เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 360 หมายทำศึกที่มหาสมุทธา เผ่ามารโบราณ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 360 หมายทำศึกที่มหาสมุทธา เผ่ามารโบราณ
เจียงฉางเซิงนำตัวไท่สื่อฉางเซอที่ถูกแช่แข็งมาไว้ตรงหน้า จากนั้นจึงใช้อภินิหารดวงเนตรมหามรรคา เป็นดังคาดหลังจากบรรลุขั้น ความทรงจำของไท่สื่อฉางเซอยามอยู่ต่อหน้าเขาก็ไม่ได้มหาศาลและซับซ้อนอีกแล้ว และยังอ่านความทรงจำของเขาได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าก่อนด้วย
สิ่งที่เจียงฉางเซิงต้องการทำนั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนความทรงจำของไท่สื่อฉางเซอไปโดยสิ้นเชิง แต่จะเพิ่มตัวของเขาเข้าไปในความทรงจำของไท่สื่อฉางเซอ แทรกเข้าไปตลอดชีวิตของเขา และทำให้ตนเองกลายเป็นคนที่สำคัญที่สุดสำหรับเขา
ผ่านไปวันแล้ววันเล่า หลังจากนั้นครึ่งปี ประตูตำหนักเมฆาม่วงก็เปิดออก ทำให้ไปฉีที่กำลังนอนหลับอยู่ตรงประตูตกใจตื่น มันหันหน้าไปมอง เห็นว่าประตูตำหนักเมฆาม่วงเปิดออก จึงตื่นเต้นยินดีทันใดและรีบวิ่งเข้าไป ปรากฏว่าพอเข้าไปในตำหนัก มันก็เห็นว่ามีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ตรงหน้าเจียงฉางเซิง ซึ่งก็คือไท่สื่อฉางเซอนั่นเอง
“เจ้าออกไปเถิด” เจียงฉางเซิงกล่าว
ไท่สื่อฉางเซอคารวะด้วยความเคารพ จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนและออกไป
ไปฉีจ้องมองเขาโดยไม่แปลกใจใดๆ ในเมื่อเจ้าหมอนี่ไม่ตาย มันก็รู้อยู่แล้วว่าจะต้องมีวันนี้
เมื่อไท่สื่อฉางเซอไปจากตำหนักเมฆาม่วง ไปฉีก็ขยับไปตรงหน้าเจียงฉางเซิงและสอบถามอย่างตื่นเต้นไม่ยอมหยุด มันอยากรู้ว่าตอนนี้เจียงฉางเซิงทรงพลังเพียงใด เสียงระฆังที่ดังเมื่อครึ่งปีก่อนและทำให้ทั้งแดนสวรรค์ตื่นตระหนกทำเอามันใคร่รู้เป็นที่สุด เจียงฉางเซิงย่อมไม่บอกเรื่องนี้กับมัน แต่บอกว่า
“แทนที่จะมาสนใจข้า มิสู้สนใจตัวเจ้าเองดีกว่าหรือ ข้ามอบพรสรรค์ที่เหนือกว่าสรรพชีวิตทั่วไปกับเจ้าแล้ว แต่เจ้ากลับไม่ทำให้ข้าประหลาดใจเลย เจ้าต้องการให้ข้าคอยปกป้องเจ้าไปตลอดชีวิตหรือ?”
ไปฉีคร่ำครวญว่า “บ่าวจะคิดเยี่ยงนั้นได้อย่างไร บ่าวแค่อยากรับใช้ท่านไปชั่วชีวิต ในใจบ่าวไม่มีใครเหนือกว่าท่านได้ ท่านจะนำหน้าพวกเราตลอดไป และจะไม่มีวันที่ท่านต้องการให้พวกเราปกป้อง พวกเราจะทำงานให้ท่าน สร้างความผาสุกแก่ผู้คนเพื่อให้สรรพชีวิตจดจำคุณูปการของท่าน…”
สีหน้าของเจียงฉางเซิงไม่เปลี่ยนไป แต่ในใจกลับสะดุ้ง “เจ้านี่เดาจุดประสงค์จริงๆ ที่เขาก่อตั้งแดนสวรรค์ขึ้นมาได้หรือนี่” ไปฉีเอาแต่ประจบอยู่ไม่จบไม่สิ้น ทำให้เจียงฉางเซิงระงับความสงสัยของเขาลงเสีย “เจ้านี่คงเดาไม่ออกหรอก หรือต่อให้เดาออก มันก็นับว่าได้รับประโยชน์ส่วนหนึ่ง และมันจะไม่พูดออกไป” แม้ยามอยู่ต่อหน้าเขา ไปฉีจะยกยอเกินเหตุจนน่าตบ แต่มันก็ยังเคร่งครัดกับคนนอกอย่างยิ่ง เป็นไปไม่ได้ที่คนอื่นจะรู้เรื่องของเจียงฉางเซิงจากมัน ยิ่งไปกว่านั้น เวลาส่วนใหญ่มันก็อยู่กับเจียงฉางเซิงด้วย
หลังจากฟังอยู่สักพัก เจียงฉางเซิงก็ทนฟังต่อไปไม่ไหว จึงสั่งให้ไปฉีไสหัวไปฝึกวิชาที่ด้านข้างเสีย ไปฉีจึงเดินออกไปอย่างมีความสุขในทันที
“ข้าให้เจ้าเลือกสามรายชื่อที่จะให้แปลงร่างเป็นมังกร จะเลือกใครนั้นขึ้นอยู่กับเจ้า และห้ามเลือกจากในแดนสวรรค์” เจียงฉางเซิงคิดบางอย่างขึ้นได้จึงหันไปพูดกับไปฉี
ไปฉีได้ฟังก็ประหลาดใจทันที นี่เป็นเรื่องดีทีเดียว “สามรายชื่อหรือ… มันจะหาประโยชน์จากเรื่องนี้ได้เท่าใดกัน มีเงื่อนไขหรือไม่?”
“ให้เลือกจากภายในมหาพิภพจิตจร”
“รับทราบ!” ไปฉีตอบรับอย่างอารมณ์ดี จากนั้นมันก็หมอบตัวลงเตรียมจะเข้าไปในมหาพิภพจิตจร
เจียงฉางเซิงจึงเริ่มฝึกยุทธ์ หลังจากเพิ่งบรรลุขั้นเขาจะต้องทำความคุ้นเคยกับเคล็ดวิชาของวิชามรรคาธรรมชาติขั้นสิบเอ็ดเสียก่อน ยิ่งไปกว่านั้น ยังพอมีเวลาก่อนที่ช่วงเวลาหนึ่งพันปีจะมาถึง หากสามารถบรรลุไปอีกหนึ่งขั้นก่อนหน้านั้นได้ เขาก็จะมีความมั่นใจว่าจะพาโลกยุทธ์ไทฮวงไปจากอนันต์สุญญตาได้มากขึ้น
ปีติ้งเทียนที่หนึ่งร้อยสิบสอง เทียนจิ่งก่อตั้งมาครบรอบสองร้อยหกสิบสองปีแล้ว บ้านเมืองรุ่งเรืองประชาเข้มแข็ง ในที่สุดเจียงจื๋ออวี้ก็สะกดความทะเยอทะยานของเขาไว้ไม่ได้ และเริ่มวางแผนยิ่งใหญ่ที่จะขยายอาณาเขตออกไป เขาไม่ได้ส่งทัพเข้าไปในไทฮวง แต่จะไปกวาดต้อนเอามหาสมุทรไรขอบเขต! เริ่มจากยึดเผ่ามนุษย์กลับคืนมาก่อน แล้วค่อยไปทำศึกกับเผ่าทั้งปวง!
ณ ห้องทรงพระอักษร เจียงจื๋ออวี้กำลังพบกับทูตสามคนจากต้ากวงเทียน ได้ยินเพียงเขาพูดว่า “ต้ากวงเทียนล่มสลายแล้ว ราษฎรซัดเซพเนจร สิ่งที่เราทำได้ก็คือทวงความยุติธรรมให้แก่พวกเจ้า รอดูเถิด เทียนจิ่งจะเปิดศึกกับราชอาณาจักรหลัวหงในอีกไม่ช้าก็เร็ว”
ได้ฟังดังนั้น ทูตทั้งสามก็เป็นทุกข์อย่างยิ่ง ก่อนจะออกจากบ้านเกิดพวกเขายังคงหวังจะได้เป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ ยามนี้ยังไม่ทันกลับไปก็ต้องได้ยินว่าต้ากวงเทียนล่มสลายเสียแล้ว หัวหน้าคณะทูตถามทั้งกัดฟันว่า “พระองค์จะทรงแก้แค้นให้พวกกระหม่อมได้จริงหรือพะยะคะ หากว่าราชอาณาจักรหลัวหงยอมจำนน…”
เจียงจื๋ออวี้ขัดขึ้นมาว่า “ไม่มีทาง ราชอาณาจักรหลัวหงมาจากโลกเบื้องบน ไม่มีทางยอมจำนนเด็ดขาด!”
“โลกเบื้องบน?” ทูตทั้งสามตกตะลึง พวกเขาเพิ่งรู้เรื่องนี้เป็นครั้งแรก ในช่วงหลายปีที่อยู่ในเทียนจิ่ง พวกเขาได้ยินเรื่องของศึกโลกแห่งยุทธ แต่ไม่เคยคิดมาก่อนว่า ราชวงศ์แห่งโชคชะตาแสนแข็งแกร่งที่สามารถเอาชนะต้ากวงเทียนได้นั้น แท้จริงแล้วถูกสร้างขึ้นโดยผู้คนที่อยู่ในโลกเบื้องบน
“ทางตอนใต้ต้องให้ทั้งสามช่วยเหลือ เวลานี้พวกเจ้ายินดีจะมาเป็นขุนนางในราชสำนักหรือไม่?” เจียงจื๋ออวี้ถามด้วยสีหน้าจริงจัง ทูตทั้งสามรีบคุกเข่าลงเพื่อขอบพระทัยต่อพระเมตตาในทันใด พวกเขาต้องการเข้าร่วมกับเทียนจิ่งมานานแล้ว แต่กลัวจะทำให้ต้ากวงเทียนผิดหวัง จึงรอให้เจียงจื๋ออวี้เป็นฝ่ายมาดึงตัวพวกเขาไปเอง เทียนจิ่งทำให้พวกเขาได้เปิดหูเปิดตาใหญ่หลวง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยุทธ เศรษฐกิจ ชีวิตราษฎร ราชสำนัก และอื่นๆ ล้วนไม่ใช่สิ่งที่ต้ากวงเทียนจะเทียบได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ เทียนจิ่งมีเทพเซียนคุ้มครอง เมื่อทำงานในเทียนจิ่งจะทำให้พวกเขามีโอกาสเหินสู่โลกเบื้องบนกลายเป็นเซียน เจียงจื๋ออวี้โบกมือเป็นสัญญาณให้พวกเขาออกไปได้
จวบจนคนทั้งสามออกไปแล้ว เจียงจื๋ออวี้ก็มองไปยังกระถางใบเล็กบนโต๊ะ ภายในกระถางขังคางคกวิเศษฟ้าดินเอาไว้ เขาถามเบาๆ ว่า “ไปมหาสมุทรไรขอบเขตในครั้งนี้ เทียนจิ่งจะเอาชนะราชอาณาจักรหลัวหงได้หรือไม่?”
“ไม่ได้” คางคกวิเศษฟ้าดินตอบด้วยเสียงค่อนข้างเชื่องซึม
เจียงจื๋ออวี้ส่ายหน้าหัวเราะกล่าวว่า “สมองมันใช้การไม่ได้แล้วจริงๆ เอามาเล่นสนุกได้เท่านั้น” เจ้าตัวนี้ถูกส่งต่อกันมาจากต้าจิง หลังจากมีโอรสสวรรค์มาหลายรัชสมัยจึงมีบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ว่า โอรสสวรรค์รักใคร่คางคกไม่เคยให้มันอยู่ห่างมือ คางคกวิเศษฟ้าดินเจียงจื๋ออวี้เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะมีหลายเรื่องที่คางคกวิเศษฟ้าดินพยากรณ์ไม่ถูกต้อง เขาสรุปออกมาแล้วว่า คางคกวิเศษฟ้าดินไมอาจพยากรณ์บิดาของเขาได้ หากตัดเรื่องของบิดาเขาและแดนสวรรค์ออกไปจากคำตอบที่พยากรณ์ผิดพลาดก็ยังนับว่าแม่นยำจริงๆ
เขาลุกขึ้นยืน เดินไปที่ผนังห้อง ปลดภาพภาพหนึ่งบนกำแพงลงมา ในภาพนั้นเป็นแผนที่คร่าวๆ ของมหาสมุทรไรขอบเขต ซึ่งเขาได้ขอให้เทพเซียนบนสวรรค์ช่วยวาดให้ หัวใจของเจียงจื๋ออวี้ก็พลุ่งพล่านขึ้นมายามมองแผนที่ของมหาสมุทรไรขอบเขต ไม่รู้เหตุใด เมื่อคิดถึงการรวมมหาสมุทรไรขอบเขตเป็นหนึ่งเดียว เลือดลมของเขาก็จะพลุ่งพล่าน อาจเพราะเขาได้รับอิทธิพลจากพี่ชายที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนผู้นั้น ฮ่องเต้จิ่งไทจง ปณิธานของเขาก็คือ การรวมทั้งในทะเลและโพ้นทะเลเป็นหนึ่ง!
“เรียกองค์รัชทายาทมา” เจียงจื๋ออวี้ร้องเรียก จากนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากนอกห้องทรงพระอักษรว่า “พะยะคะ!”
องค์รัชทายาทเป็นโอรสของเขากับฮองเฮา ตอนที่เกิด บิดายังมาเข้าฝันเขาด้วย และบอกให้ตั้งชื่อโอรสองค์นี้ว่า “เจียงชิว”
“เจียงชิว… มิใช่ฮ่องเต้จิ่งเหรินจง โอรสของฮ่องเต้จิ่งไทจงหรอกหรือ?” แม้ว่าเจียงจื๋ออวี้จะสับสน แต่เขาก็ยังทำตามที่บิดาบอก เขามักรู้สึกว่าที่บิดาให้ตนเองและโอรสใช้ชื่อของไทจงและเหรินจง จะต้องมีความหมายที่ลึกซึ้งบางประการ
ในแผ่นดินอันกว้างใหญ่ ณ สุดปลายที่ราบ ภูเขาสูงหลายลูกกลายเป็นกำแพงกั้นแห่งฟ้าดิน แบ่งผืนปฐพีเป็นสองส่วน ราชันมารเก้าขุมนรกยืนอยู่บนหน้าผา มองขุนเขาธาราอันงดงามตระการตา เสื้อคลุมสีดำของเขาปลิวไสวในสายลม แต่เขากลับยืนนิ่งเฉกขุนเขา ผ่านไปเนิ่นนาน แสงสีขาวสายหนึ่งสาดลงมาจากทะเลเมฆ พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ราชันมารเก้าขุมนรกมองขึ้นไปเห็นเจียงเยี่ยในชุดเกราะเงินของแม่ทัพสวรรค์เหาะลงมา เขาถือทวนเล่มหนึ่งในมือ และมีลิงขนขาวตัวเล็กนั่งยองๆ อยู่บนไหล่ของเขา เป็นวานรสวรรค์ไป๋หลิงนั่นเอง
เจียงเยี่ยขี่เมฆมาหยุดอยู่ตรงหน้าผา ยิ้มและกุมหมัดคำนับกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ ไม่ได้พบกันนานเลยขอรับ”
ราชันมารเก้าขุมนรกจ้องปาก เอ่ยอย่างประหลาดใจว่า “นี่เป็นวิชาเซียนหรือ?”
เจียงเยี่ยยิ้มและกล่าวว่า “จะนับเป็นวิชาเซียนได้อย่างไรขอรับ เป็นเพียงสมบัติยุทธนิดหนึ่งของแดนสวรรค์เท่านั้น ท่านอาจารย์ หลายปีนี้ท่านเป็นเช่นใดบ้าง ข้าได้ยินมาว่าเผ่ามารต่อสู้กับเผ่าเก้าหยินมาหลายร้อยปีแล้ว”
ราชันมารเก้าขุมนรกส่ายหน้าหน่อยๆ กล่าวว่า “ย่อมไม่ดี แต่จะได้โอกาสพลิกวิกฤตในเร็ววันแล้ว”
เจียงเยี่ยพยักหน้าและไม่ได้ถามอีก เขาระแวงอยู่ในใจด้วย ไม่รู้ว่าราชันมารเก้าขุมนรกต้องการพบเขาเพราะเรื่องใด แม้ว่าราชันมารเก้าขุมนรกจะมีบุญคุณต่อเขา แต่เขามีฐานะพิเศษจึงจำเป็นต้องระวังตัว
“ข้าเรียกเจ้ามาหาในวันนี้ ก็ด้วยหวังว่าเจ้าจะช่วยนำข้าไปพบกับจักรพรรดิสวรรค์” ราชันมารเก้าขุมนรกเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง แววตาเขาค่อนข้างซับซ้อน แต่แรกนั้นเขาคิดว่าเผ่ามนุษย์จะต้องล่มสลายเป็นแน่ จึงอยากพาเจียงเยี่ยหนีไป แต่คิดไม่ถึงว่าเขากลับถูกตบหน้าเสียแล้ว เวลานี้เทียนจิ่งกลายเป็นเผ่าพันธุ์ที่ทรงพลังที่สุดในไทฮวง และไม่มีเผ่าพันธุ์ใดกล้าล่วงเกิน
เจียงเยี่ยขมวดคิวและถามว่า “ไม่ทราบว่าเหตุใดท่านจึงอยากพบฝ่าบาท?” เขาเป็นทายาทของเจียงฉางเซิง แต่ศักดิ์อาวุโสห่างกันมาก ปกติแล้วจึงมักมองตัวเองว่าเป็นขุนนางสวรรค์เท่านั้น
ราชันมารเก้าขุมนรกกล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับนอกพิภพ วิกฤตจากนอกพิภพกำลังก่อตัวขึ้น เผ่าของข้าอยากร่วมมือกับแดนสวรรค์ หวังจะร่วมกันทำศึก”
“นอกพิภพ?” เจียงเยี่ยลังเล แต่เมื่อมองราชันมารเก้าขุมนรก เขาก็ยากจะปฏิเสธได้จริงๆ
“พาเขามาเถิด” เสียงหนึ่งดังขึ้นในใจทำเขาตกใจจนหน้าซีด เสียงนี้คือ… ท่านบรรพบุรุษ! ท่านบรรพบุรุษกำลังเฝ้าดูพวกเขาอยู่หรือ? เจียงเยี่ยอดกระวนกระวายใจขึ้นมาไม่ได้ แต่ก็ยังเอ่ยไปว่า “ฝ่าบาททรงเห็นชอบแล้ว ท่านมากับข้าเถิด”
“เห็นชอบแล้ว?” ราชันมารเก้าขุมนรกประหลาดใจ เขาไม่ได้ยินเสียงของจักรพรรดิสวรรค์ จึงได้แต่อุทานในใจว่าจักรพรรดิสวรรค์มีอภินิหารยิ่งใหญ่นัก
จากนั้นจึงตามเจียงเยี่ยขึ้นไปบนสวรรค์ ศิษย์อาจารย์ต่างสนทนากันระหว่างทาง พวกเขาขี่เมฆของเจียงเยี่ยผ่านไปไม่นานก็มาถึงสวรรค์ชั้นแรก และเห็นประตูสวรรค์ทิศเหนือ ไท่สื่อฉางเซอกำลังสนทนากับเฮยโหวอยู่ที่ประตูสวรรค์ทิศเหนือ เฮยโหวแสดงความเคารพต่อเขาอย่างยิ่ง และพยายามเอาใจสุดกำลัง ส่วนทหารสวรรค์คนอื่นๆ ต่างก็นิ่งฟังพวกเขาคุยโวเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของมหาพิภพนิลเหลือง
ราชันมารเก้าขุมนรกเหลือบตามองไป และบังเอิญสบตากับไท่สื่อฉางเซอเข้าพอดี พริบตานั้น ราชันมารเก้าขุมนรกรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุเข้าไปถึงธาตุแท้ในตัว จำต้องใจตื่นเนื้อเต้น “คนผู้นี้มีที่มาอย่างไร… ต่อให้เจ้ามารมาด้วยตนเอง ก็ยังทำให้ข้ารู้สึกกดดันเช่นนี้ไม่ได้…” ราชันมารเก้าขุมนรกตกตะลึงอยู่ในใจ แค่ไท่สื่อฉางเซอมองมาครั้งหนึ่ง ก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับความตาย และใจของเขาก็ไม่อาจต่อต้านได้แม้แต่น้อย
เขารีบหันหน้ากลับมา ไม่กล้ามองไป คนทั้งสองบินผ่านประตูสวรรค์ทิศเหนืออย่างรวดเร็ว และมุ่งหน้าไปยังสวรรค์ชั้นเก้า เฮยโหวสังเกตเห็นสายตาของไท่สื่อฉางเซอ จึงถามด้วยรอยยิ้มว่า “นายน้อย เจ้านั่นมีสิ่งใดดึงดูดท่านหรือ?”
ไท่สื่อฉางเซอกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่มีสิ่งใด ข้าแค่ไม่คาดคิดว่าในโลกเบื้องล่างจะมีลูกหลานของเผามารโบราณอยู่ด้วย ทว่าที่นี่มีแดนสวรรค์ มีดาวสังหารนิรันดร์กาล มีทายาทตระกูลเยี่ย จะมีเผามารโบราณอีกสักตนแล้วจะเป็นไรไป”
เฮยโหวพยักหน้าแล้วถามว่า “เล่าเรื่องเยี่ยเสินคงต่อเถิดขอรับ เกิดสิ่งใดขึ้นหลังจากเขามาชี้แนะท่าน?”
ไท่สื่อฉางเซอหันสายตากลับมาแล้วดำดิ่งเข้าสู่ความทรงจำอันไม่รู้จบก่อนพูดด้วยอารมณ์เปี่ยมล้นว่า “หลังจากนั้นเขาก็ไปที่ชั้นสวรรค์เพียงลำพัง และเปิดเส้นทางสู่การเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ที่สร้างความตกตะลึงนับแต่โบราณมาจนบัดนี้ เขาทำให้เผ่าต่างๆ ในมหาพิภพนิลเหลืองตระหนักว่า ผู้เยี่ยมยุทธ์ก็สามารถเป็นใหญ่ในหล้าได้ และไม่จำเป็นต้องรอนานเกินไป…”
อีกด้านหนึ่ง ราชันมารเก้าขุมนรกสะกดความหวาดกลัวของตนเอาไว้ไม่ได้ สอบถามเจียงเยี่ย และเขาก็ถูกทิวทัศน์ระหว่างทางดึงดูดเอาด้วย ในสวรรค์แต่ละชั้นล้วนมีเทพเซียนอยู่ แต่ยิ่งสูงขึ้นไปก็ยิ่งมีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อมาถึงสวรรค์ชั้นที่แปด ราชันมารเก้าขุมนรกก็ได้พบกับร่างที่คุ้นตา ร่างหนึ่งเป็นตี้ชางผู้สืบเชื้อสายเผ่าราชาแห่งไทฮวงนั่นเอง ตี้ชางกำลังฝึกวิชาอยู่บนก้อนเมฆและไม่ได้ลืมตาขึ้นมามอง
ก่อนที่ราชันมารเก้าขุมนรกจะตั้งสติได้ เจียงเยี่ยก็หยุดลงและบอกว่า “ท่านจงพูดอยู่ที่นี่เถิด”
ได้ยินเช่นนี้ ราชันมารเก้าขุมนรกจึงสะดุ้ง และมองขึ้นไปยังวังสูงตระหง่านเบื้องหน้า ความน่าเกรงขามที่ยากจะจินตนาการได้ปะทะเข้าหาเขา “ตำหนักเมฆาม่วง!”