เล่ห์ร้ายพิชิตรัก - ตอนที่ 405 เธอพูดออกมาเบาๆ อยากจะอธิบายถึงความบริสุทธิ์ของตัวเอง
จี้ซ่าวไม่สนใจเรื่องชีวิตยามราตรีของกู้เหอ แต่เท่าที่เขารู้กู้เหอไม่ได้ใช้ชีวิต
ยามราตรีสักเท่าไร
“ครับ” เขาตอบแล้วเดินเข้าไปในห้องรับแขก
จี้ซ่าวอาบน้ าเสร็จก็เอาผ้าขนหนูเช็ดผมที่เปียกชื้นของตัวเองแล้วเดินไปอ่าน
หนังสือที่ห้องหนังสือ ช่วงนี้เขามีสอบ ก่อนหน้านี้เฉิงฉีตงแซวเขาว่าเรียนจบ
มาตั้งนานแล้วยังมีสอบเหมือนพวกเด็กมัธยมอยู่อีก
จี้ซ่าวเป็นคนเลือกเรียนหมอเอง ทั้งๆ ที่จี้หยวนหางและจี้เจี๋ยไม่สนับสนุน
แต่สำหรับเขาแล้วเรื่องนี้ไม่เป็นปัญหา เพราะแต่ไหนแต่ไรเขาก็เป็นพวกคิด
เองทำเองอยู่แล้ว
เขาเช็ดผมพลางหยิบปากกาหมึกซึมมาจดบันทึก
ทันใดนั้นโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เป็นเฉิงฉีตงที่โทรมาหาเขา จี้ซ่าวเม้มริม
ฝีปาก เฉิงฉีตงแอบไปเที่ยวมัลดีฟโดยไม่บอกเขาสักคำ ทำให้เขาที่ปีหนึ่งแทบ
ไม่มีวันหยุดอิจฉาแทบตาย
หากเขาอยากจะหาวันหยุดนับเป็นเรื่องที่ยากมาก
จี้ซ่าวกดปุ่มรับโทรศัพท์
“ฮัลโหล พ่อฟักน้อย มีเวลาคิดถึงพี่ชายคนนี้แล้วเหรอ” จี้ซ่าวแซวเฉิงฉีตง
เขาเอาปากกาในมือโยนเข้าไปในกองหนังสือใกล้ๆ ตรงหน้า แล้วนั่งพิงพนัก
เก้าอี้พลางหัวเราะ
เขาเอาผ้าขนหนูเช็ดผมที่ยังคงมีหยดน้ าเกาะอยู่
“คนขับรถที่บ้านหกล้มขาหักมารับพวกฉันที่สนามบินไม่ได้ นายมารับหน่อย
ฉันให้เวลาครึ่งชั่วโมง” น้ าเสียงของเฉิงฉีตงเหมือนตอนเด็กๆ ไม่มีผิด มัน
แฝงไปด้วยการสั่ง
ถึงจี้ซ่าวจะบอกว่าตัวเองเป็นพี่ชาย แต่ในความเป็นจริงเขาโดนเฉิงฉีตง
ควบคุมตั้งแต่เด็กๆ แล้ว
“นี่ ตอนนี้มันสี่ทุ่มแล้วนะ ฉันต้องท่องหนังสือด้วย” จี้ซ่าวอยากจะขัดขืน
ถึงจะรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ก็ตาม “คนขับรถขาหักแล้วทำไมนายไม่ให้ลู่เฉิน
ไปรับล่ะ ลู่เฉินเป็นผู้ช่วยพิเศษนายนี่ ควรจะช่วยนายจัดการได้ทุกเรื่อง”
จี้ซ่าวใช้น้ าเสียงกวนๆ ตอบกลับ ถ้าเกิดลู่เฉินรู้ว่าจี้ซ่าวพูดแบบนี้ล่ะก็คง
โกรธตาย เพราะตอนนี้ลู่เฉินเข้านอนไปแล้ว……
“ท่องหนังสืออะไร” เฉียวยวี่หว่านแย่งโทรศัพท์มาจากในมือของเฉิงฉีตง
หัวเราะพลางพูดกับจี้ซ่าว “คุณชายรองแห่งตระกูลจี้ยังต้องการตำแหน่ง
อะไรอีกคะ ช่างมันเถอะ ทำไมจะต้องทำให้ตัวเองลำบากอีก”
เฉียวยวี่หว่านขยิบตาให้เฉิงฉีตงที่อยู่ข้างๆ พวกเธอเพิ่งจะรู้ว่าคนขับรถขา
หักก็เมื่อตอนที่เพิ่งลงจากเครื่องบินเมื่อครู่
เพราะว่าสัมภาระเยอะและเพลียจากการเดินทางจึงไม่อยากเรียกรถโดยสาร
กลับบ้าน
ก่อนหน้านี้ได้ติดต่อลู่เฉิน แต่คาดว่าช่วงนี้เขาคงงานยุ่งมากเพราะเฉิงฉีตงไม่
อยู่ จึงนอนไปแล้วตอนนี้
แทบจะเป็นเวลาเดียวกันที่เฉียวยวี่หว่านและเฉิงฉีตงนึกถึงคนๆ เดียวกัน
ขึ้นมานั่นก็คือ จี้ซ่าว
จี้ซ่าวพอได้ฟังเฉียวยวี่หว่านพูดก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ยวี๋หวาน
น้อย แนะนำบรรดาพี่สาวน้องสาวของเธอให้ฉันรู้จักสิเดี๋ยวจะไปรับเลย”
“พี่น้องของฉันก็คือซานซานกับกู้เหอ คนหนึ่งเป็นแม่คนไปแล้ว ส่วนอีกคนก็
เป็นแม่เลี้ยงคุณ คุณยุ่งไม่ได้เลยสักคน” เฉียวยวี่ทำหน้านิ่วพลางพูดไปตาม
ความจริง
จี้ซ่าวรู้สึกจนปัญญา เขาสวมเสื้อยืดแล้วหยิบกุญแจรถเดินออกจากบ้านไป
ถึงปากเขาจะบอกว่าไม่ไปรับเฉิงฉีตง แต่ก็แค่พูดส่งๆ เท่านั้น เขาจะทิ้งเฉิงฉี
ตงไปได้ยังไง
เพื่อนซี้ตั้งแต่เด็กจัดอยู่ในประเภทที่ว่าปากพูดว่าอยากจะให้อีกฝ่าย “ตาย”
แต่ในใจกลับเป็นคนที่ใจอ่อนที่สุด
*
ในบรรดารถที่จอดอยู่ในโรงจอด จี้ซ่าวเลือกขับรถแวนเพื่อที่จะได้ใส่
สัมภาระของเฉิงฉีตงได้
จี้ซ่าวรู้สึกเบื่อที่ต้องขับไปสนามบินคนเดียว ไม่รู้ว่าทำไมวันนี้ไฟแดงถึงได้
เยอะนัก
เขาติดไฟแดงอีกแล้ว คราวนี้ 120 วินาที เขาเบื่อจนต้องมองออกไปข้าง
นอก จี้ซ่าวเห็นตรงประตูคลับข้างทางมีผู้ชายกลุ่มหนึ่งกำลังล้อมรอบผู้หญิง
คนหนึ่งอยู่ เขาหรี่ตามอง
เพราะเขารู้สึกว่าหลังของผู้หญิงคนนั้นดูคุ้นตา
พอผู้หญิงคนนั้นหันหน้ามาจี้ซ่าวจึงเห็นใบหน้าชัดเจนว่านั่นคือ กู้เหอ
ทันใดนั้นสีหน้าเขาก็เปลี่ยนเป็นถมึงทึง
ผู้ชายกลุ่มนั้นกำลังส่งเสียงหัวเราะอยู่ข้างๆ กู้เหอ แค่ดูก็รู้แล้วว่าพวกเขา
เมา กู้เหอเหมือนกำลังบอกให้ผู้ช่วยที่เป็นผู้ชายกันผู้ชายกลุ่มนี้ให้ออกห่าง
แต่ผู้ชายที่พอเห็นสาวๆ สวยๆ ก็มักจะอยากเข้าใกล้ พวกเขาค่อยๆ เข้าหากู้
เหอทีละคนๆ
กู้เหอค่อยๆ ถอยห่าง แต่ดูก็รู้ว่าเธอกำลังเสียเปรียบ เหตุการณ์นี้อยู่ใน
สายตาของจี้ซ่าว เขารู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไร
กู้เหอยืนอยู่ที่เดิม จากมุมที่จี้ซ่าวมองอยู่ สีหน้าของกู้เหอยังคงนิ่งเหมือน
ตอนปกติ ไม่มีการแสดงอารมณ์โกรธออกมา
จี้ซ่าวไม่เข้าใจ โดนรังแกขนาดนี้ยังไม่มีอารมณ์โกรธอีกเหรอ ถ้าเขาอยู่ตรง
นั้นคงทนไม่ไหวแน่นอน
เสียงบีบแตรดังมาจากข้างหลังรถ ขัดจังหวะของจี้ซ่าวที่กำลังมองดู
เหตุการณ์อยู่
จี้ซ่าวทำหน้านิ่ว พลางเหยียบคันเร่งขับรถออกไป
*
พอจี้ซ่าวส่งเฉิงฉีตงกับเฉียวยวี่หว่านเสร็จเขาก็ตรงกลับบ้านเลย
พอเขาถึงบ้านก็พอดีกับที่กู้เหอเพิ่งจะกลับมา รถของเธอจอดอยู่ในโรงรถแต่
ยังไม่ได้ดับเครื่อง
จี้ซ่าวลงจากรถแล้วตรงเข้าไปในห้องรับแขกทันที โดยไม่ได้สนใจรถของกู้
เหอเลย
พ่อบ้านเห็นจี้ซ่าวกับกู้เหอกลับมาในเวลาไล่เลี่ยกัน เขาเดินไปหากู้เหอ
“คุณนาย กลับมาแล้วเหรอครับ”
“อืม” สายตาของกู้เหอเหลือบไปมองหลังของจี้ซ่าว ไม่รู้ว่าเธอคิดไปเอง
หรือเปล่า เธอรู้สึกว่าวันนี้เขาดูอารมณ์ไม่ดีเป็นพิเศษ
แต่กลับมาคิดดูดีๆ เธอจะกังวลทำไม จี้ซ่าวจะอารมณ์ดีไม่ดีก็ไม่เกี่ยวอะไร
กับเธอ
“เมื่อครู่คุณชายรองถามว่าคุณนายไปไหนด้วยครับ ผมบอกว่าคุณกลับ
มาแล้วก็ออกไปแล้ว” พ่อบ้านก็รู้สึกว่าวันนี้จี้ซ่าวดูแปลกๆ คิดว่าตัวเอง
อาจจะพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า เขาจึงถามกู้เหอดู
“เขาถามเรื่องฉันกับลุงเหรอ”
กู้เหอถามกลับ เธอรู้สึกว่าเกินความ
คาดหมาย
เธอคิดไม่ถึงว่าจี้ซ่าวจะถามเรื่องเกี่ยวกับตัวเธอ เพราะก่อนหน้านี้เขาไม่ใช่
คนที่จะมาสนใจเรื่องของเธอ เธอยังคิดว่าตัวเองคิดมากไปด้วยซ้ า แต่ช่วงนี้จี้
ซ่าวเหมือนจะเริ่มอยากรู้ความเป็นไปของเธอ โดยเฉพาะตอนนี้
กู้เหอไม่รู้ว่าช่วงนี้ตัวเองทำอะไรผิดไป หรือเป็นจี้ซ่าวเองที่ประสาทเริ่มมี
ปัญหา
“ครับ” พ่อบ้านพยักหน้า “ตอนที่กลับมาจากโรงพยาบาลยังดูอารมณ์ดีๆ
อยู่เลย แต่พอเมื่อครู่ออกไปรับเพื่อนสมัยเด็กที่สนามบิน กลับมาก็ใบหน้าบูด
บึ้ง”
รับเพื่อนสมัยเด็กเหรอ นอกเฉิงฉีตงแล้วจะเป็นใครไปได้ล่ะ
“เข้าใจแล้วค่ะ” กู้เหอพยักหน้า เธอถือกระเป๋าแล้วเดินเข้าห้องรับแขกไป
พอเข้าไปในห้องรับแขก เธอก็เห็นจี้ซ่าวนั่งอยู่ก่อนแล้วเหมือนกำลังรอเธอ
อยู่
จี้ซ่าวมีรูปร่างสูงโปร่ง และอาจเป็นเพราะตอนนี้ดึกมากแล้ว การที่เขาสวม
ชุดลำลองง่ายๆ อยู่บ้านมันจึงทำให้ดูสบายๆ ลุคของจี้ซ่าวให้ความรู้สึกแบบ
นั้น คล้ายๆ กับพวกลูกคุณหนูที่เรียนไม่เก่ง แต่ในความจริงแล้วฉลาดเป็น
กรด
มันยิ่งทำให้ดูมีเสน่ห์
“อะไรอีกล่ะ” กู้เหอวางกระเป๋าลง เธอเพิ่งกลับมาจากร้านเหล้า ตอนนี้
สภาพร่างกายเธอเหมือนคนเพิ่งไปสังสรรค์มา เธอดื่มเหล้าไปไม่น้อย เมื่อครู่
ก็จ้างให้คนขับมาส่ง น้ าเสียงที่เธอว่า “อะไรอีกล่ะ” มันเหมือนกับผู้ใหญ่ใช้
พูดกับผู้น้อยเวลารู้สึกรำคาญใจ มันทำให้จี้ซ่าวไม่พอใจ
จี้ซ่าวได้ฟังก็ไม่สบอารมณ์ เขาเกลียดที่สุดก็ตอนที่กู้เหอใช้ท่าทางแบบนี้พูด
กับเขา ทั้งๆ ที่อายุก็ต่างกันไม่มาก
จี้ซ่าวขยับเข้าไปใกล้เธอ กู้เหอขมวดคิ้ว ไม่ชอบที่เขาเข้ามาใกล้
ตอนที่เธอหันตัวเตรียมจะขึ้นชั้นบน จี้ซ่าวกลับมาขวางไว้ ขาของเขายาว
การจะขวางทางคนอื่นเป็นเรื่องที่ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
จี้ซ่าวโน้มตัวลงไปแล้วทำท่าดม เขากำลังดมกลิ่นบนตัวของกู้เหอ
“ดื่มเหล้ามาเหรอ”
“ฉันไม่จำเป็นต้องรายงานคุณว่าไปไหนมา” กู้เหอไม่ชอบเวลาที่จี้ซ่าวทำตัว
จู้จี้กับเธอ เพราะเธอเป็นผู้ใหญ่กว่าชัดๆ คนที่จะทำแบบนั้นควรเป็นเธอ
มากกว่า
แต่ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าจี้ซ่าวอารมณ์ไม่ดีเอามากๆ กู้เหอเองก็ไม่อยากทำให้
เรื่องไปกันใหญ่ เธอจึงพูดต่อ “วันนี้ฉันไม่ได้เข้าบริษัท ตอนเย็นออกไปเป็น
เพื่อนลูกค้า”
“ลูกค้าผู้ชายหรือผู้หญิง” จี้ซ่าวถามต่อ น้ าเสียงออกกวนๆ หน่อย
“ลูกค้าที่ร่วมงานกับบริษัทเรา ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง” กู้เหออยากใช้ข้อมูลนี้
อุดปากจี้ซ่าว “แต่คุณวางใจได้ ฉันไม่วางตัวไม่งามกับลูกค้าแน่ๆ
ความสัมพันธ์แบบที่คุณว่าเมื่อเช้าน่ะ”
“จะรับประกันได้ไง คุณอาจจะใช้ข้ออ้างว่าไปพบลูกค้าก็ได้ แล้วก็ขึ้นเตียง
คุยธุรกิจกัน ผมจะไปรู้ได้ไงล่ะ” จี้ซ่าวยังคงไม่ปล่อยกู้เหอไป
กู้เหอได้ฟังก็รู้สึกเหมือนจี้ซ่าวกำลังดูถูก แต่เธอเลือกที่จะกลืนคำพูดลงไป
ได้แต่บอกตัวเองในใจว่าให้มองจี้ซ่าวเป็นคนที่เด็กกว่า เขาก็แค่เด็กคนหนึ่ง
เธอไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเด็กที่ไม่รู้จักโต
“ฉันไม่ใช่คนแบบนั้น” เธอพูดออกมาเบาๆ อยากจะอธิบายถึงความบริสุทธิ์
ของตัวเอง
“คุณไม่ใช่คนแบบนั้นผมจะไปรู้ได้ยังไง ผมแค่เชื่อในสิ่งที่ผมเห็น รู้แต่ว่าคุณ
ทุ่มหมดตัวมาแต่งกับพ่อผม ทำลายครอบครัวของผม” จี้ซ่าวเข้าใกล้เธอมาก
ขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นฮอร์โมนบนตัวเขามันก็ยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน
กู้เหอเงยหน้ามองตาของจี้ซ่าว เธอจ้องโดยไม่วางตา
เธอรู้ดีว่าตัวเธอเหมือนเป็นปมที่ค้างคาในใจของเขา
จี้ซ่าวเป็นคนที่
ละเอียดอ่อนในด้านความรู้สึก ถึงแม้ว่าภายนอกจะดูเหมือนไม่แคร์อะไร แต่
ความรู้สึกในใจมันซับซ้อนมาก
เรื่องบางเรื่องใช้คำพูดอธิบายออกมาก็ยังไม่กระจ่าง หลายครั้งที่กู้เหอจึง
เลือกที่จะเงียบแทน
แต่ครั้งนี้เธอกลับเลือกที่จะพูดอธิบายออกมา “ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ แต่
ฉันไม่ได้ทำลายครอบครัวคุณแน่นอน”
“พูดโกหกหน้าตายใครก็ทำได้” ปมในใจของจี้ซ่าวตอนนี้ เขาคงไม่ปล่อยกู้
เหอไปง่ายๆ
“ฉันง่วงแล้ว อยากนอน” กู้เหออยากขึ้นข้างบน ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับจี้
ซ่าวอีก เมื่อช่วงบ่ายก็เปลืองพลังงานทะเลาะกันที่โรงพยาบาลไปรอบหนึ่ง
แล้ว ถ้าเป็นไปได้เธออยากจะไม่เจอหน้าจี้ซ่าวสักหลายๆ เดือนจะเป็นการดี
ที่สุด
“กินเหล้ากับผู้ชายมาจนเหนื่อยเลยอยากนอนงั้นเหรอ” วันนี้อารมณ์โกรธ
ของจี้ซ่าวมีมากเป็นพิเศษ เพราะทั้งเรื่องที่โรงพยาบาลและเรื่องเมื่อครู่ที่คลับ
“จี้ซ่าว พูดจาให้ดีๆ หน่อย”กู้เหอพูดออกมาอย่างเย็นชา คิ้วที่เคยทำให้
ใบหน้าดูอ่อนโยน เวลานี้กลับถูกขมวดเข้าหากัน
“อยากให้ผมพูดจาดีๆ งั้นเหรอ ต่อไปก็อย่าไปกินเหล้ากับพวกลูกค้าผู้ชาย
พวกนั้นสิ” คำพูดของจี้ซ่าวเหมือนเป็นการออกคำสั่ง ทำให้คนฟังอาจจะ
รู้สึกแปลกๆ
เพราะลักษณะความสัมพันธ์ของทั้งคู่……
กู้เหอพอได้ฟังก็มีอาการตกใจเล็กน้อย แต่เธอไม่ได้คิดอะไรเป็นอื่น เธอแค่
เม้มริมฝีปากพลางพูด “งั้นคุณจะไปแทนไหมล่ะ”
“พนักงานในบริษัทตั้งเยอะแยะ ระดับผู้บริหารก็มีตั้งมากมาย ทำไมต้องเป็น
คุณล่ะ” น้ าเสียงของเขาเหมือนกำลังพยายามต้อนกู้เหอ
กู้เหอสูดลมหายใจเข้าเล็กน้อย ปีกจมูกน้อยๆ ของเธอเริ่มฟุดฟิด ยังไงเสีย
เธอก็เป็นผู้หญิง มาถูกว่าแบบนี้ย่อมรู้สึกไม่สบายใจและน้อยใจเป็นธรรมดา
“ลูกค้าสำคัญ ฉันไม่ไว้ใจให้คนอื่นไปคุย เหตุผลแค่นี้พอไหม ฉันง่วงแล้ว
จริงๆ หลบหน่อย” กู้เหอยื่นมือไปผลักเขาออกแล้วเดินขึ้นบันไดไปโดยไม่หัน
หน้ากลับมามอง
จี้ซ่าวยังคงยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าบอกบุญไม่รับ
*
วันต่อมา
จี้ซ่าวเพิ่งเสร็จจากการตรวจคนไข้ตามห้อง เมื่อคืนเขาหลับไม่ค่อยสบายนัก
วันนี้จึงรู้สึกไม่ค่อยสดชื่น แต่อาชีพหมอก็เป็นแบบนี้ ไม่ว่าคุณจะพักผ่อนมา
เต็มที่หรือไม่ แต่ก็ยังต้องทำสมองให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
หลังจากกลับมาจากเยี่ยมคนไข้ตามตึกแล้วเขาก็ต้องมาเริ่มตรวจคนไข้ทั่วไป
แต่ละวันมีคนไข้มาลงทะเบียนให้เขาตรวจเป็นจำนวนมาก บัตรคิวล้วนแต่
ถูกแย่งหมดก่อนตั้งแต่เปิดให้จองล่วงหน้า ดังนั้นปริมาณงานแต่ละวันของ
เขาจึงเยอะมาก
“เชิญเข้ามา” จี้ซ่าวกำลังก้มหน้าเขียนข้อมูลผู้ป่วย เสียงรองเท้าส้นสูงดัง
มาจากประตู เสียงฝีเท้าไม่หนักเพราะเป็นเสียงเท้าของผู้หญิง
ผู้หญิงคนนี้นั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ด้านหน้าโต๊ะทำงานของจี้ซ่าว เขาพูดโดยไม่
เงยหน้าขึ้นมอง “ไม่สบายตรงไหนครับ”
ทันใดนั้นผู้หญิงคนนี้ก็วางมือลงบนโต๊ะทำงานของเขา พร้อมกับยิ้มเล็กน้อย
“อาซ่าว คุณจะหลบหน้าฉันไปถึงไหนคะ”
จี้ซ่าวขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาหยุดเขียนแล้วเงยหน้ามองผู้หญิงตรงหน้า
พอเขาเห็นหน้าอี้ซิง ก็รู้สึกหงุดหงิดใจเล็กน้อย
“ที่นี่โรงพยาบาลนะ”
“ฉันรู้ค่ะ ฉันลงทะเบียนแล้วถึงเข้ามา” อี้ซิงหัวเราะเล็กน้อย
ช่วงที่ผ่านมาเธอติดต่อจี้ซ่าวไม่ได้เลย บางครั้งเขาก็งานยุ่งจริงๆ แต่พอเขา
มีว่างก็เหมือนว่าจะไม่มีเวลาเจอเธอ ดังนั้นอี้ซิงจึงมาหาเขาที่โรงพยาบาล
“โรงพยาบาลไม่ใช่ที่ที่จะมาพลอดรัก มีธุระอะไรก็รอผมพักกลางวันค่อยคุย
กัน” จี้ซ่าวแบ่งแยกชัดเจนระหว่างเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงาน
เขาไม่ใช่คนที่ไม่จริงจังกับงาน
ตอนที่ 406 ซ่งฉางเฟิง
“แล้วถ้าพักกลางวันคุณก็ยุ่งจะทำไงล่ะคะ” อี้ซิงหน้านิ่ว เหมือนกับกังวลว่า
เขาจะหายไป
สีหน้าจี้ซ่าวเคร่งขรึมกว่าเดิม เขาวางปากกาหมึกซึมในมือลง พอเขาเงย
หน้ามองอี้ซิงเธอถึงกับผงะเล็กน้อย
“ทำไมคะ ฉันแค่มาหาคุณที่โรงพยาบาล ต้องทำหน้าดุขนาดนี้ด้วยเหรอ”อี้
ซิงพูดด้วยความน้อยใจ ดวงตากลมสวยของเธอมีน้ าตาคลออยู่ ถึงปากจะ
พูดอย่างไม่พอใจ แต่ในใจนั้นกำลังงอนเขา
“คุณก็รู้ว่าที่นี่คือโรงพยาบาลงั้นเหรอ” ท่าทางของจี้ซ่าวเริ่มไม่สุภาพ “ยังมี
คนไข้รออยู่อีกเยอะ คิดเอานะว่าอะไรสำคัญกว่าระหว่างคุณมานั่งมองผมกับ
การที่ผมได้ตรวจพวกเขา”
“แล้วทำไมต้องดุด้วยล่ะคะ ถ้าไม่ใช่เพราะหลายวันมานี้คุณไม่สนใจฉัน ฉัน
ก็คงไม่ต้องเอาบัตรคิวแล้วมาโรงพยาบาลแบบนี้หรอก”
อี้ซิงพูดอย่าง
เย่อหยิ่ง “บอกมาสิคะ คุณมีหญิงอื่นใช่ไหม”
“ออกไป” จี้ซ่าวรู้สึกปวดหัว แต่ไหนแต่ไรเขาเอาผู้หญิงทุกคนอยู่หมัด ไม่
เคยรู้สึกว่าผู้หญิงนั้นน่ารำคาญ นี่เป็นครั้งแรก หากผู้หญิงคนนั้นเข้ามา
ยุ่มย่ามการทำงานของเขาล่ะก็ ต่อให้เขาจะชอบแค่ไหนก็ไม่อาจจะปฏิบัติดี
ด้วยแน่นอน
“คุณไม่บอกใช่ไหม ถ้าไม่บอกฉันจะไปหากู้เหอ ไปถามให้รู้ว่าคุณพาสาวอื่น
เข้าบ้านหรือเปล่า” อี้ซิงคิดว่ากู้เหออาศัยอยู่ชายคาเดียวกันกับจี้ซ่าว คงจะรู้
เรื่องอะไรบ้างเกี่ยวกับเขาไม่มากก็น้อย ดังนั้นเธอจึงเอาชื่อกู้เหอมาขู่
พอจี้ซ่าวได้ยินว่าอี้ซิงจะลากกู้เหอเข้ามาเกี่ยวข้อง สีหน้าของเขาก็ขรึมลง
มากกว่าเดิม ดวงตาดำขลับของเขาจ้องอี้ซิงด้วยความเย็นชา
เดิมทีอี้ซิงอยากจะพูดอะไรต่อ แต่พอเห็นสีหน้าดุดันของจี้ซ่าวแล้ว เธอก็ไม่
กล้าพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว……
เธอไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรทำให้เขาไม่พอใจตรงไหน หรือจะเป็นกู้เหอ
ใช่แน่ๆ……กู้เหอถือเป็นแม่เลี้ยงของเขา จี้ซ่าวต้องเกลียดกู้เหอเข้ากระดูก
ดำแน่ๆ บนโลกนี้จะมีลูกเลี้ยงสักกี่คนที่เข้ากับแม่เลี้ยงได้ดี
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังเป็น “แม่ลูก” ที่อายุใกล้เคียงกันอีกด้วย
อี้ซิงคิดว่าตัวเองเดาถูก ดังนั้นจึงไม่กล้ากระตุกหนวดเสืออีก วันนี้ไปก่อน
ดีกว่ารอจี้ซ่าวว่างเมื่อไรค่อยมาหาใหม่
“งั้นฉันไปก่อนนะคะ เดี๋ยวจะไปซื้อของโปรดคุณมาให้แล้วเรามากินกลางวัน
ด้วยกันนะคะ” อี้ซิงยิ้มพลางพูด
“คุณไม่มีการมีงานเหรอ” อยู่ๆ จี้ซ่าวก็พูดขึ้นมา เขาเงยหน้ามองอี้ซิงแวบ
หนึ่ง
อี้ซิงชะงักไป สักพักก็ยิ้มออกมา “ฉันไม่ทำงานค่ะ”
“งั้นก็ไปหาอะไรทำซะนะ ไม่ต้องมาหมุนรอบตัวผมทั้งวัน” ผู้หญิงแบบที่จี้
ซ่าวไม่ชอบที่สุดก็คือ ผู้หญิงที่ชอบทำตัวติดหนึบ
ผู้หญิงที่ทำตัวแบบนี้ก็เหมือนกับตังเม กินลงไปคำแรกก็รู้สึกหอมหวาน แต่
พอกินไปหลายๆ คำก็เลี่ยน เลี่ยนเสียจนฟันแทบจะติดกันจนเคี้ยวต่อไปไม่
ไหว
จี้ซ่าวไม่ชอบผู้หญิงแบบนี้ และผู้ชายส่วนใหญ่ก็คงไม่ชอบเช่นกัน
“อ้อ……” อี้ซิงรู้สึกไม่พอใจนิดหน่อย แต่ก็รับคำเขาอย่างว่าง่าย
เธอรู้สึกว่ากว่าเธอจะหาคนที่ทำให้ใจเธอเต้นแรงแบบจี้ซ่าวนั้นไม่ง่าย อีกทั้ง
เขายังเป็นคนสมบูรณ์แบบในทุกๆด้าน เธอจึงไม่อยากปล่อยเขาไปง่ายๆ
แบบนี้
การเชื่อฟังเขาจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ
*
อี้ซิงออกมาจากห้องทำงานของจี้ซ่าว เธอคิดอะไรอยู่ตรงทางเดินสักพักก็
หยิบโทรศัพท์ออกมาโทรหากู้เหอ
เวลาผ่านไปสักพักกู้เหอถึงรับโทรศัพท์
“ฮัลโหลกู้เหอ ยุ่งขนาดไม่มีเวลารับโทรศัพท์ฉันเลยเหรอ” อี้ซิงรู้ว่ากู้เหอ
งานยุ่งมากๆ จึงจงใจแซวเธอเล่น
กู้เหอเอาโทรศัพท์แนบกับไหล่พลางคุยกับอี้ซิง มือข้างหนึ่งถือปากกา ส่วน
มืออีกข้างกำลังจับเอกสารเพื่อเซ็นต์ชื่อ
พนักงานระดับสูงที่อยู่ข้างๆ กำลังถือเอกสารอีกสองชุดเพื่อรอเธอเซ็นชื่อ
“อืม ช่วงนี้ยุ่งมาก” กู้เหอกวาดสายตาเร็วๆ มองเอกสารภาษาอังกฤษ
ตรงหน้า เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย เพราะเห็นว่ามีส่วนที่ต้องแก้หลายจุด
“งั้นฉันไปหาที่บริษัทละกัน” อี้ซิงยิ้มพลางพูด “ฉันอยากไปกินข้าวกลางวัน
ด้วย จะได้ถือโอกาสถามอะไรหน่อย”
กู้เหอชะงักลง พอได้ยินอี้ซิงพูดแบบนี้เธอก็พอเดาอะไรบางอย่างได้
เธอรู้ว่าอี้ซิงจะต้องถามเรื่องเกี่ยวกับจี้ซ่าวแน่นอน
กู้เหออยากจะปฏิเสธ แต่เสียงในใจส่วนหนึ่งก็อยากรู้เรื่องราวระหว่างอี้ซิง
กับจี้ซ่าว
กู้เหอคิดว่าเป็นเพราะตัวเองไม่อยากให้อี้ซิงถูกจี้ซ่าวหลอก เธอถึงได้อยากรู้
เรื่องราวของพวกเขา คิดได้ดังนั้นเธอก็พยักหน้า “อืม อีกครึ่งชั่วโมงฉันพัก
เธอเข้ามาสิ เดี๋ยวฉันโทรสั่งข้าวมากินที่ห้องทำงาน”
“ได้เลย”
กู้เหอวางสาย แล้วโยนโทรศัพท์ไปไว้มุมหนึ่งของโต๊ะทำงาน
เธอจับปากกาแล้วเริ่มลากเส้นใต้ข้อความในเอกสาร “ข้อความพวกนี้ตัดทิ้ง
ให้หมด มันไม่เหมาะ แล้วก็ตรงนี้ต้องแก้”
“เข้าใจแล้ว” ผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ กู้เหอตอบรับพร้อมพยักหน้า แล้วเก็บ
เอกสารไป
กู้เหอพยักหน้า เธอวางปากกาลงแล้วหยิบแก้วน้ าขึ้นมา แต่ก็พบว่าไม่มีน้ า
เหลืออยู่ในแก้วเลย
เพราะเมื่อวานเธอไปเฝ้าจี้หยวนหาง ทำให้มีงานคั่งค้างเป็นกองจนต้องมา
สะสางวันนี้ ตลอดช่วงเช้าเธอยุ่งอยู่กับการเคลียร์เอกสาร ดื่มน้ าจนหมดแก้ว
ก็ยังไม่มีเวลาไปเติม
เธอหยิบแก้วน้ าเตรียมจะออกไปเติม แต่ก็ต้องพบว่าผู้ชายคนเมื่อครู่ยังคงยืน
อยู่ตรงนั้น
กู้เหอหยุดชะงัก แล้วมองเขา “มีเรื่องอะไรอีกเหรอ”
ชายคนนี้มีร่างสูง หน้าตาก็ไม่ธรรมดา ให้ความรู้สึกที่ดูหล่อใช้ได้ โดย
ภาพรวมเรียกว่าดูดีเลยทีเดียว
เขาเป็นฝ่ายบริหารระดับสูงของบริษัท เป็นคนที่อยู่บนยอดพีระมิดของ
องค์กร
ในบริษัทนอกจากกู้เหอแล้ว คนที่มีตำแหน่งสูงสุดในบอร์ดบริหารระดับ
สูงสุดก็คือเขาคนนี้
“กลางวันคุณจะโทรสั่งข้าวมากินเหรอ” เขาพูดขึ้น พลางเอาแฟ้มเอกสาร
แนบไว้ข้างลำตัว มืออีกข้างล้วงกระเป๋ากางเกง
กู้เหอที่กำลังถือแก้วพยักหน้าอย่างงงๆ “ค่ะ……”
เมื่อครู่เขาคงได้ยินตอนเธอคุยโทรศัพท์
“แต่ก่อนคุณรับโทรศัพท์ คุณเพิ่งจะรับปากว่าจะไปกินกลางวันกับผมนี่”
เขาเม้มริมฝีปากบาง พลางยิ้มแก้เก้อ
กู้เหออ้าปากค้าง แล้วเธอก็นึกขึ้นได้……
เหมือนว่าเธอจะรับปากว่าจะไปกินกลางวันกับซ่งฉางเฟิงจริงๆ ด้วย……
ช่วงนี้สมองเธอมีเรื่องต่างๆ มากมาย วุ่นวายไปหมด มักจะไม่ค่อยรู้ว่า
ตัวเองกำลังคิดอะไร เธอขมวดคิ้ว “ขอโทษด้วยค่ะ เพื่อนฉันบอกว่าจะมาหา
เลยลืมเรื่องนี้ไปเลย”
“งั้นเป็นวันพรุ่งนี้แทนนะครับ สะดวกไหม” ซ่งฉางเฟิงชิงพูดดักไว้ก่อน ทำ
ให้กู้เหอไม่อาจจะคัดค้านได้
ตอนที่ 407 ในทางกฎหมาย ถือว่าเธอเป็นคนของบ้านนี้แล้วนะ
กู้เหอไม่ใช่คนความจำไม่ดี แต่พอเธอเข้าสู่โหมดทำงานก็จะลืมทุกสิ่ง จุดนี้
เหมือนกับเฉิงฉีตง สิ่งที่เหมือนกันของสองพี่น้องคู่นี้ก็อาจจะเป็นเรื่องการ
ทำงานนี่แหละ
“ได้ค่ะ” กู้เหอยิ้มออกมาเล็กน้อย เธอไม่ได้เลื่อนวันออกไป
เธอทำงานร่วมกับซ่งฉางเฟิงมานาน แค่ข้าวมื้อเดียวแค่นี้ ถ้าเกิดเธอยัง
เลื่อนออกไปอีกก็ดูจะเป็นคนใจแคบไปหน่อย
“พรุ่งนี้เย็นผมไปรับคุณที่บ้านนะครับ” ซ่งฉางเฟิงพูดกับกู้เหอ พอกู้เหอพ
ยักหน้ารับ เขาจึงออกจากห้องไป
ครึ่งชั่วโมงต่อมาเลขาก็นำอาหารเข้ามาวางตรงโต๊ะรับแขก
กู้เหอชอบกินมังสวิรัติ กินเนื้อสัตว์แต่น้อย แต่เธอนึกถึงอี้ซิงที่ชอบกิน
เนื้อสัตว์จึงสั่งซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานมาให้เธอ
อี้ซิงรีบออกมาจากโรงพยาบาล เมื่อมาถึงก็พอดีกับที่อาหารมาส่ง
“กู้เหอ” อี้ซิงผลักประตูแล้วเดินเข้ามา เธอเดินเข้าไปกอดกู้เหอ “ฉันน้อยใจ
จัง!”
กู้เหอเอามือดันอี้ซิงออก “กินข้าวกัน”
อี้ซิงทำปากจู๋ เธอปล่อยกู้เหอแล้วเดินไปนั่งที่โซฟาพร้อมกับหยิบตะเกียบ
ขึ้นมาดึงให้แยกจากกัน จากนั้นจึงเริ่มคีบหมูสามชั้นน้ าแดงใส่ปาก
“อู้ว หมูสามชั้นน้ าแดงรสชาติไม่เลวเลย ร้านไหนอ่ะ”
อี้ซิงกินอย่าง
เอร็ดอร่อย เธอคีบกินต่ออีกหลายชิ้น
“ฉีเว่ยโหลว” กู้เหอไม่ได้รู้สึกหิวมากนัก เธอพูดพลางรินน้ าใส่แก้ว กู้เหอรู้
ว่าอี้ซิงชอบดื่มชานม ดังนั้นจึงสั่งชานมมาให้ด้วย เธอดื่มน้ าแล้วเดินไปนั่งที่
โซฟาตรงข้ามกับอี้ซิง “กับข้าวที่มีเนื้อสัตว์น่ะของเธอหมด จะต้องกินเหมือน
เสือโหยขนาดนี้เลยเหรอ”
“ฉันหิวมาก เธอรู้หรือเปล่าว่าฉันไปโรงพยาบาลในเครือตั้งแต่เช้าเลยนะ”
พอได้ยินคำว่า “โรงพยาบาลในเครือ” กู้เหอก็ชะงัก โรงพยาบาลในเครือ
เป็นโรงพยาบาลที่จี้ซ่าวทำงานอยู่ ตอนนี้เธอเพิ่งนึกออกว่าที่เธอรับปากให้อี้
ซิงมากินข้าวด้วยก็เพื่อจะสืบข่าวคราวเรื่องราวของพวกเขาสองคน
แต่กู้เหอเป็นคนฉลาด เธอหยิบตะเกียบมาคีบดอกกะหล่ าปลีเข้าปาก พลาง
เคี้ยวแล้วกลืนลงไป จากนั้นจึงเลื่อนสายตาขึ้นมอง “ไม่สบายเหรอ”
เธอจงใจแกล้งทำเป็นไม่รู้
“ไปหาจี้ซ่าวน่ะสิ” อี้ซิงไม่ได้รู้สึกว่ากู้เหอผิดสังเกต เธอหยิบชามขึ้นมากิน
ข้าวพลางมองกู้เหอ “นานแล้วที่เขาไม่มาหาฉัน อย่าว่าแต่เจอกันเลย แม้แต่
โทรมาหรือส่งวีแชทก็ไม่มี ฉันเลยสงสัยว่าเขาไปชอบคนอื่นแล้วเหรอ……”
อี้ซิงเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาเสมอ เธอไม่ใช่สาวหวานหัวอ่อน เธอรู้ว่า
เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ชายจะต้องวางท่าให้ดูสง่า แต่ด้วยความสนิทกับกู้เหอ เธอจึง
พูดออกมาตรงๆ
กู้เหอไม่มีความอยากอาหาร เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่มีภูมิต้านทานต่อคนที่ชื่อจี้
ซ่าว บางครั้งพอได้ยินชื่อจี้ซ่าวเธอจะรู้สึกปวดหัว หรือไม่ก็กินข้าวไม่ลง
แต่ต่อหน้าอี้ซิงเธอไม่อยากแสดงออกว่ากินไม่ลง ดังนั้นจึงคีบอาหารกินบ้าง
“ตอนนี้เธอกับจี้ซ่าวมีความสัมพันธ์ยังไงกัน”
น้ าเสียงของกู้เหอเหมือนถามเรื่อยเปื่อย เหมือนไม่ได้สนใจเรื่องนี้เท่าไร
เมื่อดูจากความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับจี้ซ่าวแล้ว เธอไม่ควรจะแสดงออกว่า
เป็นห่วงหรือแคร์เขาด้วยซ้ า
อี้ซิงถึงกับอึ้งไปเมื่อเจอคำถามของกู้เหอ เธอไม่รู้จริงๆ ว่าจะตอบกู้เหออย่าง
ไร……
ใบหน้าของอี้ซิงมีอาการประหม่า เธอขมวดคิ้วเหมือนกำลังใช้ความคิดใน
การตอบคำถามนี้
กู้เหอได้คำตอบจากใบหน้าของอี้ซิง เธอคีบกับข้าวเข้าปาก แล้วพูดต่อ “ใน
เมื่อความสัมพันธ์ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นแฟน เธอก็จะไปผูกมัดเขาไม่ได้”
อี้ซิงหน้านิ่ว จากที่คิดว่าจะได้คำตอบจากกู้เหอหรือไม่ก็การปลอบใจ
กลายเป็นว่าเธอกลับโดนกู้เหอพูดออกมาตรงๆ มันตรงเสียจนเหมือนเธอ
กำลังโดนตีแสกหน้า
อี้ซิงถอนหายใจพลางวางตะเกียบลง เธอเปลี่ยนมานั่งไขว่ห้างแล้วเอา
ข้อศอกยันบนตักไว้ หน้านิ่วเล็กน้อย “ยากที่จะหยุดใจเขาไว้”
พอได้ฟังกู้เหอก็รู้สึกเห็นด้วย
จี้ซ่าวเป็นพวกเพลย์บอย คนที่จะมาหยุดเขาได้ กู้เหอนึกไม่ออกเลยว่าจะ
เป็นใคร
สรุปก็คือ ไม่น่าใช่อี้ซิง
“กู้เหอ……” อี้ซิงหน้าบึ้ง สีหน้าดูกังวล
“พูดมาสิ” กู้เหอดื่มน้ าแล้วเริ่มกินข้าวกลางวันของตัวเอง ช่วงบ่ายงานเธอ
ยังมีอีกเยอะ ถ้าไม่รีบเติมพลังงานเข้าไปหน่อยก็อาจจะไม่มีแรงทำงาน
เธอไม่ใช่อี้ซิงที่วันๆ ไม่ได้ทำอะไร เอาแต่วุ่นวายเรื่องรักๆ ใคร่ๆ
อี้ซิงคิดว่ากู้เหอเป็นดาวช่วยเหลือของตัวเอง ยังไงซะกู้เหอกับจี้ซ่าวก็อาศัย
อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน
“เธอช่วยฉันหน่อยได้ไหม” น้ าเสียงของอี้ซิงออกไปทางขอร้อง
กู้เหอคิดว่าชาตินี้เธอคงไม่ทำเหมือนอี้ซิงที่ต้องมาทำเสียงอ้อนวอนคนอื่นให้
ช่วยเรื่องผู้ชาย
เธอไม่ชอบติดหนี้บุญคุณใคร ยิ่งต้องติดค้างเรื่องผู้ชายด้วยแล้วยิ่งไม่ชอบ
“ช่วยยังไง” กู้เหอใช้ช้อนตักไข่ตุ๋นกิน ไข่ตุ๋นทั้งนุ่มลิ้นทั้งรสชาติดี
“ฉันอยากไปอยู่บ้านเธอสักสองสามวัน เธอก็ทำเป็นว่าเธออยากให้ฉันไปอยู่
เป็นเพื่อน ได้ไหม” อี้ซิงยิ้มพลางพูด วิธีนี้เธอคิดได้ระหว่างทางที่มาหากู้เหอ
ในเมื่อเธอไม่ได้ใช้เวลากับเขาเลย ถ้าอย่างนั้นขอแค่ได้เข้าไปอยู่ในบ้าน
ตระกูลจี้ ทุกวันแค่เงยหน้าก็ได้เจอกัน
น้ าเสียงของกู้เหอฟังดูเหินห่าง “ฉันไม่ชอบนอนเตียงเดียวกันกับคนอื่น”
“แล้วก่อนหน้านี้เธอกับเขาคนนั้น……นอนกันยังไงล่ะ” อี้ซิงพูดเสร็จก็รู้สึก
ว่าตัวเองพูดมากเกินไปแล้ว
กู้เหอไม่แคร์ ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไรเรื่องเธอกับจี้หยวนหาง เธอก็ไม่เคยเก็บ
มาใส่ใจ
ในสายตาคนภายนอก เรื่องผัวแก่เมียเด็กมันมีเสน่ห์ที่ทำให้คนพวกนั้นเกิด
ความอยากรู้อยากเห็น
“แล้วก็ฉันชอบความสงบ ไม่ชอบให้ในบ้านมีคนเยอะแยะ” นี่ถือเป็นการ
ปฏิเสธออกมาตรงๆ
“เอ๊า ฉันเป็นคนเงียบๆ นะ อีกอย่างบ้านเธอน่ะมันคฤหาสน์นะ ใหญ่ขนาด
นั้นมีฉันเพิ่มไปอีกคนมันจะแค่ไหนกันเชียว” อี้ซิงเริ่มตื๊อ
กู้เหอคิดว่าถ้าจะว่าไปตามเหตุผล หากเป็นคนที่ดูคนออก พอได้ฟังเธอพูด
แบบนี้ก็คงจะล้มเลิกความตั้งใจไป
แต่อี้ซิงกลับยิ่งเอาใหญ่ อยากจะย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านเธอให้ได้
กู้เหอยังคงไม่มีท่าทีจะใจอ่อน ไม่ให้ก็คือไม่ให้
“ไม่ได้” เธอปฏิเสธตรงๆ
อี้ซิงหน้านิ่ว เธอไม่มีความอยากอาหารแล้ว “ทำไมใจแคบแบบนี้ ฉันไม่ได้
จะอยู่ตลอดไปเสียหน่อย……เธอกับฉันเราเป็นเพื่อนกันจริงรึเปล่าเนี่ย ถ้าเกิด
อีกหน่อยฉันหมดตัวต้องไปอยู่ข้างถนน เธอก็ยังไม่ยอมให้ฉันเข้าไปอยู่ในบ้าน
ใช่ไหม เลือดเย็นจัง”
“ฉันก็จะจองโรงแรมที่ดีที่สุดให้เธอ” กู้เหอตอบแล้ววางตะเกียบลง
เธอต้องการรักษารูปร่างดังนั้นจึงกินน้อย ต่อให้เป็นช่วงที่กินเยอะก็จะกินให้
อิ่มแค่ 70% เท่านั้น
“ไม่ต้องหรอก ขอบคุณ” อี้ซิงแสดงสีหน้าไม่พอใจ “กู้เหอ หรือเธอไม่อยาก
ให้ฉันคบกับจี้ซ่าวใช่ไหม”
กู้เหอที่กำลังลุกจากโซฟา พอได้ยินอี้ซิงพูดแบบนี้ก็ถึงกับชะงักไปหน่อย
แล้วจึงเดินไปที่โต๊ะทำงานจัดเตรียมเอกสารที่ต้องใช้ประชุมตอนบ่าย
“เธอจะมีความสัมพันธ์ยังไงกับจี้ซ่าว จะเป็นยังไงมันก็เรื่องของเธอสองคน
โตๆ กันแล้ว ฉันไม่สนใจจี้ซ่าวแล้วก็ไม่ยุ่งเรื่องของเธอด้วย” กู้เหอรู้สึกว่าอี้
ซิงหาเรื่องใส่ตัวเอง สำหรับกู้เหอแล้วอี้ซิงนับว่าเป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง แต่ยัง
ห่างไกลคำว่าเพื่อนรู้ใจมากนัก ก่อนหน้านี้เธอกังวลว่าจี้ซ่าวจะมาเอาเปรียบ
อี้ซิง แต่พอมาคิดดูดีๆ อี้ซิงมีนิสัยขี้ตื๊อแบบนี้ คนซวยก็คงจะเป็นจี้ซ่าว
ใครใช้ให้เขาไปเล่นกับอี้ซิงล่ะ
อี้ซิงได้ฟังก็เบะปากอย่างน้อยใจ “ได้ฉันเป็นลูกสะใภ้ดีกว่าได้คนอื่นนะ
ปัญหาแม่ผัวกับลูกสะใภ้น่ะแก้ยากที่สุดแล้ว”
มือของกู้เหอที่กำลังหยิบเอกสารหยุดชะงัก
เธอคิดว่ากระบวนการทาง
ความคิดของอี้ซิงน่าจะมีปัญหา
เธอกับอี้ซิงรู้จักกันผ่านกลุ่มเพื่อนๆ ก่อนหน้านี้รู้จักเพียงแค่ผิวเผิน กู้เหอ
รู้สึกว่าคนๆ นี้ก็โอเคอยู่ แต่พอวันนี้ได้ฟังอี้ซิงพูดแบบนี้แล้ว เธอกลับรู้สึกว่า
อี้ซิงป่วยทางความคิด
กู้เหอหยิบเอกสารแล้วหันไปหาอี้ซิง เธอยิ้มฝืนๆ พลางพูด “เธออยากจะ
เรียกฉันว่าแม่เหรอ”
อี้ซิงชะงักไป รู้สึกปั้นหน้าไม่ถูก
“ก็……ก็ฉันไม่อยากปล่อยจี้ซ่าวไปนี่นา” อี้ซิงหน้านิ่ว หลังจากคิดสักพักก็
โพล่งออกมา “งั้นเอาแบบนี้ เย็นนี้ทุ่มครึ่งฉันจะไปรอที่บ้านเธอนะ ฉันจะไป
นอนบ้านเธอตั้งแต่คืนนี้เลย บ๊ายบาย”
อี้ซิงเลือกใช้วิธีมัดมือชก เธอไม่รอให้กู้เหอตอบตกลงแต่อย่างใด พูดเสร็จก็
หยิบกระเป๋าที่อยู่บนโซฟา อาศัยจังหวะที่กู้เหอยังไม่ทันได้ตั้งตัวเธอก็รีบวิ่ง
ออกจากห้องทำงานไป
กู้เหอเห็นประตูปิดลงก็อ้าปากค้างอย่างอึ้งๆ ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
เธอไม่ได้เป็นพวกไร้สาระ จึงคิดวิธีจัดการเรื่องไร้สาระไม่ออก
*
เวลาสองทุ่มกว่าๆ พอกู้เหอกลับถึงบ้านก็เห็นเงาของอี้ซิงอยู่ตรงประตูบ้าน
“กู้เหอ!” อี้ซิงเป็นพวกที่ไม่กลัวอะไรเลยจริงๆ เมื่อก่อนกู้เหอน้อยครั้งที่จะ
ไปเที่ยวกับเธอส่วนตัว ทุกครั้งจะไปกันเป็นกลุ่มเพื่อน พอไปกันเป็นกลุ่มก็
ยากที่จะสังเกตเห็นข้อเสียของแต่ละคน
อย่างเช่นอี้ซิง กู้เหอไม่สังเกตเห็นมาก่อนเลยว่าอี้ซิงจะเป็นพวกตื๊อไม่ปล่อย
แบบนี้ แต่มาถึงบ้านแบบนี้แล้ว กู้เหอก็ไม่กล้าไล่ไป เธอทำสีหน้านิ่งเฉยแล้ว
เดินเข้าไปหาอี้ซิง “มาจริงๆ เหรอเนี่ย”
น้ าเสียงที่พูดออกมาแฝงไปด้วยความไม่พอใจนิดๆ ซึ่งอี้ซิงก็ฟังออก แต่
เพื่อที่จะได้เข้าไปอยู่ในบ้านเพิ่มโอกาสที่จะได้เห็นหน้าจี้ซ่าวแล้วล่ะก็ เธอ
ต้องอดทน
อี้ซิงยิ้มพลางเอามือคล้องแขนของกู้เหอ “พี่กู้เหอคะ เก็บฉันไปอยู่ด้วยแค่
ไม่กี่คืนเองนะ”
“ไม่ใช่ว่าอยากจะเรียกฉันว่าแม่ทุกเช้าหรอกเหรอ” กู้เหอประชด เธอไม่
ชอบคนที่มาโดยไม่ได้รับเชิญ
ถ้าอี้ซิงไม่ใช่เพื่อนเธอล่ะก็ มีหวังได้ถูกไล่ตะเพิดออกจากบ้านไปแน่ๆ
ตอนทำงาน ถ้าลูกค้าไม่ได้นัดเธอล่วงหน้าแล้วบุกเข้ามาหาเธอในห้อง
ทำงานล่ะก็ เธอก็ไม่ไว้หน้าเช่นกัน
“โอ๊ย นั่นมันเรื่องอนาคต ใครจะไปรู้ได้ล่ะ ใช่ไหม” อี้ซิงแบกหน้าหนาๆ พูด
ออกมา
กู้เหอเปิดประตูห้องรับแขก นี่นับเป็นครั้งแรกที่อี้ซิงได้มาบ้านตระกูลจี้
กู้เหอเป็นคนที่ไม่ชอบชวนเพื่อนมาบ้าน บ้านหลังนี้ก็ถือว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัว
ของเธอเช่นกัน ถึงจะมีจี้ซ่าวที่ค่อนข้างจะ “ขัดหูขัดตา”ไปหน่อย แต่เธอก็
ขอเลือกที่จะนัดเจอเพื่อนตามร้านอาหารดีกว่า
“ว้าว บ้านใหญ่จัง” อี้ซิงยืนอยู่กลางห้องรับแขก เธอมองไปรอบๆ พลาง
กะพริบตาปริบๆ “มีบ้านสวยขนาดนี้ ทำไมไม่เคยชวนเพื่อนมาเลยล่ะ วัน
เกิดตัวเองก็ไม่เคยชวนมา”
“นี่ไม่ใช่บ้านฉันเอง เป็นบ้านของตระกูลจี้ต่างหาก” กู้เหอพูดออกมาด้วย
น้ าเสียงที่เหมือนไม่ค่อยพอใจ แต่เธอก็ต้องอดทน เพราะเห็นแก่ความเป็น
เพื่อน อี้ซิงอยากจะอยู่กี่วันก็อยู่ไป
“ในทางกฎหมาย ถือว่าเธอเป็นคนของบ้านนี้แล้วนะ” อี้ซิงยิ้มให้กู้เหอ
กู้เหอนิ่งเงียบแล้วเดินไปที่บันได
อี้ซิงเห็นดังนั้นจึงรีบคว้ากระเป๋าแล้วเดินตามไปทันที “กู้เหอ วันนี้ให้ฉันพัก
ห้องไหนเหรอ”
“เดี๋ยวพ่อบ้านจัดการให้” กู้เหองานยุ่งมาก กลับมาบ้านแล้วยังมีงานต้อง
สะสางอีกมาก ดังนั้นจึงไม่อยากเสียเวลาไปกับอี้ซิง
เธอคิดว่าอี้ซิงก็คงรู้สึกได้
แต่อี้ซิงกลับรีบยกกระเป๋าเดินทางแล้วเดินมาขวางกู้เหอไว้ไม่ให้ไปห้อง
หนังสือ
ดวงตาทั้งคู่ของอี้ซิงเต็มไปด้วยความหวัง เวลายิ้มจะมีลักยิ้มน่ารักๆ ไม่รู้ว่า
ทำไม ในสมองของกู้เหอกลับมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา……
จี้ซ่าวชอบผู้หญิงแบบอี้ซิง ถึงต่อให้ไม่ชอบจริงๆ แต่ดูเขาก็ชอบที่จะเข้าไป
คลุกคลีกับผู้หญิงแนวๆ นี้
นึกไม่ถึงว่า เขาจะมีรสนิยมแบบนี้ ดูไม่ออกเลยจริงๆ
“กู้เหอ จี้ซ่าวอยู่ห้องไหนเหรอ ฉันไปอยู่ข้างๆ ห้องเขาได้ไหม”อี้ซิงพยายาม
ฉีกยิ้มกว้างๆ
กู้เหออยากจะจัดการกับท่าทางที่ได้คืบจะเอาศอกแบบนี้ เธอพูดออกไปอย่าง
เย็นชาด้วยสายตาแข็งๆ “ที่นี่ไม่ใช่โรงแรม ถ้าเธออยากไปพักโรงแรมเดี๋ยว
ฉันออกเงินให้ แล้วไปเลือกห้องเอาตามใจชอบนะ”
พูดจบกู้เหอก็เดินอ้อมไป
อี้ซิงยังคงยืนอยู่ที่เดิม พลางบ่นออกมาอย่างไม่พอใจ “ใจแคบจริง……”
*
กู้เหอเดินไปที่ห้องหนังสือ เธอรู้สึกอารมณ์ไม่ค่อยดีคงเป็นเพราะอี้ซิงที่มายั่ว
โมโหเธอ
เธอยกมือขึ้นจัดผมที่ยาวประบ่าแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พอนั่งลงก็รู้สึกว่า
ยังไม่มีสมาธิทำงาน
เธอจำได้ว่าวันนี้จี้ซ่าวเข้าเวรเช้า ตอนเย็นไม่ต้องอยู่เวรที่โรงพยาบาล ถ้า
เกิดเขากลับมาเห็นว่าอี้ซิงเข้ามาอยู่ในบ้าน จะเป็นยังไงนะ
จี้ซ่าวเป็นพวกอารมณ์เอาแน่เอานอนไม่ได้ กู้เหอเดาทางไม่ถูกว่าในใจเขา
คิดอะไร
เวลาสี่ทุ่ม
จี้ซ่าวกลับมาถึงบ้าน กู้เหอที่นั่งอยู่ในห้องหนังสือรู้สึกได้ถึงแสงไฟของ
รถยนต์ที่ส่องเข้ามาจากโรงรถ
ตอนที่ 408 มีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นงั้นเหรอ
กู้เหอวางปากกาในมือลงแล้วปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค เธอลุกขึ้นเดินไปที่
หน้าต่างพลางเปิดม่านมองลงไปข้างล่าง
จี้ซ่าวแต่งตัวสบายๆ สวมรองเท้ากีฬา ต่อให้เขาทำงานล่วงเวลาแล้วกลับมา
เวลานี้ก็ยังให้ความรู้สึกสดใสกับคนที่พบเห็น พอมองเขาจากมุมไกลแบบนี้ ไม่
เห็นร่องรอยของความเหนื่อยล้าเลยแม้แต่นิดเดียว
กู้เหอคิดมาตลอดว่าเขาก็หน้าตาไม่เลว ช่วงครึ่งปีมานี้ได้พูดคุยกันมากขึ้นเธอก็
ยิ่งรู้สึกแบบนั้น
แต่ความรู้สึกนี้มาจากการที่ผู้หญิงคนหนึ่งรู้สึกชื่นชมในหน้าตาของผู้ชายแค่นั้น
ไม่ได้แฝงไปด้วยความคิดอย่างอื่น
เวลาผ่านไปเกือบสิบนาทีประตูห้องหนังสือก็ถูกเปิดออก
กู้เหอกำลังนั่งดูข้อมูลที่ฝ่ายการเงินส่งมาให้เมื่อเช้าอยู่หน้าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค
จี้ซ่าวผลักประตูเข้ามาโดยไม่เคาะก่อน แล้วพูดธุระออกมาทันที
“เรื่องอี้ซิงนี่ยังไง” น้ าเสียงของจี้ซ่าวเจือปนไปด้วยความเหนื่อยล้า เมื่อครู่ที่กู้
เหอมองเขาจากทางหน้าต่างยังรู้สึกว่าเขายังดูสดชื่นอยู่ แต่พอได้เห็นใกล้ๆ แบบ
นี้ก็เห็นได้ชัดว่าเขาเหนื่อยมาก ขอบตาดำคล้ า
“มันควรจะเป็นฉันที่ถามคุณมากกว่า เขามาหาใคร ยังไม่ชัดเจนพออีกเหรอ” กู้
เหอพูดด้วยน้ าเสียงที่ไม่น่าฟัง เพราะเธอเองก็ไม่อยากให้ชีวิตส่วนตัวต้องมา
กระทบเพราะอี้ซิงเช่นกัน
บ้านเป็นพื้นที่ส่วนตัว เธอให้ความสำคัญมาตลอด
จี้ซ่าวทำหน้านิ่ว เพราะเขารู้สึกว่าที่กู้เหอพูดมาก็มีเหตุผลจนเขาไม่รู้จะตอบโต้
อย่างไร
เขาเดินเข้าไปใกล้กู้เหออีกหน่อย “แต่เขาเป็นเพื่อนคุณ เขาใช้ความเป็นเพื่อน
ขอเข้ามาอยู่ที่นี่ หรือคุณคิดว่าคุณไม่ควรจะรับผิดชอบเลยเหรอ”
กู้เหอไม่เงยหน้าขึ้นมองเธอยังคงวุ่นอยู่กับคอมพิวเตอร์ตรงหน้า วันนี้ยังมีงานที่
ต้องจัดการอีกมาก ไม่ว่างมานั่งเถียงกับเขา
“รับผิดชอบยังไง” เธอถามไปส่งๆ
“เอาเขาออกไปจากบ้านนี้”
“เขาเป็นแฟนคุณไม่ใช่เหรอ ให้ฉันไล่คงไม่ค่อยดีมั้ง เดี๋ยวจะหาว่าฉันกลั่นแกล้ง
ลูกสะใภ้ในอนาคต” คำพูดของกู้เหอแฝงไปด้วยความประชดประชัน เหมือนกับ
กำลังต้อนให้จี้ซ่าวจนมุม
จี้ซ่าวโน้มตัวลงแล้วพับปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คของกู้เหอลง
เสียงดังเหมือนปิดด้วยความรุนแรง
กู้เหอเงยหน้ามองอย่างอดทน และก็ไม่ได้แสดงออกถึงความโกรธ เธอมองเขา
อย่างหยั่งเชิงและไม่พอใจ
ช่วงนี้จี้ซ่าวรู้สึกรำคาญที่สุดเวลาที่กู้เหอมองด้วยสายตาแบบนี้ ทุกครั้งมันทำให้
เขาหมดแรง เหมือนกับว่าไม่ว่าจะพูดอะไรไปก็เสียเวลาเปล่า เธอไม่สนใจแล้วก็
ไม่เก็บเอามาใส่ใจด้วย
“อย่ามาพูดจาอะไรเลอะเทอะ แล้วก็เขาไม่ใช่แฟนผม” สายตาของจี้ซ่าวเริ่ม
หลุกหลิก ถ้ากู้เหอมองไม่ผิดล่ะก็ เขากำลังรู้สึกอาย
มันไม่ใช่ความอายแบบเด็กๆ อย่างที่โบราณว่ากัน แต่เป็นความรู้สึกอายแบบ
ละอายใจ
“ในเมื่อไม่อยากจะจริงจังกับเขา ก็อย่าไปเล่นด้วยสิ อี้ซิงเป็นพวกขี้ตื๊อ ถ้าเกิด
คุณไม่พูดให้เคลียร์กันไปเลย อีกหน่อยคงได้มาอาศัยบ้านนี้บ่อยๆ แน่ ฉันคิดว่า
คุณเองก็คงไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นหรอกใช่ไหม”
น้ าเสียงที่กู้เหอพูดออกมาเหมือนกับกำลังเจรจากับลูกค้า พูดช้าๆ แต่พูดอย่างมี
เหตุมีผล
กู้เหอเม้มริมฝีปาก ตอนพูดเธอก็ไม่ได้อ้าปากพูดอย่างเต็มที่ การพูดด้วยท่าทาง
แบบนี้มันแสดงให้เห็นว่าเธอไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนตรงหน้า พูดแบบขอไปที
เธอเงยหน้า แววตาอ่อนโยนที่กำลังจ้องจี้ซ่าว ทำให้เขาเริ่มหวั่นไหว
ดวงตาคู่นี้สามารถทำให้ผู้ชายหวั่นไหวได้
จี้ซ่าวเรียกสติกลับคืนมา เขาขมวดคิ้วพลางพูด “คุณคิดว่าผมไม่ได้เคลียร์กับ
เขาเหรอ เมื่อกี้ก็พูดไปแล้วว่าความสัมพันธ์ของเราเป็นไปไม่ได้ เขาตอบว่าไงรู้
ไหม เขาหาว่าผมล้อเล่น เขาชอบผม”
จี้ซ่าวรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยทำพลาดเรื่องผู้หญิงมาแต่ไหนแต่ไร การจะสลัด
ผู้หญิงทิ้งเป็นเรื่องที่ง่ายดาย แต่เขาก็ไม่เคยเจอผู้หญิงแบบอี้ซิงมาก่อน
กู้เหอยกแก้วน้ าขึ้นดื่ม ในเมื่อจี้ซ่าวช่วยเธอปิดคอมพิวเตอร์แล้ว ถ้าอย่างนั้นเธอ
ก็ขอพักสักครู่ ดวงตากำลังรู้สึกล้าพอดี
“ใครใช้ให้ไปยุ่งกับเธอตั้งแต่แรกล่ะ” น้ าเสียงของกู้เหอแฝงไปด้วยอารมณ์มี
ความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น
จี้ซ่าวเองก็รู้สึกได้ เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นกู้เหอพูดแบบนี้ อย่างน้อยก็เป็นครั้ง
แรกที่พูดกับเขาแบบนี้
ไม่รู้ว่าเขาเข้าใจผิดหรือเปล่า เหมือนกับว่ามันแฝงไปด้วยการล้อเล่น
“ก็ตอนนั้น……” ตอนนี้ในใจของจี้ซ่าวอยากจะบีบคอตัวเอง เขาไม่มีทางบอกกู้
เหอหรอกว่าเพราะตอนนั้นเขาต้องการจะยั่วโมโหเธอถึงได้ไปยุ่งกับอี้ซิง
พูดออกไปมีแต่จะขายหน้า
“ก่อเรื่องเอาไว้ก็ตามล้างตามเช็ดเองนะ” กู้เหอเม้มปากพลางยิ้มเยาะ
พอจี้ซ่าวเห็นกู้เหอยิ้มเยาะตัวเอง ไม่รู้ทำไมหัวใจเขารู้สึกเต้นแรง เขาอดไม่ได้ที่
จะยิ้มออกมา
“มีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นงั้นเหรอ” รอยยิ้มบนริมฝีปากของเขาแฝง
ไปด้วยความเจ้าเล่ห์
กู้เหอแสยะยิ้ม “ตอนนี้สิ่งที่เธอต้องทำก็คือออกจากห้องนี้ไป แล้วไปกล่อมอี้ซิง
ให้ย้ายออกไปให้ไวที่สุด อย่ามาฝากความหวังไว้ที่ฉัน ฉันไม่กล้าไปไล่เธอหรอก
เมื่อตอนเย็นเธอมาอ้อนวอนฉันถึงหน้าบ้าน”
“ลองไม่ต้องไปสนใจ เดี๋ยวก็คงรู้ตัวเอง” จี้ซ่าวลากเก้าอี้มานั่งลงข้างๆ กู้เหอ
เห็นดังนั้นก็ทำหน้านิ่วเล็กน้อย
“ฉันจะทำงาน มานั่งจ้องแบบนี้ฉันไม่มีสมาธิ” กู้เหอพูดไปตามตรง เวลาเธอ
ทำงานไม่ชอบให้มีใครมานั่งจ้องอยู่ข้างๆ
“ผมอาจจะช่วยคุณแบ่งเบาเรื่องงานได้นะ” จี้ซ่าวพูดอย่างจริงจัง ไม่เหมือน
กำลังล้อเล่น
กู้เหอมองขอบตาที่ดำคล้ าของเขา ก็อดไม่ได้ที่จะล้มเลิกความคิดที่จะให้เขามา
ช่วยงาน “ตอนนี้คุณต้องการการพักผ่อนที่เพียงพอ ไม่ใช่มาก่อกวนฉันอยู่ที่นี่”
ไม่รู้ว่าทำไม ถึงแม้วันนี้จะมีเรื่องอี้ซิงให้หงุดหงิดใจ แต่ตอนนี้กู้เหอกลับรู้สึก
อารมณ์ดีขึ้น
“ผมไม่ง่วง ถ้าคุณไว้ใจในความฉลาดของผม ก็เอางานมาให้ผมดูหน่อย” จี้ซ่าว
มั่นใจในความฉลาดของตัวเอง ช่วงที่เขาเรียนหมอสอบได้ที่หนึ่งทุกปี ทั้งยังเป็น
นักเรียนดีเด่นที่ได้รับการสนับสนุนจากทางมหาวิทยาลัยด้วย
จากที่ตอนแรกกู้เหออยากจะปฏิเสธ แต่พอลองคิดดูอีกทีเธอก็ยื่นเอกสารส่งให้
เขา
ตอนที่ 409 ฉันขอแนะนำว่าอย่านอนที่บ้าน
“ที่บริษัทมีงานกองเป็นภูเขาทุกวัน นี่ยังแค่เล็กน้อย”กู้เหอใช้ปากกาชี้
เอกสาร
“อยากจะบอกว่าทุกวันตัวเองงานยุ่งมากอย่างนั้นเหรอ” จี้ซ่าวพูดขึ้นมา
ลอยๆ เขาหยิบเอกสารขึ้นมาดู “นี่เป็นข้อมูลทางโรงงานของฝ่ายลูกค้า
เหรอ”
“อืม ถึงฉันจะเรียนเรื่องธุรกิจมา แต่เรื่องคำนวณฉันไม่ค่อยถนัด เวลาดู
เอกสารเปรียบเทียบข้อมูลลูกค้าแบบนี้จะเป็นอะไรที่ปวดหัวมาก เลยต้องให้
ฝ่ายการเงินช่วยคำนวณเรื่องผลประโยชน์ที่ทางเราจะได้รับ ฉันถึงจะมา
ตัดสินใจว่าจะร่วมมือกับเจ้าไหน”
“มันก็เสียเวลามากสิ” จี้ซ่าวหยิบปากกาจากมือของกู้เหอ เขาวงชื่อของ
โรงงานอย่างลวกๆ “คุณดูสองเจ้านี้นะ ดูแค่มูลค่าการผลิตรายปีกับผลกำไร
ต่อปีก็รู้แล้วว่าประสิทธิภาพของพนักงานต่ า ไม่จำเป็นต้องไปร่วมงานด้วย”
กู้เหอก้มหัวเล็กน้อยพลางมองท่าทางที่จริงจังของจี้ซ่าว อยู่ๆ เธอก็นึกถึง
ตอนที่เกิดอุบัติเหตุ ช่วงนั้นจี้ซ่าวเป็นหมอที่รับผิดชอบในการรักษาเธอ เขา
จริงจังมาก เวลาเขาจริงจังขึ้นมามันช่างแตกต่างจากเวลาปกติที่คอยแต่จะ
กวนประสาท
“เรื่องคำนวณนี่พวกหมอเก่งกว่าจริงๆ ด้วย”
“มันเป็นเรื่องของไอคิวน่ะ” มุมปากของจี้ซ่าวถูกยกขึ้น แววตาแสดงออกถึง
ความภูมิใจ
กู้เหอไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อดี จี้ซ่าวเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองอยู่เสมอ
เธอจึงผลักกองเอกสารไปตรงหน้าเขา “นี่เป็นข้อมูลโรงงานเล็กใหญ่สามร้อย
ที่จากทั่วประเทศที่อยากร่วมมือกับเราในโปรเจคตู้เสื้อผ้าเคลื่อนที่ได้ ฉันอ่าน
จนตาลายไปหมดแล้ว ในเมื่อเธออยากจะดูนักก็ช่วยแบ่งเบาภาระฉันหน่อย
ละกัน”
กู้เหอก็แค่ลองพูดดูเล่นๆ เธอเห็นท่าทางเขาเหมือนจะเหนื่อยมากแล้วจริงๆ
แต่นึกไม่ถึงว่าจี้ซ่าวจี้ซ่าวจะรับกองเอกสารในมือเธอไปด้วยท่าทางนิ่งเฉย
แล้วจับปากกาขึ้นมาเริ่มทำการตรวจสอบเอกสาร
กู้เหอคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะมีวันที่เธอกับจี้ซ่าวนั่งทำงานด้วยกัน……อย่าง
สงบๆ
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงดวงตาของกู้เหอเริ่มมีอาการล้า ขณะที่เธอกำลังลุก
ขึ้นยืนเพื่อจะไปชงกาแฟมาดื่มให้สมองตื่น ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูห้อง
หนังสือดังขึ้น
นอกจากอี้ซิงแล้วก็คงเป็นใครไปไม่ได้อีก
ในบ้านหลังนี้ทั้งพ่อบ้านแม่บ้านต่างก็ไม่มีใครจะมาเคาะห้องหนังสือได้ง่ายๆ
พวกเขารู้ว่ากู้เหอชอบความสงบ
กู้เหอหันไปมองจี้ซ่าวแวบหนึ่ง จี้ซ่าวก็รู้สึกได้ว่าต้องเป็นอี้ซิงแน่นอน
เขาลุกขึ้นแล้วเดินเปิดประตู
อี้ซิงยิ้มรออยู่แล้ว “อาซ่าว ทำอะไรอยู่ในห้องนี้ตั้งนานคะ ไม่มาอยู่เป็น
เพื่อนฉันเลย”
น้ าเสียงออดอ้อนแบบนี้ทำให้กู้เหอไม่ชิน
เธอไม่เคยเห็นเวลาอี้ซิงอ้อนผู้ชาย พอวันนี้ได้มาเห็นก็รู้สึกว่าไม่เบาเลยจริงๆ
……มันทำให้เธอขนลุก กู้เหอเป็นคนที่ไม่มีนิสัยออดอ้อนผู้ชาย อย่างน้อยก็
ตอนนี้ที่ไม่มีทางทำ
“มีธุระน่ะ” จี้ซ่าวเริ่มจะหมดความอดทนกับอี้ซิง ก่อนหน้านี้ที่เขาคบกับเธอ
ก็เพราะอยากจะยั่วโมโหกู้เหอ แต่นึกไม่ถึงว่านอกจากจะยั่วไม่สำเร็จแล้ว
ตอนนี้กลับเป็นตัวเองที่น่าโมโห พฤติกรรมทุกอย่างของอี้ซิงมันทำให้เขารู้สึก
รับไม่ได้
เขาไม่ชอบผู้หญิงที่ทำตัวติดหนึบเป็นตังเม
“กู้เหอก็อยู่ด้วยเหรอ อย่าบอกนะว่าพวกคุณกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องนี้
กันน่ะ” อี้ซิงรู้สึกแปลกๆ ทำไม่จี้ซ่าวกับกู้เหอมาถึงอยู่ด้วยกันในห้องนี้ อีกทั้ง
ยังอยู่ด้วยกันนานขนาดนี้ด้วย……
จากความสัมพันธ์ของทั้งสองคน ควรจะเป็นแบบเวลาเจอกันก็ไม่ต้องสนใจ
กันสิ
อี้ซิงคิดในใจว่ามันไม่ปกติ ต่อให้ในสายตาคนภายนอกทั้งสองจะมี
ความสัมพันธ์แบบ “แม่ลูก” ก็ตาม แต่ยังไงทั้งสองคนก็เป็นผู้ชายกับผู้หญิง
การมาอยู่ในห้องตามลำพังสองต่อสองเป็นเวลานานแบบนี้ มันจะทำให้คน
อื่นเกิดความสงสัยได้……
อี้ซิงคิดว่าตนเองอาจจะเป็นโรคประสาทหน่อยๆ คิดอะไรไปมากมาย
“มีธุระเหรอ”
จี้ซ่าวถามขึ้น กู้เหอหยิบแก้วกาแฟแล้วเดินไปที่ประตู
เพื่อที่จะลงไปชงกาแฟ
“อี้ซิง นี่ก็ดึกแล้วนะ ถ้าอยากจะพักผ่อนก็กลับไปนอนเถอะ” น้ าเสียงของกู้
เหอแฝงไปด้วยการไล่นิดหน่อย ในบ้านหลังนี้นอกจากจี้หยวนหางแล้วเธอก็
อาวุโสที่สุดแล้วในตอนนี้ คำพูดเธอถือเป็นคำขาด การที่เธอให้อี้ซิงเข้ามาอยู่
ได้ก็นับว่าเป็นความเมตตา ตอนนี้เธอไม่อยากให้อี้ซิงมารบกวน เพราะจี้ซ่าว
ช่วยเธอดูเอกสารมาแล้วหนึ่งชั่วโมง ช่วยแก้ปัญหาเรื่องงานไปได้มาก
อี้ซิงยืนอยู่ที่เดิมด้วยอาการประหม่า เธอเบะปาก “งั้นฉันอยู่ด้วยคนสิ”
“เรื่องเกี่ยวกับงานในบริษัท ไม่สะดวก” ยังไม่รอให้กู้เหอปฏิเสธ จี้ซ่าวก็หา
เหตุผลชั้นดีพูดปฏิเสธไปเรียบร้อยแล้ว
เรื่องภายในบริษัทแน่ล่ะว่าจะให้คนภายนอกรู้ไม่ได้ จึงไม่สามารถให้อี้ซิงอยู่
ด้วยได้
แต่จี้ซ่าวและกู้เหอเป็นคนในตระกูลทั้งคู่
อี้ซิงฟังออกว่านี่เป็นการไล่ สีหน้าของเธอเริ่มไม่ดี แต่สุดท้ายก็ไม่มีหน้าจะ
อยู่ต่อแล้ว เธอยิ้มเล็กน้อยพลางพูด “งั้นพวกคุณทำงานต่อเถอะค่ะ”
พูดจบเธอก็ปิดประตู
กู้เหอที่ในมือถือแก้วกาแฟอยู่มองหน้าจี้ซ่าว ถ้าตอนนี้เธอเปิดประตูออกไป
ชงกาแฟข้างล่างอี้ซิงจะต้องลากเธอไปคุยด้วยแน่นอน จี้ซ่าวเองก็ออกไป
ไม่ได้เช่นกัน ถ้าออกไปก็คงไม่ได้กลับเข้ามาอีก……
“ต่อสิ” จี้ซ่าวเดินไปที่โต๊ะทำงาน แววตาของเขายังคงดูอิดโรย เสียงก็
เหมือนจะดูแหบๆ เล็กน้อย
“คุณไม่พักหน่อยเหรอ” กู้เหอกลับไปประจำตำแหน่งเดิม ไม่มีกาแฟแล้วก็
คงทำได้แค่ดื่มชาแทน
“เลื่อนวันพักแล้วพรุ่งนี้หยุด นอนทั้งวันได้”
กู้เหอพยักหน้า “ฉันขอแนะนำว่าอย่านอนที่บ้าน”
พอจี้ซ่าวได้ฟัง มือที่จับปากกาอยู่ก็ชะงักลง ทันใดนั้นก็นึกอะไรขึ้นได้……
“เวร” จี้ซ่าวรู้ว่าเธอหมายถึงอี้ซิง อี้ซิงไม่มีงานทำ ถ้ารู้ว่าจี้ซ่าวอยู่บ้านทั้ง
วันล่ะก็ เธอจะต้องทำตัวติดกับเขาแน่นอน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่จะนอนหลับ
ให้สบายๆ เลย
กู้เหอเบะปาก พอเห็นท่าทางแบบนี้ของจี้ซ่าวเธอก็รู้สึกมีความสุขบนความ
ทุกข์ของเขา ก่อเรื่องไว้เองแท้ๆ จะไปโทษใครได้
*
วันต่อมา
เมื่อคืนกู้เหอกับจี้ซ่าวจัดการเอกสารทั้งหมดเสร็จถึงได้เข้านอน วันนี้ตอน
เช้าพอกู้เหอจะออกไปทำงานทั้งจี้ซ่าวกับอี้ซิงยังคงไม่ตื่น
กู้เหอกินอาหารเช้าง่ายๆ แล้วก็รีบไปทำงานเลย
เสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้น สายตาของกู้เหอกำลังจับจ้องไปที่หน้าจอ
คอมพิวเตอร์เพื่อดูหุ้น เธอไม่ได้สนใจว่าใครมาหา
ทันใดนั้นเจ้าของร่างก็มาปรากฏตัวหน้าเธอ บังแสงแดดที่ส่องเข้ามาภายใน
ห้องทำงาน
กู้เหอหน้านิ่วเล็กน้อย คิดอยู่ในใจว่าใครกันที่ไม่มีมารยาทมาเข้าใกล้เธอ
ขนาดนี้ เธอจึงเงยหน้าขึ้น พอเห็นว่าคนตรงหน้าเป็นจี้ซ่าวคิ้วของเธอก็
ขมวดขึ้นโดยอัตโนมัติ
ไม่ใช่เพราะรังเกียจ แต่เป็นเพราะตกใจ
ตอนนี้เพิ่งจะเก้าโมงครึ่ง เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง
อีกทั้งที่นี่ยังเป็นห้องทำงานของเธอด้วย
จี้ซ่าวมองออกว่ากู้เหอกำลังสงสัยอะไร เขาหาวขึ้นหนึ่งที “อี้ซิงยังอยู่ใน
บ้าน ผมจะนอนอยู่ที่นั่นต่อได้ยังไง เขาต้องมาปลุกผมแน่นอน ขอยืม
ห้องนอนคุณที่นี่หน่อยไม่ถือสาใช่ไหม”
ภายในห้องทำงานของกู้เหอมีห้องนอนอยู่ในตัว และเพราะเธอไม่ชอบถูก
รบกวนเวลานอนที่สุด ภายในห้องจึงบุผนังเก็บเสียงเป็นอย่างดี จี้ซ่าวคงเคย
ได้ยินใครพูดมา ก็เลยจะขอมานอนที่นี่ ไม่มีใครรบกวนแน่นอน
อาชีพหมอหากไม่ได้รับการพักผ่อนที่ดีล่ะก็เวลาทำงานก็อาจจะไม่เต็มร้อย
ดังนั้นจึงควรให้เขาได้หลับสบายๆ
กู้เหอเข้าใจจุดนี้ดีจึงไม่ได้ปฏิเสธเขา
“เข้าไปนอนสิ”
“ขอบคุณมาก” จี้ซ่าวเดินไปยังห้องนอน ตอนนี้จิตใจของเขาจดจ่ออยู่แต่
กับการนอน ไม่อยากจะพูดอะไรมากมายกับกู้เหอ
พอถึงช่วงเวลาอาหารกลางวัน เดิมทีกู้เหออยากจะถามเขาว่าจะไปกิน
ด้วยกันที่โรงอาหารไหม แต่พอเปิดประตูเข้าไปเห็นเขากำลังหลับสนิทเหมือน
ไม่อยากตื่น เธอจึงปล่อยเขานอนต่อไป
จนถึงเวลาบ่ายสี่โมงกว่าๆ ที่ใกล้ถึงเวลาเลิกงาน จี้ซ่าวก็ยังไม่ตื่น
พอเธอกำลังจะไปปลุกเขาก็มีคนมาเคาะประตูห้องทำงานเสียก่อน
“เชิญเข้ามา”
ซ่งฉางเฟิงเดินเข้ามา พอเห็นกู้เหอกำลังยืนอยู่เขาก็คิดว่ามันแปลกๆ “ทำไม
ยืนอยู่ล่ะ?”
กู้เหอกำลังจะไปปลุกจี้ซ่าวเลยลุกจากเก้าอี้ อยู่ๆ โดนถามแบบนี้เธอก็ไม่กล้า
บอกว่ากำลังจะไปปลุกคนในห้องนอน ต่อให้คนๆ นั้นจะเป็นจี้ซ่าวก็ตาม
ซ่งฉางเฟิงน่าจะไม่รู้จักจี้ซ่าว
พนักงานในบริษัทคงจะรู้จักแต่จี้เจี๋ย ไม่รู้จักจี้ซ่าว สาเหตุก็เพราะจี้ซ่าวไม่
ค่อยได้มาที่บริษัท แล้วก็เขาเป็นหมอไม่มีเวลามาสนใจงานที่นี่ด้วย
“เตรียมตัวเลิกงานน่ะค่ะ” กู้เหอพูดออกมาพลางเดินไปที่หน้าโต๊ะทำงาน
แล้วหยิบเอกสารส่งให้ซ่งฉางเฟิง “นี่เป็นข้อมูลของโรงงานต่างๆ ที่จัดทำ
เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อคืน คุณช่วยฉันดูหน่อยว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า ถ้า
ไม่มี พรุ่งนี้จะได้เอาเข้าประชุมบอร์ดผู้บริหารแล้วจัดการให้เรียบร้อย”
ในเรื่องการทำงานซ่งฉางเฟิงให้ความคิดเห็นที่ดีแก่กู้เหอมาตลอด
เอกสารที่ผ่านการตรวจจากซ่งฉางเฟิงแล้ว กู้เหอจะวางใจแล้วส่งมอบให้กับ
บรรดาบอร์ดผู้บริหาร
ซ่งฉางเฟิงเปิดดูผ่านๆ แล้วพยักหน้า “ไม่มีปัญหา แค่คืนเดียวทำได้ขนาดนี้
เลยเหรอ”
ซ่งฉางเฟิงโตกว่ากู้เหอสองปี ดังนั้นประสบการณ์จึงมากกว่า
กู้เหอยิ้มเล็กน้อย จริงๆ แล้วนี่เป็นฝีมือของจี้ซ่าวต่างหาก ประสิทธิภาพใน
การทำงานของเขาสูงมาก อีกทั้งนี่ยังเป็นงานที่ที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตการ
ทำงานของเขาเลยด้วยซ้ า
“ไปกินข้าวกันเถอะ”
ขณะที่กู้เหอกำลังจะเอ่ยปากว่าเธอจะกลับไปกินข้าวที่บ้านนั้น อยู่ๆ ก็นึกออ
กว่าเมื่อวานรับปากซ่งฉางเฟิงไว้ว่าวันนี้จะไปกินข้าวเย็นกับเขา
เธอเลื่อนไปอีกไม่ได้แล้ว เพราะเมื่อวานก็เลื่อนแล้วครั้งหนึ่ง……
หากยังเลื่อนต่อไป เธอจะต้องรู้สึกผิดมาก
“ค่ะ” กู้เหอพยักหน้าทำเหมือนไม่มีเรื่องอะไร
ตอนที่ 410
ซ่งฉางเฟิงฉลาดขนาดนี้ ต้องเข้าใจแน่นอนว่าจี้ซ่าวหมายถึงอะไร
เธอคิดว่าพอจี้ซ่าวตื่นก็คงจะกลับบ้านไปเอง เดี๋ยวเธอบอกเลขาว่าอย่าล็อค
ประตูคงพอ
กู้เหอหยิบกระเป๋าขึ้นมา ทันใดนั้นประตูห้องนอนก็ถูกเปิดออก ใจเธอหายวาบ
พอเธอเงยหน้ามองจี้ซ่าวก็ออกมาจากห้องนอนแล้ว
จี้ซ่าวหาว ดูแล้วเหมือนยังง่วงอยู่ เมื่อวานตอนเช้าเขายืนผ่าตัดเกือบจะครึ่งวัน
ตอนเย็นยังช่วยกู้เหอดูเอกสารอีกจนถึงตีสามกว่า ถ้าเกิดเป็นไปได้เขาก็ยังอยาก
นอนต่อ แต่ก่อนหน้านี้เขาตั้งนาฬิกาปลุกไว้เพื่อจะตื่นไปกินข้าวเย็นเอาแรง
หน่อย
แต่พอเขาเปิดประตูมาก็เห็นกู้เหอกำลังถือกระเป๋าเตรียมจะออกไปกับผู้ชายคน
หนึ่ง
“ไปไหน” จี้ซ่าวถามขึ้น แววตายังง่วงอยู่
สายตาของเขามองไปที่ซ่งฉางเฟิง เขาไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ แต่ด้วยความที่เขาเป็น
มืออาชีพเรื่องความรัก ดังนั้นจึงสามารถมองออกได้ถึงเรื่องความสัมพันธ์
ระหว่างชายหญิง
จี้ซ่าวคิดว่าผู้ชายคนนี้กับกู้เหอมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา อย่างน้อย สายตาที่
เขามองกู้เหอก็ดูแตกต่างออกไป
เป็นแววตาที่ผู้ชายใช้มองผู้หญิง
“พวกเราจะไปกินข้าวกัน คุณก็กลับบ้านไปนะ” กู้เหอพูดด้วยน้ าเสียงเรียบๆ
ไม่ได้คิดจะแนะนำซ่งฉางเฟิงให้จี้ซ่าวรู้จัก เพราะเธอคิดว่าเขาทั้งสองคนไม่มี
ความจำเป็นต้องทำความรู้จักกัน ถึงแม้ว่าคนหนึ่งคือผู้บริหารระดับสูง อีกคนคือ
ลูกชายเจ้าของบริษัท แต่ทายาทเจ้าของบริษัทคนนี้ไม่ได้สนใจเรื่องงานในบริษัท
เลย แนะนำไปก็เท่านั้น
นิสัยของกู้เหอคล้ายกับเฉิงฉีตงมาก ไม่ชอบอธิบายอะไรมากมาย ต่อให้บางครั้ง
ต้องโดนเข้าใจผิดก็ตาม เธอก็ไม่ชอบอธิบายอยู่ดี
“พวกเราเหรอ” สายตาของจี้ซ่าวจับจ้องไปที่ซ่งฉางเฟิง แววตาแฝงไปด้วย
ความระแวดระวัง “คุณกับเขาเหรอ”
“มีปัญหาเหรอ” กู้เหอถามอย่างสงสัย เธอคิดว่าแค่ไปกินข้าวกับเพื่อนเท่านั้นไม่
มีอะไรเสียหาย
“สวัสดีครับ ผมซ่งฉางเฟิง” ซ่งฉางเฟิงยื่นมือออกมาเพื่อจะจับมือกับจี้ซ่าว แต่
จี้ซ่าวไม่ได้มีท่าทีจะยื่นมือออกมาจับด้วย
ซ่งฉางเฟิงรู้สึกเสียหน้านิดหน่อย แต่ก็ชักมือกลับอย่างนิ่งๆ แล้วหยิบนามบัตร
หรูออกมาจากเสื้อสูท
คราวนี้จี้ซ่าวยื่นมือออกไปรับนามบัตรมาดู “CAO ของบริษัทจี้กรุ๊ปงั้นเหรอ
……”
จี้ซ่าวอ่านตัวหนังสือบนนามบัตรหนึ่งรอบ สายตาเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่
กู้เหอรู้สึกหิวแล้ว เธอพูดเหมือนจะเป็นการเร่ง “ได้เวลาอาหารเย็นของฉันแล้ว
ไปกันเถอะค่ะ”
จี้ซ่าวกลับยื่นมือไปจับแขนเรียวบางของกู้เหอไว้ อีกมือหนึ่งถือนามบัตรอยู่ เขา
ยิ้มออกมา “เป็นเด็กทารกหรือไง ถึงต้องมีเวลากินข้าวที่แน่นอน ในเมื่อจะไปกิน
ข้าวกัน งั้นผมไปด้วยคนสิ คุณซ่งครับ ผมไปด้วยคงไม่เป็นไรนะครับ”
ซ่งฉางเฟิงไม่รู้ว่าผู้ชายตรงหน้านี้คือใคร แค่รู้สึกว่าเขาหน้าด้านใช้ได้
ความพิเศษของจี้ซ่าวก็คือ หน้าหนา แต่ไม่ถึงกับแสดงท่าทีหน้าด้านอยู่
ตลอดเวลา แค่กับบางเรื่องเท่านั้นที่เขาจะเลือกใช้ความหน้าด้านออกมา แต่ก็
ไม่ได้ดูชั่วร้ายอะไรนัก
ถึงซ่งฉางเฟิงจะคิดอย่างนั้นในใจแต่เขายังรักษาท่าทางของสุภาพบุรุษเอาไว้
“ได้สิครับ”
จี้ซ่าวหันไปมองกู้เหอ เธอไม่ออกความเห็นอะไร กู้เหอคิดว่าก็แค่เพิ่มตะเกียบ
เข้ามาอีกหนึ่งคู่ อีกอย่างเมื่อคืนจี้ซ่าวก็ช่วยงานเธอ แค่กินข้าวมื้อเดียวเอง จาก
ที่ได้ทำงานด้วยกันเมื่อคืน เธอรู้สึกว่าตัวเองมีท่าทางที่ดีขึ้นต่อจี้ซ่าวนิดหน่อย ไม่
เหมือนเมื่อก่อนที่ไม่อยากเห็นหน้าเขาแล้ว
อย่างเช่นวันนี้ที่กู้เหอยอมให้เขาใช้ห้องนอนตัวเองพักผ่อน มันแสดงให้เห็นแล้ว
ว่าเธอเริ่มเปิดใจ เพราะเธอเป็นคนที่รักความสะอาดมากเป็นพิเศษ เหมือน
กับเฉิงฉีตงไม่มีผิด ยีนกรรมพันธุ์เป็นอะไรที่น่ามหัศจรรย์มาก ถ้าไม่ใช่ว่าเธอติด
ค้างเขาเรื่องเมื่อคืนล่ะก็ ไม่มีทางที่จะใช้จี้ซ่าวมาใช้ห้องนอนแน่นอน
*
ภายในร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง
กู้เหอนั่งฝั่งเดียวกับจี้ซ่าว ส่วนซ่งฉางเฟิงนั่งฝั่งตรงข้ามกับกู้เหอ เขากำลังสั่ง
อาหาร
ตำแหน่งที่กู้เหอกับจี้ซ่าวนั่งทำให้กระอักกระอ่วนใจนิดหน่อย เพราะหากเป็น
เพื่อนกันคงไม่นั่งแบบนี้ มีแต่คู่รักเท่านั้น……
จี้ซ่าวไม่ชอบกินอาหารญี่ปุ่นเอามากๆ อาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นของสดเย็น
เขาชอบกินอาหารที่ปรุงสุกร้อนๆ ได้รสชาติกว่า
ร้านนี้ซ่งฉางเฟิงเป็นคนจองไว้ พวกเขาไม่มีสิทธิ์เลือก
กู้เหอเองรู้สึกเฉยๆ กับอาหารญี่ปุ่น เพียงแค่ว่ามันพอดีกับที่เธอกำลังควบคุม
อาหาร ของที่ไม่ชอบจะกินได้น้อยถือเป็นการลดน้ าหนักพอดี
“อยากสั่งอะไรอีกไหม” ซ่งฉางเฟิงถามกู้เหอกับจี้ซ่าว
“ไม่แล้วค่ะ” กู้เหอยิ้มเล็กน้อย จี้ซ่าวเองก็พยักหน้า
“ร้านนี้อาหารรสชาติไม่เลว ไม่รู้ว่าคุณจะชอบหรือเปล่า” ซ่งฉางเฟิงเอ่ยกับกู้
เหอพลางรินน้ าแล้วส่งให้เธอ
“ขอบคุณค่ะ”
จี้ซ่าวพอได้ฟังก็พูดออกมาอย่างเย็นชา “ไม่รู้ว่าผู้หญิงเขาชอบอะไรก็จองร้าน
มั่วๆ มันจะทำให้ฝ่ายหญิงหักคะแนนเอาได้ง่ายๆ นะ”
น้ าเสียงของจี้ซ่าวตอนนี้เหมือนเป็นพวกกูรูในเรื่องความรัก……
กู้เหออยากจะทำหน้านิ่ว แต่ติดที่ว่าตอนนี้ซ่งฉางเฟิงกำลังมองเธออยู่ เธอจึง
ไม่ได้แสดงออกอะไร
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จี้ซ่าวพูดจาปากไม่มีหูรูด แต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะกล้าต่อหน้าคน
อื่นแบบนี้
แบบนี้เหมือนเป็นการหักหน้าซ่งฉางเฟิง……
แต่สีหน้าของซ่งฉางเฟิงกลับดีกว่าที่กู้เหอคิด คนที่คร่ าหวอดอยู่ในวงการธุรกิจ
มานานมักจะควบคุมสีหน้าและเก็บอารมณ์ได้ดี
ซ่งฉางเฟิงยิ้มอย่างสุภาพ “ผมจำได้ว่าเหอเหอชอบกินอาหารรสจืด”
คำว่า “เหอเหอ” ทำให้จี้ซ่าวรู้สึกปรี๊ดขึ้นมาในสมอง
เขารู้สึกว่ามันเกินไป สองคนนี้ยังไงกันแน่ ไหนจะเหอเหอนั่นอีก
“คุณซ่งกับแม่เลี้ยงผมมีความสัมพันธ์ยังไงกันแน่ครับ” อยู่ๆ จี้ซ่าวก็ยิ้มอย่าง
เจ้าเล่ห์ เขาจงใจเน้นคำว่า “แม่เลี้ยง”……
กู้เหอสูดหายใจอยู่ภายในใจ เธอเริ่มรู้สึกเสียใจที่ให้จี้ซ่าวมาด้วย ความรู้สึก
เสียใจนี้ค่อยๆ มากขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป
ซ่งฉางเฟิงไม่ใช่คนหูหนวก แน่ล่ะเขาได้ยินคำว่าแม่เลี้ยงชัดเจน
ซ่งฉางเฟิงรู้ดีถึงสถานการณ์ของกู้เหอ เขาอยู่บริษัทนี้มาหลายปี ย่อมรู้ว่ากู้เหอ
มีความสัมพันธ์อย่างไรกับตระกูลจี้
แต่เขานึกไม่ถึงว่าผู้ชายตรงหน้าจะเป็นลูกชายคนเล็กของจี้หยวนหาง
ในบริษัทเคยมีข่าวลือแย่ๆ อยู่บ้างเกี่ยวกับลูกชายคนเล็กของจี้หยวนหาง มีคน
จำนวนไม่น้อยบอกว่าเขาไม่สนเรื่องธุรกิจ ชอบไปเที่ยวสถานที่กลางคืน เป็น
พวกไม่เอาถ่าน
พอวันนี้ได้มาเห็นคุณชายตระกูลจี้ท่านนี้นิสัยแย่มาก แต่ถ้ามองจากในมุมผู้ชาย
ซ่งฉางเฟิงรู้สึกว่าจี้ซ่าวยังดูมีมาดผู้ดีอยู่
“คุณชายรอง” ซ่งฉางเฟิงเรียกจี้ซ่าวอย่างให้เกียรติ
จี้ซ่าวยิ้มให้ซ่งฉางเฟิง “คุณซ่งรู้จักแม่เลี้ยงผมมากี่ปีแล้วครับ”
“หลายปีแล้วครับ ผมกับเหอเหอแล้วก็จี้เจี๋ยพี่ชายคุณเคยเรียนที่เดียวกัน”ซ่ง
ฉางเฟิงยังคงเรียกชื่อเล่นกู้เหอย่างสนิทสนม
ทำให้จี้ซ่าวรู้สึกไม่สบายใจอย่างไม่มีเหตุผล
“ที่แท้ก็เป็นเพื่อนนักเรียนกันนี่เอง ผมมีอะไรอยากจะแนะนำคุณซ่งหน่อย” จี้
ซ่าวพูด
กู้เหอรู้สึกได้ว่าไม่ชอบมาพากล จี้ซ่าวพูดมาขนาดนี้แล้วจะต้องเป็นเรื่องที่ไม่น่า
ฟังแน่ๆ
เธอยกเท้าที่ใส่รองเท้าส้นสูงสะกิดไปที่ขาของจี้ซ่าว จี้ซ่าวรู้สึกได้ แต่ยังคงพูด
ต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“กู้เหอเป็นภรรยาพ่อผม สามีแก่เมียสาวคนข้างนอกคงนินทากันไปต่างๆ นานา
แล้วยิ่งกู้เหอเป็นคนสวย ทั้งยังดำรงตำแหน่งประธานฝ่ายบริหารอีก ถ้าเกิดว่า
ชีวิตส่วนตัวของเธอเกิดเรื่องไม่งามขึ้น ถึงตอนนั้นคนที่จะลำบากก็คือเธอ เธอ
ต้องแบกรับอะไรบ้าง ผมว่าคนฉลาดอย่างคุณซ่งต้องเข้าใจแน่นอน” น้ าเสียง
ของจี้ซ่าวแฝงไปด้วยการขู่ น้ าเสียงหนักแน่นบวกกับท่าทางที่จริงจัง
กู้เหอถึงกับอึ้งไป จี้ซ่าวที่ไม่ค่อยพูดจากับเธอ อยู่ๆ วันนี้ก็พูดมากต่อหน้าซ่งฉาง
เฟิง อีกทั้งเรื่องที่พูดก็เกี่ยวกับเธอทั้งหมด ทำให้เธอรู้สึก….ตกใจที่อยู่ๆ เขาก็มา
เป็นห่วง
ไม่แสร้งทำ
อีกทั้งถ้าเธอฟังไม่ผิดล่ะก็ จี้ซ่าวพูดว่าเธอ……สวย กู้เหอรู้สึกว่าวันนี้สมองของจี้
ซ่าวทำงานแปลกๆ
ซ่งฉางเฟิงฉลาดขนาดนี้ ต้องเข้าใจแน่นอนว่าจี้ซ่าวหมายถึงอะไร
เขาก้มหัวลงแล้วเงยหน้าขึ้นพลางพูด “เมื่อก่อนผมกับเหอเหอเป็นเพื่อน
นักเรียนกัน ตอนนี้ก็ยังเป็นเพื่อนกันครับ”
“งั้นผมก็หวังว่าในอนาคตพวกคุณจะยังคงรักษามิตรภาพอันบริสุทธิ์แบบนี้ไว้นะ
ครับ” จี้ซ่าวยิ้มออกมา เขาพอใจกับคำตอบของซ่งฉางเฟิง
สำหรับกู้เหอแล้วข้าวมื้อนี้ให้ความรู้สึกธรรมดาๆ แต่สำหรับซ่งฉางเฟิงคงไม่
ค่อยพอใจนัก
ซ่งฉางเฟิงขับรถออกไปก่อนแล้ว จี้ซ่าวขับเฟอรารี่สีแดงเข้ามา นี่เป็นสไตล์ที่
แท้จริงของเขา
กู้เหอไม่ได้ขับรถมา เธอจึงขึ้นไปนั่งฝั่งข้างคนขับ
พอเธอเข้าไปนั่ง จี้ซ่าวก็เริ่มพูดถึงซ่งฉางเฟิงในแง่ลบ อืม เขาพูดแต่คำพูดแย่ๆ
จริงๆ
“ไอ้ซ่งฉางเฟิง ต่อไปคุณอยู่ห่างๆ มันไว้เลย สายตาที่มันมองคุณน่ะไม่ธรรมดา
คุณมีสามีแล้ว อย่าไปยุ่งกับชายโสดสูงวัยแบบนั้นเลย”
จี้่ซ่าวพูดด้วยน้ าเสียงแน่วแน่
กู้เหอได้ฟังยังคงนั่งนิ่ง เธอพูดออกมาอย่างเย็นชา “คุณมองเขาในแง่ร้ายเกินไป
แล้ว”
“คนเราต้องรู้จักระวังตัวไว้บ้าง สถานะของคุณมันไม่เหมือนชาวบ้าน เรื่องเล็กๆ
น้อยเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว ก็ทำให้คนเอาไปนินทาได้”
“ถ้าฉันกังวลเรื่องคนจะนินทา ก็คงอยู่มาไม่ได้ถึงป่านนี้แล้ว” กู้เหอสูดลมหายใจ
เข้าลึกๆ อารมณ์เธอเริ่มปั่นป่วน
สถานะคุณนายแห่งตระกูลจี้ นับวันยิ่งทำให้เธอแบกรับไม่ไหว
แม้แต่การคบเพื่อนธรรมดาๆ ยังกลายเป็นสิ่งต้องห้ามไปแล้ว
ตอนที่ 411
จากความสัมพันธ์ของเธอกับจี้ซ่าว การกลับบ้านพร้อมกันมันดูเกินไปเหรอ
“ผมแค่เตือนด้วยความหวังดี เกิดวันดีคืนดีเรื่องแย่ๆ ถูกเปิดเผยออกมา
อย่ามาหาว่าผมไม่เตือนนะ” น้าเสียงของจี้ซ่าวเจือไปด้วยความไม่พอใจนิด
หน่อย เขารู้สึกว่ากู้เหอไม่ฟังที่เขาเตือน ท่าทางของกู้เหอที่แสดงออกท้าให้
เขารู้สึกว่า หรือเธอกับซ่งฉางเฟิงจะมีอะไรกันจริงๆ……
เรื่องนี้ถ้าลองถามพี่ใหญ่ดูก็คงรู้
พวกเขาสามคนเคยเรียนที่เดียวกัน สมัยเรียนคงจะสนิทกันอยู่
จี้ซ่าวไม่รู้ว่าท้าไมอยู่ๆ ตัวเองก็กลายเป็นพวกขี้เม้าท์ เขาไม่ใช่คนแบบนั้น
แต่ก็อยากรู้ข้อเท็จจริงเรื่องนี้อย่างไม่ทราบสาเหตุ
“ขอบคุณที่เตือน” น้าเสียงของกู้เหอดูอ่อนโยน มันท้าให้จี้ซ่าวคิดไม่ถึง เขา
กลับคิดว่าเธอคงจะร้าคาญหรือไม่ก็ไม่พอใจ
จี้ซ่าวท้าเสียงไอสองที “แค่กๆ……ผมท้าเพื่อตระกูลจี้”
“อืม” กู้เหอไม่สนใจว่าเขาจะท้าเพื่อใคร เพื่อตระกูลจี้ก็ดี เพื่อจี้หยวนหางก็
ช่าง ยังไงก็คงไม่ใช่เพื่อเธอ เรื่องนี้เธอเข้าใจดี
“ผมขอถามสักค้าถามได้ไหม”
“ขอฟังค้าถามก่อนค่อยตัดสินใจว่าจะตอบดีไหม” กู้เหอฉลาดมาก เธอเดา
ว่าจี้ซ่าวอาจจะถามเรื่องส่วนตัว ดังนั้นจึงขอฟังค้าถามก่อน
จี้ซ่าวจนปัญญา การจะคุยกับผู้หญิงฉลาดเป็นเรื่องที่เหนื่อย เหนื่อยกว่าคุย
“ในช่วงหลายปีมานี้ที่คุณแต่งงานกับพ่อผม มีผู้ชาย
อื่นมาตามจีบคุณบ้างไหม ผมอยากฟังความจริง”
จี้ซ่าวอยากรู้อยากเห็น เป็นความอยากรู้แบบที่ไม่มีเหตุผล
กู้เหอรู้ว่าจี้ซ่าวจะต้องอยากรู้เรื่องส่วนตัวของเธอ เธอหันไปมองจี้ซ่าวที่
ก้าลังขับรถ ปกติจี้ซ่าวจะใส่ชุดสบายๆยกเว้นแค่ตอนไปท้างานที่โรงพยาบาล
บวกกับเขาอายุน้อยกว่าเธอ ดังนั้นโดยรวมแล้วจี้ซ่าวเหมือนผู้ชายที่ทั้งดูเด็ก
แล้วก็สดใสมีชีวิตชีวา
กู้เหอไม่คิดว่าเรื่องส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้จะมีอะไรที่ต้องปิดบัง ยิ่งไป
กว่านั้นจี้ซ่าวก็เป็นคนในตระกูลจี้เหมือนกัน
“มีสิ” กู้เหอพูดด้วยน้าเสียงราบเรียบ เหมือนก้าลังพูดปกติ แต่จี้ซ่าวพอได้
ฟังก็หน้านิ่ว
“ผมคิดว่าคุณจะโกหกเสียอีก”
“ก็คุณบอกเอง ว่าอยากฟังความจริง” กู้เหอรู้ว่าจี้ซ่าวฉลาด เธอเองก็ไม่
อยากท้าเป็นฉลาดต่อหน้าเขา
จี้ซ่าวยิ่งหน้านิ่วกว่าเดิม “เยอะขนาดนั้น แต่ไม่มีคนที่ถูกใจเลยเนี่ยนะ”
“ไม่มี” นี่ก็เป็นเรื่องจริง แต่เล็กจนโตมีคนมาตามจีบเธอมากมาย แต่หลาย
ครั้งที่ผู้ชายเหล่านั้นแค่รู้สึกปลื้มเธอเท่านั้น พอรู้ว่าเธอแค่มีภาพลักษณ์ดู
อ่อนโยน แต่ภายในเย็นชาก็พากันถอยห่างหมด
ผู้หญิงแบบกู้เหอยากที่จะโอนอ่อนตามผู้ชาย
“ท้าไมล่ะ ผู้ชายแบบไหนเหรอ ที่เทียบไม่ได้กับพ่อผมที่อายุมากแล้วก็ป่วย
หนักแบบนี้” น้าเสียงจี้ซ่าวเหมือนก้าลังล้อเล่น
กู้เหอได้ฟังก็ก้มหน้าลง “คุณพูดถึงพ่อตัวเองแบบนี้ ฉันจะไปบอกท่าน”
“คุณไม่ท้าหรอก” จี้ซ่าวยิ้มออกมาอย่างไม่มีเหตุผล แม้แต่ตัวเขาเองยัง
ตกใจ ไม่รู้ว่าท้าไมอยู่ๆ ตัวเองก็ยิ้ม……
กู้เหอนิ่งไปสักพัก เธอเม้มริมฝีปากแล้วหันหน้าไปมองนอกหน้าต่าง “ก่อนที่
จะมาเป็นคุณนายบ้านนี้ ฉันไม่อยากมีความรัก รู้สึกว่ามันไม่มีความหมาย
อะไร ก็แค่การพึ่งพากันของผู้ชายผู้หญิง ฉันตัวคนเดียวก็มีชีวิตอยู่ได้ พอ
ได้มาเป็นคุณนายตระกูลจี้ ความถูกต้องมันท้าให้ฉันไม่สามารถไปยุ่งกับ
ผู้ชายคนอื่นได้ ต่อให้เขาจะดีกับฉันก็ตาม ฉันเหมือนเป็นตัวแทนของบ้านนี้
จะท้าเรื่องเสื่อมเสียไม่ได้ ฉะนั้นคุณวางใจเถอะ ต่อให้เป็นซ่งฉางเฟิงฉันก็จะ
รักษาระยะห่างไว้ให้ได้มากที่สุด เป็นได้แค่เพื่อน”
จี้ซ่าวนิ่งไป เขานึกไม่ถึงว่ากู้เหอจะพูดความในใจกับเขามากขนาดนี้ ก่อน
หน้านี้พวกเขาทั้งสองคนจะให้ดีคืออย่าเจอหน้ากันเลย ใครจะไปคิดว่าเรื่องอี้
ซิงย้ายเข้ามาอยู่บ้านจะท้าให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาอ่อนลง……
“คราวหน้าถ้าต้องไปเจอซ่งฉางเฟิงก็พกสเปรย์ป้องกันตัวไปด้วย อย่าเข้าไป
อยู่ในที่ลับตาคนหรือพื้นที่ส่วนตัว” จี้ซ่าวยังคงไม่ไว้ใจซ่งฉางเฟิง เขารู้สึกว่า
จะต้องเกิดเรื่อง
“ฉันเป็นเพื่อนกับเขามานาน ถ้าจะเกิดอะไรขึ้นคงเกิดนานแล้ว” กู้เหอไม่
เข้าใจความคิดของจี้ซ่าว แต่รู้ว่าเขาพูดเพราะหวังดี ใจของเธอก็เริ่มจะโอน
อ่อนลง
ตั้งแต่เล็กจนโตคนที่เป็นห่วงเธอมีไม่มาก ส้าหรับตระกูลเฉิงแล้วเธอก็เป็นแค่
ลูกติดภรรยาคนก่อน ในบ้านมีเฉิงฉีตงเป็นลูกรัก ทั้งคุณปู่แล้วก็ญาติทางฝ่าย
แม่ต่างก็เอ็นดู ไม่มีใครมาคอยสนใจเธอ
ดังนั้นเธอจึงคิดว่าค้าพูดของจี้ซ่าวคือการเป็นห่วง
จี้ซ่าวส่ายหัวเล็กน้อย “คุณไม่เข้าใจผู้ชาย ผมก็เป็นผู้ชายนะ เข้าใจดีถึง
ความต้องการ ถ้าเกิดวันหนึ่งซ่งฉางเฟิงควบคุมตัวเองไม่ได้ล่ะ จะท้าไง”
กู้เหอเบนสายตาจากด้านนอกหันกลับมามองหน้าจี้ซ่าว พอได้ยินเขาพูด
แบบนี้เธอก็ยิ้มเล็กน้อย เธอกลั้นไม่ได้จริงๆ
“เข้าใจแล้ว” กู้เหอตอบรับค้าแนะน้าของจี้ซ่าว เธอคิดจะไปซื้อสเปรย์
ป้องกันตัว ไม่ใช่เพื่อเอามาป้องกันซ่งฉางเฟิง แต่จะเอามาป้องกันพวกลูกค้า
ที่จะมารังแกเธอต่างหาก
*
ณ บ้านตระกูลจี้
กู้เหอลงจากรถแล้วขึ้นบ้านไป เธอไม่ได้พูดอะไรกับจี้ซ่าวอีก พอขึ้นไปชั้น
บนก็เจออี้ซิง
เธอสงสัยว่าอี้ซิงอยู่ในบ้านทั้งวันเลยเหรอ……
อี้ซิงสวมชุดนอนผ้าแพรยืนอยู่ตรงหัวบันไดชั้นสอง พอเห็นกู้เหอก็รีบถาม
“กู้เหอ ท้าไมกลับมาดึกจัง”
“ไม่ดึกหรอก” กู้เหอก้มมองนาฬิกาข้อมือ “เพิ่งจะสองทุ่ม”
กู้เหอไม่ชอบถูกคนอื่นมาจ้ากัดเรื่องเวลาเหมือนที่อี้ซิงพูดเมื่อครู่ มาก้าหนด
ว่าเธอจะต้องกลับบ้านกี่โมง
ตั้งแต่เด็กๆ แล้วไม่มีใครมาสนใจควบคุมว่าเธอจะต้องกลับบ้านกี่โมง นี่
นับเป็นครั้งแรก
“ท้าไมจี้ซ่าวยังไม่กลับ ฉัน……” อี้ซิงท้าท่าเหมือนก้าลังร้อนใจ เธอรีบพูด
ออกมา แล้วเธอก็เห็นจี้ซ่าวผ่านไหล่ของกู้เหอ เขาก้าลังขึ้นบันได อี้ซิงถึงกับ
นิ่งไป “พวกเธอ……กลับมาด้วยกันเหรอ”
อี้ซิงถาม เธอไม่รู้สึกเขินอาย แค่อยากจะได้ค้าตอบแค่นั้น
จี้ซ่าวไม่ตอบ เขาเดินผ่านเธอไป
กู้เหอก็รู้สึกว่าไม่มีความจ้าเป็นต้องตอบ จากความสัมพันธ์ของเธอกับจี้ซ่าว
การกลับบ้านพร้อมกันมันดูเกินไปเหรอ เธอไม่คิดอย่างนั้น กู้เหอเดินไปทาง
ห้องนอนตัวเอง เธออยากจะให้จี้ซ่าวจัดการเรื่องนี้เอง