เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 190 ฉันอยากออกข่าว
ตอนที่ 190 ฉันอยากออกข่าว
หลังจากพวกเจ้าเจี้ยนออกไป ซ่งจื่อเซวียนนั่งบนโซฟา ครุ่นคิดเรื่องของบริษัท
ภายในบริษัทมีผู้อาวุโสสองสามคน เริ่มจากนายท่านฉินลิ่ว จนถึงซ่งอวิ๋นหล่าง เฮ่อเหว่ย แต่ละคนล้วนมีแผนของตัวเอง
ถ้าอยากปรับเปลี่ยนบริษัทใหม่ทั้งหมด ต้องเริ่มลงมือจากคนเหล่านี้ก่อน
ตอนนี้เจ้าเจี้ยนยอมจำนนแล้วหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างไรการใช้กำลังสยบง่ายกว่าวิธีอื่นเป็นไหนๆ
ดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนจึงตั้งเป้าหมายไปที่นายท่านฉินลิ่วก่อน เพราะเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในคนเหล่านี้
เหตุผลนั้นง่ายมาก นายท่านฉินลิ่วมีอำนาจโดยรวมมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นกำลังคนที่มีเยอะ มีอิทธิพลมาก ลำดับอาวุโสสูง มีประสบการณ์เยอะ หากจัดการหมากอย่างเขาได้ก่อน เช่นนั้นจะแก้ไขปัญหาไปได้กว่าครึ่งหนึ่ง
และหลังจากจัดการนายท่านฉินลิ่วแล้ว ก็คือเฮ่อเหว่ย ไม่ว่าแผนในใจของเขาจะเป็นอย่างไร ลำพังแค่การกระทำของเฮ่อเหยียนข่าย เขาผู้เป็นพ่อก็ต้องรับผิดชอบ
ส่วนซ่งอวิ๋นหล่าง…ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะเบาๆ สุดท้ายก็คืออารอง ค่อยจัดการเขาเป็นคนสุดท้าย!
นายท่านฉินลิ่วมีคนสนิทมากที่สุดสองคนในบริษัท คนหนึ่งคือเจ้าเฮยจื่อ อีกคนหนึ่งคือจั่วอู่ ตอนนี้จัดการเจ้าเฮยจื่อได้แล้ว ก้าวต่อไปของซ่งจื่อเซวียนคือจั่วอู่
เมื่อนึกถึงตรงนี้ เขาจึงยิ้มบางๆ สงสัย…เรื่องราวจะราบรื่นเกินไป
ขณะที่กำลังคิดอยู่ ถังหย่าฉีที่อยู่ข้างๆ ขยับตัวเล็กน้อย เอาศีรษะนอนหนุนอยู่บนตักของตัวเองเหมือนกับแมลงที่กำลังคลานมาอยู่ข้างกายตน
มองดูถังหย่าฉีในตอนนี้ ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกว่าเธอเหมือนลูกแมวน้อยที่เชื่องมาก นอนหลับปุ๋ย
อันที่จริงเรื่องนี้ซ่งจื่อเซวียนต้องตำหนิเธอ เพราะตัวเองพูดแล้วว่าไม่อยากให้เธอไป แต่เธอก็ยังดึงดัน
เมื่อเห็นถังหย่าฉีนอนหลับท่าทางน่ารัก ซ่งจื่อเซวียนจึงยากที่จะตำหนิเธอ
“อาจารย์ ต่อไปพวกเราจะอยู่ที่นี่เหรอ” ซางเทียนซั่วถาม “จริงๆ แล้วที่นี่ก็ไม่เลวนะ ฮ่าๆๆ หรูหราหมาเห่า”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มให้ “อีกสองวันร้านอาหารร่ำรวยก็น่าจะเปิดร้านแล้ว นายคิดว่าพวกเราต้องอยู่ที่ไหนล่ะ”
“หา? เร็วขนาดนี้เชียว”
“นายท่านรอง เรื่องของร้านอาหารร่ำรวยแก้ไขเรียบร้อยแล้วเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้ายิ้มเล็กน้อย “เกือบแล้วล่ะ พวกเรารอฟังข่าวก็พอ ครั้งนี้ฉันต้องปลอบขวัญเสี่ยปา เหอะๆ เพราะเขาตกใจมาก”
พูดจบ พวกเขาจึงหัวเราะออกมา
………………………
สมาคมอาหารเมืองตู้เหมิน
ภายในห้องทำงาน เฉิงเทียนเย่านั่งโยกเก้าอี้เอนหน้าเอนหลังไปมาอย่างช้าๆ พร้อมกับเล่นหยกเหอเถียนมูลค่าหกหลักในมือ
“พ่อบุญธรรมครับ เพื่อนของผมเปิดคลับเฮาส์แห่งหนึ่งที่เขตชานเมืองตะวันตก อยากไปลองไหมครับ” หลี่เจียหาวหยิบกระติกน้ำร้อนรินน้ำชาให้เฉิงเทียนเย่า แล้วยกมาที่โต๊ะ
เฉิงเทียนเย่าเอ่ยยิ้มๆ “คนหนุ่มอย่างพวกนาย เอาแต่เล่นไปวันๆ ควรจะตั้งใจเรื่องการทำงานมากกว่านี้นะ”
“แหะๆ พ่อพูดถูกครับ ผมแค่เห็นว่าช่วงนี้พ่อทำงานยุ่งเกินไป อยากให้พ่อผ่อนคลายบ้าง…” หลี่เจียหาวเอ่ย
เฉิงเทียนเย่าพยักหน้า “มีน้ำใจก็ดีแล้ว เจียหาว นายรู้ไหมทำไมฉันถึงให้นายตั้งใจทำงาน”
“หา? เอ่อ…”
หลี่เจียหาวไม่รู้จะตอบอะไรไปชั่วขณะ อันที่จริงในใจของเขา ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเฉิงเทียนเย่าถึงได้ทำงานยุ่งทั้งวัน
ในสายตาของเขา เจ้าหน้าที่ราชการควรจะว่างมากถึงจะถูก อ่านหนังสือพิมพ์จิบน้ำชา มีเวลาก็ออกไปเที่ยวบ้าง
“เหอะๆ เหยียบเข้าประตูราชการแล้วก็เป็นเพียงก้าวแรกของนายเท่านั้น นายต้องขยันปีนป่ายขึ้นไป บนเส้นทางนี้นายจะรู้ว่าการทำเงินนั้นง่ายมาก แต่ถ้านายไม่มีตำแหน่งที่มากพอ…ก็จะไม่มีเงิน”
“อันนี้ผมรู้ครับ พ่อบุญธรรม พวกเราเป็นข้าราชการก็เพื่อทำเงินครับ”
เฉิงเทียนเย่าได้ยินเช่นนั้นจึงส่ายหน้า “พูดแบบนี้ได้ในห้องทำงานเท่านั้น ถ้าออกไปห้ามพูดซี้ซั้ว ยังไงเป็นข้าราชการก็ง่ายแต่รักษาตำแหน่งข้าราชการไว้น่ะยาก”
“เอ่อ..หมายความว่ายังไงครับ ที่ว่ารักษาตำแหน่งข้าราชการยาก”
“ใช่ ตำแหน่งของนายไม่พอ ทำเงินไม่ได้ไม่ใช่เรื่องแย่ที่สุด แต่สิ่งที่แย่ที่สุดคือทำเงินได้แต่กลับไม่สามารถปกป้องตัวเองได้มากพอ นี่คือสิ่งที่อันตราย”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ หลี่เจียหาวตกตะลึงเล็กน้อย พยักหน้าพูดว่า “พ่อบุญธรรม ผมจะจำไว้ครับ”
“เจียหาว ต้องควบคุมพ่อค้าห้าถึงสิบเจ้าให้ได้ แล้วนายก็จะกินอิ่ม จากนั้นหน้าที่ของนายก็คือเป็นเพื่อนพ่อค้าที่ใหญ่กว่านั้น เพราะมีเพียงเพื่อนเท่านั้น พวกเขาถึงจะรักษามิตรภาพระหว่างพวกนายไปได้เรื่อยๆ เข้าใจไหม”
“เข้าใจแล้วครับ พ่อบุญธรรมกำลังสอนผมหาวิธีทำเงิน”
“แบบนี้ถูกต้องแล้ว ให้ความสำคัญกับงาน ได้เงินแล้วก็อยู่เงียบๆ ตั้งใจทำงาน ทำให้หัวหน้าเห็นว่านายขยัน ทำงานเป็นคนนิ่งๆ และมั่นคง แบบนี้ถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จ”
ขณะพูด เฉิงเทียนเย่าหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมาดื่มหนึ่งที “ก็เหมือนชาถ้วยนี้ หกพันหยวนต่อครึ่งกิโลกรัม นายคิดว่าต่อให้เป็นผู้บริหารสำนักงานควบคุมตลาดจะได้ดื่มในราคาเท่าไรล่ะ”
หลี่เจียหาวฟังแล้วจึงหัวเราะออกมา “ใช่แล้วครับ ค่าน้ำร้อนน้ำชาพวกนี้พ่อได้มามากพอแล้ว เพราะงั้นบุหรี่ เหล้า น้ำชาก็ไม่จำเป็นต้องไปซื้อเลย และล้วนเป็นของหรูอย่างดีทั้งนั้น”
เฉิงเทียนเย่ายิ้มบางๆ ความภาคภูมิใจแฝงอยู่ในรอยยิ้มของเขา
“ต่อไปนายก็ทำได้”
“เหอะๆ เรียนรู้จากพ่อครับ แต่ว่า…พ่อบุญธรรมครับ คลับเฮาส์ที่เพื่อนของผมเปิดมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากนะครับ อยู่ในสถานที่ปิด ปลอดภัย”
เฉิงเทียนเย่าส่ายหน้า “มีแต่ของเดิมๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจ”
“รายการเยอะนะครับ มีหลายอย่างที่ผมก็ไม่เคยได้ยิน และยังมีฝรั่งสาวสวยอีกสองสามคน เขาบอกผมว่าให้ผู้หญิงสองสามคนเข้ามาปรนนิบัติพร้อมกันได้ครับ”
หลี่เจียหาวพูดประโยคนี้จบ เฉิงเทียนเย่าก็ตาเป็นประกาย นั่งตัวตรงทันที
“มีแบบนี้ด้วยเหรอ ดีมาก เดี๋ยวนี้ใจกล้ามากขนาดนี้แล้ว”
“ฮ่าๆๆ ใช่ครับ งานบริการในเมืองตู้เหมินมีแต่แบบนั้นอย่างเดียว แต่คลับเฮาส์ของพวกเขาเรียกได้ว่าสอดคล้องกับระดับสากล”
เฉิงเทียนเย่าอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “โอเค มีระดับเทียบเท่าระดับสากล ถ้าอย่างนั้น…พวกเราไปลองดีไหม”
“ครับ พ่อไม่ต้องสนใจอะไรแล้ว ผมจะติดต่อพวกเขาเอง รับรองปลอดภัย”
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่ เสียงเคาะประตูสองสามทีก็ดังเข้ามา หัวข้อการสนทนาหยุดลงทันที หลี่เจียหาวกลับไปนั่งบนโซฟา เฉิงเทียนเย่าก็นั่งหลังตรงพอดีกับโต๊ะ
“เข้ามา”
วินาทีที่ประตูถูกผลักออก เฉิงเทียนเย่าก็ตกตะลึง รีบลุกขึ้นมาทันที
เห็นเพียงคนสามคนเดินเข้ามา ผู้ชายที่เดินนำหน้าสุดใส่เสื้อแจ็กเก็ตผ้าฝ้ายสีน้ำเงิน มือถือกระเป๋าเอกสาร เป็นหวังเฉียงแห่งสำนักงานควบคุมตลาด
“อ้าวผู้อำนวยการหวัง คุณมาได้ยังไงครับ คุณก็…ไม่บอกกันล่วงหน้าเลย”
เฉิงเทียนเย่ารีบเดินไปข้างหน้า เป็นฝ่ายยื่นมือไปจับมือก่อน
หวังเฉียงก็จับมือกับเขา พูดพร้อมใบหน้าที่ยิ้มเล็กน้อย “รองประธานเฉิง ครั้งนี้พวกเรามาเพราะเรื่องงาน ประเด็นหลักคืออยากทำความเข้าใจสถานการณ์บางอย่างกับคุณ ตอนนี้สะดวกไหมครับ”
“ทำความเข้าใจสถานการณ์เหรอ สะดวก สะดวกครับ เอ่อ…เจียหาว นายออกไปก่อน”
“ครับรองประธาน” เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น หลี่เจียหาวไม่ได้เรียกว่าพ่อบุญธรรมอีก แต่เรียกรองประธานแทน
หลังจากหลี่เจียหาวเดินออกไป หวงเฉียงจึงหยิบเอกสารออกมาฉบับหนึ่ง เอ่ยว่า “รองประธานเฉิง คุณดูเอกสารฉบับนี้ก่อน แล้วพวกเราค่อยคุยกัน”
“ได้ครับ แหะๆ ผู้อำนวยการหวัง คุณเกรงใจเกินไปแล้ว เรียกผมว่าเทียนเย่าก็พอ”
หวังเฉียงไม่ตอบ
แต่พอเห็นเนื้อหาในเอกสาร เฉิงเทียนเย่าสีหน้าเปลี่ยนไปทันที เม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาเป็นชั้นบนหน้าผากในพริบตาเดียว
หัวข้อเอกสารคือ ‘หนังสือแจ้งเกี่ยวกับการตรวจและลงโทษฐานฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ของเฉิงเทียนเย่า’
เฉิงเทียนเย่าค่อยๆ เงยหน้าขึ้น กระทั่งหมดความอดทนที่จะอ่านเอกสารต่อ “ผะ ผู้อำนวยการหวัง เอ่อ…”
“เทียนเย่า ครั้งนี้..ผมเกรงว่าจะช่วยคุณไม่ได้แล้ว เรื่องอยู่ที่ท่านอธิบดีลู่แล้ว คุณเตรียมตัวไว้นะ”
เฉิงเทียนเย่าอึ้งไป ก้มหน้าทันที “ผมเข้าใจครับ ผมเข้าใจแล้วครับ”
หวังเฉียงพยักหน้า “อย่างนั้นก็ดี พวกเราจะต้องคุยกับเฝิงต๋าและหลี่เจียหาวสองคนพร้อมกัน สาเหตุที่เมื่อกี้ไม่ได้ให้หลี่เจียหาวอยู่ เพราะตามระเบียบแล้วต้องคุยกับคุณแบบตัวต่อตัว คุณเข้าใจใช่ไหม”
“เข้าใจครับ”
“โอเค อย่างนั้นพวกเราจะเริ่มทำความเข้าใจปัญหา หวังว่าคุณจะให้ความร่วมมือนะครับ” หวังเฉียงพูดจบ เจ้าหน้าที่อีกสองคนจึงหยิบปากกาและสมุดเริ่มจดบันทึก
บรรยากาศภายในห้องทำงานเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อครู่คนสองคนคุยกันว่าจะใช้อำนาจทำเงินได้อย่างไร รักษาตำแหน่งข้าราชการได้อย่างไร ไปจนถึงความเพลิดเพลินที่จะได้รับการปรนนิบัติจากฝรั่งสาวสวยที่คลับเฮาส์เขตชานเมืองตะวันตกอย่างไร แต่ตอนนี้…
ทั้งสี่คนพูดถึงปัญหาการฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ของเฉิงเทียนเย่าด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม
…………………………
เขตเฉิงเป่ย คลับเฮาส์หลงตู
เมื่อนอนหลับไปสี่ชั่วโมงแล้ว ถังหย่าฉีจึงตื่นขึ้นมา
เธอค่อยๆ ลืมตา แวบแรกก็เห็นซ่งจื่อเซวียน
ซึ่งก็แน่นอนอยู่แล้ว เพราะเธอใช้เขาเป็นหมอนหนุนนอนหลับ
“จื่อเซวียน…”
“ตื่นแล้วเหรอ เหอะๆ ยานี่ไม่ได้ทำให้ความจำเสื่อมใช่ไหม” ซ่งจื่อเซวียนพูดแซว
ถังหย่าฉีขมวดคิ้ว ถึงแม้จะนอนหลับไปสี่ชั่วโมงเท่านั้น แต่ผลของฤทธิ์ยา ทำให้เธอนอนหลับสนิทมากเป็นพิเศษ
พยายามนึกถึงเรื่องเมื่อครู่ ถึงแม้จะจำได้ แต่ก็เลือนราง…
“เฮ่อเหยียนข่าย…จื่อเซวียน นายเป็นคนพาฉันออกมาเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า แล้วชี้ไปที่ฟางรุ่ยกับซางเทียนซั่ว “พวกเขาด้วย”
“ถ้างั้นเฮ่อเหยียนข่ายล่ะ” ถังหย่าฉีเอ่ยถาม
“อาจารย์ของผมต่อยไอ้หมอนั่นพิการไปแล้ว ต่อไปมันเป็นผู้ชายไม่ได้แล้ว” ซางเทียนซั่วชิงพูดก่อน
ถึงแม้ถังหย่าฉีจะเป็นผู้หญิง แต่ก็รู้ว่าต่อยพิการไปแล้วมีความหมายว่าอะไร พอได้ฟังคำพูดของซางเทียนซั่ว เธอจึงเบิกตาโตมองซ่งจื่อเซวียนทันที
“มีอะไร ทำไมมองฉันแบบนี้” ซ่งจื่อเซวียนกล่าว
“นาย…จื่อเซวียน นายเก่งเกินไปแล้วหรือเปล่า ฉันคิดว่านายเป็นสุภาพบุรุษเรียบร้อย แต่นายก็ต่อยเป็นด้วยเหรอ” ถังหย่าฉีถาม
อันที่จริงตอนที่ซ่งจื่อเซวียนต่อยเฮ่อเหยียนข่ายล้ม ถังหย่าฉีไม่ค่อยมีสติเท่าไร เธอจึงจำได้ไม่ค่อยชัดเจน
ซ่งจื่อเซวียนกลอกตาใส่เธอหนึ่งที “มันคนละเรื่องโอเคไหม พอแล้ว เธอตื่นแล้วพวกเราจะได้กลับบ้านกัน เทียนซั่วไปส่งหย่าฉีกลับบ้านก่อนนะ”
“ครับ!”
ถังหย่าฉีก็ไม่พูดอะไร อย่างไรตอนนี้เธอยังมึนงงอยู่ ซ่งจื่อเซวียนพูดอะไรเธอก็เชื่อฟัง
พวกเขาเดินออกจากห้องส่วนตัวไป โทรศัพท์ของซ่งจื่อเซวียนก็ดังขึ้นมา เมื่อเห็นว่าเป็นหวังเฉียง เขาจึงยิ้มบางๆ
“พี่หวัง”
“น้องจื่อเซวียน นายเดาสิว่าฉันอยู่ที่ไหน ฮ่าๆๆ ฉันเพิ่งออกมาจากสมาคมอาหาร” หวังเฉียงหัวเราะพลางพูด
“หา? คุณไปสมาคมอาหารแล้วเหรอครับ” ซ่งจื่อเซวียนรู้แล้วแต่ก็ยังถาม
“ใช่แล้ว ยุ่งทำงานนั้นให้นายน่ะสิ อธิบดีลู่ส่งมอบงานแล้ว ฉันเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เป็นยังไงน้องชาย เรื่องนี้ถ้าเคลียร์แล้วนายต้องเลี้ยงข้าวฉันนะ” หวังเฉียงกล่าว
ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะหนึ่งที “อย่างนั้นดีเลยครับ เรื่องนี้ต้องรบกวนพี่หวังแล้วนะครับ”
“นายเกรงใจเกินไปแล้ว พวกเราเป็นคนกันเองทั้งนั้น อ้อใช่ เรื่องทางนี้ฉันจัดการเกือบเรียบร้อยแล้ว วันพรุ่งนี้น่าจะดึงป้ายปิดร้านของพวกนายออกได้แล้ว นายต้องการอะไรอีกไหม” หวังเฉียงถาม
ได้ยินประโยคนี้ ซ่งจื่อเซวียนจึงครุ่นคิด ด้วยความสัมพันธ์ของตัวเองกับลู่ลี่จวินในตอนนี้ หวังเฉียงต้องยอมทำงานให้ตนแน่นอน ถึงแม้จะเป็นเรื่องยาก อีกฝ่ายก็จะพยายาม ตอนนี้ถ้าไม่เสนอความต้องการแล้วจะรออะไรอีก
“พี่หวัง ผมน้องชายคนนี้อยากจะพูดความจริงกับคุณว่า เรื่องนี้โจมตีพวกเราหนักมาก ตอนที่พวกเขาเข้ามาตรวจ ลูกค้าก็อยู่กันเยอะแยะ เดินเข้ามามุงดูกันหมด เพราะงั้นถึงจะเปิดร้านแล้ว…ก็เกรงว่าจะมีผลกระทบต่อกิจการเป็นอย่างมากครับ”
“เอ่อ…นายคิดจะทำยังไง”
ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยว่า “พี่หวัง คุณคิดว่าทำแบบนี้ได้ไหมครับ ถึงแม้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องเข้าใจผิด ทางราชการก็ควรแสดงความรับผิดชอบ สามารถใช้มุมของข่าวโปรโมตร้านอาหารของพวกเราได้ไหมครับ บอกว่าข้าวผัดจักรพรรดิของร้านอาหารพวกเราสอดคล้องต่อความต้องการและมาตรฐานของร้านอาหาร”
“อะไรนะ เรื่องนี้นายก็อยากออกข่าวเหรอ” หวังเฉียงถามไม่หยุด