เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 303 ซือคงจั่น[1]
ตอนที่ 303 ซือคงจั่น[1]
……….
“ยอมแล้ว!”
ในที่สุดเหลียงฮั่นถือโอกาสตอนที่เท้าของซ่งจื่อเซวียนไม่ได้อุดปากอยู่พูดออกมา
“หืม”
ซางเทียนซั่วพูด
ขณะเดียวกัน กู่เสี่ยวเป่าและอวี่เหวินเซี่ยวก็อึ้งไป มองไปที่เหลียงฮั่นกันหมด
“ฉันบอกว่าฉันยอมแล้ว”
ได้ยินดังนั้น หน้าของซางเทียนซั่วก็ฉายแววผิดหวัง ถึงอย่างไรเขาเพิ่งจะเล่นได้ครึ่งเดียว เหมือนวิทยายุทธ์ยัดถุงเท้าเข้าปากพวกนั้นจะยังไม่ได้ใช้
บางทีวิทยายุทธ์พวกนี้พบเห็นได้บ่อยในโทรทัศน์ แต่พูดตามตรง คนที่เทียบกับเท้าคู่นี้ของซางเทียนซั่วได้บนโลกนี้มีไม่มาก
พูดไม่เกินจริง ถ้าอยู่ที่ในสถานที่อย่างพวกผับบาร์ เกิดซางเทียนซั่วจะถอดรองเท้าจริงๆ อย่างน้อยคนกว่าครึ่งในนั้นต้องวิ่งออกมาด้านนอกกันหมด
คนส่วนน้อยพวกนั้นที่ใกล้เขาเกินไป เป็นลมช็อกทันทีแน่นอน
วันนี้ยังเป็นถุงเท้าที่ซางเทียนซั่วเพิ่งซักเปลี่ยนใหม่เมื่อคืน เหลียงฮั่นก็ไม่โอเคแล้ว…
“แค่นี้ก็ยอมแล้ว…”
ซางเทียนซั่วส่ายหน้าถอนหายใจ
กู่เสี่ยวเป่าก็เดินมา พูดว่า “เอาล่ะ งั้นก็พูดมาสิ”
เหลียงฮั่นก้มหน้า “รอฉันพักหายใจก่อน”
พูดตามตรง เขาต้องการพักหายใจจริงๆ ตอนนี้ทั้งดื่มปัสสาวะทั้งถูกเท้าเหม็นๆ นาบที่หน้า ในสิบคนเกรงว่ามีแปดคนได้หมดสติคาที่แน่
อดทนไหวก็ใช้ได้แล้ว…
กู่เสี่ยวเป่าก็ไม่ได้รีบร้อน รออยู่ด้านหนึ่ง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เหลียงฮั่นก็เปิดปากพูดก่อน “ครั้งนี้ข่งอวี้เซินพุ่งเป้ามาที่ชามเมฆคราม หรือคือหลังจากที่พวกแกขโมยชามเมฆครามมาที่ตู้เหมิน”
กู่เสี่ยวเป่าพยักหน้าน้อยๆ “นายมาจากที่ไหน”
“ฉันอยู่สำนักงานใหญ่เหออันมาตลอด หัวหน้าแก๊งเขา…เขาก็อยู่ที่นั่น”
ได้ยินดังนั้น กู่เสี่ยวเป่าก็ครุ่นคิด
ที่จริงสำนักงานใหญ่แก๊งขอทานก่อนหน้านี้อยู่ที่เน่ยชวน หลังจากนั้นเพื่อจะไปเหออันสะดวกขึ้น ผลคือกลุ่มเสื้อผ้าสะอาดและกลุ่มเสื้อผ้าสกปรกขัดแย้งกัน กู่เสี่ยวเป่าจึงปรี่มาที่ทางเหนือของเมืองตู้เหมินอย่างจนหนทาง
คิดไม่ถึงว่าไอ้เฉินล่างนั่นกลับไปทำรังอยู่ที่เหออัน ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ที่นั่น
“ข่งอวี้เซินพามากี่คน”
“ไม่ได้พามาเยอะหรอก ไม่อย่างนั้นก็คงบอกกับหัวหน้าว่าส่งฉันมา แต่ว่าความสำคัญของชามเมฆครามคิดว่าพวกแกก็รู้ดี หัวหน้ายังวางแผนล่วงหน้าไว้ว่าถ้าฉันไม่ส่งข่าวคราวในแก๊งไป เหยี่ยวก็จะลงมือ”
ได้ยินประโยคนี้ อวี่เหวินเซี่ยวใจกระตุกวูบ
เหยี่ยว?
กู่เสี่ยวเป่าก็สังเกตเห็นปฏิกิริยาของอวี่เหวินเซี่ยว หันหลังไปถาม “อวี่เหวินเซี่ยว เหยี่ยวเป็นใคร”
หลายปีก่อน เมื่อไรที่แก๊งขอทานประสบปัญหาหนักๆ ขอแค่ต้องการลงมือ ทุกส่วนจะหาเหยี่ยว ขอแค่ต้องการมันสมอง ทุกส่วนจะหาจูกัดเหลียง เหยี่ยวนี่ก็คือยอดฝีมืออันดับหนึ่งในแก๊ง
ส่วนหลายปีมานี้ เนื่องจากสงบกว่าเมื่อก่อนมาก การบริหารของแก๊งขอทานก็เข้มงวดมากขึ้น เรื่องที่ลงมือน้อยกว่าเมื่อก่อนมากอย่างเห็นได้ชัด
เหยี่ยวจึงนับว่าไม่ได้ปรากฏตัวออกมาเลย ถูกแก๊งขอทานเลี้ยงดูมาตลอด กระทั่งถูกลืมไปบ้างเล็กน้อย
กู่เสี่ยวเป่าเพิ่งจะอายุไม่เท่าไร ไม่รู้เรื่องพวกนี้ก็ปกติมาก
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้อวี่เหวินเซี่ยวแปลกใจคือ เหยี่ยวทำงานให้เฉินล่างเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง ถ้าเป็นแบบนี้ก็จะเพิ่มกำลังรบให้พวกเขามหาศาล
กู่เสี่ยวเป่าพยักหน้า ไม่ได้รีบร้อนให้อวี่เหวินเซี่ยวพูดต่อ
“โอเค เหลียงฮั่น ท่าทางไม่เลว วันนี้จะไม่เค้นนายแล้ว จำไว้นะว่าคราวหน้าฉันถามอะไรนายก็ตอบอันนั้น จะได้ไม่ลำบาก”
เหลียงฮั่นพยักหน้าหงึกหงัก ขณะเดียวกันก็มองซางเทียนซั่วอย่างระแวงเล็กน้อย
สำหรับเขาแล้ว ซางเทียนซั่วเป็นคนโหดเหี้ยมอำมหิตอย่างแท้จริง หรือก็คือ…ปีศาจ!
จากนั้น พวกกู่เสี่ยวเป่าก็ออกจากห้องอเนกประสงค์ กู่เสี่ยวเป่าสั่งให้คนจัดหาของกินให้เหลียงฮั่นเล็กน้อย
ถึงอย่างไรคำพูดของคนคนนี้ก็ยังมีประโยชน์ ปล่อยให้เขาหิวตายก็น่าเสียดาย
กลับมาห้องทำงาน ตอนนี้ซ่งจื่อเซวียนก็ตามมาแล้ว
พอกู่เสี่ยวเป่าเล่าสถานการณ์เมื่อครู่ให้ฟัง ซ่งจื่อเซวียนก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
เทคนิคของซางเทียนซั่วคนนี้โหดเหี้ยมเกินไปจริงๆ จุดนี้เขาเคยได้รับการสั่งสอนมาก่อน เพียงแต่ไม่ได้เล่นโหดขนาดเหลียงฮั่นครั้งนี้…
กู่เสี่ยวเป่าดื่มเครื่องดื่ม พูดว่า “อวี่เหวินเซี่ยว เล่าเรื่องเหยี่ยวตอนนี้เลยเถอะ”
อวี่เหวินเซี่ยวมองซ่งจื่อเซวียนและฟางรุ่ยแวบหนึ่งอย่างพะว้าพะวัง แต่คิดแล้วก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล จึงพูดออกมา
ได้ยินเรื่องเหยี่ยว พวกเขายังค่อนข้างประหลาดใจ เพราะอยู่ดีๆ ตอนนี้ก็มีคู่ต่อสู่ที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง แน่นอนว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก
“เสี่ยวเป่า เพราะหลายปีมานี้ไม่ได้มีภารกิจอะไร ไม่เคยได้ยินมาก่อนก็เป็นเรื่องปกติมาก แต่…ถ้าเหยี่ยวลงมือ น่ากลัวว่าจะรับมือได้ยาก”
กู่เสี่ยวเป่าครุ่นคิด “ในเมื่อเป็นแบบนี้อย่างอื่นก็ไม่มีประโยชน์แน่นอน ต้องคิดหาวิธีต่อกรถึงจะถูก”
ซ่งจื่อเซวียนข้างๆ ก็พยักหน้าเช่นกัน ชื่นชมความใจเย็นของกู่เสี่ยวเป่าอยู่ในใจ
อย่างน้อยในอายุแค่นี้ ก็ไม่มีใครที่ไม่ตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นและแก้ไขเรื่องราวได้อย่างใจเย็นแล้วจริงๆ
“เสี่ยวเป่า ฉันคิดว่าตอนนี้นายควรจะจดจ่อกับเรื่องนี้นะ ชามเมฆครามเป็นของสำคัญของแก๊งขอทาน เป้าหมายของพวกเฉินล่างก็คือชามเมฆคราม เรื่องนี้สำคัญกับแก๊งขอทานมากนะ” ซ่งจื่อเซวียนพูด
กู่เสี่ยวเป่ายิ้ม “เป็นเรื่องสำคัญหมดแหละ ในเมื่อแก๊งขอทานแบกชื่อเสียงแก๊งอันดับหนึ่งในใต้หล้าเอาไว้ ก็ต้องแบกไว้บนบ่า เรื่องที่ตู้เหมินเราจัดการ ชามเมฆครามนี่…พวกเขาคิดจะทำอะไรก็มาเถอะ!”
ได้ยินประโยคนี้ สีหน้าของพวกเขาก็เผยแววแปลกใจเล็กน้อย
พวกเขาไม่มีทางนึกภาพออกว่าถ้อยคำองอาจแบบนี้จะออกมาจากปากของเด็กคนหนึ่ง
“เสี่ยวเป่า นี่ไม่ใช่เกมนะ ถ้ามาจริงๆ ได้เป็นมหันตภัยของแก๊งเราแน่” อวี่เหวินเซี่ยวพูด
“เหอะๆ ฉันต้องลองคิดเรื่องนี้ก่อน ฉันจะทำทุกอย่างที่เป็นไปได้ให้เรื่องนี้ยุติอย่างราบรื่น แต่ขั้นแรก…ฉันต้องการการช่วยเหลือของเหลียงฮั่น ให้เฉินล่างใจเย็นก่อน”
อวี่เหวินเซี่ยวชะงัก เหมือนจะไม่เข้าใจคำพูดของเขา
แต่ซ่งจื่อเซวียนกลับหัวเราะออกมา “เหอะๆ ถ้าแบบนี้ น่ากลัวว่าซางเทียนซั่วต้องช่วยแล้ว”
“ฮ่าๆ ยังเป็นพี่รองเข้าใจฉัน”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “จะใช้เมื่อไรก็บอก ทางฉันไม่มีปัญหา เสี่ยวเป่า เรื่องตอนนี้น่ากลัวว่าเราต้องพร้อมใจกันแล้วล่ะ”
กู่เสี่ยวเป่ายิ้ม “พี่รอง ฉันกับพี่คิดไปด้วยกัน ทางฉันต้องการการช่วยเหลือจากหลานชายคนโตสักพัก ส่วนอวี่เหวินเซี่ยว…พี่พาไปได้เลย”
“หืม เสี่ยวเป่า เรื่องทางนี้ยังมีอีกเยอะนี่” อวี่เหวินเซี่ยวพูด
ถึงอย่างไรแก๊งขอทานก็เช่าชั้นนี้ของตึกเฉิงไฉทำเป็นบริษัท จะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ก็เป็นอวี่เหวินเซี่ยวที่ดูแล ถ้าเขาไปจะต้องวุ่นวายมากแน่
“เหอะๆ วางใจเถอะ เรื่องบริษัทปล่อยได้ ที่สำคัญที่สุดคือสถานการณ์ตอนนี้ ทางพี่รองต้องใช้คนคุ้มครอง ทางฉันต้องการหลานชายคนโตมาช่วย แลกคนกันใช้ชั่วคราว รอแก้ไขเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้แล้วค่อยปล่อยหมัดไปตรงนั้นทีเดียว!”
คำพูดของกู่เสี่ยวเป่าก็คือคำสั่ง อวี่เหวินเซี่ยวก็ได้แต่ทำตาม
ความจริงต่อให้ทิ้งงานในแก๊งไป อวี่เหวินเซี่ยวก็ไม่สนใจจะตามติดซ่งจื่อเซวียน เพราะเขาติดต่อกับฟางรุ่ยได้
ต้องรู้ไว้ว่า ระหว่างยอดฝีมือสองคนนี้ค่อนข้างเคารพกันและกัน
“อวี่เหวินเซี่ยว วันนี้นายก็สรุปงานหน่อยแล้วกัน พรุ่งนี้เป็นต้นไปนายติดตามพี่รองฉันไปนะ”
“เข้าใจแล้ว” อวี่เหวินเซี่ยวพูด
กู่เสี่ยวเป่าพยักหน้า มองไปทางซ่งจื่อเซวียนทันที “พี่รอง สองสามวันนี้ฉันจะไม่ไปขอทานนะ จะประจำการอยู่ที่บริษัททุกวัน มีเรื่องอะไรเราสองคนคุยกันทางโทรศัพท์แล้วกันนะ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “ได้”
จู่ๆ ซ่งจื่อเซวียนก็คิดว่ากู่เสี่ยวเป่าโตแล้ว บางที…เขาอาจจะต้องเติบโตอยู่ตลอด มีแค่ตอนที่เป็นขอทานตัวน้อยปกติ ถึงจะแสดงท่าทางไม่ประสาสมกับเป็นเด็กอายุสิบกว่าปีได้
จากนั้น พวกซ่งจื่อเซวียนก็ออกมาจากตึกเฉิงไฉก่อน และนัดซางเทียนซั่วว่านับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปให้มาทำงานที่นี่ทุกวันเรียบร้อยแล้ว
แน่นอนว่าบอกไปว่าทำงาน ที่จริงก็คือช่วยกู่เสี่ยวเป่าจัดการเรื่องกลุ่มเสื้อผ้าสะอาด
ส่วนเรื่องที่ซางเทียนซั่วทำได้ ก็คือทำให้เหลียงฮั่นเชื่อฟังคำสั่งจากกู่เสี่ยวเป่า
กลับมาถึงสวนสวินเฟิง ตอนนี้เป็นตอนที่ยุ่งหัวหมุนจนลุกเป็นไฟ ซ่งจื่อเซวียนตรงไปที่ห้องทำงานเตรียมจะพักผ่อน
ถึงอย่างไรเขาก็ต้องเตรียมปิดด่านตอนกลางคืน ต้องมีสมาธิจดจ่อจริงๆ ส่วนกลางวัน…ก็ทำได้แค่ปรับนาฬิกาชีวิตชั่วคราวแล้ว
“รุ่ยจื่อ ตอนฉันพักผ่อน นายหาห้องส่วนตัวพักผ่อนสักหน่อยนะ แต่จำไว้ว่าคอยออกไปดูด้านนอกหน้าต่างเป็นระยะด้วย ถ้าเลคริเซียสมา นายก็รีบลงไป”
ฟางรุ่ยพยักหน้า “วางใจเถอะครับนายท่านรอง ไม่ว่าพวกเขาจะแข็งแกร่งแค่ไหน ผมจะไม่ปล่อยให้พวกเขาขึ้นมาแน่นอน!”
ซ่งจื่อเซวียนส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม “ไม่ ฉันหมายถึงให้นายพาเขาขึ้นมา”
คำพูดนี้ทำฟางรุ่ยชะงัก “หืม รับขึ้นมาเหรอครับ ให้พวกเขาเจอคุณเหรอ”
ไม่รู้ว่าทำไม จู่ๆ ซ่งจื่อเซวียนก็มีลางสังหรณ์อย่างหนึ่ง เลคริเซียส…อีกไม่นานก็คงหาสวนสวินเฟิงเจอ
อาจจะเพราะประโยคของหวงฟาคราวก่อน
วงการอาหารไม่มีอะไรเป็นความลับ ซ่งจื่อเซวียนเปิดคลับเฮาส์ใหญ่โตขนาดนี้ จะปิดข่าวไว้ได้อย่างไรกัน
ดังนั้น ในเมื่อเป็นแบบนี้ อีกไม่นานเลคริเซียสจะต้องรู้จักที่นี่แน่
ส่วนที่เขาไปที่ร้านอาหารร่ำรวย เห็นได้ชัดว่าอยากจะไปท้าดวลกับตนก่อนล่วงหน้า ส่วนเหตุผล…ซ่งจื่อเซวียนก็พอนึกได้
จะต้องเป็นเพราะจู่ๆ ไอ้หมอนี่ก็นึกเสียดาย ไม่กล้าให้ตนเองมาฝึกทักษะเพิ่ม
แต่ตอนนี้ซ่งจื่อเซวียนกลับรู้สึกช่างมันแล้ว ถ้าเลคริเซียสคิดจะแข่งจริงๆ การควบคุมไฟของตนตอนนี้อาจจะน่ากลัวก็ได้
แต่ถ้ายังประวิงเวลาได้ เขาก็ไม่สนใจจะประวิงเวลาไปอีกหลายวันหรอก ด้วยพัฒนาการของเขาตอนนี้ ความสามารถในการควบคุมไฟเพิ่มขึ้นมาไม่น้อย
ดังนั้นที่จริงสำหรับซ่งจื่อเซวียนตอนนี้ อยู่ในขั้นที่เปลี่ยนจากผู้ถูกกระทำเป็นผู้กระทำได้แล้วแน่นอน
คิดถึงตรงนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็ยิ้ม “จริงสิ ให้พวกเขามาที่ห้องทำงานของฉันนะ แต่นายไม่ต้องปลุกฉัน”
ฟางรุ่ยขมวดคิ้ว “นายท่านรอง เอ่อ…ผมไม่เข้าใจนิดหน่อยครับ”
“ฮ่าๆๆ ฟางรุ่ย เคยฟังซือคงจั่นไหม”
“หืม ซือคงจั่นเหรอครับ
“ซือจากเสียเกเต๋ง คงจากแผนเมืองร้าง จั่นจากประหารม้าเจ๊ก!”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม พูดว่า “ท่อนแผนเมืองร้างหนึ่งในนั้นดีนะ ตาเฒ่าก็ชอบฟังท่อนนี้ เราก็จัดแผนเมืองร้างให้เลคริเซียสสักยก ถ้าเขาเชื่อก็ให้เขาไสหัวไป ถ้าไม่เชื่อ…ฉันค่อยจัดการเขา”
“มัน…จะดีเหรอครับ”
“เหอะๆ ทำตามที่ฉันพูดก็พอ”
ฟางรุ่ยยังรู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ถึงอย่างไรท่าทางของซ่งจื่อเซวียนก็แน่วแน่มาก
เดินออกจากห้องไป ฟางรุ่ยก็เชื่อฟังซ่งจื่อเซวียน หาห้องส่วนตัวห้องหนึ่งพักผ่อน
สำหรับเขาที่พลังงานไร้ขีดจำกัด จะพักผ่อนก็นอนไม่หลับ จึงย้ายเก้าอี้ไปนั่งที่หน้าต่างคอยมองอยู่ตลอดเวลา เป็นกล้องวงจรปิดมนุษย์
แต่ไม่นานนัก เขาก็สังเกตเห็นร่างเงาหนึ่งปรากฏขึ้นที่ถนนฝั่งตรงข้ามสวนสวินเฟิง
……………………………………..
[1] ซือคงจั่น คือการแสดงงิ้วชุดหนึ่ง ซือ (失) จากเสียเกเต๋ง คง (空) จากแผนเมืองร้าง จั่น (斩) จากประหารม้าเจ๊ก
……….