เล่ห์ร้ายพิชิตรัก - ตอนที่ 366 เขาเป็นลูกพี่ใหญ่ค่ะ
“นี่เฉิงฉีตงค่ะ สามีฉันเอง” เฉียวยวี่หว่านแนะน้าเฉิงฉีตงให้กับผู้หญิงที่ชื่อ
Doris รู้จัก
ไม่รุ้ท้าไม เฉียวยวี่หว่านรู้สึกว่าพอเฉิงฉีตงใส่ชุดสีด้าแบบนี้มันให้ความรู้สึก
น่าเกรงขาม เหมือนกับลูกพี่ใหญ่แก๊งค์มาเฟีย……แม้แต่เธอยังรู้สึกไม่กล้าพูด
เล่นด้วยเลย
“อ๋อค่ะ ฉันได้ยินมาว่าคุณแต่งงานแล้ว งั้นตอนนี้ต้องเรียกว่าคุณนายเฉิง
ใช่มั้ยคะ” Doris พูดพลางยิ้ม สายตามองไปที่เฉิงฉีตง สายตาของผู้หญิง
เวลาที่เจอผู้ชายที่ดูดีก็จะไม่ละสายตาไปมองสิ่งอื่น “ไม่ทราบว่าคุณเฉิง
ท้างานอะไรคะ”
เฉียวยวี่หว่านเลิกคิ้วขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์แล้วมองเฉิงฉีตง “เขาเป็นลูกพี่ใหญ่
แก๊งค์มาเฟียค่ะ”
เฉิงฉีตงหันไปมองเฉียวยวี่หว่านแบบจนใจ แต่มุมปากยิ้มขึ้นเล็กน้อย ผู้หญิง
คนนี้นับวันยิ่งท้าให้เขาอ่อนใจ
Doris รู้ว่าเธอล้อเล่นจึงพูดว่า “ถึงแม้ครั้งนี้จะไม่มีนายแบบ สามีคุณก็มา
เป็นนายแบบให้คุณได้สบายเลยนะคะ”
ค้าพูดนี้เหมือนเป็นการชมว่าเฉิงฉีตงหุ่นดีทางอ้อม
เฉียวยวี่หว่านได้ฟังก็รู้สึกภูมิใจ เธอยื่นมือไปคล้องแขนเฉิงฉีตงไว้ “ฉันยอม
ให้เขามาเป็นนายแบบแล้วโดนพวกสาวๆ เล้าโลมด้วยสายตาไม่ได้หรอกค่ะ”
ถ้าเป็นคนอื่นพูดประโยคนี้อาจจะโดนหมั่นไส้ได้ แต่พอเป็นเฉียวยวี่หว่านพูด
เขาสมบูรณ์แบบมากพอที่จะได้รับค้าชม
Doris พูดหยอกล้อกับเฉียวยวี่หว่านสักพักจึงเข้าเรื่องส้าคัญ “การแข่งขัน
จะเริ่มวันมะรืนนี้ ครั้งนี้ฉันเป็นคนดันคุณเข้ามา อย่าท้าให้ผิดหวังนะคะ”
พอเฉียวยวี่หว่านได้ฟังค้าพูดนี้ก็ชะงักไป แล้วพยักหน้าเล็กน้อย
“ฉันยังมีงานที่ต้องไปท้าอีก ขอตัวนะคะ” Doris ยิ้มพลางก้มหัวเป็นเชิงขอ
ตัวแล้วเดินจากไป
อารมณ์ของเฉียวยวี่หว่านไม่ได้ดีนัก ออกจะกระสับกระส่ายด้วยซ้า สีหน้าไม่
สู้ดี เพราะจริงๆ แล้วเธอก็ไม่ได้มีความมั่นใจสักเท่าไร งานประกวดนี้จัดห้าปี
ครั้ง คนที่มาแข่งก็มีแต่พวกมืออาชีพเก่งๆ ทั้งนั้น เธอสูดลมหายใจเข้าแล้ว
มองเฉิงฉีตงที่ยืนอยู่ด้านข้าง พร้อมอธิบายให้เขาฟัง “Doris
เป็นคน
สนับสนุนฉันเข้าร่วมการประกวดครั้งนี้ค่ะ ครั้งก่อนก็ด้วยเหมือนกัน เขาเป็น
รุ่นพี่ตอนฉันเรียนที่เมือง B ฉันเรียนปริญญาตรี เธอเรียนปริญญาโทปีสุดท้าย
เพราะแบบนี้ฉันถึงได้สิทธิ์เข้าร่วมประกวดงานเฟ้นหาสไตล์ลิส”
“ใช้เส้นเหรอ?” เฉิงฉีตงพาเธอเดินเข้าไป รู้สึกได้ว่ามือของเธอเย็นเฉียบ จึง
กระชับมือให้แน่นขึ้น
“ประมาณนั้นค่ะ เพราะการแข่งพวกนี้มาตรฐานสูง อย่างการแข่งครั้งนี้ไม่มี
รอบคัดเลือก ต้องอาศัยมีคนผลักดันเท่านั้นถึงจะเข้าร่วมได้” เฉียวยวี่หว่าน
เองก็รู้สึกว่าแบบนี้ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผล แต่เธอไม่ใช่สปอนเซอร์ที่จะไปออก
ค้าสั่งกับฝ่ายจัดงานได้ “ฉันขอร้อง Doris อยู่เกือบครึ่งเดือน เธอถึงจะยอม
ช่วย”
เฉียวยวี่หว่านรู้สึกว่ายิ่งพูดยิ่งน่าอาย เพื่อที่จะได้เข้าร่วมประกวดครั้งนี้สิ่งที่
เธอท้าก็นับว่าหน้าเธอหนาอยู่ไม่น้อย เพราะคราวก่อนที่ Doris สนับสนุนเธอ
ไปเข้าแข่งเฟ้นหาสุดยอดสไตลิสต์ ไม่เพียงแต่จะไม่ได้รางวัล ยังโดนข้อหา
“ท้าร้ายคนโดยเจตนา” กลับมาอีก ขนาดเธอยังรู้สึกอับอาย แล้ว Doris จะ
เอาหน้าไปไว้ที่ไหน
“ถ้าคุณบอกผมก่อนคงไม่ต้องไปรบกวนเขา” น้าเสียงของเฉิงฉีตงแฝงไป
ด้วยความไม่พอใจอยู่นิดหน่อย เฉียวยวี่หว่านเองก็รู้สึกได้……
“ท้าไมล่ะคะ”
“เรื่องนี้มันใช้เงินจัดการได้” เฉิงฉีตงไม่ชอบเป็นหนี้บุญคุณใคร เพราะมัน
ชดใช้คืนยาก “แค่ขอร่วมสนับสนุนงานไปตามขั้นตอน ก็ไม่น่ายากที่จะขอ
สิทธิ์เข้าร่วมแข่งขัน”
เฉิงฉีตงพูดด้วยน้าเสียงราบเรียบ แต่ท่าทางที่เต็มไปด้วยมาดของเขาท้าให้
เฉียวยวี่หว่านรู้สึกหมั่นไส้หน่อยๆ
“ดูคุณพูดเข้า แล้วดูแต่งตัว มันเหมือนพวกนักเลงจริงๆ นะคะ” เฉียวยวี่
หว่านรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพวกลูกสมุนติดตามลูกพี่ เธอขยับหมวกแก็ป
เตรียมจะเดินน้าเขาไป
เฉิงฉีตงเหล่มองเฉียวยวี่หว่าน นิ่งไปสองวินาที “อยากตายเหรอ?”
เฉียวยวี่หว่านได้ยินค้านี้ก็ตกใจ แต่สักพักก็หัวเราะออกมา เขาแกล้งท้าเป็น
นักเลงใส่เธอ
เฉิงฉีตงเองก็หลุดยิ้มออกมาเล็กน้อย เขารู้สึกว่าได้แกล้งให้เฉียวยวี่หว่าน
ตกใจก็น่าสนุกอยู่ไม่น้อย
*
สองวันต่อมา
ช่วงสองวันที่ผ่านมานี้เฉียวยวี่หว่านแทบไม่ได้กลับไปอยู่เป็นเพื่อนเฉิงฉีตงที่
โรงแรม เธออยู่ที่สถานที่แข่งขันตลอด หนึ่งคือจะได้คุ้นเคยกับสถานที่ สอง
คือจะได้คุ้นเคยกับนายแบบ Doris ก็เป็นคนดูแลในส่วนนี้ ดังนั้นทุกวันจะ
เห็นเธออยู่ที่นี่และคอยช่วยเธอวางแผน
เจ็ดโมงเช้าคนของฝ่ายจัดงานส่วนใหญ่มาถึงสถานที่จัดงานแล้ว เฉียวยวี่
หว่านเป็นสไตลิสต์คนแรกที่มาถึง
“ยวี่หว่าน ท้าไมมาเช้าจัง” พอ Doris เห็นเฉียวยวี่หว่านก็รู้สึกตกใจนิด
หน่อย ไม่คิดว่าเธอจะมาเช้าขนาดนี้ เพราะการแข่งเริ่มตอนบ่าย ถ้าเธอมาถึง
ตอนนี้ก็ต้องรอตลอดครึ่งเช้าเลย
“ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับเลยออกมาเดินดูน่ะค่ะ คงช่วยให้ตื่นเต้นน้อยลงได้
บ้าง” เฉียวยวี่หว่านยิ้มพลางพูด ในกระเป๋าเธอมีช็อคโกแลตที่เฉิงฉีตงเตรียม
ไว้ให้ไว้กินเวลาตื่นเต้น
Doris พยักหน้า ทั้งสองคนยืนอยู่ตรงห้องน้าชาพอดี Doris จึงเดินเข้าไป
หยิบกาแฟให้เฉียวยวี่หว่านหนึ่งแก้ว “ดื่มกาแฟสักหน่อยสิ”
“ขอบคุณค่ะ”
“วันนี้ลูกพี่ไม่มาคุมเหรอ”
เฉียวยวี่หว่านที่ก้าลังดื่มกาแฟพอได้ยิน Doris พูดล้อเล่นแบบนี้ก็หัวเราะ
พร้อมพยักหน้า “ค่ะ วันนี้เขามีธุระ เดี๋ยวมาตอนบ่าย”
ตอนเช้าเฉิงฉีตงตื่นพร้อมเธอแล้วไปวิ่งที่ห้องฟิตเนส จากนั้นก็รีบทาน
อาหารเช้าแล้วไปพบลูกค้าเลย เฉิงฉีตงเป็นพวกบ้างาน เฉียวยวี่หว่านจึงไม่
อยากท้าตัวเป็นภาระ
“เขาเป็นนักธุรกิจใช่ไหม” Doris ใช้ช้อนคนกาแฟ
เฉียวยวี่หว่านเลิกคิ้วขึ้น “ฉันหลอกคุณไม่ส้าเร็จสินะคะ”
“พวกนักธุรกิจแค่มองก็รู้แล้ว เขาดูเป็นนักธุรกิจที่ประสบความส้าเร็จมาก”
Doris พูดชมเฉิงฉีตง “ยินดีด้วยที่คุณออกจากเงามืดตอนนั้นมาได้”
มือที่เฉียวยวี่หว่านจับช้อนคนกาแฟไว้ชะงักลง
เธอเม้มริมฝีปากแล้ววางแก้วกาแฟลง Doris เป็นคนที่รู้เหตุการณ์ในวันนั้น
ดี ตอนที่เธอโดนต้ารวจพาตัวไป Doris เป็นคนช่วยอธิบายให้กับทางฝ่ายจัด
งานฟัง เพราะเฉียวยวี่หว่านมาโดยล้าพังมีแค่ Doris ที่ค่อยช่วยจัดการเรื่อง
ต่างๆ ให้
“สามีฉันเป็นก้าลังส้าคัญที่ท้าให้ฉันออกมาจากจุดนั้นได้ ถ้าไม่มีเขาฉันคงยัง
ตกอยู่ในความทุกข์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะลืม Doris ถ้าครั้งนี้ฉันชนะ
ฉันอยากจะอธิบายให้ทุกคนได้ฟังเรื่องลู่อี้หนงในวันนั้น คุณจะช่วยฉันใช่
ไหม?”