เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 424 เทวะมหาเหมันต์มาเยือน
เจียงฉางเชิงเผชิญกับถ้อยคำหยอกเย้าของเทพธิดาเชียวเหอก็ปรับจิตใจให้กลับมาสงบได้อย่างรวดเร็ว เขาเอ่ยอย่างถ่อมตนว่า “เทพธิดาล้อเล่นแล้ว หนนี้ได้มาเยือนล้วนเป็นเพราะโชคดีทั้งสิ้น”
เทพธิดาเชียวเหอส่ายศีรษะแล้วเอ่ยว่า “โชคก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในการบำเพ็ญเซียน บางครั้งโชคดีก็เหนือกว่าหลักคำสอนและพรสวรรค์เสียอีก”
เจียงฉางเชิงทำได้เพียงขานรับ
หลังจากนั้นเทพธิดาเชียวเหอก็เชื้อเชิญให้ไปนั่งข้างกันเช่นเดียวกับหนก่อน
เจียงฉางเชิงชะเง้อซ้ายแลขวา ที่แห่งนี้มิใช่ลานเทศนาของเจ้าลัทธิคุนหลุน ท่ามกลางทะเลเมฆที่แผ่ไพศาล ยอดเขาลูกแล้วลูกเล่าโผล่พ้นมาเพียงปลายแหลมราวกับหน่อไม้ยามวสันต์ ณ ขอบฟ้ามีดวงตะวันขนาดมหึมากำลังจะลาลับ
อาทิตย์อัสดงงดงามหาใดเปรียบ มันงามตระการประหนึ่งภาพวาด
หลังจากนั่งลงแล้ว ในที่แห่งนี้มีจำนวนน้อยกว่าที่ลานเทศนาคุนหลุนมาก แต่พวกเขาแต่ละคนกลับมีคุณสมบัติที่โดดเด่น เห็นชัดว่าไม่ธรรมดา นอกจากผู้บำเพ็ญเซียนเผ่ามนุษย์เขายังเห็นผู้บำเพ็ญเซียนเผ่าปิศาจที่แสดงเอกลักษณ์ร่างเดิมของแต่ละตนนั่งรวมอยู่ด้วย
“น้อยครั้งนักที่บรรพจารย์เสวียนถีจะเทศนาสั่งสอน หนนี้สอนสั่งเรื่องเคราะห์กรรม มรรคาแห่งกรรมลึกลับซับซ้อนยิ่งนัก ก็มิรู้ว่าหนนี้จะเข้าใจได้มากน้อยสักเพียงใด” เทพธิดาเชียวเหอมองไปด้านหน้าแล้วกล่าวอย่างเนิบช้า นัยน์เนตรงามของนางเต็มไปด้วยแววตาคาดหวัง “มรรคาแห่งกรรมหรือ นี่มันพอดีเลยมิใช่หรือไร”
เจียงฉางเชิงลอบคิดกับตนเอง แต่เขาไม่แปลกใจนัก ฟังก์ชันจิตหวนสดับหลักคำสอนคงตรวจสอบพบว่าเขากำลังศึกษาความรู้แขนงใดอยู่ เขาคิดมาตลอดว่ามรรคาแห่งกรรมดูเหมาะกับฐานะบรรพจารย์แห่งเขาสียนทั้งปวง เพียงนับนิ้วทำนายทุกสรรพสิ่งก็ลำแดงอยู่เบื้องหน้าเช่นนี้จึงจะสมเป็นเซียนที่แท้จริง ผู้ที่อยู่เหนือสามภพ หลุดพ้นจากพันธนาการของธาตุทั้งห้า เจียงฉางเชิงสนทนาสัพเพเหระกับเทพธิดาเชียวเหอรอการมาถึงของบรรพจารย์เสวียนถี ผ่านไปครู่ใหญ่ แสงสีทองสายหนึ่งพลันทอดลงมาจากฟากฟ้า แสงนั้นทอดลงเบื้องหน้าก่อนจำแลงกลายเป็นเมล็ดพีชขนาดมหึมาเมล็ดหนึ่ง เมล็ดอาเปิดออกกลายเป็นบัลลังก์ปทุมาอย่างรวดเร็ว นักพรตเฒ่ารูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งนั่งอยู่บนนั้น มือของเขาถือขวดหยกสีขาวใบหนึ่ง ด้านในเห็นปลากำลังแหวกว่ายอยู่สองตัว”
เจียงฉางเชิงสงสัยใคร่รู้ ผู้บำเพ็ญเซียนตบะแก่กล้าเหล่านี้ชอบนั่งบนดอกบัวกันหมดเลยหรือไร”
บรรพจารย์เสวียนถีลืมตากวาดมองผู้มาฟังคำสั่งสอนทั้งหลาย
“คารวะบรรพจารย์เสวียนถี!”
ผู้มาขอน้อมรับคำสั่งสอนทั้งหลายกล่าวเสียงฉะฉานอย่างพร้อมเพรียง เสียงของพวกเขาผสานรวมกันจนดังกังวานไปมา”
บรรพจารย์เสวียนถีพยักหน้าให้เล็กน้อยแล้วเริ่มโอภาปราศรัย “วาสนาเซียนนำทุกท่านมารวมกัน พานพบก็คือวาสนา ข้าจะสั่งสอนเรื่องกรรม พวกเจ้าจะรับไปได้เท่าใด ขึ้นอยู่กับปัญญาของแต่ละคน”
หนนี้เจียงฉางเชิงสัมผัสได้ว่าเสียงของบรรพจารย์เสวียนถีเต็มไปด้วยพลังแห่งการชักจูงอันยากจะอธิบายเป็นคำ มันทำให้จิตใจของเขานิ่งสงบประหนึ่งบึงน้ำ หลังจากนั้นบรรพจารย์เสวียนถีก็เริ่มเทศนา พลังชักจูงจิตใจสายนั้นเพิ่มพูนมากขึ้น เจียงฉางเชิงฟังไปฟังมาก็จมลงสู่ห้วงวิปัสสนา”
นี่นะหรือคือการเทศนาสอนวิชา มันมิใช่เพียงการกล่าวบอกเล่าหลักวิชา แต่ยังใช้เสียงชักนำให้ผู้ฝึกบำเพ็ญตนทั้งหลายเข้าสู่สภาวะแห่งความรู้แจ้งอีกด้วย ความสามารถนี้แข็งแกร่งนัก เสียงเทศนาสอนวิชาของบรรพจารย์เสวียนถีดังกังวานอยู่ ความสงสัยมากมายเกี่ยวกับมรรคาแห่งกรรมในหัวเจียงฉางเชิงถูกคลี่คลายอย่างง่ายดาย ทั้งยังก่อเกิดความคิดใหม่ๆ”
ไม่นานนักเขาก็จดจ่ออยู่กับสภาวะดังกล่าวจนลืมเลือนสิ้นสิ่งรอบกาย”
“มรรคาแห่งกรรมคือวาสนาแห่งการพานพบและของเกี่ยวจากเหตุสู่ผล จากผลบังเกิดเหตุ เหตุและผลบรรจบแปรเปลี่ยนพลิกผันนานัปการ มิว่าสรรพสิ่งใดๆ ล้วนมีเหตุของมันทั้งสิ้น…”
บรรพจารย์เสวียนถีเทศนาไปเรื่อยๆ ระหว่างนั้นผู้มาฟังเทศนาทั้งหลายก็มีปฏิกิริยาแตกต่างกันไป บางคนใคร่ครวญครุ่นคิด บางคนเผยสีหน้ายินดี บางคนก็อับอายจนพาลโมโหให้ท่าทางเหมือนใกล้จะถกชกหัวตนเอง ถึงอย่างนั้นทุกคนก็ล้วนหลับตาราวกับจมอยู่ในห้วงฝันที่แตกต่าง”
เจียงฉางเชิงสัมผัสกรรมที่อยู่รอบข้างได้แล้ว บนร่างของผู้มาฟังเทศนาแต่ละรายล้วนมีกรรมพันผูกอยู่นับไม่ถ้วน ทุกผู้คนที่พานพบในชีวิตนี้ขอเพียงเคยเกี่ยวข้องกันล้วนเกิดกรรมต่อกัน ช่างลึกลับซับซ้อนช่างใหญ่โตมหาศาลแต่กลับทำให้เขาลุ่มหลง”
เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไป กรรมของผู้มาฟังเทศนาที่เขามองเห็นไม่จำกัดอยู่เฉพาะชีวิตชาตินี้อีกต่อไป แต่ยังรวมไปถึงชาติก่อนๆ ด้วย กรรมที่เกี่ยวพันกับชาติก่อนนั้นลึกซึ้งขึ้นไปอีกขั้น”
ขณะนี้เขายังอยู่ในช่วงศึกษาทำความเข้าใจกรรมอยู่ ยามใดเข้าใจกรรมอย่างถ่องแท้แล้วจึงจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับกรรมไปจนถึงอนุมานกฎเกณฑ์ของตัวมันและล่วงรู้สิ่งที่กำลังจะเกิดผ่านการคำนวณกรรมได้ หากแตกฉานสิ่งนี้เขาอาจควบคุมมรรคาแห่งกรรมแล้วนำไปใช้ในการต่อสู้ได้”
เจียงฉางเชิงลืมเลือนเวลา จิตใจจดจ่อแต่กับการวิปัสสนา วันเดือนไหวเร็วดูจุกระสวยทอผ้า ทิวาราตรีผลัดเปลี่ยนไวว่องดุจเกาทัณฑ์ ทว่าอาทิตย์อัสดงดวงมหึมาตรงขอบฟากลับยังไม่ตก มันยังคงอยู่ตรงนั้นมิเอียงมิเฉ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด”
ยามที่เจียงฉางเชิงตื่นขึ้นมาจากภวังค์แห่งการบรรลุวิชา หูก็ไม่ได้ยินเสียงเทศนาของบรรพจารย์เสวียนถีอีกแล้ว เขาเปิดตามองก็เห็นสถานที่เทศนาเหนือทะเลเมฆเงียบสนิท ผู้มาฟังเทศนาส่วนใหญ่ยังคงใคร่ครวญครุ่นคิด เขาหันไปมองก็พบว่าเทพธิดาเชียวเหอยังใคร่ครวญวิชาจนคิ้วเรียวงามขมวดเป็นปม เห็นชัดว่านางพบอุปสรรคที่มิอาจทำความเข้าใจได้เสียแล้ว”
แล้วนี่ข้านับว่าพรสวรรค์โดดเด่นเหนือผู้ใด หรือว่าธรรมดาสามัญกว่าผู้อื่นกันเล่า”
เจียงฉางเชิงครุ่นคิดเงียบๆ เขาลองตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนก็พบว่าตนเองสอดส่องกรรมได้ชัดเจนกว่าเดิมมากแล้ว”
สายตาของเขาเริ่มมองเห็นกรรมอันไร้รูปลักษณ์ที่รัดพันอยู่กับตัวผู้มาฟังเทศนาเหล่านั้น เป็นสิ่งที่มีรูปร่างคล้ายกับวัตถุในโลกแห่งความเป็นจริง เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกว่าน่าสนใจนัก ไม่ต้องเทียบกับผู้อื่นหรอก เขาพอใจในความก้าวหน้าของตนเองแล้ว”
แต้มเผยแผ่หลักคำสอนยังสร้างเพิ่มได้อีก โอกาสฟังเทศนาย่อมไม่ได้มีเพียงหนนี้ เขาเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นไปก็ไม่เห็นจะมีประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้น… คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเซียนในอดีตอันไกลโพ้น ส่วนยุคปัจจุบันวิถีเซียนถูกทิ้งให้เงียบเหงาจนกระทั่งเขาก่อตั้งมันขึ้นมาใหม่อีกครั้งเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าผู้คนเหล่านี้ล้วนตายสิ้นแล้วหรือ”
เจียงฉางเชิงหันไปมองเทพธิดาเชียวเหออย่างอดใจไม่ไหว จากนั้นก็หันไปมองบรรพจารย์เสวียนถีผู้ลึกล้ำหยั่งไม่ถึงที่อยู่ไกลๆ”
หัวใจของเขาเต้นรัวเร็วขึ้นเล็กน้อย จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งเพิ่มมาบนร่าง”
ตอนนี้เองบรรพจารย์เสวียนถีก็ลืมตาขึ้นมาสบตากับเจียงฉางเชิงพอดี”
หนนี้เจียงฉางเชิงไม่หลบเลี่ยงเพราะเขารู้ว่านี่เป็นเพียงความทรงจำเท่านั้น มิใช่เรื่องจริง อีกอย่างฟังก์ชันจิตหวนสดับหลักคำสอนย่อมไม่ทำให้เขาเป็นอันตราย”
ดวงตาสีขาวสบประสาน บรรพจารย์เสวียนถียิ้มละไมให้เขา หลังจากนั้นก็หลับตาลงโดยมิพูดสิ่งใด”
เจียงฉางเชิงสงสัยใคร่รู้ในใจ ก่อนหน้านี้อีกฝ่ายไม่เห็นจะยิ้ม เหตุไฉนเวลานี้จึงยิ้มให้เขาเสียเล่า อีกฝ่ายสังเกตเห็นว่าเขาผิดปกติจากคนอื่นหรือ”
เจียงฉางเชิงนึกทบทวนอย่างถี่ถ้วนก็นึกขึ้นมาได้ว่าครานั้นเจ้าลัทธิคุนหลุนก็ทำเช่นนี้เหมือนกัน เขาเองก็สังเกตเห็นว่าเจียงฉางเชิงแตกต่างจากธรรมดา “เป็นภาพมายาแต่กลับสมจริงเสียปานนี้ หรือว่าข้าจะอาศัยวิธีการอันลึกลับบางอย่างย้อนกลับไปในอดีตจริงๆ แต่ในอดีตข้าไม่มีตัวตนอยู่เสียหน่อย”
เจียงฉางเชิงครุ่นคิดในใจ บางทีสิ่งนี้อาจเกี่ยวข้องกับกรรมบางประการ แต่เป็นกรรมที่ตัวเขาในตอนนี้ยังมิอาจหยั่งรู้ได้ จากสิ่งนี้พอจะสันนิษฐานได้ว่าระบบรอดชีวิตคงมีพลังแห่งกฎแฝงอยู่ในตัวมากมายเลยทีเดียว”
เจียงฉางเชิงเลิกขบคิดมากเขาทบทวนสิ่งที่เรียนรู้มาก่อนหน้านี้ต่อ”
เวลาเคลื่อนคล้อยต่อไปเรื่อยๆ ผู้บำเพ็ญเซียนทยอยกันตื่นขึ้นมา”
เทพธิดาเชียวเหอตื่นมาก็พบว่าเจียงฉางเชิงตื่นมาก่อนนางนานแล้ว นางอดแปลกใจไม่ได้จึงถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “สหายนักพรต หรือว่าก่อนหน้านี้เจ้าเคยเกี่ยวข้องกับมรรคาแห่งกรรมมาก่อนแล้วอย่างนั้นหรือ”
เจียงฉางเชิงหันมามองนางแล้วตอบว่า “ถูกต้องแล้ว ทว่าข้าเพิ่งจะย่างเท้าเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันเท่านั้น นับว่าเป็นขั้นใดมิได้”
เทพธิดาเชียวเหอพยักหน้าเอ่ยว่า “อยู่ขั้นเอกเทวะก็เข้าไปเกี่ยวข้องกับมรรคาแห่งกรรมได้แล้ว สหายนักพรตช่างมีพรสวรรค์สุดยอดเสียจริง”
เจียงฉางเชิงประหลาดใจ อีกฝ่ายมองขั้นพลังของเขาออกด้วยหรือ”
“การเทศนาหนนี้ไม่เลว เทียบกับการฟังเทศนาหนก่อนข้าได้อะไรมามากมายนัก หลังจากปิดด่านสักพันปีข้าจะเดินทางไปค้นหาวาสนาเซียนที่หลิงไห่ สหายนักพรตฉางเชิงอยากไปด้วยกันหรือไม่”
เทพธิดาเชียวเหอถามพร้อมยิ้มจนตาหยี ยิ่งนางจ้องเจียงฉางเชิงก็ยิ่งรู้สึกชอบอกชอบใจมากกว่าเดิม”
เจียงฉางเชิงอดใจไม่ไหวจึงถามว่า “ขอบังอาจถามท่านเทพธิดาเหตุไฉนจึงมุ่งมั่นกับการชวนข้ามาร่วมสมัครพรรคพวกเช่นนี้เล่า”
เทพธิดาเชียวเหอตอบว่า “หนแรกเป็นเพียงความสงสัยใคร่รู้ประกอบกับอยากแนะนำด้วยเจตนาดี ทว่าหนนี้ได้พานพบกันอีกหนหมายความว่าเจ้ากับข้ามิวาสนาต่อกันแล้ว”
“เจ้าก็แสดงให้เห็นพรสวรรค์อันไม่ธรรมดา ข้าย่อมอยากชักชวนเจ้ามาเป็นพรรคพวก”
นางกล่าวอย่างไม่อินังขังขอบและไม่เสแสร้งวางท่าแม้แต่น้อย นางเพียงจ้องมองเจียงฉางเชิงอย่างนิ่งสงบ”
เจียงฉางเชิงคิดในใจวาสนาอันใดกันเล่า หากฟังเทศนาขมขมขมหนหนายังได้พบเจ้าอีกหรือเนี่ย เขาหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “ขอบคุณความหวังดีของท่านเทพธิดา เพียงแต่ข้ายังมีธุระสำคัญที่ต้องจัดการ คงมิอาจร่วมออกค้นหาวาสนาเซียนกับท่านเทพธิดาได้”
“ขอบังอาจถามได้หรือไม่ว่าธุระประการใด”
“มีศัตรูคู่แค้นกำลังหมายจะสังหารข้า”
เจียงฉางเชิงเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะจี้ถามต่อไปเรื่อยๆ เขาจึงตัดสินใจบอกออกไปตรงๆ ให้จบๆ เทพธิดาเชียวเหอสายหน้าหลุดขำแล้วเอ่ยว่า “คิดไม่ถึงว่าสหายนักพรตภาพลักษณ์สุขุมนิ่งสงบแต่กลับพาตนเองไปตกอยู่ท่ามกลางเคราะห์ภัยสังหาร บอกเล่าความเป็นมาของศัตรูให้ฟังหน่อยได้หรือไม่ หากเบื้องหลังมิใหญ่โตนัก เจ้าก็เข้ามาอยู่ในลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์ของข้าเสีย ลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์จะช่วยเจ้าแก้ปัญหาเอง”
สาเหตุที่นางคอยชักชวนเจียงฉางเชิงมาเป็นพวกก็เพราะว่าเจียงฉางเชิงมีบรรยากาศรอบตัวที่ไม่ธรรมดา บรรยากาศรอบตัวเช่นนี้นับว่าหาได้ยากยิ่งบนตัวของผู้เสาะแสวงมรรกาวัยเยาว์ทั้งหลาย ยิ่งเห็นสภาพเจียงฉางเชิงยามวิปัสสนามรรคาแห่งกรรมนางก็ยิ่งอยากชักชวนเขามาเป็นพวกมากกว่าเดิม”
เจียงฉางเชิงหัวเราะแล้วถามว่า “ขอบังอาจถามลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์มีสาวกกี่คนหรือ”
“นับรวมด้วยก็มีเก้าคน”
“เก้าคนยอดเยี่ยมจริงๆ จำนวนคนเท่านี้หมายความว่าแต่ละคนต้องฝึกบำเพ็ญมาจนตบะแก่กล้าแน่”
เทพธิดาเชียวเหอไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธ นางเพียงจ้องดวงตาของเจียงฉางเชิงด้วยแววตาที่อัดแน่นด้วยเจตนาอันแรงกล้า”
จู่ๆ เจียงฉางเชิงก็พบว่าผู้บำเพ็ญเซียนที่ตื่นแล้วรอบตัวกำลังจับจ้องเขาด้วยสีหน้าแปลกพิกล”
หรือว่าลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์จะมีฐานะสูงส่งในโลกบำเพ็ญเซียนแห่งนี้”
เจียงฉางเชิงขบคิดในใจ แต่เขาไม่เสียดายหรอก ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของที่แห่งนี้อยู่แล้ว”
“ไปกันเถิด ท่านบรรพจารย์กลับแล้วพวกเราก็ไปกันได้แล้ว”
เทพธิดาเชียวเหอลุกขึ้นมาเอ่ยบอก เจียงฉางเชิงหันไปมองก็เห็นว่าบรรพจารย์เสวียนถีหายไปไม่เห็นเงาแล้ว เห็นเช่นนี้เจียงฉางเชิงจึงลุกขึ้นเดินออกไปพร้อมกับเทพธิดาเชียวเหอ ทั้งสองคนเดินมาถึงหน้าประตูเคลื่อนย้ายของสถานที่เทศนาก็โอภาปราศรัยกันประโยคสองประโยคแล้วแยกย้ายกันไปตามทางของตน”
ฉับพลันที่เหยียบเข้ามาในประตูเคลื่อนย้ายเจียงฉางเชิงก็รู้สึกว่าฟ้าดินพลิกกลับตาลปัตร”
“เฮือก!”
เจียงฉางเชิงรู้สึกเหมือนจู่ๆ ตนเองก็ร่วงลงสู่พื้นเขาลืมตาโพลงแล้วพบว่าตนเองกลับมาถึงในตำหนักเมฆาม่วงแล้ว เขาหันไปมองร่างแยกที่อยู่ด้านข้าง ร่างแยกกลืนกลับเข้ามาในร่างของเขาทำให้เขารู้ว่าฟังก์ชันจิตหวนสดับหลักคำสอนใช้เวลาไปเพียงไม่กี่ลมหายใจเท่านั้น เขาแอบพรูลมหายใจอย่างโล่งอก เขากลัวอยู่เพียงอย่างเดียวคือกลัวว่าฟังก์ชันจิตหวนสดับหลักคำสอนจะใช้เวลานิ่นนานเกินไปเขานั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาแล้วเริ่มทบทวนสิ่งที่ตนเองบรรลุมา ส่วนคลื่นเหมันต์นิรันดร์นั้นมาถึงแล้วค่อยหาวิธีจัดการก็แล้วกัน ยามนี้เขาจดจ่อกับการทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นก็พอแล้ว”
กาลเวลาสิบปีผ่านไปราวกับพริบตาเดียว แม้กระทั่งวันนี้เจียงฉางเชิงก็ยังย้อนทบทวนมรรคาแห่งกรรมที่บรรพจารย์เสวียนถีเทศนาสั่งสอนอยู่ แต่แล้วทันใดนั้นเองเขาก็จับสัมผัสบางสิ่งได้จึงลืมตาขึ้นแล้วหันไปมอง”
“ลมหนาวนี้… ช่างรุนแรงนัก!”
เจียงฉางเชิงสั่นสะท้านอยู่ในใจ เขาพยากรณ์หนผู้แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตที่ตรวจสอบได้ทันที”
[ต้องใช้ 11 แต้มเซนไหวมรรคาสวรรค์ ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]”
“11 แต้มเซนไหวมรรคาสวรรค์!”
“นี่มันก้าวพ้นขั้นเบิกเนตรอัครยุทธแล้ว!”
“อีกฝ่ายจะต้องมาจากโลกเทพยุทธแน่!”
“มิน่าเล่ามหาพิภพนิลเหลืองมีขั้นเบิกเนตรอัครยุทธที่หลบเร้นกายอยู่มากมายถึงเพียงนั้นแต่โลกเทพยุทธกลับยังกำราบพวกเขาได้”
เจียงฉางเชิงจิตใจหนักอึ้ง เขาควบคุมให้โลกคุนหลุนขยับตัวทันที”
ขณะเดียวกันนั้น เหนือมหาพิภพนิลเหลืองพลันมีไอเย็นก่อตัวเป็นพายุคลั่งลูกมโหฬาร เงาร่างหนึ่งลอยตัวอยู่ตรงจุดกลางของมัน”
คนผู้นี้สวมเสื้อคลุมยาวสีเทา ชายผ้าดูเหมือนถูกฉีกขาดเป็นริ้วๆ เส้นผมยาวของเขาปล่อยสยายตามใจ สีผมราวกับฟางแห้ง สีผิวเป็นสีน้ำเงินคราม บนผิวมีน้ำแข็งเกาะพราว ดาบยาวประหนึ่งดาบจันทร์เสี้ยวสองเล่มประดับอยู่เหนือดูตาสีเงินคู่หนึ่ง มือสองข้างโผล่ออกมาพ้นแขนเสื้อเรียวยาวและมีปลายนิ้วที่ดูคล้ายกรงเล็บ”
“สามพันโลกยังคงเป็นเฉกเช่นยุคก่อน มิมีเปลี่ยน ช่างน่าสนใจจริงๆ”
บุรุษอาภรณ์สีเทาพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงเฉยชา เขาก็คือเทวะมหาเหมันต์ที่โลกเทพยุทธเชิญมานั่นเอง!”