เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 768 ผสานสามพันมหามรรคา
“หวงตี้ เยี่ยจ้าน ข่งเชวียกับหวงจิงเจวี๋ย”
เจียงฉางเซิงเอ่ยออกมาสี่นาม ไป๋ฉีฟังจบหนังตาก็ดีดผึงขึ้นไปข้างบน
สี่คนนี้เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวจริงๆ อย่างน้อยตัวไป๋ฉีเองก็ยังนึกไม่ออกว่าพวกเขาจะพ่ายแพ้ได้อย่างไร
หวงตี้ผู้เป็นเจ้าของหนึ่งในสี่นามนั้น เป็นคนที่ไป๋ฉีเฝ้ามองจนเติบใหญ่ พรสวรรค์ของเขาคืออันดับหนึ่งของโลกเซียนพิภพอย่างแท้จริง มิหนำซ้ำระหว่างเติบใหญ่ เขายังได้รับพลังโชคชะตาจากมรรคาสวรรค์อย่างต่อเนื่อง แม้เดินทางออกมานอกโลกเซียนพิภพน้อยครั้ง แต่ไป๋ฉีที่เฝ้าจับตามองโลกเซียนพิภพเป็นพิเศษย่อมรู้ความแข็งแกร่งของเขาดี
นายท่านสั่งให้ไป๋ฉีคอยใส่ใจโลกเซียนพิภพ ส่วนหวงตี้ก็เป็นยอดอัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดของโลกเซียนพิภพ ด้วยเหตุนี้หวงตี้จึงกลายเป็นยอดอัจฉริยะที่ไป๋ฉีฟูมฟักอย่างลับๆ มาตลอด
ส่วนสามคนที่เหลือยิ่งไม่ต้องพูดถึงแล้ว เยี่ยจ้านกับหวงจิงเจวี๋ยเป็นผู้สร้างตำนานในช่วงภัยพิบัติสิ้นกัลป์หนก่อน พลังของพวกเขาไม่มีสิ่งใดให้คลางแคลง
ทว่าหากบอกว่าหวงตี้คือความภาคภูมิใจของไป๋ฉี เช่นนั้นความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนางก็คือข่งเชวีย!
ไป๋ฉีเปรมปรีดาในทันใด จักรพรรดิสวรรค์สี่ทิศมีคนของนางไปแล้วสอง ส่วนเยี่ยจ้านก็มีความสัมพันธ์อันดีกับนาง เพราะไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็มาจากไท่ฮวงด้วยกัน
ไป๋ฉีเริ่มเล่าผลงานของทั้งสี่คนนี้ให้ฟัง แม้ว่าเรื่องเหล่านี้ล้วนอยู่ในสายตาของเจียงฉางเซิงทั้งหมด แต่เขาก็ยินดีตั้งใจฟังนางเล่า หลังจากปิดด่านฝึกบำเพ็ญมาหกล้านกว่าปี เขาย่อมต้องใส่ใจความเปลี่ยนแปลงของวิถีเซียนในปัจจุบันเสียหน่อย หกล้านกว่าปีเชียวนะ ระยะเวลาเท่านี้มากพอให้ตัวเขาอีกคนสร้างวิถีเซียนขึ้นมาสักแห่ง พร้อมกับพาวิถีบำเพ็ญไปครองตำแหน่งที่มั่นคงในพันมหาโลกาได้สำเร็จแล้ว
ระหว่างช่วงเวลาอันยาวนานนี้ ภายในวิถีเซียน มีลัทธิ เผ่าพันธุ์และราชวงศ์แห่งโชคชะตาที่แข็งแกร่งผุดขึ้นมามากมาย ถึงอย่างนั้นลัทธิมรรคากับลัทธิพุทธก็ยังคงแข็งแกร่งที่สุดในหมู่ลัทธิทั้งหลาย
จำนวนผู้ที่ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเซียนแต่โลดแล่นอยู่ในวิถีเซียนก็มากกว่าแต่ก่อนมาก เจียงฉางเซิงทอดสายตามองดูแต่ไม่เห็นปัญหาใดๆ
สรุปก็คือ วิถีเซียนยังอยู่ในร่องในรอยอยู่
ขั้นพรหมเซียนทองเทียบชั้นได้กับขั้นจอมเทพนิรันดร์กาลไปจนถึงขั้นเหนือนิรันดร์กาล ขั้นพรหมเซียนทองนับร้อยคนมากพอจะสยบวิถีบำเพ็ญส่วนใหญ่แล้ว วิถีเซียนในตอนนี้คือวิถีบำเพ็ญผู้ทรงอำนาจตัวจริงเสียงจริง ลัทธิบางแห่งต่อกรกับวิถีบำเพ็ญที่แข็งแกร่งระดับเดียวกับวัฏพยากรณ์กับยอดอัศจรรย์ได้ตามลำพังเสียด้วยซ้ำ
เจียงฉางเซิงฟังไป๋ฉีเล่าพลางเลื่อนสายตามองพันมหาโลกาไปด้วย
เทียบกับความเปลี่ยนแปลงของวิถีเซียน พันมหาโลกาเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก
ถึงอย่างไรวิถีบำเพ็ญที่เหมือนกับวิถีเซียนก็มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย หรืออาจพูดได้ว่า หนึ่งร้อยล้านปีก็ยังยากจะมีวิถีบำเพ็ญถือกำเนิดขึ้นมาสักแห่ง ส่วนวิถีบำเพ็ญส่วนใหญ่ หากอยากจะเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาเป็นหลักสิบล้านปี
ฝั่งห้วงสมุทรแห่งมหามรรคา เจียงฉางเซิงยังไม่คิดจะเหลือบแลมันตอนนี้ พันมหาโลกากว้างใหญ่เหลือเกิน ต่อให้แข็งแกร่งระดับขั้นองค์เจตจำนงมรรคา คิดจะตามหาโชควาสนาสักอย่างก็ต้องสิ้นเปลืองเวลามากมายนัก
รอจนไป๋ฉีเล่าจบ เจียงฉางเซิงก็รั้งสายตากลับมา เขาเอ่ยปากอย่างเนิบช้า “ในฐานะผู้สร้างแดนสวรรค์ ข้าจะมอบยอดสมบัติมรรคาสวรรค์สี่ชิ้นให้เจ้า เจ้าจงเป็นตัวแทนของตำหนักเมฆาม่วงมอบพวกมันให้แก่จักรพรรดิสวรรค์ทั้งสี่ทิศ”
เมื่ออนธการเติบโตอย่างไม่หยุดหย่อน มรรคาสวรรค์ก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนตามไปด้วย มันจึงรองรับยอดสมบัติมรรคาสวรรค์ได้มากกว่าเดิมแล้ว
ปัจจุบัน ทั่วทั้งวิถีเซียนมีเพียงเขาเท่านั้นที่หลอมยอดสมบัติมรรคาสวรรค์ออกมาได้ ผู้เก่งกาจคนอื่นหลอมได้อย่างมากที่สุดก็แค่สมบัติวิเศษมรรคาสวรรค์ แม้สมบัติวิเศษมรรคาสวรรค์จะมีอำนาจสวรรค์ในตัวแล้ว แต่ก็แข็งแกร่งน้อยกว่ายอดสมบัติมรรคาสวรรค์มาก ไม่ว่าระดับขั้นใด หากครอบครองยอดสมบัติมรรคาสวรรค์ ก็สามารถต่อสู้กับขั้นพรหมเซียนทองได้โดยไม่ตาย เพียงเท่านี้ก็เห็นชัดแล้วว่ายอดสมบัติมรรคาสวรรค์แข็งแกร่งมากเพียงใด
“แต่นายท่าน ข่งเชวียมีอยู่ชิ้นหนึ่งแล้ว ทำเช่นนี้จะไม่ยุติธรรมหรือไม่” ไป๋ฉีขมวดคิ้วถาม
แม้ข่งเชวียจะเป็นบุตรบุญธรรมของนาง แต่นางก็คิดว่ามียอดสมบัติมรรคาสวรรค์สองชิ้นดูไม่เหมาะเท่าไร หากเป็นแบบนั้นอาจทำลายโครงสร้างอำนาจของขั้นพรหมเซียนทอง
เจียงฉางเซิงหัวเราะ “มีสิ่งใดไม่ยุติธรรม ชิ้นแรกเป็นข้อได้เปรียบตั้งแต่กำเนิด สรรพชีวิตเกิดมาย่อมไม่เท่าเทียมกันอยู่แล้ว ชิ้นที่สองคือความเพียรพยายามของตัวเขาเอง เขาสมควรได้รับมัน หากเขาทำผิดต่อตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์ ข้าค่อยริบคืน”
ฮ่องเต้มากมายชอบถ่วงดุลอำนาจ แต่เขาคือมรรคาจารย์ เขาย่อมไม่ขบคิดเรื่องเหล่านี้ สายตาเขามองแต่บุญบารมีกับภาพรวมของวิถีเซียน เขาไม่กลัวว่าผู้ใดจะแข็งแกร่งแซงหน้า ขอเพียงช่วยให้วิถีเซียนพัฒนาได้ แข็งแกร่งอีกเท่าใดก็ไม่เป็นไร ไม่ว่าอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่มีทางแข็งแกร่งกว่าเขา
ไป๋ฉีได้ยินดังนั้นก็ได้แต่กดความกังวลใจลงไป นางรู้ว่านายท่านจิตใจกว้างขวาง แต่เหล่าผู้ทรงอำนาจที่อยู่ใต้เขาย่อมไม่มีทางคิดเช่นนั้น ก็ไม่รู้ว่าข่งเชวียจะทนการกีดกันไหวหรือไม่
วิธีทำลายผู้แข็งแกร่งสักคนมีมากมายนัก ตัวอย่างเช่นการชักนำให้เกิดความระแวง วิถีเซียนมีทั้งสุดยอดผู้แข็งแกร่ง แล้วก็มีกฎด้วย ไป๋ฉีเห็นการต่อสู้แย่งชิงผลประโยชน์มาไม่น้อย บางครั้งการสังหารคนก็ไม่จำเป็นต้องเอามือไปเปื้อนเลือด
นายบ่าวสองคนสนทนากันต่อครู่ใหญ่ ไป๋ฉีจึงรับยอดสมบัติมรรคาสวรรค์ทั้งสี่ชิ้นแล้วจากไป
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นไปเริ่มหลอมโอสถ
กาลเวลาหกล้านปีทำให้ระดับขั้นของเขาเพิ่มขึ้นไม่น้อย นับว่าก้าวกระโดดครั้งใหญ่ยิ่ง ในเมื่อก้าวหน้ามากขนาดนี้ย่อมต้องพักผ่อนสักหน่อย แล้วถือโอกาสมอบโชควาสนาให้วิถีเซียนด้วย
เขาตั้งใจจะหลอมสมบัติอาคมกับโอสถจำนวนมาก ตามด้วยสร้างสรรค์วิชาต่างๆ อีกเล็กน้อย แล้วหย่อนส่วนใหญ่ไว้ในโลกอนธการ ส่วนของที่ระดับค่อนข้างต่ำ เขาจะมอบให้ผู้ศรัทธาที่กำลังต่อสู้ดิ้นรนอยู่ในระดับล่างทั้งหลาย
ระหว่างหลอมโอสถ เขาถือโอกาสใช้ฟังก์ชั่นเซ่นไหว้มอบหมายเทพ เปลี่ยนแปลงดวงชะตาของผู้ศรัทธาที่บุญบารมีท่วมท้นแต่พรสวรรค์ย่ำแย่จำนวนหนึ่งไปพร้อมกัน
สำหรับเจียงฉางเซิง ฟังก์ชั่นเซ่นไหว้มอบหมายเทพมีประโยชน์แค่ตอนตอบแทนผู้ศรัทธาทั้งหลาย ตัวเขาไม่จำเป็นต้องใช้ฟังก์ชั่นนี้มาเพิ่มพลังให้ตนเอง คล้ายกับฟังก์ชั่นเซ่นไหว้อัญเชิญเทพที่ถูกเขาปล่อยทิ้งร้างไปแล้ว
ฟังก์ชั่นมากมายของระบบรอดชีวิตกลายเป็นสิ่งไม่สำคัญเมื่อเขาแข็งแกร่งขึ้น เจียงฉางเซิงไม่จำเป็นต้องเปิดฟังก์ชั่นใหม่แล้ว ดังนั้นฟังก์ชั่นนี้ใช้มอบโชควาสนาให้สิ่งมีชีวิตก็เป็นเรื่องดีทีเดียว
สรรพชีวิตมอบความศรัทธาให้เขา เขาก็จะมอบโชควาสนาที่จะเปลี่ยนแปลงชะตาให้แก่สรรพชีวิต!
ระหว่างที่เจียงฉางเซิงจดจ่ออยู่กับการหลอมโอสถ ศึกจักรพรรดิสวรรค์ก็ยังดำเนินต่อไป หนึ่งพันปีให้หลัง หวงตี้ เยี่ยจ้าน ข่งเชวียกับหวงจิงเจวี๋ยก็กลายเป็นจักรพรรดิสวรรค์แห่งสี่ทิศ แดนสวรรค์จะแบ่งออกเป็นแดนสวรรค์ทิศออกตกเหนือใต้สี่ทิศ จักรพรรดิสวรรค์ทั้งสี่ต่างปกครองแดนสวรรค์คนละทิศ หมายความว่าพวกเขาจะไปจากแดนเซียนพรหม
ไป๋ฉีเป็นตัวแทนของมรรคาจารย์มอบยอดสมบัติมรรคาสวรรค์ให้แก่จักรพรรดิสวรรค์ทั้งสี่ ข่าวแพร่สะพัดไปทันที ลัทธิแต่ละแห่งแอบนึกเสียดายทีหลัง หากรู้ก่อนว่าจะเป็นเช่นนี้ พวกเขาคงทุ่มเต็มกำลังแย่งชิงแล้ว นั่นน่ะยอดสมบัติมรรคาสวรรค์เชียวนะ!
ไม่แปลกที่ข่งเชวียกับหวงจิงเจวี๋ยจะสู้สุดชีวิตถึงเพียงนั้น ทั้งสองคนล้วนเป็นศิษย์ของมรรคาจารย์ พวกเขาต้องรู้ข่าวมาล่วงหน้าแน่
แม้ผู้ยิ่งใหญ่บางส่วนจะแอบไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้ากล่าวเรื่องนี้ในที่แจ้ง ในวิถีเซียน มรรคาจารย์คือสิ่งที่ห้ามล่วงเกินที่สุด ไม่มีผู้ใดโอหังวิจารณ์มรรคาจารย์ หากทำเช่นนั้น ต่อให้มรรคาจารย์ไม่ลงมือก็จะมีผู้บำเพ็ญเซียนกลุ่มหนึ่งกระโดดออกมาลงโทษเขาอยู่ดี
เหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุดก็คือตอนที่ขั้นพรหมหลุดพ้นคนหนึ่งเอ่ยต่อว่าแสดงอาการไม่พอใจมรรคาจารย์ในลัทธิของตน ต่อมาลัทธิแห่งนั้นก็เกิดความวุ่นวายภายใน ผู้อาวุโสไปจนถึงศิษย์ทั้งหลายขับไล่ประมุขลัทธิออกจากลัทธิ ส่วนขั้นพรหมหลุดพ้นผู้นั้นก็หายตัวไปอย่างลึกลับในช่วงเวลาต่อมา เหตุการณ์นี้ทำให้โลกแห่งการบำเพ็ญเซียนยำเกรงมรรคาจารย์ยิ่งกว่าเดิม
แน่นอนว่าในมหาพิภพจิตจร เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องราวลึกลับอะไรปานนั้น ขั้นพรหมหลุดพ้นผู้นั้นก็แค่ถูกขั้นพรหมร่างเทวะคนหนึ่งจับตัวมาผนึกไว้ในภูเขาลูกหนึ่ง ปล่อยให้สำนึกผิดอยู่ห้าสิบล้านปีก็เท่านั้นเอง
นับตั้งแต่จักรพรรดิสวรรค์ทั้งสี่รับตำแหน่ง แดนเซียนพรหมก็หวนลับมาสงบสุข ในฐานะศูนย์กลางของวิถีเซียน มันยังคงรุ่งเรืองครึกครื้น สถานที่แต่ละแห่งเกิดเรื่องราวน่าตื่นตาตื่นใจต่างๆ นานา
เจียงฉางเซิงหลอมโอสถอยู่สี่พันปี ขณะที่กำลังจะเริ่มหลอมสมบัติอาคม เขาก็พลันจับสัมผัสแรงกดดันอันแข็งแกร่งจากการต่อสู้ที่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ได้ เขาเพ่งสายตามอง จิตสัมผัสอันไร้ขอบเขตแผ่ปกคลุมไปทั่วอาณาเขตพลังโชคชะตาของมรรคาสวรรค์ อาณาเขตมิตินับร้อยแห่งตกอยู่ใต้การปกป้องของเขาทันที
เปรี้ยง!
แรงกระแทกอันน่าหวาดหวั่นปะทะเข้ากับจิตของเขา แต่มันไม่อาจฝ่าจิตของเขาเข้ามาได้ สรรพชีวิตในอาณาเขตมรรคาสวรรค์ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นความผิดปกติ แต่กุยหลีที่อยู่ในโลกแห่งมรรคากลับถูกกวนจนตื่น กุยหลีหันมอง สายตาคล้ายมองทะลุจากโลกแห่งมรรคาออกมาที่พันมหาโลกาข้างนอกได้
นางลุกขึ้นยืนแล้วหายตัวไปจากที่เดิม
กุยหลีมีทั้งพลังโชคชะตาของมรรคาสวรรค์กับพลังแห่งอนธการ นางจึงเดินทางไปมาระหว่างวิถีเซียนกับโลกแห่งมรรคาได้อย่างอิสระ นางกระโดดออกจากโลกแห่งมรรคาแล้วเคลื่อนย้ายชั่วพริบตามมาที่ห้วงสุญญตาของพันมหาโลกาบริเวณชายขอบพลังโชคชะตาของวิถีเซียน
นางมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าพลังอำนาจสายนั้น ดวงตาคู่นั้นของนางมองเห็นคลื่นสั่นไหวในห้วงสุญญตา หมู่มวลดาราบนฟ้าบิดเบี้ยวให้ความรู้สึกงดงามไปอีกแบบ
ดวงตาของนางหรี่แคบลงเรื่อยๆ ไม่นานนางก็จับภาพของเงาสองร่างได้
พวกเขาก็คือฤทธาจารย์กับประมุขแห่งนับอนันต์นั่นเอง
บุคคลแสนแข็งแกร่งทั้งสองกำลังเปิดศึกใหญ่กันที่อีกฟากฝั่งหนึ่งของห้วงสุญญตา เงาของพวกเขาเคลื่อนไหวเร็วจี๋ พลังที่สาดออกมาระหว่างการต่อสู้มิอาจวัดประมาณได้ด้วยตาเนื้อ
กุยหลีชมดูจนดวงตาเป็นประกาย การต่อสู้นี้น่าตื่นตาเสียยิ่งกว่าการต่อสู้ในวิถีเซียนเสียอีก อีกอย่างนางก็สนใจคลื่นพลังบางอย่างในการต่อสู้ของพวกเขาอย่างยิ่ง
เจียงฉางเซิงมาปรากฏตัวข้างกายนางแล้วยิ้มแย้มถามว่า “เจ้ากำลังสนใจสิ่งใดหรือ”
กุยหลีหันไปมองบิดาแล้วตอบเสียงเบาๆ “ท่านพ่อ คลื่นพลังของคนหนึ่งในนั้นคล้ายกับคลื่นพลังของอนธการอยู่พอสมควร แต่มันก็ไม่ใช่อนธการ เพียงบรรจุพลังของมหามรรคาทั้งสามพันสายไว้เท่านั้น แต่ข้ารู้สึกว่าเขาน่าจะสร้างมรรคาที่คล้ายกับอนธการออกมาได้”
เจียงฉางเซิงย่อมรู้ว่านางพูดถึงใคร
ประมุขแห่งนับอนันต์!
ประมุขแห่งนับอนันต์เคยครอบครองห้วงสมุทรแห่งมหามรรคาไม่ใช่แค่หนึ่งครั้ง ห้วงสมุทรแห่งมหามรรคาคือสิ่งที่ให้กำเนิดมหามรรคาทั้งสามพันสาย เมื่อศึกษาห้วงสมุทรแห่งมหามรรคาจนแตกฉานย่อมบรรลุมหามรรคาทั้งสามพันสายด้วยเช่นกัน ดังนั้นประมุขแห่งนับอนันต์จะบรรลุระดับขั้นประมาณนี้ก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องแปลก
แต่หากเขาคิดจะสร้างมหามรรคาอนธการอีกอันหนึ่งออกมา เห็นทีจะยาก หรืออาจถึงขั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะต่อให้ห้วงสมุทรแห่งมหามรรคามีโชควาสนายิ่งใหญ่อีกเท่าใด มันก็เป็นส่วนหนึ่งของพันมหาโลกา นี่เป็นความจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
เจียงฉางเซิงสร้างอนธการได้ เพราะได้รับโชควาสนาจากนอกพันมหาโลกามาตั้งแต่ต้น นี่เป็นข้อได้เปรียบที่ประมุขแห่งนับอนันต์เทียบไม่ติด
“ท่านพ่อ หากข้าสู้กับเขา จะมีโอกาสชนะสักเท่าไร” กุยหลีถามต่อ
เจียงฉางเซิงหัวเราะ “อะไรกัน เจ้าสนใจการต่อสู้อย่างนั้นหรือ”
กุยหลีมีนิสัยเย็นชา แต่พลังของนางล้ำลึกจนยากจะหยั่งถึง อย่างน้อยจากที่เจียงฉางเซิงตรวจดู ขั้นองค์เจตจำนงมรรคาส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของกุยหลีอย่างแน่นอน แต่กุยหลีก็ไม่ต่างจากสรรรพชีวิตทั้งหลายในวิถีเซียนนัก นางไม่อาจก้าวข้ามขั้นพรหมเซียนทองไปถึงขั้นที่สูงกว่านั้นได้
ขั้นพรหมเซียนทองต่างไม่ร้อนใจกับการก้าวข้ามขั้นพรหมเซียนทองไม่ได้สักที ตรงกันข้าม พวกเขากลับเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ ในพันมหาโลกา หากขั้นจอมเทพนิรันดร์กาลอยากไปให้ถึงขั้นเหนือนิรันดร์กาล เขาต้องผ่านการฝึกบำเพ็ญนับร้อยล้านปี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับขั้นที่สูงกว่านั้น
วิถีเซียนก่อตั้งจนมาถึงวันนี้เพิ่งจะอายุสี่สิบล้านกว่าปีเท่านั้นเอง!
“จู่ๆ ก็นึกอยากลองเจ้าค่ะ เรื่องราวและสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนมีเหตุผลในการดำรงอยู่ การต่อสู้ก็คงมีเช่นกัน ข้าอยากรู้ว่าสรรพชีวิตชอบต่อสู้กันเพราะอะไรกันแน่” กุยหลีเอ่ยตอบ นางจ้องมองร่างของประมุขแห่งนับอนันต์ด้วยตาที่ลุกวาว
ส่วนฤทธาจารย์กลับถูกนางมองข้ามเสียอย่างนั้น ในสายตานางฤทธาจารย์แข็งแกร่งมาก แต่คุณสมบัติของตัวเขากลับธรรมดาไม่แปลกอะไร
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “ตอนนี้เจ้ายังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาหรอก รอไปก่อนเถิด”
กุยหลีได้ยินดังนั้นก็ไม่ถามต่อ นางพยักหน้านิดๆ เพราะนางเชื่อใจการวิเคราะห์ของท่านพ่อ
สองพ่อลูกยืนอยู่ในห้วงสุญญตา ชมการต่อสู้อยู่ข้างกัน
เจียงฉางเซิงเริ่มสัมผัสการมีอยู่ของห้วงสมุทรแห่งมหามรรคาได้แล้ว ดูท่าประมุขแห่งนับอนันต์กับฤทธาจารย์จะกำลังแย่งชิงห้วงสมุทรแห่งมหามรรคากันอยู่
ห้วงสมุทรแห่งมหามรรคากว้างใหญ่ไพศาล มันใหญ่โตยิ่งกว่าอาณาเขตในมิติที่มรรคาอริยะ ชะตาเร้นกับมัชฌิมาพิทักษ์เคยครองก่อนหน้านี้ ทว่ามันมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อเท่านั้น จิตสัมผัสไม่อาจจับต้องการมีอยู่ของมันจากระยะไกลได้
……………………………………………………