เล่ห์ร้ายพิชิตรัก - ตอนที่ 379 ตัวถ่วง
เฉียวยวี่หว่านพยักหน้า เธอเอาโทรศัพท์มือถือเปิดวีแชทของเฉียวหลานซิน ให้เฉิงฉีตงดู “คุณดูสิ คะแม่ฉันมีแต่ลูกสาวคนเล็ก ไม่เคยเคยลงรูปฉันเลย”
เฉิงฉีตงเห็นปลายจมูกของเฉียวยวี่หว่านแดงๆ จึงวางหนังสือลงแล้วลุกขึ้น นั่ง ขยับตัวเข้าไปโอบเฉียวยวี่หว่านมาไว้ในอ้อมกอด
“คนเราเลือกพ่อแม่ไม่ได้” น้ าเสียงของเฉิงฉีตงนิ่งสงบ แต่เฉียวยวี่หว่านฟัง ออกว่าเขาเองก็ไม่รู้จะปลอบยังไง
“ค่ะ……เราเลือกเกิดกับพ่อแม่ไม่ได้ ไม่ว่าเขาจะดีร้ายยังไง……ตอนที่อยู่ใน คุกฉันก็ปลอบใจตัวเองแบบนี้ ถ้าไม่ปลอบใจตัวเองฉันก็ไม่รู้จะผ่านช่วงเวลา นั้นมายังไง” พอเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของเฉิงฉีตงเธอก็เหมือนเปลี่ยนเป็นอีก คน เหมือนกับว่าอ้อมกอดของเขาช่วยให้เธอระบายได้ทุกเรื่อง
ใครๆ ต่างก็พูดว่าไม่ว่าจะตอนเป็นคู่รักหรือสามีภรรยาก็ควรจะมีช่องว่าง เว้นไว้ แต่ส าหรับเฉียวยวี่หว่านแล้วระหว่างเธอกับเฉิงฉีตงไม่จ าเป็นต้องมี ช่องว่างใดๆ
ไม่ว่าเธอจะแสดงออกอย่างไรเขาก็คงดูออกหมด เธอคงไม่เล่นเกมที่ต้องใช้สมองกับเขาอีกแล้ว
“แม่คุณไม่โพสต์รูปคุณใช่ไหม งั้นเดี๋ยวผมโพสต์เอง” ค าพูดปลอบใจของ
เขาท าให้เฉียวยวี่หว่านอยากข า
เธออดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ท่าทางของเขาตอนนี้เหมือนก าลังโอ๋เด็ก
เฉียวยวี่หว่านได้ฟังแบบนี้ก็รู้สึกสบายใจ “คุณพูดแล้วนะ งั้นคุณต้องโพสต์ บ่อยๆ ด้วย”
“ผมพูดแล้ว” วันนี้ท่าทางของเฉิงฉีตงให้ความรู้สึกไม่ว่าเฉียวยวี่หว่านจะ ขออะไรเขารับปากให้ได้หมด
เฉียวยวี่หว่านเม้มปากพยักหน้า อยู่ๆ เธอก็นึกถึงค าพูดหนึ่ง ผู้ชายที่ยอมโพ สต์รูปคุณใช่ว่าเขาจะชอบคุณจริงๆ แต่ผู้ชายที่ไม่ยอมโพสต์รูปคุณจะต้องมี อะไรปิดบังแน่ๆ
อ้อ แต่เฉิงฉีตงของเธอคนนี้ไม่มีอะไรปิดบังแน่ๆ
*
เฉียวหลานซินนัดเฉียวยวี่หว่านมาที่ร้านสลัดแห่งหนึ่ง ที่นั่นเน้นขายแต่สลัด แต่เฉียวยวี่หว่านเป็นสัตว์กินเนื้อ เธอชอบกินเนื้อสัตว์ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เรื่อง นี้เฉียวหลานซินย่อมรู้ดีกว่าใคร แต่เฉียวหลานซินเป็นพวกมังสวิรัติ ไม่กิน เนื้อสัตว์ ร้านที่นัดกันในวันนี้เฉียวหลานซินเป็นคนก าหนดโดยไม่นึกถึงว่า เฉียวยวี่หว่านชอบกินอะไร
พอเฉียวยวี่หว่านรู้ว่าสถานที่นัดคือที่ไหนเธอก็อยากจะถามย้อนกลับว่า ท าไมไม่นึกถึงเธอบ้าง แต่ก็ได้แต่เก็บค าพูดนั้นไว้ในใจ อยากจะพูดอะไรเก็บ ไว้พูดต่อหน้าดีกว่า
นับตั้งแต่เฉียวยวี่หว่านกลับมาจากต่างประเทศเธอก็ยังปรับเรื่องเวลาไม่
ค่อยได้ วันนี้ที่ต้องมาพบเฉียวหลานซินเธอก็ไม่ได้แต่งหน้าออกมา หน้าตาดู อิดโรย ใส่เสื้อผ้าเป็นเดรสแบบสบายๆ หลวมๆ ตอนนี้ท้องเธอเริ่มชัดขึ้นแล้ว ไม่สามารถใส่เสื้อผ้ารัดรูปได้
เฉียวหลานซินมาสายครึ่งชั่วโมง พอเธอเดินเข้ามาในร้านเฉียวยวี่หว่านก็ลุก ขึ้นยืน ยิ้มพลางทักทายเธอ “สวัสดีค่ะแม่”
“นั่งสิ” สีหน้าของเฉียวหลานไม่ดูดีเหมือนเมื่อก่อน ดูเหน็ดเหนื่อย รู้ได้เลย ว่าคงผ่านเรื่องอะไรมาเยอะแยะ
เฉียวยวี่หว่านนั่งลง เฉียวหลานซินวางกระเป๋าของตัวเองลงแล้วมองหน้า เฉียวยวี่หว่าน “วันนี้ให้ลูกมาหาก็เรื่องน้องนั่นแหละ”
“แม่คะ ไม่ต้องเรียกเขาว่าน้องหนูหรอก หนูไม่นับว่าคนที่ใส่ร้ายหนูเป็น น้องสาวหรอกค่ะ” เฉียวยวี่หว่านจับแก้วน้ ามะนาวที่สั่งไว้ตอนมาแน่น ประโยคแรกที่เฉียวหลานซินพูดออกมาก็เริ่มท าให้เธอไม่พอใจ
“ตอนนี้ลูกก็ได้แชมป์มาแล้ว อีกอย่างแชมป์ปีนี้ก็ได้ผลตอบแทนมากกว่า ตอนนั้นที่หนงหนงได้อีก ลูกน่ะมาไกลกว่าหนงหนงขนาดนี้แล้วจะยอมน้อง หน่อยไม่ได้เหรอ” เฉียวหลานซินสูดลมหายใจเข้า เฉียวยวี่หว่านเห็นเส้น เลือดในตาเฉียวหลานซินก็รู้ได้ว่าเธอคงหลับไม่ค่อยสบาย “คดีของลุงลู่ก็ใกล้ จะเริ่มไต่สวนแล้ว แม่หวังว่าลูกคงไม่พูดอะไรแย่ๆ ตอนขึ้นศาลนะ ไม่อย่างนั้น……”
“ไม่อย่างนั้นลู่หงหยางคงโดนโทษหนักแน่ เขาคงต้องติดคุกนานกว่าเดิมใช่ ไหมคะ” เฉียวยวี่หว่านช่วยเติมประโยคให้ก่อนที่เฉียวหลานซินจะพูดจบ ไฟ
ที่อยู่ในใจเริ่มจะลุกโชนตอนนี้มันมาจุกอยู่ตรงล าคอของเธอแล้ว
“ใช่” เฉียวหลานซินไม่ปฏิเสธ ใบหน้ายามปกติที่จะเชิดๆ หน่อยวันนี้ยังคง เหมือนเดิม ต่อให้ขอบตาเริ่มแดง เฉียวยวี่หว่านรู้สึกว่าเฉียวหลานซินยังคง วางตัวนิ่ง ไม่ได้มีท่าทีเหมือนมาขอร้องเธอแต่อย่างใด
พนักงานมาเสิร์ฟสลัดพร้อมส้อมสองคันวางไว้ด้านหน้าเฉียวยวี่หว่านกับ เฉียวหลานซิน
เฉียวยวี่หว่านรับส้อมมาอยากจะคลุกสลัด แต่มือที่ก าส้อมไว้ก็หยุดชะงักอยู่ กลางอากาศ
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ขอบตาเริ่มมีน้ าใสๆ เอ่อคลอ แล้วน้ าตาก็ไหลลง มาอาบแก้ม
เฉียวยวี่หว่านวางส้อมลง เม้มริมฝีปากแล้วยิ้มเยาะพลางพูด “แม่คะ แม่ เป็นนักธุรกิจแม่น่าจะมีความคิดมากกว่าคนทั่วไป แต่ท าไมพอเรื่องของหนู แม่กลับมองข้ามไปล่ะคะ ถ้าเป็นคนปกติทั่วไปเขาจะยอมพูดช่วยคนที่จงใจ วางแผนฆ่าตัวเองในชั้นศาลเหรอคะ แม่ลองคิดดู”
ถึงแม้เฉียวยวี่หว่านจะพูดไปแบบนั้น แต่ในใจเธอก็รู้ดีว่าเฉียวหลานซินห่วง ชื่อเสียงตัวเองมากกว่าสิ่งใด
นับตั้งแต่เฉียวหลานซินแต่งเข้าตระกูลลู่ เธอก็กลายเป็นคนของบ้านนั้นไป โดยปริยาย ตระกูลลู่จะรุ่งเรืองหรือตกต่ าก็เกี่ยวพันถึงตัวเธอด้วย
ดังนั้นไม่ว่าสามีของเธอคนนี้จะดีหรือเลว เฉียวหลานซินก็ต้องช่วยให้ถึง
ที่สุด ไม่ใช่แค่ช่วยเพื่ออนาคตของลู่หงหยางเท่านั้น แต่มันก็เท่ากับช่วยตัว เธอเองและลูกสาวที่เธอรักสุดหัวใจด้วย
“ยวี่หว่าน ลูกก าลังจะเป็นแม่คนนะ ท าไมถึงไม่รู้จักโตสักที?!” เฉียวหลาน ซินเริ่มหน้าเครียด ใช้น้ าเสียงแข็งกระด้างต าหนิเฉียวยวี่หว่าน
“นั่นสิคะ หนูก าลังจะเป็นแม่คน ตอนนี้เด็กในท้องท าให้หนูรู้สึกว่าตัวเอง ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น มันท าให้หนูรู้ว่าหนูมีคนที่ต้องปกป้อง แม่อายุ ขนาดนี้แล้วท าไมไม่เคยดีกับหนูเลยล่ะคะ และก็เพราะหนูก าลังจะเป็นแม่คน มันเลยท าให้หนูยิ่งไม่เข้าใจว่า จริงๆ แล้วแม่คิดยังไงกันแน่?”
เฉียวยวี่หว่านได้ระบายเอาสิ่งที่เคยอยากถามออกมาหมดสิ้น เธอระเบิดมัน ออกมาหมดในคราวเดียว ไฟโทสะที่มาจุกตรงล าคอเหมือนลูกธนูที่อยู่บนคัน ศรพร้อมจะยิงออกไปได้ทุกเมื่อ
อารมณ์ของเฉียวหลานซินเริ่มอ่อนไหวเพราะเฉียวยวี่หว่าน เธอสูดลม หายใจเข้าลึกๆ เหมือนใช้ก าลังทั้งหมดที่มีในร่างกาย
“เพราะฉันรู้สึกมาตลอดว่าแกเป็นตัวถ่วง”
เฉียวยวี่หว่านกลั้นน้ าตาไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว มันค่อยๆ ไหลออกมาจาก ดวงตาที่แสนปวดร้าว เธอรู้สึกว่าน้ าตามันร้อนท าให้รู้สึกไม่ค่อยสบายนัก ใน ที่สุดเธอก็ได้ค าตอบที่ตัวเองต้องการ ได้รู้ว่าปัญหาที่มันคาราคาซังมาหลายปี สาเหตุมันคืออะไร
ตอนนี้เธอเข้าใจมันทั้งหมดแล้ว
ตัวถ่วง
“เข้าใจแล้วค่ะ” เฉียวยวี่หว่านลุกขึ้น เธอไม่ได้เช็ดน้ าตาออก แต่รีบหยิบ กระเป๋าที่อยู่ข้างตัวเตรียมจะเดินออกไป
“จะไปแล้วเหรอ?” เฉียวหลานซินตะโกนเรียกเฉียวยวี่หว่าน ความหมายคือ เธอยังพูดไม่จบ จะเดินจากไปอย่างนี้ได้อย่างไร
“ค่ะ จะไปแล้ว หนูจะรีบกลับไปปรึกษากับทนายว่าจะให้การกับศาลยังไงดี ศาลจะได้ตัดสินคดีได้ง่ายๆ หนูจะกลับไปคิดหาวิธีให้พวกเขาได้ชดเชยความ ทุกข์ที่หนูต้องทนอยู่ในคุก ให้ลูกสาวคนเล็กของแม่ได้ลิ้มลองรสชาติในนั้น บ้าง ไปอยู่เป็นเพื่อนพ่อเขา”
ใบหน้าของเฉียวยวี่หว่านไม่มีรอยยิ้มเลยแม้แต่นิดเดียว เธอหันตัวกลับไป น้ าตาไหลลงมาไม่หยุด นับตั้งแต่ได้รู้จักกับเฉิงฉีตงมา นี่เป็นครั้งแรกที่เธอ รู้สึกว่าใครก็ช่วยไม่ได้……
เธอรู้ดีว่าต้องท าอย่างไรถึงจะแทงใจด าของเฉียวหลานซินได้ จึงได้จงใจพูด สิ่งเหล่านี้ออกมา ตอนนี้ในสมองของเฉียวหลานซินคงคงมีแต่คลื่นลูกใหญ่ซัด เข้าหา
เฉียวยวี่หว่านเดินไปได้สองสามก้าวก็หยุดฝีเท้าลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันไปมองเฉียวหลานซิน “แล้วก็ หนูเกลียดสลัดมากที่สุดเลยค่ะ”
เธอรีบสาวเท้าเดินออกจากร้านอาหาร แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายก็คือ เฉียวหลานซินรีบตามเธอออกมา
การวิ่งตามคนอื่นไม่ใช่นิสัยของเฉียวหลานซิน ยิ่งไปกว่านั้นคือการวิ่งตาม ลูกสาวตัวเอง หากเป็นตอนปกติเฉียวหลานซินคงไม่ท าเรื่องแบบนี้ สถานการณ์มันบังคับให้เธอต้องท า……
“ยวี่หว่าน ถือซะว่าแม่ขอร้องนะ อะไรที่แม่เคยติดค้างไว้แม่จะชดเชยให้” เฉียวหลานซินรีบเปิดประตูวิ่งตามเฉียวยวี่หว่านออกมา แล้วยื่นมือไปคว้า แขนของเฉียวยวี่หว่านไว้ไม่ให้เธอไป “ช่วยแม่หน่อยได้ไหม ยังไงหนงหนง สายเลือดเดียวกันกับลูก ลูกสาวแม่เคยติดคุกไปคนหนึ่งแล้ว แม่ไม่อยากให้มี คนที่สอง……”
พอเฉียวยวี่หว่านได้ฟังค านี้ หัวใจเธอรู้สึกด้านชา
เธอหันกลับไป “แม่ ส าหรับแม่น่ะลูกคนไหนก็คงจะเป็นแค่ครึ่งหนึ่งของชีวิต แม่ แต่ส าหรับหนูนี่มันชีวิตหนูทั้งชีวิต แม่ไม่อยากให้ลู่อี้หนงติดคุก หนูก็ไม่ อยากให้ตัวเองติดคุกเหมือนกัน”
เฉียวยวี่หว่านพูดจบก็อยากสะบัดตัวเดินหนี แต่แขนของเธอถูกเฉียวหลาน ซินจับไว้แน่นมาก
วินาทีถัดมาก็มีมือคู่หนึ่งมาดึงข้อมือของเฉียวหลานซินแล้วสะบัดออก
เฉียวหลานซินตกใจมาก พอหันไปสบตากับเจ้าของมือคู่นั้นแววตาเธอก็ ปรากฏความร้อนตัวขึ้นมา