่อมแซมจนสูงลิ่ว ผู้คนจึงได้ล้มเลิกความคิดนี้ไปเสีย
แต่ถึงกระนั้นก็ยังเริ่มมีการนำวิถียุทธ์หุ่นเชิดไปใช้อย่างแพร่หลาย มีผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่มักพกวิถียุทธ์หุ่นเชิดติดตัวไปด้วย และหุ่นเชิดส่วนใหญ่ทำมาจากกระดูกของสัตว์อสูร นอกจากวิถียุทธ์หุ่นเชิดแล้ว วิถียุทธ์ค่ายกลก็เริ่มได้รับความนิยมเช่นกัน ซึ่งคนที่เป็นตัวแทนได้อย่างดีก็คือเทพกระบี่ เขาผู้เดียวสามารถควบคุมค่ายกลกระบี่ได้ เขาถ่ายทอดแนวคิดนี้ให้แก่ผู้ฝึกยุทธ์สายค่ายกลคนอื่นๆ ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์หลายคนไปศึกษาเจาะลึก ส่งผลให้วิถียุทธ์ค่ายกลได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว
ความก้าวหน้าที่แข็งแกร่งนานาของวิถียุทธ์กระจุกตัวอยู่บนภูเขาวิญญาณ ภูเขาวิญญาณเป็นสถานที่ที่ผู้แข็งแกร่งและอัจฉริยะจากยุทธภพต่างๆ มารวมตัวกัน เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง ฉางเหยาหลิงก็ขึ้นภูเขาวิญญาณเป็นครั้งคราว เพื่อสังเกตพัฒนาการของวิถียุทธ์ในเผ่ามนุษย์ และบางคราวก็ให้คำชี้แนะเล็กน้อยด้วย
ชื่อเสียงของนางค่อยๆ แพร่หลายออกไป ไม่มีใครรู้ชื่อจริงของนาง ทั้งไม่รู้ความเป็นมาของนาง พวกเขารู้เพียงว่านางสามารถขึ้นภูเขาวิญญาณได้อย่างอิสระ จึงเรียกนางว่า “เทพธิดาแห่งภูเขาวิญญาณ” และต่างนึกว่านางถูกมรรคาจารย์ส่งมาช่วยชี้แนะสรรพชีวิตไปเสียอีก ความรู้สึกดีที่ฉางเหยาหลิงมีต่อเผ่ามนุษย์ก็ยิ่งมากขึ้น และยิ่งชื่นชมเจียงฉางเซิงมากขึ้นด้วยเช่นกัน
“ภูเขาวิญญาณที่มีความลึกลับและช่วยให้การรู้แจ้งแข็งแกร่งขึ้น สมบัติล้ำค่าเช่นนี้แม้แต่ในมหาพิภพนิลเหลืองก็ยังนับว่าเลอค่าหายาก ไม่รู้ว่ามรรคาจารย์ไปเอามาจากที่ใด”
แต่นางจำได้ว่า ท่านเทพจื่อหวนเคยบอกว่ามรรคาจารย์เป็นพวกผิดแผก ไม่ใช่ดวงวิญญาณทั่วไปในโลกนี้ ดังนั้นนางจึงจะไม่เปรียบเทียบเขากับวิญญาณทั่วไป ตลอดหลายปีที่ผ่านมานางได้ศึกษาตำนานนานาของมรรคาจารย์ จึงรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ว่ามรรคาจารย์อาจจะเป็นเทพเซียนกลับชาติมาเกิด แต่นางก็ไม่กล้าบอกกับท่านเทพจื่อหวน เพราะกลัวจะถูกหัวเราะเยาะเอา
ในมหาพิภนิลเหลืองนั้น มีตำนานของเทพเซียนและเทพเจ้ามาโดยตลอด แต่ความจริงแล้วเหล่าเซียนผู้ทรงพลังก็เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งเท่านั้น
เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า พริบตาเดียวก็ผ่านไปสิบปีแล้ว
ปีเซียนหยวนที่หกสิบเจ็ด ปีนี้เจียงฉางเซิงอายุสี่ร้อยสอง เจียงจื๋ออวี้ในวัยหกสิบห้าปี เริ่มเข้าสู่ขั้นจอมราชันยุทธ์ นี่ถือเป็นการทำลายสถิติการบรรลุขั้นที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทฮวง ทำให้ผู้คนในใต้หล้าพูดกันถึงเรื่องนี้ และชื่อเสียงของเขาก็เริ่มแพร่ไปยังทุกเผ่าในไทฮวง
ความทรงพลังของมรรคาจารย์ทำให้ทุกเผ่าตระหนักว่าไมอาจหยุดยั้งเผ่ามนุษย์ได้ ส่วนพรสวรรค์ของเจียงจื๋ออวี้ก็ทำให้แต่ละเผ่าต่างหวาดกลัวขึ้นมาจริงๆ และเจียงจื๋ออวี้ก็ทำให้ฉางเหยาหลิงต้องตกใจเช่นกัน จนนางต้องติดต่อไปหาท่านเทพจื่อหวน
“อายุหกสิบห้าก็จะไปถึงขั้นจอมราชันยุทธ์แล้วหรือนี่ ก็นับว่าน่าทึ่งจริงๆ แม้ไม่อาจเทียบได้กับทายาทที่เป็นอัจฉริยะของเหล่าผู้ยิ่งใหญ่นิรันดร์กาล แต่เมื่ออยู่ท่ามกลางโลกแห่งยุทธทั้งสามพันแล้ว ก็นับได้ว่าเป็นอันดับต้นๆ ทีเดียว อย่างน้อยข้าไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดในโลกเบื้องล่างที่มีคุณสมบัติแข็งแกร่งกว่าเขา” ท่านเทพจื่อหวนกล่าวอย่างประหลาดใจ
นางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ “ดูท่าการเดิมพันข้างมรรคาจารย์นั้นจะถูกต้องแล้ว วันหน้าเมื่อเจียงจื๋ออวี้และเจียงเทียนมิ่งเหินสู่โลกเบื้องบน พวกเขาก็สามารถมาทำงานให้ข้าได้เช่นกัน”
ฉางเหยาหลิงคิดถึงเรื่องของแดนสวรรค์จึงเล่าออกมา ท่านเทพจื่อหวนกลับเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ “นั่นมีไว้สำหรับโลกเบื้องล่างเท่านั้น การอยู่ในโลกเบื้องล่าง เมื่อไปถึงขั้นจักรพรรดิยุทธ์แล้วก็จะไม่อาจก้าวหน้าขึ้นได้อีก หากพวกเขาต้องการแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ก็ต้องเหินสู่เบื้องบนในไม่ช้าก็เร็ว”
ฉางเหยาหลิงรู้สึกว่าไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น แต่นางไม่รู้ว่าแดนสวรรค์จะเป็นเช่นใดจึงได้แต่วางเฉยเสีย “แจ้งแก่เขา คงคาสวรรค์กำลังจะมาเยือนแล้ว ท่านเทพไทฮวงยังจะพาห้ามหาเทพยุทธของเขาและผู้ติดตามของพวกเขามาด้วย”
“เหตุใดต้องระดมสรรพกำลังมากมาย ในเมื่อท่านเทพไทฮวงลงมือด้วยตนเอง เหตุใดยังต้องนำสมุนตั้งมากเช่นนี้มาด้วย”
“เขาอาจมีแผนอื่น” ท่านเทพจื่อหวนกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
แต่คล้ายว่าฉางเหยาหลิงจะมีความคิดบางอย่าง ในวันเดียวกันนางไปบอกกล่าวเรื่องนี้กับเจียงฉางเซิง เพื่อเป็นการขอบคุณความช่วยเหลือของนาง เจียงฉางเซิงจึงแต่งตั้งนางเป็น “เทพธิดาแห่งภูเขาวิญญาณ” ก่อนหน้านี้เป็นผู้คนในยุทธภพเรียกขานนางเท่านั้น แต่เวลานี้เป็นราชโองการแต่งตั้ง ทำเอานางตกใจนักที่ได้รับการยกย่องเช่นนี้
ในไม่ช้านางก็เข้าใจเจตนาของเจียงฉางเซิง เขาต้องการดึงนางเข้าสู่โชคชะตาของเทียนจิ่ง และนางก็ไม่ปฏิเสธ นางคิดว่าภายภาคหน้านางคงต้องอยู่ที่เทียนจิ่งไปอีกหลายปี เพื่อเป็นสื่อกลางของมรรคาจารย์กับท่านเทพจื่อหวน การผสานเข้ากับโชคชะตาก็เป็นเรื่องดีเช่นกัน
ดึกดื่นในราตรีนี้ เจียงฉางเซิงถอดจิตไปนอกพิภพ ดวงจิตของเขาออกไปภายนอกโลกยุทธไทฮวง เขาตั้งสติมองไปที่คงคาสวรรค์ที่เดิมทีอยู่ห่างไกลจากโลกยุทธไทฮวงลิบลับ แต่ตอนนี้กลับเข้ามาใกล้อย่างมาก คงคาสวรรค์อันกว้างใหญ่เหลือประมาณ นำพาดวงดาวนับไม่ถ้วนเคลื่อนตัวไปข้างหน้า
เขาสัมผัสได้ถึงลมปราณของผู้แข็งแกร่งจำนวนมาก ซึ่งลมปราณของหกคนในนั้นเหนือกว่าสรรพชีวิตในไทฮวงมากนัก “ที่แท้ก็แฝงตัวอยู่ในคงคาสวรรค์นี่เอง!” เจียงฉางเซิงเฝ้าดูลักพักแต่ก็หาไม่พบว่าพวกเขาซ่อนอยู่ที่ใด ดูท่าในคงคาสวรรค์จะมีปราการมิติและอำนาจของกฎเกณฑ์กางกั้นเอาไว้
“ดวงดาวเหล่านี้เป็นดินแดนเช่นใดอีก” เจียงฉางเซิงคิดอยู่เงียบๆ เขาพบว่าดวงดาวที่หลั่งไหลไปตามกระแสของคงคาสวรรค์มิได้แข็งแกร่งมากนัก และอาจกล่าวได้ว่าอ่อนแแมากด้วยซ้ำ และไม่รู้ว่ามันรวมอยู่ในดินแดนทั้งสามพันหรือไม่ โลกแห่งยุทธ์อาจมิได้เป็นดินแดนในระดับต่ำที่สุดก็เป็นได้
เขากะประมาณความเร็วของคงคาสวรรค์ คาดว่าใช้เวลาสูงสุดสามปีก็จะมาถึงโลกยุทธไทฮวง ซึ่งเวลาสามปีนั้นไม่นานเลย
ในขณะเดียวกัน ภายในโถงใหญ่แห่งหนึ่ง ท่านเทพไทฮวงลืมตาขึ้นช้าๆ ขมวดคิ้วและรำพึงกับตนเองว่า “น่าแปลก เหตุใดจึงรู้สึกราวกับว่าถูกจ้องมองอยู่” เขาสัมผัสถึงลมปราณที่อยู่โดยรอบคงคาสวรรค์โดยละเอียด แต่กลับไม่สัมผัสถึงลมปราณของสิ่งมีชีวิตอื่น
“หรือว่าคิดไปเอง” ท่านเทพไทฮวงไม่เชื่อว่าเขาจะคิดไปเอง มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวก็คือ คงคาสวรรค์กำลังถูกผู้ทรงพลังบางคนเฝ้าจับตาอยู่ “ก็จริง เพราะตอนนี้ยังไม่ถึงช่วงปลายที่คงคาสวรรค์จะมาถึงโลก” พอท่านเทพไทฮวงคิดถึงตรงนี้ก็ไม่ได้กังวลอีก เพราะอย่างไรก็มีท่านเทพจื่อหวนคอยดูแลอยู่ “ครั้งนี้จะต้องหลอมยาอายุวัฒนะได้เป็นแน่!” มีประกายของความบ้าคลั่งปรากฏในดวงตาของท่านเทพไทฮวง เขาไม่เหลือหนทางให้ถอยอีกแล้ว!
สามปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเทียนจิ่ง ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาแห่งความสุขสงบ
ปีเซียนหยวนที่เจ็ดสิบ นับตั้งแต่เดือนสองเป็นต้นมา ปรากฏการณ์บนท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนแปลง เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติซ้ำแล้วซ้ำเล่าในที่ต่างๆ แม้จะมีโชคชะตาคอยสะกดเอาไว้ก็ยังไม่อาจควบคุมได้ทั้งหมด ซึ่งทำให้เกิดเสียงครหาหนาหูในหมู่ประชาชน
จวบจนวันหนึ่งในเดือนสาม มีสิ่งมีชีวิตตนหนึ่งจากเผ่าราชาได้นำข่าวเข้ามาในเทียนจิ่ง เผาราชาในตำนานที่ล่มสลายไปแล้ว และคงคาลี้ลับนอกพิภพที่จะนำมหันตภัยมาสู่สรรพชีวิต กำลังจะมาเยือนแล้ว!
ทันใดนั้นใต้หล้าพลันโกลาหล ในเมืองจิงเฉิงก็เกิดวิกฤต โรงเตี๊ยมในถนนต่างๆ ต่างกำลังพูดถึงเรื่องนี้ เหล่าอัครเสนาบดีที่นำโดยเฉินหลี่ นายท่านไป และหยางเชอ จึงจำเป็นต้องไปหาเจียงฉางเซิง เจียงฉางเซิงเลือกที่จะพบกับอัครเสนาบดีทั้งสามคนโดยตรง
“เรารู้เรื่องคงคาลี้ลับนอกพิภพนั่นแล้ว ไม่ต้องตื่นตระหนก นี่เป็นมหาภัยพิบัติที่เทพแห่งฟ้าดินต้องการสังหารหมู่เผ่ามนุษย์ เราจะรับเคราะห์ภัยนี้ผู้เดียว พวกเจ้าจงถ่ายทอดคำสั่งออกไป บอกเล่าเรื่องนี้ให้กระจ่าง เพื่อให้ผู้คนในหล้าไม่ต้องตื่นตระหนก” เจียงฉางเซิงพูดโดยไม่ได้ลืมตา
“เทพแห่งฟ้าดิน!” อัครเสนาบดีทั้งสามคนหนังตากระตุกรุนแรง แต่เมื่อได้ยินว่าโอรสสวรรค์จะรับมือเพียงลำพัง พวกเขาก็วางใจลงได้ แม้เทียนจิ่งจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่อาจทนรับต่อการโจมตีของคงคาลี้ลับนอกพิภพได้จริงๆ
นี่คือศึกเป็นตายระหว่างมรรคาจารย์และเทพแห่งฟ้าดิน บรรพจารย์แห่งเซียนทั้งปวงจะต่อสู้กับเทพแห่งโลกยุทธ์ อัครเสนาบดีทั้งสามต่างตื่นเต้นอยู่ในใจ