เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 340 ผลกระทบของการถอดจิต เผ่าตระกูลแห่งโลกเบื้องบน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 340 ผลกระทบของการถอดจิต เผ่าตระกูลแห่งโลกเบื้องบน
ตี้ชางสัมผัสถึงความผิดปกติจึงนั่งสมาธิในทันที เขาเพิ่งหลับตาลง จิตสำนึกก็ถูกดึงเข้าไปในภาวะที่อัศจรรย์อย่างหนึ่ง รู้สึกราวกับว่าเขากำลังหมุนคว้างอยู่ ทันใดนั้นสองเท้าเขาก็ลงถึงพื้น
“ฟ้าดินมิทันเบิก ข้าอยู่มาก่อน สามพันมหามรรคา ข้าผู้เดียวปกครอง”
“สถิตทวารวิเศษสวรรค์ชั้นเก้า เบิกปัญญาสรรพชีวิต บรรลุเซียน”
“ยามนี้ข้าคือ…”
เสียงเนิบนาบแต่ก้องกังวานเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูตี้ชาง เขาลืมตาขึ้นมองและอดตกตะลึงไม่ได้
ทะเลเมฆบนท้องฟ้าก่อตัวเป็นวงแหวนหลายวง สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนล่องลอยอย่างเสรี
ทั้งสัตว์อสูรที่ตัวใหญ่เท่าภูเขา ทั้งผู้ฝึกยุทธเผ่ามนุษย์ที่ตัวเล็กแต่กลับมีจำนวนมหาศาล
ทุกชั้นของทะเลเมฆล้วนมีตำหนักขนาดใหญ่ที่เปล่งประกายแห่งเทพออกไปนับหมื่นตั้งอยู่
แม้จะเป็นผู้อยู่ในขั้นจักรพรรดิฟ้าดินเช่นตี้ชาง ก็เพิ่งเคยพบเห็นภาพเช่นนี้เป็นครั้งแรก เผ่าต่างๆ สามารถอยู่รวมกันอย่างสงบในที่แห่งหนึ่งได้หรือ นี่ยังมีเสียงที่อยู่ภายในหัวอีก…
มรรคาจารย์! มหาพิภพจิตจร? ตี้ชางต้องตกตะลึงชั่วอึดใจนี้ เขาแนใจในความคิดหนึ่ง มรรคาจารย์เป็นเทพเซียนจริงๆ!
ในเวลานี้เอง มีร่างหนึ่งร่อนลงมาจากฟ้าและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าเป็นผู้มาใหม่หรือ”
ตี้ชางถามด้วยความประหลาดใจ “เจ้ารู้ได้เยี่ยงไร”
อีกฝ่ายเป็นคนหนุ่มผู้หนึ่ง เขาหัวเราะลั่น “มีแต่ผู้มาใหม่เท่านั้นจึงจะยืนอยู่บนพื้น ไปกันเถิด ข้าจะพาเจ้าไปบนฟ้า บนฟ้าจึงจะตื่นตา วันหน้าเจ้าจะไม่อยากลงไปอีกเลย”
ตี้ชางคิดว่าอีกฝ่ายกำลังคุยโม้แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ เขาเพิ่งมาที่นี่จึงจำเป็นต้องรู้จักมหาพิภพจิตจรเสียก่อน เขาจึงเหินตามขึ้นไปบนฟ้าทันที
เผ่ามนุษย์ก็มีน้ำใจไม่น้อย อย่างน้อยก็ไม่มีท่าทีหยิ่งยโสเหมือนกับเผาราชาและเผ่าแข็งแกร่งอื่นๆ ที่มีต่อต่างเผ่า… ตี้ชางมองแผ่นหลังของชายหนุ่มผู้นี้และคิดอยู่เงียบๆ
ปีเซียนหยวนที่เจ็ดสิบเอ็ด คงคาสวรรค์ยังไม่สลายไป แต่ยังคงถาโถมอยู่บนท้องฟ้า
ตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงกำลังตระหนักรู้คงคาสวรรค์ เขาจัดตั้งบัญชีสถาปนาเทพเรียบร้อยแล้ว แต่เวลานี้ยังไม่ได้ใช้บัญชีสถาปนาเทพ ไว้เมื่อเขาขึ้นไปบนแดนสวรรค์แล้วค่อยว่ากันอีกครั้ง
มีหมู่ดาวนับไม่ถ้วนอยู่ในคงคาสวรรค์ ซึ่งโดยมากแล้ว ดวงดาวเหล่านี้ล้วนมีลมปราณแห่งชีวิตและสิ่งมีชีวิต ซึ่งก็หมายความว่าดวงดาวจำนวนมากก็คือโลกที่ครบสมบูรณ์
การตระหนักรู้ความเป็นไปของกฎแห่งฟ้าดินในโลกเหล่านั้น มีประโยชน์ต่อการฝึกตนของเจียงฉางเซิง
เมื่อโลกครบสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ อำนาจแห่งฟ้าดินของโลกแห่งนั้นก็จะมาล้อมรอบผลมรรคาของเขา และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับผลมรรคาของเขาด้วย
เมื่อเข้าสู่ภาวะรู้แจ้งในมรรคาแล้ว เจียงฉางเซิงจะเริ่มไม่คำนึงถึงเวลา ท่านเทพไท่ฮวงก็ตายไปแล้ว ต่อจากนี้ไปน่าจะไม่มีเรื่องใหญ่ใดอีก
แต่หากมีจริงๆ เขาก็สามารถตื่นขึ้นมาได้ในทันที เขาทิ้งร่างแยกไว้ข้างนอกโดยเฉพาะ เมื่อสัมผัสถึงอันตรายก็จะผสานเข้ากับร่างของเขา และจะเข้ามาขัดภาวะรู้แจ้งของเขา
เดือนสิบเอ็ด หิมะตกหนัก เมืองจิงเฉิง ตี้ชางมาหาฉางเหยาหลิง คนทั้งสองพบกันภายในศาลาหิน
ตี้ชางไม่สามารถมองระดับขั้นของนางออกจึงรู้สึกตระหนกอยู่ในใจ
“ผู้อาวุโส ขอสอบถามว่าท่านมาจากบนสวรรค์หรือ” ตี้ชางประสานมือคำนับและถามอย่างจริงจัง
ฉางเหยาหลิงสังเกตดูเขาแล้วกล่าวว่า “ไม่ผิด ส่วนเรื่องการเสื่อมถอยของเผาราชานั้น ข้ารู้เรื่องจริงๆ”
ลมปราณของตี้ชางนั้นแข็งแกร่งเหลือเกิน นางจึงหาตัวเขาพบตั้งแต่แรกที่เขามาถึงเมืองจิงเฉิง
มรรคาจารย์กำลังปิดด่าน นางย่อมต้องมาช่วยดูแล ภายในเมืองจิงเฉิงนอกจากมรรคาจารย์แล้ว ก็ไม่มีใครที่สามารถสยบขั้นจักรพรรดิยุทธ์ได้
ตี้ชางตื่นเต้นขึ้นมาทันใด รีบบอกไปว่า “ขอผู้อาวุโสบอกกล่าวแก่ข้า เหตุใดเผาราชาจึงได้เสื่อมถอย”
แม้เขาจะคาดเดาความจริงเอาไว้แล้ว แต่จะอย่างไรก็ยังเป็นเพียงการคาดเดา เขาต้องการความจริงจากบนสวรรค์
ฉางเหยาหลิงไม่ได้ปิดบัง และเริ่มเล่าตั้งแต่ที่ท่านเทพไท่ฮวงพบกับทางตันในการฝึกยุทธ์
ที่แท้แล้ว เผ่าราชาเผ่าแรกในไท่ฮวงก็คือเผ่ามนุษย์! เทพแห่งฟ้าดินต้องการหลอมพวกเขาเป็นยาอายุวัฒนะ!
ตี้ชางได้ฟังแล้วต้องตะลึงค้าง ความภาคภูมิใจในเผาราชาภายในใจเขาแหลกลาญไปทันใด
ที่แท้แล้วใต้หล้าแห่งนี้ก็มิได้เป็นของเผาราชา เหตุที่เผาราชาได้ชื่อว่าเผาราชา เพียงเพราะท่านเทพไท่ฮวงต้องการเผ่าพันธุ์หนึ่งมาปรามอำนาจของเผ่ามนุษย์เท่านั้น
หากมิใช่ว่ากฎเกณฑ์แห่งโลกกำหนดว่าจะต้องมีเผ่ามนุษย์อยู่ เผ่ามนุษย์ก็จะต้องถูกทำลาย และเผาราชาก็จะเป็นอันดับต่อไป ความจริงก็เป็นเช่นนี้ ท่านเทพไท่ฮวงทำลายเผาราชา และในขั้นสุดท้ายก็เตรียมตัวจะทำลายเผ่ามนุษย์โดยที่ไม่คำนึงถึงสิ่งใดอีก น่าขำ…
“เหตุที่มรรคาจารย์ลงมือในเวลานี้ ไม่ใช่เพียงพิทักษ์เผ่ามนุษย์เท่านั้น แต่ยังช่วยเผ่าทั้งปวงในไท่ฮวงด้วย”
“เดิมทีเขาสามารถเหินสู่โลกเบื้องบนได้แล้ว แม้แต่นายของข้าก็ยังต้องการดึงตัวเขาไป”
ฉางเหยาหลิงเอ่ยทอดถอนใจ เดิมทีนางอยากพูดเรื่องดีให้มรรคาจารย์ เพื่อที่ตี้ชางจะได้ไม่ก่อเรื่องวุ่นวาย
แต่นางกลับพบว่าตี้ชางมีสีหน้านับถือและคลั่งไคล้ขึ้นมาแล้ว ตี้ชางสูดหายใจลึกๆ และกล่าวว่า
“มรรคาจารย์ยิ่งใหญ่จริงๆ ผู้อาวุโสโปรดวางใจ ข้าไม่ได้มาสร้างความวุ่นวาย ความจริงแล้วข้าให้คำมั่นกับมรรคาจารย์ตั้งแต่ก่อนที่คงคาสวรรค์จะมาถึงแล้วว่า เผาราชายินดีจะติดตามมรรคาจารย์”
ฉางเหยาหลิงประหลาดใจ ก่อนคงคาสวรรค์มาถึงเช่นนั้นหรือ มรรคาจารย์ช่างมีอภินิหารกว้างขวางนัก
ตี้ชางเอ่ยด้วยแววตาเป็นประกายว่า “ข้ามีชีวิตอยู่มานานปีเพียงนี้ ยังไม่เคยพบบุคคลเช่นเขามาก่อน เขาจะต้องเป็นเทพเซียนเป็นแน่”
“มีหลายเรื่องที่ข้าไม่สะดวกจะพูด แต่มีข้อหนึ่ง การได้นับถือเลื่อมใสมรรคาจารย์ก็คือบุญวาสนาที่ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน!”
ฉางเหยาหลิงเลิกคิ้ว นางนึกออกว่าเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เคยพบมาก่อนหน้านี้ก็พูดในทำนองเดียวกัน หรือว่ายังมีเรื่องที่ข้าไม่รู้อีก
เรื่องนี้ยิ่งทำให้นางรู้สึกว่ามรรคาจารย์ดูมีลึกลับมากขึ้นไป ได้ฟังตี้ชางชมมรรคาจารย์ไม่จบไม่สิ้น ทำให้ภายในใจของฉางเหยาหลิงเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมา
เดิมทีนางอยากโน้มน้าวตี้ชาง แต่คิดไม่ถึงว่าตอนนีตี้ชางกลับเป็นฝ่ายโน้มน้าวนางเสียเอง นี่ก็คือจุดที่น่ากลัวของผู้ศรัทธาแต้มเซ่นไหว้
เวลานี้เจียงฉางเซิงไม่จำเป็นต้องโฆษณาตนเองแล้ว เพราะเหล่าผู้ศรัทธาของเขาสามารถช่วยเขาดึงดูดผู้ศรัทธาใหม่ๆ มาได้ไม่ขาดสาย
เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า ความเปลี่ยนแปลงที่คงคาสวรรค์นำมาสู่ไท่ฮวงนับวันจะมากขึ้นเรื่อยๆ ลำพังแค่ปราณวิญญาณยุทธก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
ที่แท้โลกแห่งยุทธที่คงคาสวรรค์ดำรงอยู่นั้น เป็นโลกแห่งยุทธ์ที่กำลังอยู่ในภาวะเสื่อมถอย เพียงแต่ถูกท่านเทพไท่ฮวงนำมาใช้ประโยชน์เท่านั้น
แต่คงคาสวรรค์จะไม่หยุดอยู่ที่แดนมนุษย์เป็นเวลานาน มาถึงปีเซียนหยวนที่แปดสิบ คงคาสวรรค์พุ่งตัวขึ้นสูงเตรียมตัวจะไปจากโลกยุทธไท่ฮวง
ในที่สุดภาวะรู้แจ้งในมรรคาของเจียงฉางเซิงก็ถูกขัดจังหวะ เขามองขึ้นไปเห็นว่าคงคาสวรรค์กำลังไปจากโลกยุทธ์ไท่ฮวง
เขายิ้มออกมา คงคาสวรรค์มายังแดนมนุษย์เป็นเวลาสิบปี ทำให้ระดับพลังของเขาเพิ่มพูนขึ้นมาไม่น้อย อย่างน้อยเขาก็พึงพอใจมาก
ร่างแยกมุดออกมาใต้ดิน จากนั้นก็กระโดดเข้าไปภายในร่างของเขา หลังจากผสานความทรงจำของร่างแยกแล้ว
เจียงฉางเซิงก็จัดลำดับคนที่ต้องการเข้ามาพบเขาในตำหนักเมฆาม่วงในช่วงเวลานี้ เริ่มต้นจากเฉินหลี่ เรื่องสำคัญของเทียนจิ่งจะทำอย่างขอไปทีไม่ได้
“มีเผ่าต่างๆ ที่ต้องการผูกมิตรกับเทียนจิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาต้องการรู้ท่าทีที่ชัดเจน”
“ตอนนี้กระหม่อมถูกรังควานหนักหนานัก ยิ่งไปกว่านั้นพวกกระหม่อมก็ต้องการทราบถึงแผนการในลำดับต่อไปของฝ่าบาทด้วยพะยะคะ”
เฉินหลี่เอ่ยพลางโค้งตัวลง สายตาที่เขามองเจียงฉางเซิงเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง
ในเวลาสิบปีนี้ เทียนจิ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าพลิกดิน ตี้ชางผู้สืบเชื้อสายเผาราชาประกาศว่าจะทำงานให้กับมรรคาจารย์
ถึงขั้นเข้าไปอยู่ในอารามมังกรผงาด และยินดีจะช่วยชี้แนะผู้ฝึกยุทธทั่วใต้หล้า ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เกิดผลที่ตามมาอย่างใหญ่หลวง
ตี้ชางอยู่ในขั้นจักรพรรดิฟ้าดิน ซึ่งก็คือจักรพรรดิยุทธนั่นเอง เทียนจิ่งมีจักรพรรดิยุทธเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคนในทันที ทำให้ผู้คนทั่วใต้หล้าต่างตื่นเต้นยินดี
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “ให้ทำงานไปตามขั้นตอน เทียนจิ่งยังจำเป็นต้องก้าวหน้าต่อไป ให้เหลือจื๋ออวี้ไว้นำคนรุ่นหลังทำสงครามเถิด”
เขาไม่อยากทำทุกสิ่งจนเสร็จเรียบร้อยทั้งหมด เพราะก็ต้องให้พื้นที่แก่ลูกหลานบ้าง ยิ่งไปกว่านั้นเทียนจิ่งก็ไม่จำเป็นต้องขยายอาณาเขตออกไปจริงๆ อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่จำเป็น
เฉินหลี่ได้ฟังดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย จึงถามไปอย่างระมัดระวังว่า “พระองค์จะประทับอยู่ที่นี่อีกนานเท่าใดพะยะคะ”
ระยะนี้ภายในมหาพิภพจิตจร มีเสียงเล่าลือเรื่องการเหินสู่เบื้องบนและมหาพิภพนิลเหลืองกันหนาหู ซึ่งผู้ที่เปิดเผยเรื่องนี้ย่อมต้องเป็นเทพธิดาแห่งภูเขาวิญญาณฉางเหยาหลิงไม่ผิด!
ฉางเหยาหลิงยังได้เข้าไปในมหาพิภพจิตจร และกลายเป็นผู้ศรัทธาที่แสนคลั่งไคล้ของเจียงฉางเซิง
นางเห็นว่าผู้ศรัทธาคนอื่นเป็นคนกันเอง จึงไม่ได้ปิดบังเรื่องของมหาพิภพนิลเหลือง
เดิมทีนางอยากบอกเหล่าผู้ศรัทธาว่า ในไม่ช้าก็เร็วมรรคาจารย์ต้องไปยังดินแดนที่สูงชั้นกว่า และพวกเขาก็ควรค่าที่จะติดตามเจียงฉางเซิงไปเรื่อยๆ
แต่เรื่องนี้กลับทำให้บรรดาผู้ศรัทธาเกิดตระหนกลนลาน หากว่ามรรคาจารย์จากไปแล้ว พวกเขายังจะสามารถเข้ามาในมหาพิภพจิตจรได้หรือไม่ มรรคาจารย์จะทอดทิ้งพวกเขาหรือไม่
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “เมื่อจื๋ออวี้ไปถึงขั้นผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินแล้ว เราก็จะเหินขึ้นสู่โลกเบื้องบน”
“พวกเจ้าไม่ต้องเป็นกังวล เราแค่ไปยังแดนสวรรค์ เหล่าขุนนางชราเช่นพวกเจ้าก็จะติดตามไปด้วย ตัวอย่างเช่นเจ้า เราจะแต่งตั้งให้เป็นเทพ”
เฉินหลี่ได้ฟังก็ยินดีเป็นล้นพ้น รีบคารวะขอบคุณเจียงฉางเซิง เขาเป็นอัครเสนาบดีมาหลายรัชสมัยแล้ว จึงไม่ได้ฝักใฝ่ในอำนาจวาสนาของแดนมนุษย์อีกแล้ว
เพียงเพราะเวลานี้มีหน้าที่อยู่กับตัว หากสามารถไปเป็นเซียนบนสวรรค์ได้ เขาจะไม่ต้องการได้อย่างไร
เฉินหลี่สอบถามเรื่องราวต่างๆ ไปอีกเล็กน้อย และเจียงฉางเซิงก็ตอบไปทุกเรื่อง
โดยสรุปก็คือ เทียนจิ่งในเวลานี้ไม่จำเป็นต้องครอบครองทั้งใต้หล้า เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นมาเป็นอันดับแรก
และเรื่องสำคัญที่สุดของโลกแห่งยุทธ์ก็คือ ความสามารถโดยรวมในวิถียุทธ
พอเฉินหลี่ออกไป มูหลิงลั่วก็เข้ามา นางมาสอบถามเจียงฉางเซิงด้วยความห่วงใยเป็นหลัก ทั้งสองอยู่ด้วยกันหนึ่งวัน จากนั้นมูหลิงลั่วก็จากไปอย่างอาลัยอาวรณ์
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นเดินออกมาจากตำหนักเมฆาม่วง และมาภายในอุทยาน นางกำนัลยกสุราอาหารชั้นเลิศมาให้
ในฐานะเซียนเขาได้ละทางโลกไปแล้ว อาศัยเพียงปราณวิญญาณฟ้าดินก็เพียงพอ แต่การลิ้มรสอาหารชั้นดีเช่นนี้บ้างเป็นครั้งคราว ก็ทำให้รู้สึกพึงพอใจเช่นกัน
ผ่านไปไม่นานฉางเหยาหลิงก็มาหา นางนั่งอยู่เบื้องหน้าเจียงฉางเซิงเอ่ยปากว่า
“มรรคาจารย์ ท่านเทพจื่อหวนเป็นเจ้าแห่งโลกยุทธไทฮวงแล้ว ทว่านางกำลังวุ่นวายอยู่กับการรับโชคชะตาของโลกยุทธไทฮวง คาดว่าในเวลาสิบปีคงไมอาจปลีกตัวมาได้”
ท่านเทพจื่อหวน? เจียงฉางเซิงสังเกตวิธีเรียกขานของนาง และรู้สึกพึงพอใจอยู่ในอก
นี่แสดงว่านางกลายเป็นคนของเขาโดยสิ้นเชิงแล้ว เกิดเรื่องใดขึ้นในช่วงเวลานี้ จนถึงขั้นทำให้ฉางเหยาหลิงเปลี่ยนข้างไปได้
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “หากท่านเทพจื่อหวนสอบถามเจ้าในเรื่องที่อาจทำให้นางรู้สึกหวาดกลัว ก็จงพยายามเลี่ยงเสีย”
“เราไม่ได้มีเจตนาเป็นศัตรูกับนาง และถึงขั้นรู้สึกซาบซึ้งขอบคุณที่นางก้าวออกมาช่วยอีกด้วย”
“แต่เมื่อใดที่จุดยืนเปลี่ยนไป เราก็เป็นห่วงว่านางจะกลายเป็นท่านเทพไท่ฮวงคนต่อไป”
ฉางเหยาหลิงพยักหน้ากล่าวว่า “ข้าเข้าใจแล้ว ท่านโปรดวางใจ”
“ความจริงแล้ว ท่านเทพทุกองค์ล้วนเหมือนกันทั้งต่างก็ประสงค์ในผลประโยชน์ เมื่อเทียบกับปณิธานอันยิ่งใหญ่ของท่านแล้ว ก็ไม่อาจนับเป็นสิ่งใดได้เลย”
สายตาที่นางมองเจียงฉางเซิงเต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา มีเผ่าต่างๆ อยู่มากมายภายในมหาพิภพจิตจร ซึ่งมรรคาจารย์ไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะเผ่ามนุษย์เท่านั้น
ในทางกลับกันยังสนับสนุนสิ่งมีชีวิตในเผ่าอื่นๆ บางส่วนด้วย สังคมอุดมคติที่ทุกชีวิตเท่าเทียมกันที่เขาต้องการสร้าง ได้แพร่ไปในใจของผู้ศรัทธาทั้งหมดแล้ว
แม้ว่าสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ต่างรู้สึกว่ายากจะกลายเป็นความจริงได้ แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้กระทบต่อความนับถือเลื่อมใสที่พวกเขามีต่อมรรคาจารย์
เจียงฉางเซิงพยักหน้ากล่าวว่า “เจ้ามีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับท่านเทพจื่อหวนหรือ”
ฉางเหยาหลิงตอบว่า “นางเป็นญาติผู้ใหญ่ของข้า พวกเรามาจากเผ่าฉาง เผ่าฉางมีอาณาเขตกว้างใหญ่ในมหาพิภพนิลเหลือง ข้าติดตามนางมาตั้งแต่ข้ายังเล็ก…”
นางจึงแนะนำเผ่าฉางคร่าวๆ ไปด้วยเสียเลย นางภาคภูมิใจอย่างยิ่ง คิดว่าการได้บอกเล่าความเป็นมาของตนเองต่อหน้ามรรคาจารย์ จะทำให้มรรคาจารย์ให้ความสำคัญกับนางมากขึ้น
มหาพิภพนิลเหลืองมีตระกูลขุนนางโบราณ ตลอดจนสำนักที่เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งความจริงแล้วก็คือโลกแห่งยุทธที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้นนั่นเอง
หรือจะพูดให้ถูกต้องก็คือ เมื่อโลกแห่งยุทธก้าวหน้าขึ้น ก็จะดำเนินรอยตามมหาพิภพนิลเหลืองทั้งสิ้น
เนื่องจากเผ่ามนุษย์ปกครองทั่วทั้งมหาพิภพนิลเหลือง ด้วยเหตุนี้ตระกูลขุนนางเก่าแก่จึงใช้แซ่ตระกูลเป็นชื่อเผ่า
ซึ่งเผ่าตระกูลต่างๆ มีการต่อสู้กันอย่างดุเดือด เผ่าฉางมีท่านเทพเจ็ดองค์ ซึ่งท่านเทพทั้งเจ็ดองค์เป็นตัวแทนของพลังแห่งเผ่าฉางในโลกแห่งยุทธเทพเท่านั้น
เผ่าฉางมีรากฐานที่แข็งแกร่งมาก แม้แต่ฉางเหยาหลิงก็ยังไม่แน่ใจว่า สุดยอดผู้แข็งแกร่งของเผ่าฉางนั้นแข็งแกร่งเพียงใด
ฉางเหยาหลิงคิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงเตือนไปว่า “จริงสิมรรคาจารย์ ระยะนี้มีคนจากโลกเบื้องบนลงมาพร้อมกับคงคาสวรรค์เป็นจำนวนมาก ส่วนว่ามีเป้าหมายใดนั้น เวลานี้ยังไมอาจทราบได้”