เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 402 นี่ก็คือพลังของพวกเจ้ารือ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 402 นี่ก็คือพลังของพวกเจ้ารือ
เจ็ดสิบสองถ้ำเทวะมาถึง ข้อเสนอนี้ของกูเฉินทำให้สายตาของเหล่าเทพเซียนแปรเปลี่ยน
พวกเขาคาดเอาไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะไม่ราบรื่นเท่าใด
การเข้าร่วมเป็นพันธมิตรจะต้องมีเงื่อนไข ซึ่งจะเรียกร้องเงื่อนไขใดก็ต้องดูความสามารถของแต่ละฝ่าย
“ยอมได้ ข้าไปสู้เอง!”
หลิวเสินโจวเอ่ยขึ้นก่อน จับจ้องไปยังกูเฉินด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความท้าทาย
อัจฉริยะแห่งโลกเทพยุทธผู้นี้ไม่เคยหวาดกลัวผู้ใด!
กูเฉินถามทั้งขมวดคิ้ว
“ล้อเล่นอันใดกัน อย่างเจ้ายังนับเป็นอัจฉริยะรุ่นใหม่ได้ด้วยหรือ เจ้าอยู่ในระดับขั้นใดแล้ว!”
สำหรับเขา หลิวเสินโจวเป็นผู้แข็งแกร่งที่เติบโตขึ้นมาแล้ว ไม่ใช่คนอายุน้อยเป็นแน่
หลิวเสินโจวกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“ในแดนสวรรค์ข้าเป็นเพียงทหารสวรรค์เท่านั้นฐานะต้อยต่ำ ก่อนเข้ามาในแดนสวรรค์เป็นอัจฉริยะในโลกเทพยุทธ ข้ามีนามว่าหลิวเสินโจว เจ้าสามารถไปสอบถามดูได้”
หลิวเสินโจว!
ม่านตาของกูเฉินขยายกว้างออกด้วยความตื่นตะลึงและถามอย่างตกใจว่า
“หลิวเสินโจว? จะเป็นไปได้เยี่ยงไร เจ้าหักหลังโลกเทพยุทธรึ เห็นได้ชัดยิ่ง มหาพิภพอาคมจิตวิญญาณก็รู้ข่าวสารของโลกเทพยุทธมาโดยตลอด แค่พวกเขาไม่ได้โอหังเช่นลัทธิโบราณที่กล้าก่อศึกสงครามขึ้นมาเท่านั้น”
“เป็นเช่นที่เจ้าว่า วันดับสูญของวิถียุทธจวนมาถึงแล้ว ข้าเพียงแค่เลือกหนทางที่ถูกต้องเท่านั้น!”
หลิวเสินโจวเอ่ยอย่างเต็มภาคภูมิ ดูมีเหตุผลเต็มที่ กูเฉินฟังแล้วยิ่งตกตะลึงกว่าเดิม
สายตาที่เหล่าเทพเซียนมองเขาเปลี่ยนไปทันใด
เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าเจ้าหมอนี่ถูกชะตานัก
จำต้องพูดว่าหากคนเช่นนี้ไปอยู่ในฝ่ายศัตรูจะต้องทำให้เกลียดชังจนทนไม่ไหว แต่หากว่าเป็นคนฝ่ายตนเอง ดูเขาถากถางขั้วข้าศึก นับเป็นความสะใจเข้าไปถึงจิตวิญญาณชนิดหนึ่งทีเดียว
หลิวเสินโจวจับจ้องกูเฉินแล้วถามว่า
“ในเมื่อเจ้าเคยได้ยินชื่อของข้ามาก่อน เช่นนั้นยังกล้าประลองกับข้าอยู่อีกหรือไม่ หากว่าเจ้าไม่ยินยอม ให้เหล่าอัจฉริยะของพวกเจ้าทุกคนเข้ามาพร้อมกันก็ได้ หากยังรู้สึกว่าไม่พอก็ให้คนที่สู้เก่งที่สุดในดินแดนของพวกเจ้าออกมา!”
เขาไม่ได้เป็นแค่อัจฉริยะธรรมดาเท่านั้น แต่เป็นเจ้าเทพยุทธที่ก้าวหน้าขึ้นมาแล้วอีกด้วย!
ก่อนเขามารวมกับแดนสวรรค์เขาก็รู้ว่าในห้วงอนันตสุญญตามีดินแดนซ่อนอยู่มากมาย และเขาไม่เคยเบิกตามองดินแดนเหล่านี้มาก่อนเลย
กูเฉินขมวดคิ้ว เวลานี้รู้สึกราวกับขึ้นหลังเสือยากจะลงมาได้ เพราะเขาก็เคยรู้จักความทรงพลังของหลิวเสินโจวมาเช่นกัน
เจียงเที่ยนมิงมองไปยังหลิวเสินโจวด้วยแววตาร้อนระอุ ดุดันเด็ดเดี่ยวหนัก!
ข้าชอบ!
นายท่านไป๋สีหน้าราบเรียบ ตำหนิไปว่า
“ห้ามเสียมารยาท จะประลองหรือไม่ยอมเป็นเขาตัดสินใจเอง พวกเรามาเป็นแขกเท่านั้น!”
หลิวเสินโจวยักไหล่ไม่พูดอะไรต่ออีก กูเฉินแอบโล่งใจ จากนั้นก็ไปสนทนากับนายท่านไป๋ต่อ และไม่เอ่ยถึงเรื่องประลองอีกเลย
เพราะหลิวเสินโจวออกตัว จึงทำให้ฝ่ายแดนสวรรค์มีขวัญกำลังใจขึ้นมาอย่างมาก ทุกคนล้วนมีความมั่นใจเต็มที่
ท่ามกลางนภาดาราไพศาล นาวาสวรรค์รูปร่างเหมือนใบหลิวกำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้า ข้างบนตัวเรือมีดินแดนอยู่แห่งหนึ่งเช่นกัน มีภูเขาแม่น้ำอุดมไปด้วยชีวิตชีวา
ตู่กู่เต้ากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในตำหนัก เขาจับม้วนกระดาษม้วนหนึ่งเอาไว้ในมือ สองมือสั่นสะท้าน บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความฮึกเหิมและตื่นเต้น
“ดียิ่งนัก! หลิวเสินโจว เจ้าบังอาจหักหลังโลกเทพยุทธ ประจวบเหมาะทีเดียว ครั้งนี้ข้าจะสังหารเจ้าด้วยมือของข้าเอง เพื่อพิสูจน์ว่าการที่โลกเทพยุทธเลือกเจ้านั้นเป็นเรื่องผิดพลาด!”
ตู่กู่เต้ารำพึงกับตนเอง ยากจะปกปิดจิตสังหารในน้ำเสียงได้ เขาเป็นประมุขยุทธ มีความสามารถสูงกว่าหลิวเสินโจว ก่อนหน้านี้เขาก็อยากจะลงมือกับหลิวเสินโจวอยู่แล้ว แต่จนใจที่เบื้องบนมีคนต้องการปกป้องหลิวเสินโจว
ตั้งตารอเหลือเกิน อยากจะเห็นท่าทีตอนคนเบื้องบนเหล่านั้นรู้เรื่องนี้ จะต้องน่าดูชมเป็นแน่
น่าขันเสียจริง!
กฎเกณฑ์เรื่องพรสวรรค์สูงที่สุดควรเปลี่ยนได้แล้ว!
คราก่อนเป็นเยี่ยเสินคง ครั้งนี้เป็นหลิวเสินโจว สงสัยนักว่าเหตุใดคนเบื้องบนจึงได้ยึดมั่นถึงเพียงนี้
เขาวางม้วนกระดาษลง เงยหน้ามองขึ้นไป ประตูใหญ่ตำหนักกำลังเปิดอยู่ สายตาของเขามองไปยังนภาดาราที่อยู่เบื้องหน้า พิภพต่างๆ ดวงดาวมากมายแล่นผ่านไป
นาวาสวรรค์กำลังเคลื่อนไปในอวกาศ ตู่กู่เต้าหลับตาลงเฝ้ารอให้ไปถึงยังจุดหมาย
หลังจากฝึกคำสาปบีบรัดเกลาแล้ว เจียงฉางเซิงก็เข้าปิดด้านอีกครั้ง ไม่ถามเรื่องราวเดือนปี ปล่อยให้เวลาเคลื่อนผ่านไป
เจียงเจี้ยนและหลินเฮ่าเทียนติดตามไป๋ฉีกลับมาแล้ว ยังไม่ได้อยู่นานนักก็ต้องไปผจญภัยในดินแดนที่ไม่รู้จักอีกแห่งหนึ่งแล้ว
แดนมนุษย์ก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นด้วยเช่นกัน นั่นคือระยะเวลาห้าร้อยปีของเยี่ยจานมาถึง ผนึกต้องห้ามที่สะกดเขาเอาไว้คลายออกตามกำหนด
ทว่าเขาไม่ได้ไปจากเขาฟ้าร่วงในทันที แต่ยังคงฝึกวิชาต่อภายในถ้ำ
เจียงจื่ออวี่ได้ส่งคนไปเชิญเขามาแล้ว และแต่งตั้งให้เขาเป็นทหารสวรรค์ รอวันที่เขาจะขึ้นมาบนแดนสวรรค์
เหตุที่เยี่ยจานไม่เร่งร้อนไปแดนสวรรค์เพราะเขากำลังบรรลุขั้น เขากำลังจะก้าวข้ามยอดยุทธกำเนิดสวรรค์และไปถึงระดับขั้นสุญญตาทะลวงยุทธแล้ว!
จนมาถึงวันหนึ่ง ณ ตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงกำลังฝึกวิชาอยู่ จู่ๆ ก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับแสงสว่างวิบวับอยู่ในดวงตา
“โลกเทพยุทธหรือ…”
เขาสัมผัสได้ถึงลมปราณที่ทรงพลังยิ่งนักจากในประตูหมื่นโลก เห็นชัดอย่างยิ่งว่าผู้แข็งแกร่งแห่งโลกเทพยุทธปรากฏตัวขึ้นในดินแดนที่ประตูหมื่นโลกสามารถผ่านไปได้
จากลมปราณของคนเหล่านี้ ผู้ที่อ่อนด้อยที่สุดก็ยังเป็นขั้นเจ้ายุทธปฐมมรรคา
เรื่องนี้ทำให้เขาประหลาดใจมาก โลกเทพยุทธส่งผู้แข็งแกร่งตั้งมากมายเข้ามาในครั้งเดียว ทั้งที่ก่อนหน้านี้แทบไม่เคยพบเห็น แม้แต่เจ้ายุทธปฐมมรรคาทุกคนล้วนเป็นคนระดับมหาเจ้าสวรรค์ทั้งสิ้น
หรือว่าโลกเทพยุทธจะนำเจ้าเทพยุทธและมหาเจ้าสวรรค์มาจนหมด เจียงฉางเซิงยังสัมผัสได้ถึงลมปราณหนึ่งที่สูงชันกว่าเจ้ายุทธปฐมมรรคาด้วย
เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ เงยยืดเส้นยืดสาย เขารอไปพลางและคอยจับตามองแดนมนุษย์ไปพลาง รู้ว่าเวลานี้เทียนจิ่งเป็นปีเฉิงเทียนที่สองร้อยหกสิบห้า ส่วนเขาก็อายุหนึ่งพันหนึ่งร้อยสี่สิบเก้าปีแล้ว ห่างจากบรรลุขั้นครั้งก่อนห้าร้อยหกสิบเอ็ดปี
พลังของเขาเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับตอนที่เพิ่งบรรลุขั้นเรียกว่าเปลี่ยนเป็นคนใหม่เลยทีเดียว เขาจึงไม่ได้ตระหนกลนลานเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศึกใหญ่ที่กำลังจะมาถึงแม้แต่น้อย
สายตาของเจียงฉางเซิงจรดลงที่ตัวของเยี่ยจาน เจ้าหมอนี่บรรลุขั้นสำเร็จแล้วและกำลังสร้างความแน่นหนาให้กับพลังของสุญญตาทะลวงยุทธ โลกคุนหลุนมั่นคงอยู่ได้ด้วยโชคชะตาของเจียงฉางเซิง สามารถรับผู้อยู่ในขั้นสุญญตาทะลวงยุทธได้ นับตั้งแตี่หลิวเสินโจวเข้ามาสวามิภักดิ์ โชคชะตาของแดนสวรรค์ก็ปะทุเพิ่มขึ้น อย่าว่าแต่สุญญตาทะลวงยุทธเลย กระทั่งมีเจ้ายุทธปฐมมรรคาถือกำเนิดขึ้นก็ยังไม่ส่งผลให้ฟ้าดินทลายแต่อย่างใด
“ขึ้นแดนสวรรค์เป็นทหารสวรรค์ เตรียมทำศึก”
เจียงฉางเซิงส่งกระแสจิตไปหาเยี่ยจาน
เยี่ยจานกำลังนั่งสมาธิอยู่ในถ้ำ พลันถลึงลืมตาลุกขึ้นยืนทันใด จากนั้นก็พุ่งตัวทะลุเขาฟ้าร่วงเหินขึ้นไปยังแดนสวรรค์
“เจ้าตัวแสบ เหตุใดอยู่ดีๆ ก็จะขึ้นไปแดนสวรรค์เสียแล้วเล่า”
เสียงประหลาดใจของบรรพจารย์เผ่าเยี่ยดังขึ้นภายในหัวสมองของเยี่ยจาน
เยี่ยจานจ้องมองไปยังเบื้องบน ตอบด้วยใบหน้าที่ตื่นเต้นดีใจว่า
“มรรคาจารย์เรียกข้า บอกให้ข้าเตรียมเข้าทำศึก!”
เขาเพิ่งบรรลุขั้นจึงอยากจะพิสูจน์ตนเองจนอดรนทนไม่ไหวแล้ว!
ห้าร้อยปี ห้าร้อยปีเต็มๆ ผู้มีนามว่าจาน (ทำศึก) เช่นเขาสะกดกลั้นมาห้าร้อยปี ผู้ใดจะเข้าใจถึงเปลวเพลิงที่ลุกไหม้อยู่ในอกของเขา
ไม่นานนักแดนสวรรค์ก็ต้องสั่นสะเทือน การมาถึงของเยี่ยจานทำให้แดนสวรรค์เหมือนมีศัตรูตัวฉกาจมาเยือนทีเดียว ดีที่เยี่ยจานแนะนำตนเองได้ทันกาล จักรพรรดิสวรรค์มาต้อนรับเขาด้วยตนเองและพาเขาเข้าสู่บัญชีสถาปนาเทพ
ข่าวที่ว่าเยี่ยจานเป็นสุญญตาทะลวงยุทธแพร่ไปอย่างรวดเร็ว และทำให้เกิดแรงกระตุ้นที่รุนแรงไปยังเทพทั้งปวงในแดนสวรรค์ นับวันจะมีผู้แข็งแกร่งนอกพิภพเข้ามาสวามิภักดิ์มากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขากำลังกังวลว่าตนเองจะถูกเบียดออกไป ด้วยเหตุนี่จึงทำได้เพียงพยายามฝึกยุทธให้มากขึ้น
“มรรคาจารย์บอกให้เจ้าเตรียมเข้าทำศึกรึ”
เจียงจื่ออวี่ถามทั้งขมวดคิ้ว เยี่ยจานยืนอยู่เบื้องหน้าเขา เวลานี้เปลี่ยนมาสวมชุดเกราะสีเงินแห่งแดนสวรรค์ที่สง่างามเกรียงไกรไม่ธรรมดาแล้ว ดูทรงพลังเป็นที่สุด
เยี่ยจานพยักหน้าและถามด้วยความสงสัยว่า
“พระองค์ไม่ทรงทราบหรอกหรือ”
เจียงจื่ออวี่กำลังจะถามเพิ่มเติมอีก แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินบางสิ่งและสีหน้าเปลี่ยนไป จึงบอกไปทันทีว่า
“เรารู้แล้ว จงไปเถิด!”
หลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมง เจียงจื่ออวี่ก็พาทหารและแม่ทัพสวรรค์หนึ่งแสนนายที่ได้รับการสถาปนาเทพเป็นชุดที่สองมายังประตูหมื่นโลก เทพประจำคนอื่นๆ ก็มาด้วย พวกเขาเตรียมจะเข้ามาในประตูหมื่นโลกพร้อมกัน
“ศึกที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้พวกเจ้าไม่ต้องลงมือ แต่พวกเจ้าจะต้องคอยชมการต่อสู้อย่างตั้งใจ พวกเจ้าจะได้พบเห็นความทรงพลังที่แท้จริง และได้รู้ว่าแดนสวรรค์กำลังเผชิญหน้าอยู่กับสิ่งใด!”
เจียงจื่ออวี่ยืนอยู่บนก้อนเมฆ ก้มหน้าลงมองเทพเซียนทั้งปวง เอ่ยจังหวะหนักแน่นทรงพลัง
เยี่ยจานยืนอยู่ข้างๆ เขาด้วยใจเต้นพลุ่งพล่าน เหล่าทหารและแม่ทัพสวรรค์ต่างสะกดลมหายใจตั้งสมาธิ พวกเขานึกถึงการต่อสู้ครั้งหลิวเสินโจวมารุกรานก่อนหน้านี้ ทว่าครั้งนั้นผู้ที่ออกหน้าต่อสู้เป็นทหารและแม่ทัพสวรรค์ที่ได้รับการสถาปนาเทพเป็นกลุ่มแรก พวกเขาได้รับสถาปนาเทพเป็นกลุ่มที่สอง จึงได้แต่ฟังเรื่องฝีมืออันร้ายกาจของมรรคาจารย์เท่านั้น
หรือว่าครั้งนี้…
ทุกคนต่างตื่นเต้นขึ้นมา ผูใดที่เข้าร่วมกับแดนสวรรค์ ไม่มีผู้ใดที่ไม่ใช่ผู้ศรัทธาแต้มเซ่นไหว้ของมรรคาจารย์
เจียงจื่ออวี่มองจื่อจวินแล้วพยักหน้าน้อยๆ จากนั้นจื่อจวินก็เตรียมนำทหารและแม่ทัพสวรรค์เข้าสู่ประตูหมื่นโลก
เยี่ยจานถามเสียงเบาว่า
“ฝ่าบาท หลิวเสินโจวเล่าพะยะค่ะ”
เมื่อเขาได้ยินว่าหลิวเสินโจวเข้าร่วมกับแดนสวรรค์ก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจ มีแต่ความร้อนใจ เพราะหลิวเสินโจวแข็งแกร่งเหลือเกินและเป็นคนที่มีชื่อเสียงทัดเทียมกับพี่ใหญ่ของเขา เมื่อคนระดับนี้มาเข้ากับแดนสวรรค์ทำให้เขารู้สึกถึงอันตรายหนักหนาด้วย กลัวว่าตนเองจะไม่ได้รับความสำคัญจากแดนสวรรค์
เจียงจื่ออวี่ตอบว่า
“ออกไปปฏิบัติภารกิจแล้ว”
เขามองออกว่าเยี่ยจานมีความกังวลอยู่ในใจ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากปลอบโยน เพราะนี่เป็นโอกาสดีที่จะให้หลิวเสินโจวช่วยกระตุ้นเยี่ยจานด้วย เยี่ยจานจะได้ไม่ลำพองตัวเกินไป นับแต่หลิวเสินโจวเข้ามาสวามิภักดิ์ แม้แต่ไท่สือฉางเซอก็ยังสงบเสงี่ยมลง
ข้างหลังของเจียงจื่ออวี่ยังมีบุรุษอีกสิบกว่าคน ล้วนเป็นลูกหลานของเขาทั้งสิ้น ครั้งนี้เขาตัดสินใจจะให้เหล่าลูกหลานได้เปิดหูเปิดตาด้วย
ไม่นานนัก ทัพแห่งเทพเซียนแสนเกรียงไกรก็เข้าไปในประตูหมื่นโลก และแดนสวรรค์ก็เงียบลงตามไปด้วย
เมื่อผ่านเข้าไปในประตูหมื่นโลก สิ่งที่เข้ามาในสายตาของเยี่ยจานคือนภาดาราระยิบระยับ ต่อจากนั้นเป็นที่ราบทุ่งหญ้าที่ยาวไกลไร้จุดสิ้นสุด ปราณวิญญาณยุทธในที่แห่งนี้อุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง ทำให้รู้สึกสบายปลอดโปร่ง
ทหารและแม่ทัพสวรรค์หนึ่งแสนนายตั้งกระบวนทัพไว้รอแล้ว ส่วนเหล่าเทพประจำก็เริ่มเฝ้าคอยแล้วเช่นกัน
จื่อจวินมาข้างๆ ไป๋ฉี ถามเสียงเบาไปว่า
“มรรคาจารย์จะลงมือจริงหรือ”
ไป๋ฉีนั่งบนบัลลังก์งาม กำลังสำราญกับการให้เซียนสองคนนวดไหล่ให้นาง กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“แน่นอนอยู่แล้วมิเช่นนั้นเจ้านึกว่าจักรพรรดิสวรรค์ล้อเล่นอยู่หรือไร”
จื่อจวินพินิจมองนางแล้วถามทั้งย่นคิ้วว่า
“ท่าทีเช่นนี้ของเจ้า ไปเลียนแบบมรรคาจารย์มาหรือไร”
ไป๋ฉีกลอกตามองบนแล้วกล่าวว่า
“พูดจาส่งเดช ข้าก็แค่เหนื่อยคิิดนิดหน่อยเท่านั้น”
จื่อจวินอยากถามนางเหลือเกินว่าไปเหนื่อยเรื่องใดมา แต่ก็อดทนเอาไว้ เพราะไป๋ฉีเป็นคนสนิทข้างกายมรรคาจารย์ และนางจำเป็นต้องอาศัยไป๋ฉีเพื่อสอบถามความเป็นไปล่าสุดของมรรคาจารย์ด้วย
ไม่นานจากนั้น มู่หลิงลั่วก็เหินมาจากด้านหลัง ไป๋ฉีเห็นดังนั้นก็รีบลุกขึ้นสละที่นั่งให้มู่หลิงลั่ว และยังเข้าไปนวดไหล่ให้มู่หลิงลั่วด้วยตนเองอีกด้วย
จื่อจวินเห็นแล้วได้แต่หมดคำพูด
ท่ามกลางหมู่เทพธิดา สายตาที่อวี๋เหยียนอิ่มองมู่หลิงลั่วนั้นเต็มไปด้วยความอิจฉาและถึงกับมีความริษยาอยู่ด้วยบางส่วน
เจียงจื่ออวี่พาเหล่าลูกหลานมาคารวะมู่หลิงลั่วด้วยเช่นกัน
เยี่ยจานรู้สึกอึดอัดใจอย่างยิ่งเมื่อรู้ว่ามู่หลิงลั่วเป็นภรรยาของมรรคาจารย์
ผ่านไปเนิ่นนาน ลมปราณหนึ่งที่แสนทรงพลังรุกเข้ามาจากสุดขอบดินแดน โฉบผ่านคนของแดนสวรรค์ทุกคน
“ไม่ได้การ! เป็นเจ็ดสิบสองถ้ำเทวะ!”
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยร้องขึ้นมาด้วยความตกใจอยู่ภายในหัวของเยี่ยจาน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เยี่ยจานรีบถามอยู่ในใจว่า
‘เจ็ดสิบสองถ้ำเทวะคือสิ่งใด’
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยนิ่งเงียบไปหลายอึดใจจึงกล่าวว่า
“ครั้งนั้นผู้ที่กำราบเยี่ยเสินคงก็คือพวกเขาทั้งเจ็ดสิบสองคนนี้ ล้วนเป็นเจ้ายุทธปฐมมรรคาทรงพลังไม่ด้อยไปกว่ามหาเจ้าสวรรค์ แต่พวกเขาไม่ได้เป็นมหาเจ้าสวรรค์ พวกเขาฟังคำสั่งแต่คนผู้เดียว!”
“ผู้ใด”
“ไท่ซังคุนหลุน!”