เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 247 เฉียนปู้หลาย - ตอนที่ 248 ฉันไม่ขายบ้านหลังนี้
- Home
- เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง
- ตอนที่ 247 เฉียนปู้หลาย - ตอนที่ 248 ฉันไม่ขายบ้านหลังนี้
ตอนที่ 247 เฉียนปู้หลาย
ณ ร้านอาหารร่ำรวย
ในห้องน้ำ โจวเผิงกำลังถือโทรศัพท์แล้วพูดว่า “ติงเฉิง นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับประธานโจว จู่ๆ ทีมตรวจสอบอาหารก็มาแล้วพูดในห้องโถงว่าพวกเขาต้องการตรวจสอบส่วนผสมและวัตถุดิบในข้าวผัดจักรพรรดิ พอลูกค้ากลุ่มหนึ่งได้ยินก็หยุดสั่งอาหาร แถมยังมีลูกค้าที่ออกจากร้านไปเลยด้วย”
เมื่อได้ยินโจวเผิงก็ขมวดคิ้ว “แม่งเอ๊ย ซ่งจื่อเซวียนไอ้เวรนี่ พวกเขาบอกว่าไงบ้าง”
“เขาบอกว่าต้องเปลี่ยน เราใช้ชื่อข้าวผัดจักรพรรดิไม่ได้ แล้วยังบอกอีกว่า…เป็นการแข่งขันที่ไม่ยุติธรรม ประธานโจวคุณก็รู้ว่าผมไม่รู้กฎหมาย คงจะไม่มีเรื่องเกิดขึ้นกับร้านของเราใช่ไหมครับ ผม…ไม่ต้องรับผิดชอบใช่ไหมครับ”
โจวเผิงยิ่งฟังก็ยิ่งโมโหจึงตะโกนว่า “หุบปาก เรื่องบ้าๆ ที่เกิดขึ้นฉันจะจัดการเอง ก่อนอื่นแกไปเกลี้ยกล่อมทุกคนไม่ให้ตกใจ คืนนี้ฉันจะเข้าไปคุยหน่อย เกรงว่าเรื่องนี้คงยุ่งยากเสียแล้ว เจ้าถิ่นอย่างเสี่ยเฉิงปาก็อยากมาก่อเรื่องที่ร้านด้วย”
“หา เฉิงปาเหรอ บ้าเอ๊ย ประธานโจว ผมคงไปล่วงเกินบุคคลแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ…”
“เอาล่ะๆ ยังไม่ถึงตาแกที่จะเข้ามายุ่ง ฉันรู้เรื่องนี้ดี”
โจวเผิงสูดหายใจเข้าลึกๆ และตัดสินใจแอบไปหาเสี่ยหวงและเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง
อย่างไรก่อนที่จะเปิดร้านอาหาร เขาได้ไปชักชวนหวงฟาให้มาร่วมด้วยและหวงฟาก็สัญญาว่าจะยืนหยัดเพื่อร้านอาหารของพวกเขา
ในเมื่อตอนนี้เฉิงปาต้องการลงมือ เขาก็ทำได้เพียงแจ้งให้เสี่ยหวงรู้เท่านั้น
“หึ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเฉิงปาจะกล้าล่วงเกินเสี่ยหวง!”
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือจะปล่อยให้พวกเฉิงปาก่อเรื่องไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงรีบติดต่อฉินซินเจี๋ยทันที
ก่อนที่จะเปิดร้านอาหาร นอกจากจะติดต่อหวงฟาแล้ว เขายังติดต่อเจิ้งฮุยและฉินซินเจี๋ย โดยให้เจิ้งฮุยดูแลจัดการในครัวและฉินซินเจี๋ยดูแลความเรียบร้อยของร้านอาหาร แต่สุดท้ายเจิ้งฮุยก็ไม่มา ส่วนฉินซินเจี๋ย…ตอนนี้คงจะถึงเวลาที่ต้องใช้ประโยชน์แล้ว
ในห้องโถง เมื่อเห็นหวังเฉียงจากไป เฉิงปาก็กล่าว “น้องชาย เราควรทำยังไงต่อ จะไปก่อเรื่องเมื่อไร”
ซ่งจื่อเซวียนคลี่ยิ้ม “ไม่ต้องรีบ เสี่ยปากลับไปที่คลับก่อนเถอะ ผมจะแจ้งเรื่องทางนี้ตลอดเวลาเอง”
“นี่…น้องชาย ฉันวางใจไม่ได้หรอก แกก็รู้ว่ารายได้ที่เยอะที่สุดของฉันมาจากร้านอาหารร่ำรวย” เฉิงปาเอ่ยด้วยสีหน้าลำบากใจ
“วางใจเถอะเสี่ยปา ในอนาคตรายได้ของเสี่ยจะมาจากคลับจำนวนมาก กลับไปก่อนเถอะครับ”
เฉิงปาจึงจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก
อันที่จริงนี่เป็นหนึ่งในจุดประสงค์ของซ่งจื่อเซวียน การพูดคุยกับเฉิงปาที่ร้านอาหารร่ำรวยก็เพื่อให้โจวเผิงได้ยินเท่านั้น
จุดประสงค์ของเขานั้นง่ายมาก นั่นคือการรู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้มีอำนาจเบื้องหลังของโจวเผิงและร้านสวนชุนสยา
หากเป็นในวงการใต้ดินทั่วไป เสี่ยเฉิงปาสามารถคลี่คลายเรื่องทุกอย่างได้ แต่ถ้าเป็นหวงฟา…เขาจำเป็นต้องพึ่งอำนาจของลู่ลี่จวิน
หลังจากที่เฉิงปาออกไป โจวเผิงก็เดินออกมาจากห้องน้ำ
ซ่งจื่อเซวียนมองไปที่โจวเผิง เห็นความโกรธและความเครียดบนใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน
ซ่งจื่อเซวียนแอบยิ้ม ในเมื่อนายไม่อยากเปิดเผย…งั้นเรามาสู้กันแบบเงียบๆ กันดีกว่า
ในเวลานี้มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาหน้าร้าน
ผู้หญิงคนนั้นดูอายุราวยี่สิบปี แต่แต่งตัวเป็นผู้ใหญ่มาก เธอสวมชุดสูทผู้หญิงสีดำเรียบร้อย เผยให้เห็นสัดส่วนรูปร่างของผู้หญิงอย่างเต็มที่
เธอมีผิวขาวมาก ใบหน้างดงาม ผมยาวสลวยทิ้งลงมาทั้งสองข้างราวกับผ้าซาตินสีดำ เมื่อมองแล้วมีความรู้สึกดูมีภูมิฐาน
“ขอข้าวผัดจักรพรรดิหนึ่งจานค่ะ”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ทุกคนก็ตกตะลึง ร้านอาหารร่ำรวยขายอาหารไม่ได้มาสามวันแล้ว และข้าวผัดจักรพรรดิก็ยังขายไม่ได้แม้แต่จานเดียว เมื่อร้านสวนชุนสยาโดนจัดระเบียบก็ขายได้เลยเหรอ
ในขณะที่ทุกคนกำลังดีใจ ซ่งจื่อเซวียนก็ยิ้มเล็กน้อย “ขออภัยด้วยครับคุณผู้หญิง วันนี้เราขายหมดทั้งยี่สิบที่แล้วครับ”
ประโยคนี้ทำให้ทุกคนตะลึง
นายท่านรองเป็นอะไรไปแล้ว วันนี้ขายได้ที่ไหนกัน นี่คือ…จังหวะหาเงินแต่ไม่ทำงั้นเหรอ
ผู้หญิงคนนั้นก็ตกใจเล็กน้อยเช่นกัน “หืม เร็วขนาดนี้เลยเหรอคะ”
ซ่งจื่อเซวียนคลี่ยิ้มและกล่าว “ใช่แล้วครับ คนที่มาทานข้าวผัดร้านเราปกติจะเริ่มเข้าคิวกันตอนเช้า เพราะงั้นจึงขายหมดทันทีที่เปิดร้านครับ”
เมื่อผู้หญิงคนนั้นจากไปแล้ว ซางเทียนซั่วก็เบิกตากว้าง “ให้ตายเถอะ…อาจารย์ สาวสวยนี่นา…ทำไมไม่ทำให้เธอสักจานล่ะ”
“นั่นสินายท่านรอง ช่วงสองสามวันมานี้เรายังไม่ได้เสิร์ฟข้าวผัดจักรพรรดิเลย หยางกังก็ถามถึงเหมือนกัน”
ซ่งจื่อเซวียนเหลือบมองโจวเผิงก่อนเอ่ย “เหอะๆ วันนี้ไม่อยากทำน่ะ”
ซ่งจื่อเซวียนครุ่นคิดในใจว่าตอนนี้ร้านอาหารร่ำรวยและร้านสวนชุนสยากำลังแข่งกันอยู่ กำไรไม่ได้สำคัญที่สุด เขาจะรอจนกว่าร้านสวนชุนสยาจะยอมแพ้อย่างราบคาบก่อนแล้วค่อยว่ากันใหม่
หากผู้หญิงคนนั้นคือคนที่อีกฝ่ายหามา ตอนนี้ซ่งจื่อเซวียนคงจะเจอเรื่องยุ่งยาก ความได้เปรียบที่เขามีกับร้านสวนชุนสยาจะหายไป
ดังนั้นยังต้องระมัดระวังให้ดีและอย่าเพิ่งรับออร์เดอร์เลยจะดีกว่า!
จากนั้นซ่งจื่อเซวียนก็ให้ทุกคนกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง ในช่วงสองวันนี้ที่ร้านสวนชุนสยาปิดปรับปรุง ร้านอาหารร่ำรวยยังเปิดทำการตามปกติแต่จะไม่มีการขายข้าวผัดจักรพรรดิ
เหตุผลที่เขายังคงไม่ขายข้าวผัดจักรพรรดิต่อเพราะซ่งจื่อเซวียนก็ต้องการจุดพลิกผันเช่นกัน หลังจากเรื่องราวที่ร้านสวนชุนสยาผ่านไปแล้ว บวกกับคำแนะนำของถังหย่าฉี เขาวางแผนจะปรับราคาข้าวผัดจักรพรรดิ
หากยังคงอยู่ที่แปดร้อยเก้าสิบเก้าหยวน บางทีอาจสูญเสียลูกค้าบางรายไป
อย่างไรในฐานะลูกค้าก็เป็นเช่นนี้ อาหารชนิดเดียวกันต่อให้มีรสชาติคล้ายกัน แต่ถ้าเคยทานราคาที่ถูกกว่าก็จะทิ้งอาหารที่มีราคาแพงกว่าไป
การลดราคาครั้งนี้ถือเป็นการกระตุ้นลูกค้า
ช่วงบ่ายในวันนั้น ซางเทียนซั่วได้รับสายโทรศัพท์บอกว่าสามารถดูบ้านได้ เขาจึงรีบบอกซ่งจื่อเซวียนทันที
เมื่อได้ยินดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็ตื่นเต้น เนื่องจากเขาอยากให้แม่และพี่สาวย้ายไปอยู่ในที่ที่กว้างมากขึ้นมานานแล้ว เขาจึงให้ซางเทียนซั่วขับรถไปที่นั่นทันที
สถานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ระหว่างเมืองและชานเมืองทางตะวันตก
เดิมทีสถานที่แห่งนี้ค่อนข้างห่างไกล แต่จากการพัฒนาระบบคมนาคมทำให้สะดวกกว่าเดิมมาก
แต่เนื่องจากปัจจุบันไม่มีการรื้อถอน จึงเป็นบ้านชั้นเดียวทั้งหมดและถือเป็นพื้นที่ชุมชนแออัดมาโดยตลอด
“ที่นี่เหรอ เทียนซั่ว ที่นี่ดูคล้ายบ้านฉันเลยนะ” ซ่งจื่อเซวียนเอ่ย
“ไม่ใช่นะอาจารย์ พื้นที่บ้านที่นี่ใหญ่มาก คนที่อยู่อาศัยยังต่อเติมเพิ่มเองอีกสองสามห้อง ทำให้พื้นที่ใหญ่ขึ้น” ซางเทียนซั่วกล่าว
ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยขึ้น “หืม พวกนี้คงไม่ได้ก่อสร้างผิดกฎหมายใช่ไหม”
“เหอะๆ มันก็ใช่แหละ แต่ทุกคนก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้น และในด้านของพื้นที่ นโยบายของรัฐบาลในตอนนี้ก็ไม่ได้เข้มงวดมากแล้ว มันเป็นเรื่องที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ทั้งนั้น”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็พยักหน้าแล้วเดินตามซางเทียนซั่วเข้าไปในซอย
เขาพบว่าซอยที่นี่ค่อนข้างกว้าง รถยนต์คันหนึ่งเข้ามาทั้งสองข้างทางก็ยังเหลือพื้นที่อีกเยอะ เป็นพื้นที่กว้างขนาดให้รถสวนกันได้ด้วยซ้ำ
เมื่อเดินไปถึงลานที่ค่อนข้างอยู่ด้านใน ซางเทียนซั่วก็เอ่ยขึ้น “อาจารย์ ที่นี่แหละ คนส่วนใหญ่ที่อยู่ที่นี่หวังให้มีการรื้อถอน พวกเขาเลยไม่ค่อยเต็มใจที่จะขายบ้าน แต่บ้านหลังนี้ต่างออกไป ข้างในมีหนุ่มโสดอยู่น่าจะคุยง่ายนะ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า จากนั้นเดินไปเคาะประตู
แต่เพิ่งจะเคาะประตู ประตูก็แง้มออก เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ใส่กลอนไว้
ซ่งจื่อเซวียนส่งเสียงตามมารยาทอีกสองสามครั้ง แต่ไม่มีใครตอบ
ทั้งสองคนมองหน้ากัน ซางเทียนซั่วจึงพูดว่า “เราเข้าไปดูกันเถอะ”
ทันใดนั้นทั้งสองก็เปิดประตูเข้าไป
ลานบ้านไม่เล็กจนเกินไป เมื่อกวาดสายตาดูแล้วน่าจะมีพื้นที่มากกว่าสองร้อยตารางเมตร รอบๆ ลานบ้านมีหลายห้อง และห้องตรงหน้ายังเป็นห้องชั้นลอยขนาดเล็ก
มองดูสภาพโดยรอบของที่นี่ ซ่งจื่อเซวียนก็ชอบมันมาก หากปลูกต้นไม้และดอกไม้ภายในลานบ้าน แม่คงจะอารมณ์ดีไม่น้อย
เดินผ่านทางเดินหน้าบ้าน ทั้งสองคนก็เห็นว่าในลานบ้านค่อนข้างรก
วัชพืชข้างกำแพงสูงมาก บางชนิดก็สูงกว่าคน มีเครื่องมือเหล็กที่เป็นสนิมกองอยู่ที่มุมของลานบ้าน มองดูแวบเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าเครื่องมือเหล็กเหล่านี้คืออะไร
นอกจากนี้ยังมีพืชมากมายที่งอกออกมาจากรอยแตกของอิฐบนพื้น เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครดูแลมาหลายปีแล้ว
หากไม่มีผู้ชายที่นอนพิงเก้าอี้อยู่อีกฟากหนึ่งของลานบ้าน พวกเขาคงคิดว่าเป็นบ้านร้างที่ไม่มีใครอยู่มานานหลายสิบปี
ชายคนนั้นขยับตัวเล็กน้อย แต่ไม่ได้หยิบหนังสือพิมพ์ออกจากใบหน้า “ออกไป…อย่าเสียงดังข้าจะนอน”
ได้ยินดังนั้น ซางเทียนซั่วก็โมโหทันที เขาพับแขนเสื้อขึ้นแล้วฉวยหนังสือพิมพ์ขึ้นมา
“เวรเอ๊ย นี่พูดกับใครวะ ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”
เมื่อได้ยินเสียงดุด่าของซางเทียนซั่ว ชายคนนั้นก็ลืมตาขึ้นอย่างไว เห็นซ่งจื่อเซวียนและซางเทียนซั่ว เขาก็รีบลุกขึ้นยืนทันที
“พวกคุณคือ…คนของพี่เจี๋ยใช่ไหม”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็ชะงัก “คุณ…กลัวพี่เจี๋ยมากเลยเหรอ”
“ไม่ใช่พวกนายหรอกเหรอ แล้วพวกนายมาทำอะไรที่นี่ล่ะ ใครให้นายเข้าบ้านฉัน” เมื่อชายคนนั้นเห็นว่าพวกเขาไม่ใช่คนของพี่เจี๋ย ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไปทันที
ซางเทียนซั่วเอ่ย “ให้ตายเถอะ นายกลัวพี่เจี๋ย…แล้วยังนอนไม่ปิดประตูเนี่ยนะ”
“นายคิดว่าฉันตั้งใจทำหรือไง กลอนเสียแล้วจะให้ฉันทำยังไง” ชายคนนั้นหัวเราะเยาะแล้วกลับไปนั่งพิงเก้าอี้อีกครั้ง
“นายไม่รู้จักซ่อมเลยหรือไง” ซางเทียนซั่วถาม
ชายคนนั้นยักไหล่ “ก็อยากซ่อมอยู่หรอก…แต่ซ่อมไม่เป็น”
ซ่งจื่อเซวียนและซางเทียนซั่วได้ยินแบบนั้นต่างก็พูดไม่ออก คนคนนี้…ไม่เหมือนใครเลยจริงๆ
ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยว่า “พี่ชาย ผมอยากถามคุณว่าขายบ้านหลังนี้หรือเปล่า”
“บ้านเหรอ ขายสิ สองร้อยล้าน”
ได้ยินคำเสนอขายที่สูงลิ่วเช่นนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็พูดไม่ออกเช่นกัน ตามการวางแผนสถานที่แห่งนี้คงไม่ถูกรื้อถอนภายในสิบปีนี้ พอเปิดปากก็พูดว่าสองร้อยล้านเลย ไม่เคยเห็นเงินหรือไง
แต่เมื่อมองดูชายคนนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็พยักหน้า อืม…เขาคงไม่เคยเห็นเงินมาก่อนแน่ๆ
“ผมอยากซื้อจริงๆ ถ้าพี่ชายคิดจะขายก็บอกราคามาเถอะ”
ชายคนนั้นหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาปิดใบหน้าอีกครั้ง
“ราคาอะไรกัน ข้าจะเก็บบ้านหลังนี้ไว้แล้ว ไม่ขาย!”
ซ่งจื่อเซวียนมองดูสภาพแวดล้อม เขาชอบบ้านหลังนี้มากจริงๆ เขาย่อตัวลงแล้วพูดว่า “มาคุยกันหน่อยนะ หรือ… ให้ผมช่วยคุณแก้ปัญหาก็ได้ ทำไมคุณถึงกลัวพี่เจี๋ยคนนั้นล่ะ”
“ฉันเป็นหนี้ นายจะช่วยคืนเหรอ เงินหลายแสนเชียวนะ”
ซ่งจื่อเซวียนคลี่ยิ้ม “เอ่อ…ไม่เชิงว่าจะทำไม่ได้ ผมช่วยคุณคืนหนี้ได้ จากนั้นก็ซื้อบ้านคุณหรือว่าจะสร้างบ้านให้คุณอยู่ก็ได้ครับ”
ได้ยินประโยคนี้ ชายคนนั้นก็ตกตะลึงและรีบหยิบหนังสือพิมพ์ออกไปทันที
“นายเป็นเศรษฐีเหรอ”
“เหอะๆ ไม่ใช่หรอก ผมแค่ชอบบ้านหลังนี้จริงๆ เรามาคุยกันเถอะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายคนนั้นก็มองบ้านหลังนี้แล้วถอนหายใจ
“ครอบครัวฉันอยู่ที่นี่มาสองร้อยกว่าปีแล้ว มรดกที่ตกทอดจากบรรพบุรุษนี้…จะมาขายทิ้งตอนอยู่ในมือเฉียนปู้หลายอย่างฉันไม่ได้จริงไหม”
ซางเทียนซั่วตกตะลึง “เฉียนปู้หลาย[1]? ให้ตายเถอะ ไม่มีเงินไหลมาแล้ว นายมันสมควรจนจริงๆ…”
……………………………………………..
[1] เฉียนปู้หลาย (钱步涞) พ้องเสียงกับ เฉียนปู้หลาย (钱不来) ที่แปลว่าเงินไม่ไหลเข้ามา
ตอนที่ 248 ฉันไม่ขายบ้านหลังนี้
ฟังจากคำพูดแล้วดูเหมือนว่าอีกฝ่ายต้องการโก่งราคา
ซ่งจื่อเซวียนคลี่ยิ้ม “พี่ชาย บอกราคาในใจมาสิ เราจะได้เจรจากัน”
เฉียนปู้หลายได้ยินก็ยิ้มอย่างขมขื่น “เงินเหรอ ฉันอยากได้มากแหละ แต่…ที่นี่คือมรดกที่ตกทอดจากบรรพบุรุษของฉัน ถ้าฉันไม่คืนหนี้ อย่างมากที่สุดก็แค่โดนพวกเขาต่อยตีไม่กี่ครั้ง พวกเขาไม่กล้าฆ่าฉันหรอก แต่ถ้าขายมรดกนี้ไป…”
ขณะที่พูด สีหน้าของเฉียนปู้หลายก็เริ่มเศร้าโศก “ชีวิตของฉันคงจะตายดีกว่ามีชีวิตอยู่ ฉันละอายใจกับบรรพบุรุษ…”
ซางเทียนซั่วส่ายหัว “พี่ชาย นายนี่โคตรสุดยอดเลยจริงๆ จนแบบนี้ยังจะมาสำนึกอะไรอีก ขายบ้านแล้วเราจะหาอีกหลังให้ ไม่อยากมีชีวิตที่ดีหรือไง”
ชายคนนั้นมองลานบ้านแล้วถอนหายใจ “มีชีวิตที่ดีเหรอ นั่นไม่เกี่ยวอะไรกับคนอย่างฉัน ฉันเกิดมาขี้เกียจ สมควรอดตาย พวกนายออกไปเถอะ”
ซ่งจื่อเซวียนและซางเทียนซั่วมองหน้ากันด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ดูเหมือนว่าในบรรดาคนปกติ…น้อยครั้งที่จะได้เห็นคนประหลาดแบบนี้
“พี่ชาย ผมไม่เข้าใจ คุณบอกว่าขี้เกียจ…สมควรอดตายเหรอ เหอะๆ ทุกคนมีสองมือกันทั้งนั้นแล้วทำไมไม่ทำงานล่ะ ออกไปทำงานข้างนอกตอนนี้ก็หาเงินได้ อย่างน้อยก็เลี้ยงตัวเองได้”
ได้ยินที่ซ่งจื่อเซวียนพูด เฉียนปู้หลายก็ค่อยๆ หันไปมองเขา
แต่จากสายตาของเฉียนปู้หลาย ซ่งจื่อเซวียนเหมือนจะมีความรู้สึกว่า…ตนเป็นพวกที่แตกต่าง
“นั่นมันพวกนาย ไม่ใช่ฉัน”
ซ่งจื่อเซวียนหรี่ตาลงเล็กน้อย “เหอะๆ แล้วไม่เหมือนกันยังไงเหรอ”
“พวกนายเกิดมาก็เป็นแบบนี้แล้ว ถูกกำหนดให้ทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเองและครอบครัว แต่ฉัน…เหอะๆ ถึงฉันจะตกอับแต่ก็มีมรดกตกทอด มาให้ฉันไปทำงานหาเงิน ดูถูกใครอยู่น่ะ”
ซ่งจื่อเซวียนเหมือนจะรู้สึกถึงอะไรบางอย่างในคำพูดนี้
ดูเหมือนว่าเฉียนปู้หลายจะไม่ง่ายอย่างที่เห็น มรดกตกทอดที่เขาพูดถึง…คืออะไร
คงจะไม่ใช่ความขี้เกียจหรอกนะ ถ้าความขี้เกียจถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แล้วจะอยู่รอดได้อย่างไร…
“เอ่อ…คุณมีมรดกเหรอ”
เฉียนปู้หลายเหลือบมองซ่งจื่อเซวียน “แน่นอนสิ”
หลังจากพูดจบ เขาก็หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาปิดหน้าอีกครั้ง
“ฉันจะงีบสักเดี๋ยว พวกนายตามสบายเลย ในบ้านฉันไม่มีของมีค่าอะไร นอกจากเศษเหล็กกับทองแดงในลานบ้าน นายจะเอาอะไรไปก็ได้!”
ซ่งจื่อเซวียนและซางเทียนซั่วต่างก็สับสน พี่ชายคนนี้…เป็นเทพเซียนจากที่ไหน ใจดีขนาดนี้เลยเหรอ
“บ้าเอ๊ย นาย…”
ซางเทียนซั่วรู้สึกไม่ชอบใจอย่างชัดเจน แต่พอเขากำลังจะเปิดปากพูด ซ่งจื่อเซวียนก็ห้ามเขา
จากนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็เดินไปรอบๆ ลานบ้าน เพราะเขาก็เข้าไปในบ้านไม่ได้ถ้าเจ้าของบ้านไม่อนุญาต
ถึงจะเป็นอย่างนั้น เมื่อซ่งจื่อเซวียนมองดูสภาพลานบ้าน เขาก็จินตนาการได้ถึงความรกในบ้าน
ไม่ต้องพูดว่าอีกฝ่ายจะไม่ขาย ต่อให้จะยอมขายแล้ว ตอนที่แม่กับพี่สาวย้ายเข้ามา เกรงว่าคงต้องทำความสะอาดครั้งใหญ่สักสามถึงห้าวัน…
เดินไปถึงตรงเศษเหล็กที่เฉียนปู้หลายพูดถึง ซ่งจื่อเซวียนก็ย่อตัวลง
เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงมีเศษเหล็กมากมายอยู่ในลานบ้านของเฉียนปู้หลาย เมื่อก่อนเก็บเศษเหล็กเหรอ
แต่เมื่อใคร่ครวญดูก็คงไม่ใช่ เฉียนปู้หลายบอกว่าจะเอาอะไรไปก็ได้ยกเว้นเศษเหล็กและทองแดง นี่หมายความว่า…สิ่งของเหล่านี้อาจจะเป็นสมบัติของเขา
ซ่งจื่อเซวียนหยิบเครื่องมือเหล็กชิ้นหนึ่งขึ้นมาดู
ผิวของเหล็กเปลี่ยนเป็นสนิมสีแดงแล้ว เมื่อสัมผัสจะมีความหยาบและทำให้นิ้วเปลี่ยนเป็นสีแดง
แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น เครื่องมือเหล็กนี้…ก็ค่อนข้างประณีตเลยทีเดียว
ชั่วขณะหนึ่งซ่งจื่อเซวียนจำไม่ได้ว่ามันคืออะไร แต่มันงดงามมากจริงๆ
เฉียนปู้หลายคนนี้ชอบสะสมเครื่องมือเหล็กที่เป็นสนิมเหรอ เมื่อคิดแบบนี้ซ่งจื่อเซวียนก็รู้สึกว่ามันไร้สาระเกินไป น่าจะไม่มีใครมีงานอดิเรกแบบนี้
ในเวลานี้ ซางเทียนซั่วก็เดินเข้ามาและหยิบมันขึ้นมาดู
แต่อาจเป็นเพราะเขาเคลื่อนไหวแรงเกินไป พอดึงเครื่องมือเหล็กชิ้นหนึ่งออกมาก็เกิดเสียงดัง เครื่องมือเหล็กชิ้นอื่นก็ร่วงตามลงมา
เฉียนปู้หลายได้ยินเสียงนั้นก็ดึงหนังสือพิมพ์ออกจากหน้า และสีหน้าสงบนิ่งของเขาก็เปลี่ยนเป็นเกลียดชัง
“เฮ้ย ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าเอาอะไรไปก็ได้ยกเว้นเศษเหล็กกับทองแดงน่ะ พวกนายมาแตะต้องของของฉันทำไม”
เสียงตะโกนอย่างกะทันหันของเฉียนปู้หลายทำให้ซ่งจื่อเซวียนและซางเทียนซั่วตกใจ
เดิมทีภายในลานบ้านนั้นเงียบสงบ แต่จู่ๆ ก็มีเสียงดังแบบนี้จึงไม่ทันได้เตรียมใจ
“ไอ้เวรเอ๊ยเป็นบ้าอะไรวะ ตะโกนหาพระแสงอะไร” ซางเทียนซั่วตะคอกเสียงดัง
แต่เฉียนปู้หลายไม่ยอมแพ้ เขาลุกขึ้นและเดินไปคว้าเครื่องมือเหล็กจากมือทั้งสองคน แล้วโยนมันกลับไปในกองเศษเหล็ก
“ไม่ว่ายังไงก็ห้ามแตะต้องของของฉัน”
พูดจบ เขาก็เดินกลับไปเอนตัวที่เก้าอี้
ซางเทียนซั่วอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ซ่งจื่อเซวียนห้ามเขาไว้
เขาคิดว่าเฉียนปู้หลายคนนี้น่าสนใจ แม้ว่าจะจนแต่ก็หยิ่งในศักดิ์ศรี อย่างน้อย…ต่อให้จะถูกทุบตีแต่ก็ไม่ยอมขายมรดกตกทอดของบรรพบุรุษ
เขาอาจจะโดนตีหากทำให้ซางเทียนซั่วไม่พอใจ แต่เขาจะไม่ปล่อยให้ใครมาแตะต้องเศษเหล็กของเขาเด็ดขาด
“ช่างเถอะเทียนซั่ว ไปดูบ้านหลังอื่นที่เขาเต็มใจจะขายดีกว่า” ซ่งจื่อเซวียนพูด
“ไอ้หมอนี่มันบ้า ยอมเลย”
ทั้งสองพูดอย่างนั้นและกำลังจะออกไป แต่ยังเดินไม่ถึงประตูก็เห็นชายสามคนผลักประตูเปิดแล้วเดินเข้ามา
ทั้งสามคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาด แต่ละคนโกนหัวเหลือเพียงผมหย่อมหนึ่งตรงกลาง มองแล้วดูก้าวร้าว
“เหล่าเฉียน แม่งเอ๊ย ถึงเวลาต้องใช้คืนแล้วนะรู้ไหม”
ทั้งสามคนเข้ามา มองไปยังซ่งจื่อเซวียนกับซางเทียนซั่ว แต่ก็ไม่ได้สนใจพวกเขาและเดินตรงไปหาเฉียนปู้หลาย
เฉียนปู้หลายได้ยินเสียงก็หยิบหนังสือพิมพ์ออกจากใบหน้าแล้วลุกขึ้นพูดว่า “อ๋อๆ พี่ลี่มาแล้ว แหะๆ วันนี้พี่เจี๋ยไม่ได้มาด้วยเหรอ”
“หยุดเพ้อเจ้อ ฉันไม่ได้มาคุยกับนาย ไปเอาเงินมา”
เฉียนปู้หลายดูลำบากใจ “เงิน…ยังเก็บไม่ครบเลย พี่ลี่ ถ้า…รออีกสองวันได้ไหม”
เพียะ…
ทันทีที่เฉียนปู้หลายพูดจบ พี่ลี่ก็ไม่สนใจและตบหน้าเขา
การตบฉาดนี้เกิดเสียงกระทบอย่างดัง หลังจากตบใบหน้าของเฉียนปู้หลายก็ทิ้งรอยแดงขนาดใหญ่ไว้บนใบหน้าทันที
“ไอ้สัต* ถ้าไม่ใช้หนี้ก็เอาหมัดไปกิน ไอ้หนู ทั้งหมดหนึ่งหมื่นกว่าหยวนแกก็ผัดมาสี่เดือนแล้ว แกคิดว่าจะมาแหย็มพี่เจี๋ยของเราได้ง่ายๆ ใช่ไหม” พี่ลี่พับแขนเสื้อแล้วพูดตะคอก
เฉียนปู้หลายตกใจมากจนรีบก้มหน้าลงและกุมหัวไว้ “ไม่ๆๆ พี่ลี่ ผมไม่มีเงินจริงๆ คุณทุบตีผมจนตายก็ไม่มีประโยชน์นะ”
“ไม่มีเงินงั้นเหรอ แม่ง ข้าให้เอ็งคืนเงิน เอ็งไม่มีเงินเนี่ยนะ…”
ในขณะที่พูด พี่ลี่ก็เหวี่ยงหมัดทีละหมัด พวกนักเลงทั้งสองคนที่อยู่ด้านข้างก็ลงมือทั้งเตะและต่อยตามเขาเช่นกัน เฉียนปู้หลายขดตัวอยู่บนพื้นโดยกุมหัวไว้และร้องขอความเมตตา
ซ่งจื่อเซวียนและซางเทียนซั่วมองหน้ากัน สีหน้าของทั้งคู่ประหลาดใจมาก พี่ชายคนนี้…โดนทุบตีแบบนี้มาตลอดเลยเหรอ
“อาจารย์ นี่…”
“อย่ามัวแต่ดู ลุยเลย!”
อยู่ในช่วงเวลาแบบนี้ แม้ว่าซ่งจื่อเซวียนจะใช้กำลังไม่เก่ง แต่เขาก็เรียนรู้จากฟางรุ่ยและผ่านการต่อสู้จริงมาหลายครั้ง
ถ้าจะบอกว่าเขากลัว เขาไม่กลัวการใช้กำลังอีกต่อไปแล้ว
ขณะที่พูด ซ่งจื่อเซวียนก็รีบกระโจนเข้าไปเตะพี่ลี่
พี่ลี่ที่เตะต่อยอย่างดุเดือดในตอนนี้ก็คิดไม่ถึงว่าจะมีใครแอบเข้ามาโจมตี เขาจึงถูกซ่งจื่อเซวียนเตะออกไปข้างหน้า
หลังจากเซไปเซมาสองสามก้าว พี่ลี่ก็ล้มหัวคะมำไปกับพื้น
แต่พื้นนี้แข็งมาก ทันทีที่พี่ลี่หันกลับมาก็มีเลือดไหลออกมาจากจมูกและปากของเขา
ในเวลานี้ซางเทียนซั่วก็ทุบตีนักเลงคนหนึ่งโดยไม่สนใจ เพียงไม่กี่หมัดก็จัดการชายคนนั้นล้มลงไปกับพื้น
แม้ว่านักเลงคนอื่นจะรู้ตัวแล้ว แต่ซางเทียนซั่วก็ไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายได้ตั้งตัวและก้าวไปล็อกคอไว้ทันที
“เวรเอ๊ย สามรุมหนึ่ง หน้าไม่อายหรือไงวะ” ซางเทียนซั่วตะโกน
พี่ลี่ย่นจมูกและพูดด้วยสีหน้าดุร้าย “เวรเอ๊ย ไอ้เด็กเหลือขอนี่มาจากไหนวะ มันบ้าไปแล้ว แม่งรนหาที่ตายเหรอวะ”
ซางเทียนซั่วได้ยินก็จ้องเขม็งไปที่พี่ลี่ เขาปล่อยชายตรงหน้าแล้วเดินเข้าไปหาพี่ลี่
การต่อสู้ก็เป็นเช่นนี้ มักจะแข่งกันที่พละกำลัง ในเวลานี้พละกำลังของซางเทียนซั่วเหนือกว่าพี่ลี่ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือดอย่างแน่นอน
เขาคว้าคอเสื้อของพี่ลี่ ”ไอ้สารเลว บอกข้ามาอีกรอบสิ เอ็งเป็นใครถึงได้มาเห่าหอนใส่พวกเรา”
ขณะนั้นพี่ลี่ก็งุนงง ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่มันก้าวร้าวยิ่งกว่าพวกนักเลงเสียอีก…
“ขะขะเขา…ไม่คืนหนี้แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนายล่ะ” พี่ลี่ตะโกน
พวกนักเลงอีกสองคนลุกขึ้นไม่ได้ อีกคนก็ไม่กล้าเข้ามา จึงได้แต่เฝ้าดูจากด้านข้าง
ภายในลานบ้านไม่มีใครสับสนไปกว่าเฉียนปู้หลาย
เขาแข็งทื่อไปทั้งตัวและมองซ่งจื่อเซวียนกับซางเทียนซั่วด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง
ในใจครุ่นคิดว่านี่เป็นเทพจากไหนกันเนี่ย ทุบตีพี่ลี่เหรอ นี่ไม่ได้หลอกฉันใช่ไหม
เขาเป็นหนี้ แต่ในความคิดของเขาถ้าเป็นหนี้ก็สมควรโดนทุบตี ถ้าพวกพี่ลี่กลับไปบอกพี่เจี๋ยแล้วกลับมาทุบตีอีกครั้ง เขาคงต้องเป็นคนรับเคราะห์จริงๆ
มันไม่ใช่การทุบตีเพียงครั้งเดียว แต่เป็นการทุบตีจนตาย…
“ติดหนี้ก็ติดหนี้ แต่นายจะลงไม้ลงมือไม่ได้สิ” ซ่งจื่อเซวียนก้าวไปข้างหน้า
“แม่งเอ๊ย กล้าดียังไง รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร” พี่ลี่เอ่ย
ซ่งจื่อเซวียนคลี่ยิ้ม “นายคงติดตามพี่เจี๋ยใช่ไหม เหอะๆ กลับไปบอกพี่เจี๋ยว่าฉันซ่งจื่อเซวียนจะปกป้องเฉียนปู้หลาย ถ้าเขาไม่ยอมก็ให้เขามาหาฉัน!”
ได้ยินดังนั้น พี่ลี่ก็ครุ่นคิด “ซ่งจื่อเซวียน? ไม่เคยได้ยินเลย ให้ตาย แล้วยังจะให้มาหานาย ถ้าพี่เจี๋ยของเรามาคงทุบนายจนตายแน่!”
“เทียนซั่ว ให้พวกเขาไสหัวออกไป”
“ได้เลยอาจารย์!”
ซางเทียนซั่วจับคอเสื้อพี่ลี่แล้วลากเขาไปที่ประตูราวกับกระสอบ จากนั้นก็โยนออกไปสุดแรง
ตามมาด้วยนักเลงที่ล้มลงกับพื้นและไม่สามารถลุกขึ้นได้ สุดท้ายนักเลงคนที่เหลืออยู่ก็ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ
“พี่ชาย ไม่ต้องโยน ฉันจะเดินไปเอง…”
พวกนักเลงทั้งสามจากไปแล้ว เฉียนปู้หลายจึงเอ่ยว่า “พวกนายเป็นใครกันแน่ มาสร้างความวุ่นวายที่นี่ทำไม!”
ซ่งจื่อเซวียนและซางเทียนซั่วได้ยินดังนั้นต่างก็ชะงัก
“ให้ตายเถอะ นี่นายบ้าหรือเปล่า เมื่อกี้นายถูกทุบตีแล้วเราช่วยนายไว้นะ” ซางเทียนซั่วพูด
“ฉันขอให้นายช่วยเหรอ ฉันเต็มใจโดนทุบตีเอง มีเรื่องอะไรพวกนายก็จะตีฉันเหมือนกันน่ะสิ มาๆๆ เข้ามาสิ!”
ขณะที่พูด เฉียนปู้หลายก็เงยหน้าขึ้น
ซางเทียนซั่วโกรธมากจนยกกำปั้นคิดจะต่อยเขา
“แม่งเอ๊ย ไอ้สารเลว…”
“เทียนซั่ว!” ซ่งจื่อเซวียนตะโกนห้ามเขา
ซ่งจื่อเซวียนครุ่นคิด “เฉียนปู้หลาย คุณกลัวว่า…พวกพี่เจี๋ยจะมาแก้แค้นเหรอ”
“ไร้สาระ คนที่พวกเขากลับมาตีก็คือฉัน เดี๋ยวนายก็ไปแล้วจะมาแสร้งทำเป็นฮีโร่ทำไม” เฉียนปู้หลายกล่าว
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “เอาอย่างนี้ ผมน่ะ…จะดูแลอาหารและที่อยู่ของคุณ ผมจะจัดการเรื่องนี้ให้คุณ ว่ายังไง”
“อะไรนะ พวกนายจะช่วยฉันใช้หนี้เหรอ”
“ใช่” ซ่งจื่อเซวียนตอบ
เฉียนปู้หลายใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ก็ได้ งั้นก็ได้ เราไปกันเถอะ แต่…ฉันยังไม่ขายบ้านหลังนี้นะ”