เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 329 เธอคือเป้าหมายของฉัน!
ตอนที่ 329 เธอคือเป้าหมายของฉัน!
……….
หวังเจ๋อมองฟางรุ่ยที่อยู่ตรงหน้าและตกตะลึงไป
สำหรับเด็กนักศึกษาอย่างพวกเขา ความจริงคงไม่มีทางต่อสู้ได้อยู่แล้ว
แม้เขาจะบอกว่ามาจากชมรมเทควันโด แต่ในสายตาของฟางรุ่ย เป็นเพียงการแสดงเต้นรำเท่านั้น
เป็นเพียงแค่เทคนิค ใช้งานไม่ได้จริง
แต่ฟางรุ่ยผ่านการเลียเลือดจากคมมีด เขาเคยเป็นกองกำลังพิเศษและเคยเข้าวงการใต้ดิน กุมชีวิตของคนอื่นไว้ในมือ
ตอนนี้เมื่อเผชิญหน้ากับมีดของหวังเจ๋อที่เหวี่ยงเข้ามาก็ไม่ได้อยู่ในสายตาเขาเลยสักนิด
เขาใช้สองนิ้วของมือข้างหนึ่งจับใบมีดไว้โดยไม่ขยับตัว
หวังเจ๋อจึงดึงกลับไปโดยไม่รู้ตัว ราวกับว่ามีดโดนฉาบไว้ในปูนซีเมนต์ ขยับเขยื้อนไม่ได้เลย
จากนั้นเขาก็ลองอีกสองสามครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถดึงออกมาได้ ไม่ต้องพูดถึงการดึงออกมา แม้แต่การขยับซ้ายขวาก็ยังทำไม่ได้
กำลังของฟางรุ่ยดูสุดยอดมากในสายตาเขา!
ทันใดนั้นฟางรุ่ยก็หรี่ตาลงเล็กน้อยและใช้แรงบิดอย่างแรง ด้วยกำลังที่เหลือล้นทำให้เกิดแรงเฉื่อยที่หวังเจ๋อเองก็ไม่สามารถตะคอกออกมาได้
แรงเฉื่อยนี้ทำให้เขาพลิกตัวราวกับว่าวและล้มลงกับพื้นอย่างแรง
“อ๊าก…”
หวังเจ๋อตะโกนและลูบบริเวณที่เขาล้มทันที จากนั้นพูดด้วยสีหน้าเจ็บปวด “แม่งเอ๊ย ยังมองอยู่อีกเหรอ เข้าไปสิ!”
เมื่อหวังเจ๋อตะโกนเช่นนี้ นักศึกษาทุกคนก็รีบพุ่งไปหาฟางรุ่ย
แต่ฟางรุ่ยจัดการได้สบายอยู่แล้ว เขาโน้มตัวไปข้างหน้าและเตะเข้าที่หน้าอกของเด็กคนหนึ่งโดยไม่แม้แต่จะหันหน้ามอง
เด็กคนนั้นก็กระเด็นออกไปและนอนราบกับพื้นทันที
จากนั้นหลายคนต่อมาก็เป็นเหมือนกับเป้า ฟางรุ่ยเคลื่อนไหวอย่างอิสระราวกับเป็นภาพหลอน ทุกที่ที่เขาก้าวผ่านก็จะมีเด็กนักศึกษาถูกกระแทกลงกับพื้น
หวังเจ๋อนั่งอยู่บนพื้นด้วยความสับสนจนลืมลุกขึ้นยืน
ไม่ ฉันไม่กล้าลุกขึ้นอีก
ผู้ชายคนนี้เป็นเหมือนนักแสดงบู๊ พุ่งใส่หนึ่งคนก็ล้มลงไปหนึ่งคน หากตนลุกขึ้นอีกครั้งผลลัพธ์ก็คงจะเป็นแบบนั้นด้วย
อันที่จริงฟางรุ่ยยั้งมือไว้ อย่างไรพวกเขาก็เป็นเพียงเด็กนักศึกษา ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่แท้จริง
ทุกครั้งจึงไม่ได้โจมตีอย่างโหดเหี้ยม ไม่อย่างนั้นอาจจะฆ่านักศึกษาเหล่านี้ได้
ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งนาที สิบกว่าคนก็ล้มลงกับพื้นและส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน
ฟางรุ่ยส่ายหัวอย่างจนใจ “แค่นี้ก็ร้องแล้วเหรอ แล้วพวกนายยังจะทำตัวเป็นอันธพาลอีก”
“ใครบอกว่าเราเป็นอันธพาล เราเป็นนักศึกษากันทุกคนเว้ย สู้เป็นที่ไหน!” หวังเจ๋อพูดด้วยสีหน้าเศร้าใจ
“ให้ตาย งั้นมีดเล่มนั้นของนายล่ะ ถ้านายแทงข้าแล้วเห็นเลือด จะไม่ตกใจตายเอาเหรอ” ฟางรุ่ยตะโกน
หวังเจ๋อก้มหน้าลงและไม่กล้าพูดอะไร อันที่จริงฟางรุ่ยพูดถูก นาทีที่แทงเขาคงตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
หากเขาเห็นเลือดจากการฆ่าคนจริงๆ เกรงว่าจะล้มลงกับพื้นในตอนนั้นทันที
“ไม่มีความสามารถก็อย่าเป็นอันธพาลเลย ตั้งใจเรียนหนังสือไม่ดีกว่าเหรอ”
ตอนนี้ฟางรุ่ยเป็นเหมือนกับพ่อที่กำลังสั่งสอนเด็กๆ กลุ่มหนึ่ง ขณะที่เขาพูด นักศึกษาเหล่านี้ก็ทำได้เพียงฟังเท่านั้น
เห็นนักศึกษาเหล่านี้ยอมแล้ว ในที่สุดฟางรุ่ยก็มองไปที่หวังเจ๋อและเดินเข้าไปช้าๆ
เมื่อเห็นเช่นนี้ หวังเจ๋อก็อกสั่นขวัญแขวน
เขาวางมือไว้ด้านหลังแล้วถอยไป
“นะ…นายจะทำอะไร”
ฟางรุ่ยแสยะยิ้มและคิดว่าทุกวันนี้นักศึกษาขี้ขลาดขนาดนี้ แต่ยังเล่นเป็นอันธพาลอยู่ ไม่เหมือนใครจริงๆ
“เมื่อกี้นายบอกให้ฉันคุกเข่าแล้วเรียกนายว่าพ่อไม่ใช่เหรอ”
หวังเจ๋อมึนงงไปหมดแล้ว ลำไส้ปั่นป่วน ทำไมเขาถึงพูดแบบนั้นออกไปนะ
นี่ไม่ได้เป็นการกลืนน้ำลายตัวเองใช่ไหม
“ไม่ ผมพูดผิดไปแล้ว พี่ชาย ผมยอมแล้วโอเคไหม”
“ดี ถ้าผู้ชายคนหนึ่งทำตัวแบบนาย ก็ไม่ต้องห่วงแล้ว”
ฟางรุ่ยถ่มน้ำลายใส่
“พี่ชาย ผมเป็นแค่นักศึกษานะ อย่าทำร้ายผมเลย” สีหน้าหวังเจ๋อดูหวาดกลัวจริงๆ
“โอเค นายจำสิ่งที่ฉันพูดเมื่อกี้ได้แล้วใช่ไหม”
“ผม…”
แน่นอนว่าหวังเจ๋อรู้ว่าฟางรุ่ยจะให้เขาเรียกว่าพ่อ
มองดูผู้คนรอบตัว เขาก็ไม่อยากเรียกเลยจริงๆ มันขายหน้าเกินไป
แต่หากไม่เรียกล่ะก็ ผู้ชายคนนี้ก็ดูจะโหดจริงๆ…
นึกถึงตรงนี้ หวังเจ๋อก็กัดฟัน เมื่อตกที่นั่งลำบากคงต้องยอมลดทิฐิ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการรอดพ้นจากเงื้อมมือของอีกฝ่าย
แต่เมื่อเขากำลังจะเอ่ยปากเรียก ฟางรุ่ยก็ยกมือขึ้น “หยุด ไม่ต้องเรียก”
“หืม?” หวังเจ๋อดีอกดีใจ พี่ชายคนนี้ให้อภัยเขาแล้วใช่ไหม
“ไป เข้าไปข้างใน ไปเรียกนายท่านคนนั้นในงาน เรียกเสร็จนายก็ไสหัวไปได้!”
หวังเจ๋อโกรธมาก ทำให้เขาอับอายขายหน้าต่อคนที่อยู่ข้างนอกไม่พอ ถึงกับต้องทำให้เขาขายหน้าในงานอีกด้วยเหรอ
อย่างไรคนข้างนอกเหล่านี้ก็คือลูกสมุนของเขา แต่ในงานมีทั้งผู้ชายและผู้หญิงอยู่ด้วยเชียวนะ
“ได้ยินหรือเปล่า!”
ดวงตาของฟางรุ่ยเบิกกว้างทันที
“ครับ!” หวังเจ๋อตอบตกลงโดยไม่ลังเล
ภายในงาน
เถียนซวี่หยางและลูกน้องอีกสองคนมองซ่งจื่อเซวียนอย่างกับกลัวว่าเขาจะหนีไป
เขาดูเวลาแล้วเอ่ย “เหอะๆ ใกล้เสร็จแล้วมั้ง หวังเจ๋อคงจะจัดการกับไอ้เด็กนั่นแล้ว”
ในมุมมองของเขา ยอดฝีมืออะไรกัน หวังเจ๋อมีกันสิบกว่าคน สู้กับคนคนเดียวยังมากเกินไปด้วยซ้ำ
ทันใดนั้นหวังเจ๋อก็กลับมา
เถียนซวี่หยางกระตุกยิ้ม “เอาล่ะ จัดการไอ้นั่นแล้ว ไอ้หนู ถึงตานายแล้ว”
ซ่งจื่อเซวียนไม่สนใจและเดินออกไปคิดจะสูบบุหรี่
“นายยังไปไม่ได้!”
เถียนซวี่หยางก้าวไปข้างหน้าและหยุดซ่งจื่อเซวียนไว้
“หลบไป!”
ซ่งจื่อเซวียนมองเถียนซวี่หยางอย่างเย็นชา
อย่างไรเขาก็อยู่ในสังคมแบบนี้มานาน เมื่อเผชิญหน้ากับเด็กคนหนึ่ง ท่าทีของซ่งจื่อเซวียนจึงเหนือชั้นกว่าอยู่แล้ว
“พ่อ”
จังหวะนี้ หวังเจ๋อก็เอ่ยปากทันที
พรวด!
เถียนซวี่หยางตกตะลึง เขาสงสัยว่าตัวเองได้ยินผิดหรือเปล่า
ครอบครัวของเขาร่ำรวยและเป็นลูกผู้ดีมีเงินที่โด่งดังในมหาวิทยาลัยหนานกวน แต่หวังเจ๋อไม่เพียงแค่รวยเท่านั้น แต่ยังมีลูกสมุนอีกมากมาย
ความจริงเมื่อพูดถึงอำนาจ หวังเจ๋ออยู่เหนือเขาอย่างเห็นได้ชัด
ปกติในมหาวิทยาลัย ไม่มีใครกล้ามองหน้าหวังเจ๋อตรงๆ อยู่แล้ว
แต่ตอนนี้นึกไม่ถึงว่าเขาจะเอ่ยปากเรียกไอ้เด็กนี่ว่าพ่องั้นเหรอ
“หืม?” ซ่งจื่อเซวียนชะงัก
หวังเจ๋อคิดว่าอีกฝ่ายได้ยินไม่ชัด ใบหน้าของเขาแดงก่ำ
เขาพูดอีกครั้ง “พ่อ เมื่อกี้เป็นความผิดของผมเองที่ทำให้คุณอารมณ์เสีย ผมจะปรับปรุงตัว”
ซ่งจื่อเซวียนมองไปที่ฟางรุ่ยทันที อีกฝ่ายก็ยักไหล่
“เอาล่ะ นายไปเถอะ”
“ครับพ่อ”
ในที่สุดหวังเจ๋อก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นก็หันหลังเดินออกจากห้องโถง สำหรับเขานั้นอยากจะบินออกไปให้รู้แล้วรู้รอด
คราวนี้ช่างอับอายขายขี้หน้าจริงๆ
แต่เขาก็สาปแช่งเถียนซวี่หยางในใจอีกด้วย
แม่มันสิ นายแม่งไปยั่วยุใครเข้าถึงทำให้ฉันหน้าแตกเป็นเสี่ยงๆ แถมยังถูกคนบดขยี้แบบนี้…
เห็นพวกหวังเจ๋อออกไปโดยไม่ได้เข้าร่วมงานเต้นรำด้วยซ้ำ เถียนซวี่หยางก็มึนงง
“ฉันออกไปสูบบุหรี่ได้หรือยัง”
ซ่งจื่อเซวียนเอ่ย
เถียนซวี่หยางไม่พูดไม่จา เพียงแค่ยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
หลังจากที่ซ่งจื่อเซวียนจากไป ฟางรุ่ยก็เดินเข้ามาใกล้เถียนซวี่หยาง
“น้องชาย เมื่อกี้ฉันจัดการคนพวกนั้นแล้ว ตอนนี้ถึงตานายแล้ว ออกมาเถอะ!”
เถียนซวี่หยางเบิกตากว้าง ไม่อยากจะเชื่อว่าสิ่งที่ฟางรุ่ยพูดนั้นเป็นเรื่องจริง
แต่…การปรากฏตัวของหวังเจ๋อ บวกกับคนตรงหน้าไม่มีร่องรอยการบาดเจ็บใดๆ บนใบหน้า
“ออกมาสิ”
เมื่อเห็นเถียนซวี่หยางยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ฟางรุ่ยก็พูดอีกประโยค
เถียนซวี่หยางส่ายหัวช้าๆ และมองฟางรุ่ยด้วยสีหน้าหวาดกลัว
ไอ้หมอนี่…หนึ่งรุมสิบเหรอ ยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า
ตอนที่ซ่งจื่อเซวียนกลับมาจากสูบบุหรี่ก็ไม่เห็นพวกเถียนซวี่หยางแล้ว และฟางรุ่ยก็ยังยืนอยู่หน้าประตูห้องโถงเหมือนเดิม
“รุ่ยจื่อ นาย…”
“ไม่ต้องกังวลนายท่านรอง ผมแยกแยะได้ คนพวกนี้ก็เป็นแค่เด็กนักศึกษา ผมไม่ลงมือโหดเหี้ยมหรอก”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าและเดินเข้าไปทันที
เสียงเพลงเต้นรำเปิดคลอ ม่านหน้าต่างโดยรอบปิดลงพร้อมกับแสงไฟในความมืดและเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ
ซ่งจื่อเซวียนและถังหย่าฉีเดินเข้าไปบนฟลอร์และเริ่มเต้นรำ
เนื่องจากมหาวิทยาลัยหนานกวนมีประวัติที่ยาวนานและมีกลิ่นอายทางวัฒนธรรมที่เข้มข้น แม้แต่นักศึกษาก็ยังออกไปเต้นรำ และในเวลานี้สภานักศึกษายังจัดเตรียมการเต้นลีลาศไว้อีกด้วย
นอกจากนี้การเต้นลีลาศยังเชื่อมความรู้สึกกันได้ง่าย คู่รักชายหญิงบางคู่ก็รีบคว้าโอกาสทันที
ขณะที่ย่ำเท้าช้าๆ ถังหย่าฉีมองท่าทางเงอะงะของซ่งจื่อเซวียนแล้วก็อมยิ้ม
“นายเต้นไม่เป็นเหรอ”
“ฉันเคยเห็นในทีวี ไม่คิดว่ามันจะยากแบบนี้”
“ใจเย็นๆ หน่อย มีรีบเต้นแบบนายที่ไหนกัน คนอื่นก็เต้นกันแบบสบายๆ ทั้งนั้น”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “อ๋อๆ ฉันไม่รู้ว่าจะขยับเท้ายังไงก็เลยทำตามเธอน่ะ”
“เหอะๆ จริงๆ แล้วถ้านี่เป็นครั้งแรกที่นายเต้น นายก็มีความเข้าใจมากแล้ว อย่างน้อยจนถึงตอนนี้เราก็ยังไม่เหยียบเท้ากันเลย”
ซ่งจื่อเซวียนสังเกตว่าหลายคนรอบตัวเขาต่างก็เหยียบเท้ากัน อย่างไรพวกเขาก็ยังเป็นเด็กนักศึกษาและยังเต้นไม่เป็นเท่าไร
สำหรับพวกเขา ความสนุกสนานเป็นบรรยากาศหนึ่ง
“เธอนำได้ดีต่างหาก”
ถังหย่าฉีหน้าแดง “บ้าน่า จะชมฉันจนติดเป็นนิสัยใช่ไหม”
“เหอะๆ…”
ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะอย่างไร้เดียงสา แต่กลับไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อ
ตอนนี้เขากังวล กังวลจริงๆ ที่ได้ใกล้ชิดกับถังหย่าฉีอย่างเปิดเผยขนาดนี้
ได้กลิ่นน้ำหอมบนร่างกายของเธอก็มีความสุขแล้ว
อีกอย่างพวกเขายังจับมือกันอีกด้วย ความรู้สึกนี้ทำให้หัวใจของซ่งจื่อเซวียนเริ่มเต้นรัว
“นายเกร็งเกินไปแล้ว เต้นตามจังหวะได้ไหม” ถังหย่าฉีพูด
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าอย่างรวดเร็ว “อ้อ”
สาเหตุหลักเป็นเพราะมือของเขาที่อยู่บนเอวถังหย่าฉีชุ่มไปด้วยเหงื่อ
อยากให้ผ่อนคลายใจเย็นลงหน่อยแต่ก็ไม่อยากปล่อย…
“ตอนที่ฉันยังเด็กครอบครัวยากจนมาก ไม่มีทีวี ฉันดูการเต้นแบบนี้จากทีวีที่ร้านอาหารชุนเซียงเท่านั้น”
ถังหย่าฉีคลี่ยิ้ม “แต่ตอนนี้นายเก่งมากนะ ไม่ใช่แค่มีเงิน แต่ยังพลิกชีวิตครอบครัวของนายได้ด้วย”
“หย่าฉี ฉัน…”
เมื่อได้ยินกำลังใจจากถังหย่าฉี เลือดของซ่งจื่อเซวียนก็สูบฉีด เขาหายใจเข้าลึกๆ
“จริงๆ แล้วฉันไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว แถมยังโดนด่าว่าเป็นพวกจนที่กำพร้าพ่อ
ฉัน…พอเจอผู้หญิงสวยๆ ก็ไม่กล้าพูดเพราะกลัวจะถูกปฏิเสธ”
ถังหย่าฉีเข้าใจความหมายที่เขาสื่อทันทีและหันไปทางด้านข้างอย่างไม่เป็นธรรมชาติ
“นาย…มีผู้หญิงที่ชอบอยู่เหรอ”
“ฉัน…มี…”
“เคยสารภาพรักกับเธอหรือยังล่ะ”
ถังหย่าฉีจงใจถาม เพราะรู้ว่าหากเธอไม่ถาม คนงี่เง่าอย่างซ่งจื่อเซวียนคงจะไม่พูดออกมา
“ฉัน…ฉันไม่กล้า ฉันกลัวว่าเธอไม่ตอบรับ”
“ไม่ตอบรับอะไร”
ถังหย่าฉีซักไซ้เพิ่มเติม ใบหน้าของซ่งจื่อเซวียนก็แดงก่ำ
ชายหนุ่มคนนี้ที่ถูกขนานนามว่านายท่านรองในวงการก็มีด้านที่ขี้อายเช่นกันเมื่ออยู่ต่อหน้าถังหย่าฉี
“จื่อเซวียน นายยังไม่ลองแล้วรู้ได้ยังไงว่าจะถูกปฏิเสธ”
“ที่จริงคนก็เหมือนเครื่องบิน ตราบใดที่นายมีเป้าหมายก็ต้องบินไปให้ถึง”
ซ่งจื่อเซวียนชะงักเมื่อได้ยิน “หย่าฉี ฉัน…เป้าหมายของฉันคือเธอ”
ชั่วขณะนั้นทั้งสองก็หยุดฝีเท้าและสายตาประสานกันราวกับว่าทั้งงานมีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้น
………………………………………………
……….