เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 338 ค่ายกลใหญ่ฟ้าดิน อุบัติสังหารท่านเทพ!
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 338 ค่ายกลใหญ่ฟ้าดิน อุบัติสังหารท่านเทพ!
“นี่คือวิชายุทธอะไร” สตรีอาภรณ์สีแดงทั้งร่างสั่นสะท้าน พึมพำกับตนเอง น้ำเสียงก็สั่นเทิ้มเช่นกัน เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
แต่ไม่มีผู้ใดตอบนาง ทุกคนล้วนถูกกระบี่เทพจิตวิญญาณเบื้องหน้าจับตรึงไว้ ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย กระบี่เทพจิตวิญญาณปรากฏออกมารวดเร็วเกินไป ปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขาอย่างไร้ที่มาราวกับผุดจากอากาศ แม้แต่ห้ามหาเทพยุทธ์ก็ยังมองไม่ทันว่ามาได้อย่างไร
เทพยุทธร่างสูงใหญ่ที่เดินอยู่ด้านหน้าสุด หลังจากตะลึงไปครู่หนึ่งก็โกรธเกรี้ยวทันที ลมปราณในร่างระเบิดพลุ่งพล่านออกมาต้องการตอบโต้ ตูม! กระบี่เทพจิตวิญญาณฟาดทำลายเรือนร่างของเขาในพริบตา ทั้งคนทั้งวิญญาณถูกสังหารพร้อมกัน
“ยุทธบรรจบเทพถูกสังหารในพริบตา!” ยุทธ์บรรจบเทพและจักรพรรดิยุทธ์คนอื่นๆ ต่างสีหน้าเปลี่ยนอย่างตื่นตระหนก พากันอยากหลบหนี แต่ทันทีที่ขยับ กระบี่เทพจิตวิญญาณเบื้องหน้าพวกเขาก็พุ่งออกดั่งสายฟ้าฟาด
ตูม! ตูม! ตูม! จักรพรรดิยุทธถูกระเบิดร่างทีละคน กลายเป็นระลอกการระเบิดต่อเนื่องตรงหน้าเจียงฉางเซิง เลือดสาดกระเซ็น เศษเนื้อชิ้นหนึ่งกระเด็นเข้าหาเจียงฉางเซิง แต่ถูกแสงของแสงเทพสุดขอบตะวันหลอมละลาย ก่อนจะสัมผัสใบหน้าก็หายไปหมดสิ้น ห้ามหาเทพยุทธ ห้าพันจักรพรรดิยุทธ ล้มสิ้นไม่เหลือ!
เมืองจิงเฉิง ในลานเรือนจวนฉางเหยาหลิง คล้ายจะรู้สึกถึงบางสิ่ง ดวงตากลมโตเบิกกว้าง สีหน้าเผยแววไม่อยากเชื่อ ท่านเทพจื่อหวนในหยกเอ่ยถาม “สถานการณ์เป็นอย่างไร” นางอยู่โลกเบื้องบนจึงไม่อาจสัมผัสกลิ่นอายของที่นี่ได้
“กลิ่นอายของเจ้าพวกนั้น… หายไปหมดเลย…” ฉางเหยาหลิงกล่าวเสียงสั่นราวกับไมอาจเชื่อได้
“อะไรนะ จริงหรือ!” ท่านเทพจื่อหวนแปรเปลี่ยนสีหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่นางมีสีหน้าเปลี่ยนแปลงมากถึงเพียงนี้
ฉางเหยาหลิงสูดลมหายใจลึก “หายไปหมดแล้วเจ้าค่ะ หากไม่เกิดเหตุผิดพลาดใด เช่นนั้นก็คงตายกันหมดแล้ว ส่วนกลิ่นอายของมรรคาจารย์… ข้าไม่สามารถจับสัมผัสได้เลย ท่านนั้นลึกล้ำเกินหยั่งถึง…”
ภายในใจของนางบังเกิดคลื่นยักษ์พลุ่งพล่าน ไม่อาจสงบนิ่ง นางสามารถรับรู้ถึงกลิ่นอายทรงพลังของเหล่าคนจากโลกเบื้องบน มียุทธบรรจบเทพอยู่ห้าคน ทั้งหมดล้วนส่งแรงกดดันมหาศาลให้ตน แม้เป็นยุทธบรรจบเทพเช่นกันแต่ก็ยังมีความต่างอยู่ นางเพิ่งเข้าสู่ยุทธบรรจบเทพได้ไม่นาน ไม่เช่นนั้นท่านเทพจื่อหวนก็คงไม่ส่งนางมาหากแข็งแกร่งกว่านี้อีกสักหน่อย แม้จะมีหินคงคาสวรรค์ก็ไม่อาจทำให้นางอยู่ในโลกยุทธได้นาน
“รีบขึ้นไปดูเถอะ!” ท่านเทพจื่อหวนกล่าวเสียงหนักแน่น นางเริ่มร้อนใจแล้ว
ฉางเหยาหลิงได้สติ รีบกลายเป็นสายรุ้งพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือทะเลเมฆ
เจียงฉางเซิงมาถึงหน้าประตูสวรรค์ทิศใต้ เขาเงยหน้ามองขึ้นไปเบื้องบน ทะเลเมฆปั่นป่วนรุนแรงก็มีเสียงดังสนั่น เมฆอัสนีถูกพัดกระจายออก คงคาสวรรค์พลันไหลทะลักลงมา ผิวน้ำกว้างใหญ่ไม่ต่ำกว่าล้านลี้ สะท้านใจยิ่งนัก ประหนึ่งฟ้าถล่มจริงๆ กลางคงคาสวรรค์อันกว้างใหญ่เปล่งแสงดาว แฝงด้วยดวงดาวนับไม่ถ้วน แม้จะถูกมิติย่อขนาดก็ยังดูยิ่งใหญ่ดั่งขุนเขา เงาร่างหนึ่งยืนตระหง่านเหนือคงคาสวรรค์ ประหนึ่งเทพเจ้าผู้ควบคุมคงคาสวรรค์ สูงส่งยิ่งนัก ไม่อาจมีผู้ใดเปรียบเทียบ
คงคาสวรรค์หยุดไหลกะทันหัน บดบังเมฆอัสนี ทำให้เจียงฉางเซิงราวกับกำลังเผชิญหน้ากับมหาสมุทรแห่งดวงดาว ท่านเทพไทฮวงถือดาบใหญ่ จ้องมองเจียงฉางเซิงจากที่เบื้องบน กล่าวเย็นชา “เจ้าแข็งแกร่งมากอย่างที่คิดไว้ เพียงแต่ข้าไม่คิดว่าจะร้ายกาจถึงเพียงนี้ พวกไร้ประโยชน์เหล่านั้นช่างขายหน้าข้าจริงๆ”
เจียงฉางเซิงเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างสงบ ขณะนั้นฉางเหยาหลิงบินขึ้นมา เมื่อเห็นภาพคงคาสวรรค์ใบหน้าของนางก็เปลี่ยนสีอย่างชัดเจน
ท่านเทพไทฮวงเหลือบมองนางพลางกล่าวฮึดฮัด “นี่ไม่ใช่เทพธิดาใต้บัญชาท่านเทพจื่อหวนหรือ เหตุใดจึงมาที่โลกมนุษย์ หรือว่าท่านเทพจื่อหวนมีเจตนาอื่นแอบแฝง”
ก้อนหยกในมือของฉางเหยาหลิงเปล่งแสงสีม่วงทันที กลายเป็นเจตร่างของท่านเทพจื่อหวน นางเงยหน้ามองท่านเทพไทฮวงแล้วยิ้ม “ท่านเทพไทฮวง อย่าถือสา ข้าแค่ยากดูว่าเขาเป็นพวกผิดแผกจริงหรือไม่เท่านั้น”
ท่านเทพไทฮวงแค่นหัวเราะ ดาบใหญ่กระแทกลง คงคาสวรรค์พลันเปล่งแสงสีน้ำเงินซ้อนกันหลายชั้น พุ่งปกคลุมทั่วฟากฟ้าอย่างรวดเร็ว
ท่านเทพจื่อหวนหรี่ตา “ท่านเทพไทฮวง หมายความว่าอย่างไร? คนของข้าเจ้าห้ามแตะต้อง!”
“จนหนทาง เรื่องยาอายุวัฒนะสำคัญเกินไป ข้ายยอมแม้กระทั่งเสียสละผู้ติดตามคนสนิททั้งห้าของข้า ท่านเทพจื่อหวน ทิ้งนางไปเถอะ เพื่อยาอายุวัฒนะ เสียเด็กหญิงคนหนึ่งไปจะเป็นอะไร” ท่านเทพไทฮวงกล่าวอย่างเย็นชา
สีหน้าท่านเทพจื่อหวนพลันเย็นชาลงเช่นกัน เอ่ยเสียงต่ำ “เหยาหลิง ไปอยู่ข้างหลังมรรคาจารย์!”
เมื่อฉางเหยาหลิงได้ยินก็รีบบินไปยังเจียงฉางเซิง ตกลงที่หน้าประตูสวรรค์ทิศใต้ ยืนอยู่ด้านหลังเขา เจียงฉางเซิงไม่ได้ปฏิเสธ ยังคงมองท่านเทพไทฮวงอย่างสงบนิ่ง
เจตร่างท่านเทพจื่อหวนหันมามองเขา กล่าวว่า “เขากำลังเริ่มใช้งานมหาค่ายกลเตาหลอมฟ้าดิน ค่ายกลนี้จะครอบคลุมทั้งโลกยุทธไทฮวง ถึงตอนนั้นสิ่งใดจากนอกพิภพก็ไม่อาจสอดส่องเข้ามาในโลกยุทธไทฮวงได้ อย่าให้เขาทำสำเร็จเด็ดขาด!”
เมื่อเจียงฉางเซิงได้ยิน คิ้วในแสงอาทิตย์ก็ขมวดเล็กน้อย “ใช่ ตามที่เขาคิดไว้พอดี” เขาไม่พูดอะไรต่อ ยังคงรอต่อไป
“ท่านเทพจื่อหวน ดูเหมือนเจ้าก็ยังไม่เชื่อว่าข้าจะสำเร็จได้ ช่างเถอะ เมื่อข้าสำเร็จเจ้าก็จะรู้สึกขอบคุณข้าเอง แม้เจ้าจะมีใจแอบแฝงแต่เจ้าก็เคยช่วยข้า ข้าย่อมไม่ลืมบุญคุณของเจ้า เพียงแต่หากเจ้าไม่เชื่อข้าก็ช่างเถิด แต่เหตุใดต้องมายืนข้างเจ้าหนูนี่ด้วย”
ท่านเทพไทฮวงก้มมองพวกเจียงฉางเซิง กล่าวเสียงเย็นชา ดาบใหญ่เปล่งแสงเขียวลอยอยู่เบื้องบน พลังปราณหลั่งไหลลงมาพุ่งเข้าสู่คงคาสวรรค์ คงคาสวรรค์ยิ่งปลดปล่อยแสงสีน้ำเงินซ้อนทับไม่หยุด กวาดไกลทั่วฟ้า ฉากตรงหน้ากว้างใหญ่ยิ่งนัก แรงกดดันรุนแรงกำลังก่อตัวขึ้น!
เทียนจิ่ง ไทฮวง มหาสมุทรไร้ขอบเขต สิ่งมีชีวิตจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละพื้นที่ ต่างสัมผัสได้ถึงแรงกดดันน่าหวาดหวั่นจากสวรรค์ ภายใต้กลุ่มเมฆอัสนีที่ถาโถม
บนหน้าผาหนึ่ง บุรุษชุดขาวแหงนมองท้องฟ้า เขาคือจอมราชันแห่งเผ่าปีศาจนั่นเอง จอมราชันเผ่าปีศาจขมวดคิ้วแน่นไม่รู้คิดสิ่งใดอยู่ ไม่เพียงแค่เขา เหล่ายอดฝีมือจากทุกเผ่าต่างก็ตกตะลึง สัมผัสได้ถึงภัยคุกคามที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ไม่มีใครกล้าเคลื่อนไหวสะเพร่าเมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของท่านเทพไทฮวง
ท่านเทพจื่อหวนนิ่งเงียบ ท่านเทพไทฮวงกล่าวเย้ยหยัน “หรือเจ้าคิดว่าเขาจะหนีการสังหารของข้าได้”
ฉางเหยาหลิงทนท่าทางของเขาไม่ไหว ในเมื่ออีกฝ่ายจะฆ่าเขานางจึงเงยหน้าพูดว่า “เจ้าคิดจะฆ่ามรรคาจารย์หรือ ไม่มีทาง! เจ้าจะมีแต่ถูกมรรคาจารย์ฆ่าเท่านั้น!” ท่านเทพจื่อหวนหันมองนาง แววตาฉายแววประหลาด
“ฮ่าๆ!” ท่านเทพไทฮวงแหงนหน้าหัวเราะ เสียงหัวเราะไร้ความหวาดหวั่น ราวกับได้ยินคำพูดที่น่าขันยิ่งนัก เขาก้มหน้าลงอย่างแรง เต็มไปด้วยความแค้น จิตสังหารมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย หัวเราะอย่างดูแคลน “ฆ่าข้าหรือ? แค่เขาน่ะหรือ! ที่ข้ายอมให้เขาข้ามด่านเคราะห์สำเร็จ ก็แค่เพราะได้รับผลกระทบจากกฎฟ้าดินเท่านั้น โลกเทพยุทธถึงจะตั้งข้าเป็นท่านเทพ แต่พวกเรามีสิทธิ์ของท่านเทพตรงไหน! รอข้าหลอมโอสถอายุวัฒนะสำเร็จ วันหนึ่งข้าจะโค่นล้มการปกครองของโลกเทพยุทธให้สิ้น ถึงตอนนั้น ท่านเทพจื่อหวนเจ้าอย่าได้เลือกผิดอีกเล่า!”
ท่านเทพจื่อหวนมองเจียงฉางเซิง คิ้วเรียวขมวดแน่น นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดเจียงฉางเซิงจึงยังไม่ลงมือ “ด้านหลังศีรษะของเจ้าหมอนี่คืออะไร เหตุใดนางถึงมองไม่เห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของเขา!”
“รีบลงมือ!” เสียงของท่านเทพจื่อหวนส่งเข้าสู่หูของเจียงฉางเซิง วิธีคล้ายกับวิชาส่งเสียงผ่านจิต เจียงฉางเซิงยังคงไม่ตอบสนอง
ท่านเทพไทฮวงยังคงกล่าวโอ้อวด เขาเองก็ต้องรอให้มหาค่ายกลเตาหลอมฟ้าดินเปิดขึ้น ไหนๆ เจียงฉางเซิงก็ยอมรอเขาย่อมยินดีอยู่แล้ว ในสายตาเขาเจียงฉางเซิงกำลังลังเล อาจกำลังคิดจะก้มหัวให้ตน
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ท่านเทพจื่อหวนถอนหายใจเบาๆ เงาร่างของนางเลือนหายไป พร้อมกันก้อนหยกในมือของฉางเหยาหลิงสูญเสียแสงสี มหาค่ายกลเตาหลอมฟ้าดินตัดขาดการเชื่อมต่อระหว่างโลกเบื้องบนกับใต้หล้าอย่างสิ้นเชิง
ฉางเหยาหลิงตื่นตระหนก เอ่ยเสียงต่ำว่า “มรรคาจารย์ ท่านเตรียมจะทำเช่นไรหรือ” นางเข้าใจเหมือนท่านเทพไทฮวง คิดว่าเจียงฉางเซิงยอมถอยแล้ว ไม่เช่นนั้นเหตุใดจึงต้องรอ
เจียงฉางเซิงกล่าวอย่างสงบ “เขาจะรบ เช่นนั้นก็รบ”
ฉางเหยาหลิงตกใจ รีบเอ่ยว่า “มหาค่ายกลเตาหลอมฟ้าดินไม่ใช่แค่ตัดขาดเท่านั้น ยังสามารถกลายเป็นค่ายกลสังหารได้ อย่าดูแคลนมันเด็ดขาด!”
เจียงฉางเซิงยังคงไม่ไหวติง เขาเคยเผชิญหน้ากับมหาค่ายกลเตาหลอมฟ้าดินมาก่อน แม้ตอนนั้นค่ายกลจะยังไม่เปิดใช้งาน เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าเผ่าปีศาจมีความเกี่ยวข้องกับท่านเทพไทฮวงเช่นไร มิเช่นนั้นเผ่าปีศาจจะสืบทอดมหาค่ายกลเตาหลอมฟ้าดินมาได้อย่างไร
“หลังการต่อสู้นี้ ต้องไปเยือนเผ่าปีศาจสักครั้ง ไปถามจอมราชันเผ่าปีศาจผู้นั้นว่าเขารู้เรื่องนี้หรือไม่ เขาเชื่อว่าอีกฝ่ายจะตอบอย่างสัตย์จริง เพราะตนใช้เหตุผลโน้มน้าว”
“เจ้าจะรบจริงๆ อย่างนั้นหรือ นี่คือสิ่งที่เจ้าตัดสินใจรึ? ช่างน่าขันนัก!” ท่านเทพไทฮวงแค่นหัวเราะเย็นชา ยกดาบใหญ่ขึ้นสูง พลังปราณอันน่าสะพรึงแผ่ซ่าน ทำให้คงคาสวรรค์เบื้องล่างผุดคลื่นสองฝั่งพวยพุ่ง “ค่ายกลเปิดแล้ว! ข้าไม่สนว่าเจ้ามาจากที่ใด แต่หากคิดจะมาแตะต้องโลกยุทธของข้า เจ้าต้องตาย!”
เสียงของท่านเทพไทฮวงทรงอำนาจยิ่ง ดาบใหญ่ในมือปล่อยคลื่นดาบน่าสะพรึงออกมา ยาวนับหมื่นจั้ง ทะลวงผ่านเมฆอัสนี ฟ้าดินสั่นสะเทือน! ใต้หล้าพลิกคว่ำ! มหาค่ายกลเตาหลอมฟ้าดินกำลังปรับใช้กฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน!
ในเวลานั้นเอง เจียงฉางเซิงยกมือขวาขึ้น ชี้นิ้วไปทางเขา สายลมกระโชกโหมกระหน่ำพัดเสื้อคลุมหยินหยางขลิบทองปลิวสะบัด ประตูสวรรค์ทิศใต้ด้านหลังเจียงฉางเซิงมั่นคงไม่หวั่นไหว
ฉางเหยาหลิงถอยหลังไปก้าวหนึ่ง พลังของท่านเทพไทฮวงรุนแรงเกินไป นางแทบจะทนไม่ไหว
“อ้อ… เจ้ากล้าลงมือจริงหรือ อย่าคิดว่าฆ่าขยะแค่ไม่กี่คนแล้วจะต่อกรกับข้าได้ ข้าใช้พลังแห่งฟ้าดินฆ่าเจ้า เจ้าจะรับไหวหรือไม่! เดิมทีข้าคิดจะให้เจ้ามีชีวิตอยู่อีกสักระยะ แต่ในเมื่อเจ้าล่วงเกินข้า ก็จงตายเสีย!” ท่านเทพไทฮวงคำรามด้วยความโกรธ ฟาดดาบลงมาในทันที
พลังคลื่นดาบยาวนับหมื่นจั้งตัดทำลายเมฆอัสนี จ้วงแทงลงมา ราวกับจะฟันเจียงฉางเซิงและประตูสวรรค์ทิศใต้ให้พินาศไปพร้อมกัน เบื้องหน้าคลื่นดาบนี้ ประตูสวรรค์ทิศใต้ดูเล็กจ้อยนัก!
ฟึบ!
แสงสีทองสายหนึ่งพุ่งขึ้นฟ้าในพริบตา สลายคลื่นดาบยาวนับหมื่นจั้งสิ้น ท่ามกลางดวงตาส่องประกายสีทองของท่านเทพไทฮวง
พรวด! แสงสีทองเส้นนั้นเจาะทะลุหน้าอกของเขาโดยตรง! เขาเบิกตากว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง ร่างทั้งร่างสั่นเทา
เดิมทีฉางเหยาหลิงใจแทบจะขึ้นมาจุกที่ลำคอ แต่พอเห็นเจียงฉางเซิงลงมือ นางก็เผลออ้าปากค้าง สีหน้าปรากฏความเหลือเชื่ออย่างห้ามไม่อยู่
“เจ้า…”
ท่านเทพไทฮวงตัวสั่นไปทั้งร่าง มือที่จับดาบใหญ่ไว้ก็ยังสั่น เขายังไม่ได้แสดงเคล็ดวิชาออกมาเลย แต่กลับเส้นเอ็นและกระดูกแตกหักสิ้น ลมปราณกระจัดกระจาย “เป็นไปได้อย่างไร! ข้าเป็นถึงยอดยุทธกำเนิดสวรรค์! ร่างกายของข้าเหนือฟ้าดินไปแล้ว ไยถึงอ่อนแอเช่นนี้!”
นิ้วชี้ข้างขวาของเจียงฉางเซิงยังคงชี้ไปทางเขา ไม่ได้เลื่อนเอียง “แค่ครั้งเดียว… แค่เพียงนิ้วเดียวก็พอแล้ว!”
พลังอาคมอันอหังการผสานกับพลังจิต การควบคุมของพลังจิตนั้นกำลังทำลายร่างของท่านเทพไทฮวงอย่างบ้าคลั่ง ร่างของท่านเทพไทฮวงสั่นไม่หยุด เลือดซึมจากอกไม่ขาดสาย เขาถามด้วยเสียงสั่นว่า “นี่มัน… เป็นวิชายุทธอะไร”
ฉางเหยาหลิงเองก็มองเจียงฉางเซิงด้วยความตะลึง อยากรู้วิชานี้มีที่มาอย่างไร เพียงแค่นิ้วเดียวก็ทำให้ท่านเทพตัวสั่นหรือ
“ดัชนีปราณตระกูลเฉิน”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้น ทันทีที่พูดจบ ร่างของท่านเทพไทฮวงก็สั่นเทิ้ม ล้มหน้าคว่ำลง ตกจากปลายคงคาสวรรค์ลงไป พลังชีวิตในตัวเขากำลังหายไปอย่างรวดเร็ว สายตากลอกไปทั่วฟ้าดิน เขาไม่รู้สึกถึงแม้แต่ร่างกายของตนเอง และยิ่งไม่อาจหลบหนีได้ ณ ขณะนี้เขารู้สึกถึงความอ่อนล้าที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน ในใจของเขามีเพียงความสับสนเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
“ตระกูลเฉินหรือ… ตระกูลเฉินไหน”