เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 347 เสาหลัก
ตอนที่ 347 เสาหลัก
……….
หน้ามหาวิทยาลัยหนานกวน
หลายคนในรถแลนด์โรเวอร์กำลังมองไปยังร้านสวนสวินเฟิงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนน
“คุณชายตู้ นาย…แน่ใจจริงๆ เหรอว่าคนพวกนั้นมาจากสวนสวินเฟิง”
ตู้เหวินจงเหลือบมองเถียนซวี่หยาง “ไร้สาระ ลูกพี่ของพวกมันคือเชฟคนนั้น คนที่อยู่ข้างหลังคงเป็นพนักงานแน่”
เขากำลังพูดถึงซ่งจื่อเซวียนและฟางรุ่ย ซ่งจื่อเซวียนสวมชุดเชฟเข้าออกครัวทุกวันในช่วงเวลาทำงาน
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ลูกค้าจะเห็นเขาเป็นครั้งคราว
ส่วนฟางรุ่ยทำงานเป็นผู้ช่วยเบ็ดเตล็ดอยู่ในร้านทุกวัน ตัวตนของเขาจึงกลายเป็นพนักงานไปโดยปริยาย
แต่เถียนซวี่หยางยังไม่ปักใจเชื่อ เขาคิดว่านี่คงเป็นวิธีระบายของคุณชายตู้
ในไม่ช้า รถตู้สีเทาคันหนึ่งก็ขับมาถึงประตูสวนสวินเฟิง
รถคันนี้ไม่ได้จอดในที่จอดรถ แต่จอดตรงหน้าประตู กีดขวางการสัญจรของรถคันอื่นอย่างชัดเจน
ตู้เหวินจงเห็นก็ยิ้มเล็กน้อย “เหอะๆ สมกับเป็นพวกเขา ทำงานได้มีประสิทธิภาพ”
หลังจากปรับปรุงสวนสวินเฟิง ชั้นหนึ่งก็ไม่มีหน้าต่างแล้ว มีแต่กำแพงคริสตัลสีดำ ดูดีมีระดับอย่างเห็นได้ชัด
ประตูยังเป็นประตูบานคู่ที่หุ้มด้วยหนัง ดังนั้นจึงไม่สามารถพังประตูจากข้างนอกได้
พี่หลงและคนอื่นๆ ลงจากรถแล้วตรงเข้าไปในสวนสวินเฟิง
ตู้เหวินจงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “น่าเสียดายที่ไม่ได้ฟังเสียงนั้น ไม่งั้นถ้าได้ยินเสียงพวกเขาพังประตูด้วยหูของฉันเองคงจะดีไม่น้อย”
ขณะที่พูด ตู้เหวินจงก็จุดบุหรี่ เอนหลังพิงเก้าอี้และเริ่มสูบบุหรี่อย่างสบายใจ
แต่เขายังไม่ทันได้พ่นควันออกมาครั้งที่สองก็เห็นประตูสวนสวินเฟิงเปิดออก
เขายังไม่ได้ยิ้มออกมาก็ตกตะลึงไปเสียก่อน
ครู่หนึ่งคนอื่นๆ ก็ตกตะลึงเช่นกัน
ก่อนอื่นดูเหมือนว่าเหลียงฮั่นและฟางรุ่ยจะเป็นคนของสวนสวินเฟิงจริงๆ ต่อมา…พี่หลงและลูกน้องอีกสามคนที่พามาด้วยนั้นก็ถูกพวกเขาหิ้วออกมาเหมือนลูกเจี๊ยบ
นอกจากนี้ใบหน้าของพวกพี่หลงยังบาดเจ็บอย่างเห็นได้ชัด
“ให้ตายเถอะ คุณชายตู้พูดถูกจริงๆ พวกเขาเป็นพนักงานจริงๆ นะเนี่ย”
ตู้เหวินจงกัดฟันและคร้านจะตอบอะไรกลับไป เขาคิดในใจว่า พี่หลง นายมันไร้ประโยชน์จริงๆ แม้แต่คนของร้านอาหารก็ยังจัดการไม่ได้
ในมุมมองของเขา เหตุผลที่ตอนเช้าพวกเขาชนะการต่อสู้ไม่ได้ก็เพราะพวกเขายังเป็นนักศึกษา จึงทะเลาะวิวาทไม่เป็น
แต่พี่หลงแตกต่างออกไป พวกเขาเป็นผู้ใหญ่
คราวนี้ถ้าโดนมันโยนออกไป…ขายหน้าแน่!
หน้าสวนสวินเฟิง ฟางรุ่ยและเหลียงฮั่นต่างก็หิ้วคนละสองคนแล้วโยนลงพื้น
ฟางรุ่ยก้าวไปข้างหน้า “นี่เป็นครั้งสุดท้าย คราวหน้าถ้ายังกล้ามาอีกฉันจะทำให้ออกไปไม่ได้เลย”
สีหน้าของพี่หลงดูหวาดกลัว สองคนตรงหน้ายังเป็นคนอยู่หรือเปล่า
ต้องรู้ว่าเมื่อพวกเขาเข้าไป ยังไม่ทันได้แสดงฝีมือ สองคนนี้ก็โผล่มาตรงหน้าเขาดั่งสายลม
เขาไม่ทันได้ง้างมือ อีกฝ่ายก็หิ้วออกมาแล้ว
น่ากลัวสุดๆ นี่มันเทพเซียนเหรอ หรือว่าผี
เมื่อได้ยินคำพูดของฟางรุ่ย พี่หลงและคนอื่นๆ ก็พยักหน้าพร้อมกัน
เหลียงฮั่นเอ่ยขึ้น “ออกไป!”
เมื่อสิ้นเสียงคำว่า ‘ออกไป’ หลายคนก็ตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งหนี เหลียงฮั่นก็รีบตะโกน “แม่งเอ๊ย เอารถออกไปด้วย!”
ขณะที่เหลียงฮั่นพูดก็ต่อยไปที่ประตูรถ เห็นเพียงประตูรถบุบเข้าไปกว่าสิบเซนติเมตรและทิ้งรอยหมัดเอาไว้
พวกพี่หลงตื่นตกใจ จากนั้นพวกเขาก็นึกได้ว่าขับรถมาจึงรีบวิ่งกลับมาและขับรถออกไป
ด้วยนิสัยสู้สุดชีวิตของพวกเขาก็น่าจะขับรถชนเหลียงฮั่นและฟางรุ่ยให้ตาย แต่เมื่อเห็นหมัดนั้น…พวกเขาก็ไม่กล้า
หากชนเข้าไปแล้ว ยอดมนุษย์ผู้แข็งแกร่งคนนี้จะไม่พลิกรถเลยเหรอ
จากนั้นก็เห็นเพียงคันเร่งถูกเหยียบไปจนสุดและออกตัวไปในพริบตา
เมื่อเห็นฉากนี้ ตู้เหวินจงก็โกรธมาก “พวกไร้ประโยชน์!”
ในเวลานี้เถียนซวี่หยางและคนอื่น ๆ ต่างก็เงียบไม่พูดไม่จา
โทรศัพท์ของตู้เหวินจงดังขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นสายจากพี่หลงก็ลังเลครู่หนึ่ง แต่ก็ยังรับสาย
“คุณชายตู้ นี่มันงานบ้าอะไรกันเนี่ย อีกฝ่ายเป็นใครกันแน่”
ตู้เหวินจงระงับความโกรธแล้วกล่าว “ใครเหรอ ก็พนักงานในร้านอาหารน่ะสิ พี่หลง เกิดอะไรขึ้น ผมเพิ่งจะเห็นเองนะ”
“พนักงานร้านอาหารอะไร คุณไปลองเองสิ แล้วถ้าเขาไม่ใช่ยอดฝีมือการต่อสู้ ผมจะใช้แซ่ของคุณเลยเ!”
“ยอดฝีมือการต่อสู้เหรอ” ตู้เหวินจงแสยะยิ้ม “พี่ฝันอยู่หรือเปล่า”
“หึ คุณชายตู้ ต่อไปอย่าให้ฉันทำงานแบบนี้อีก ถ้านี่เป็นศัตรูของนาย ฉันแนะนำให้ช่างมันไป สู้ไม่ได้เลยเนี่ย!”
ตู้เหวินจงกดวางสายทันที เขาไม่สามารถฟังคำพูดของพี่หลงได้อีกแล้ว
“แม่งเอ๊ย ถ้าไม่ได้ระบายความโกรธนี้ออกไป ฉันก็ไม่ใช่แซ่ตู้แล้ว!”
ขณะที่พูด เขาก็ลูบรอยแผลบนใบหน้าและเผยสีหน้าเจ็บปวดออกมาทันที
…
ณ เขตพื้นที่ข้าราชการ
ซ่งจื่อเซวียนออกมาจากห้องเจ้าถิงถิง ในเวลานี้ ‘ฉินลี่’ ภรรยาของผู้นำเจ้ารออย่างใจจดใจจ่อมานานแล้ว
เธอไม่รู้ว่าหมอที่มาครั้งนี้ไว้ใจได้หรือเปล่า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงที่พวกเขาคุยกันในห้องนานขนาดนี้
อย่างไรเธอก็คลอดลูกสาวมาคนเดียว และเธอไม่สามารถไว้ใจได้หากอยู่กับผู้ชายตามลำพังในห้อง
เมื่อเห็นซ่งจื่อเซวียนออกมา ฉินลี่ก็รีบเอ่ยถาม “คุณหมอ เป็นยังไงบ้างคะ โรคของลูกสาวฉันสามารถรักษาได้ไหม”
ซ่งจื่อเซวียนคลี่ยิ้ม “คุณนายเจ้า ใจเย็นๆ ก่อนครับ ผมไม่ใช่หมอ ถ้าจะนับ ก็นับว่าเป็นนักโภชนาการมากกว่า”
ฉินลี่ได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกสิ้นหวัง เขาไม่ได้เป็นหมอด้วยซ้ำ คงสำเร็จได้ยากนัก
ช่วงนี้ผู้นำทุกระดับหลายคนในเมืองตู้เหมินต่างก็ช่วยเจ้าถิงถิงหาหมอรักษา แต่ลองพยายามมาหลายครั้ง ผลลัพธ์คือถ้าไม่สามารถทำให้มีแรงได้หรือไม่ก็ไม่มีทางการรักษา
คราวนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นแบบเดียวกัน
ในความคิดของฉินลี่ ไม่มากก็น้อยลู่ลี่จวินคงเชิญนักโภชนาการเช่นนี้มาเพื่อประจบประแจงเหล่าเจ้าของพวกเขา
หากทำได้ก็ถือว่าสำเร็จ หากล้มเหลวก็ไม่เป็นไร นอกจากนี้ลู่ลี่จวินสามารถอยู่กับผู้นำเป็นการส่วนตัวได้อีกครู่หนึ่ง สำหรับคนที่เป็นข้าราชการ นี่ถือว่าคุ้มค่าแล้ว
“อ๋อ…อย่างนี้นี่เอง” ฉินลี่ฝืนยิ้ม เนื่องจากเธอเป็นภรรยาของผู้นำจึงไม่มีทางเสียมารยาท
เมื่อเห็นสีหน้าของฉินลี่ที่เปลี่ยนไป ซ่งจื่อเซวียนก็คาดเดาได้
เขาจึงเผยยิ้ม “คุณนายเจ้า อย่ามองในแง่ร้ายเกินไปครับ อาการของถิงถิงไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิด”
“หา? นี่ยังไม่ร้ายแรงอีกเหรอคะ เด็กคนนี้ไม่ได้กินข้าวมาหลายวัน อาหารเสริมที่พ่อเธอเอามาให้ คนพูดกันว่าเพื่อประคองอาการเท่านั้น…”
ขณะที่พูด ฉินลี่ก็น้ำตาไหลพราก
ไม่ว่าภรรยาของข้าราชการจะยิ่งใหญ่แค่ไหนเธอก็ยังเป็นผู้หญิงอยู่ดี เมื่อเห็นแก้วตาดวงใจของตัวเองป่วยหนักเช่นนี้ ไม่ว่าแม่คนไหนก็อ่อนแอ
ซ่งจื่อเซวียนทำอะไรไม่ได้นอกจากถอนหายใจแล้วเดินจากไป
การถอนหายใจครั้งนี้ อันที่จริงซ่งจื่อเซวียนถอนหายใจเพื่อแม่คนนี้ และเขายังนึกถึงแม่ตัวเองที่ต้องทนทุกข์ทรมานมากมายเพื่อเขาและซ่งอีหนาน
แต่ฉินลี่กลับไม่ได้คิดแบบนั้น เธอคิดว่าเขาถอนหายใจให้เจ้าถิงถิง ยิ่งเป็นแบบนี้เธอก็ยิ่งเศร้าใจมากขึ้นเท่านั้น
จากนั้นซ่งจื่อเซวียนก็ติดต่อหาลู่ลี่จวิน หลังจากถามความเห็นของผู้นำเจ้าแล้ว ลู่ลี่จวินจึงให้เขามาที่ห้องหนังสือ
เดินเข้าไปในห้องหนังสือ ซ่งจื่อเซวียนมองชั้นหนังสือที่อยู่ซ้ายขวาและคิดว่าผู้นำเจ้าก็เป็นคนรักการอ่านเช่นกัน มีหนังสือหลายพันเล่มอยู่บนตู้หนังสือชั้นสูงและเตี้ย
โต๊ะหนังสือขนาดใหญ่ไม่ได้ล้ำค่าราคาแพง สิ่งที่แพงที่สุดในห้องหนังสืออาจเป็นเครื่องลายครามสีน้ำเงินขาวขนาดใหญ่สองใบที่อยู่ด้านข้าง
แต่เมื่อมองผ่านสายตาของซ่งจื่อเซวียน เขาเห็นว่ามันเป็นงานฝีมือเลียนแบบที่มีราคาตลาดสูงกว่าหลายร้อยหยวน
เปรียบเทียบบ้านของผู้นำและหัวหน้าผู้อาวุโสหลายคน บ้านของผู้นำเจ้าที่นี่ไม่ได้หรูหรามากนัก
เมื่อทักทายผู้นำแล้ว ซ่งจื่อเซวียนก็นั่งลง ผู้นำเจ้าจึงถามด้วยความกังวล “คุณซ่ง อาการของลูกสาวฉันเป็นยังไงบ้าง”
ซ่งจื่อเซวียนตอบ “ท่านผู้นำ ผมขอกลับไปคิดทบทวนให้ดีก่อน อาการของถิงถิงเบากว่าที่ผมคิด บางที…อาจจะมีวิธีครับ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลู่ลี่จวินเอ่ยขึ้นก่อน “จื่อเซวียน นายไม่ต้องพูดจามากความต่อหน้าท่านผู้นำเจ้าก็ได้ แล้วไม่ต้องวางตัวให้มากนัก”
ผู้นำเจ้าพยักหน้าเช่นกัน “ใช่ๆ แค่พูดความจริงมาก็พอ ตอนนี้ฉันสามารถยอมรับได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ เพราะถิงถิงก็ไม่ได้ป่วยมาแค่วันสองวัน”
“เหอะๆ ท่านผู้นำ อย่ามองในแง่ร้ายสิครับ ให้ผมได้ลองดูก่อน ผมไม่ค่อยมั่นใจ แต่ยืนยันได้แน่ว่าโรคของถิงถิงสามารถรักษาได้”
ได้ยินคำตอบนี้ ก้อนหินในใจของผู้นำเจ้าก็เบาลงเล็กน้อย แน่นอนว่ายังอีกไกลกว่าจะตกลงพื้น
“นายวางแผนจะใช้วิธีไหนล่ะ”
“การบำบัดด้วยอาหารครับ แต่ตามอาการของเธอตอนนี้ เกรงว่าถึงจะทำอาหารจากตับมังกรหรือไขกระดูกฟีนิกซ์ เธอคงไม่อยากอาหาร เพราะงั้นผมจะผสมผสานแพทย์แผนจีน การใช้ยาและการฝังเข็ม นำสามวิธีมารักษาร่วมกันครับ”
แม้ว่าซ่งจื่อเซวียนจะไม่ใช่หมอ แต่สิ่งที่เขาพูดก็ค่อนข้างน่าเชื่อถือ ผู้นำเจ้าก็อดไม่ได้ที่จะพยักหน้าตาม
“ดี งั้นก็ดีเลย แล้วก็…”
ผู้นำเจ้าแสดงสีหน้าลำบากใจ
“ขั้นตอนการรักษาจะเจ็บหรือเปล่า ถิงถิงกลัวการฉีดยามาตั้งแต่เด็ก ฉันกลัวว่า…”
ซ่งจื่อเซวียนแอบถอนหายใจ จิตใจพ่อแม่ในใต้หล้าช่างน่าสงสาร
“วางใจได้ครับท่านผู้นำเจ้า ผมจะหาวิธีที่จะไม่ทำให้เธอเจ็บปวด ผมจะทำให้ลูกสาวของคุณหายดีเป็นปกติในเวลาสั้นๆ ครับ!”
ผู้นำเจ้ารู้สึกแสบจมูกเมื่อได้ยิน นี่อาจเป็นคำพูดที่ทรงพลังที่สุดที่เขาเคยได้ยินในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
แม้เขาจะรู้ว่าซ่งจื่อเซวียนยังเด็กและไม่ได้ปลิ้นปล้อนเหมือนหมอคนอื่นๆ บางทีตอนนี้เขาอาจเป็นคนในอุดมคติแล้วก็ได้
“เอาล่ะ งั้นฉันจะรอข่าวดีจากนาย”
จากนั้นลู่ลี่จวินก็พาซ่งจื่อเซวียนออกจากบ้านของผู้นำเจ้า
ระหว่างทางลู่ลี่จวินเอ่ยขึ้นมา “จื่อเซวียน เมื่อกี้นาย…อวดดีอยู่บ้างนะ”
ซ่งจื่อเซวียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยแต่ไม่มีปฏิกิริยาอะไร ในหัวของเขาเต็มไปด้วยอาการของเจ้าถิงถิง
แต่เขาก็เข้าใจความหมายของลู่ลี่จวินเช่นกัน บางทีเขาอาจจะโอ้อวดมากไปหน่อย
อย่างไรก็ไม่ควรพูดจาเกินจริงต่อหน้าผู้นำ
เมื่อเห็นว่าซ่งจื่อเซวียนไม่มีปฏิกิริยาอะไร ลู่ลี่จวินจึงพูดต่อ “ฉันไม่ได้หมายความเป็นอย่างอื่นนะ ยังไงเราก็ไม่ได้รักษาโรคให้คนธรรมดาทั่วไป
อืม…นายมั่นใจแค่ไหนล่ะ”
ซ่งจื่อเซวียนจ้องมองตรงไปข้างหน้า
“แปดสิบเปอร์เซ็นต์ครับ!”
ลู่ลี่จวินได้ยินเช่นนี้ก็เกือบจะเหยียบเบรก แต่ในไม่ช้าเขาก็ใจเย็นลงอย่างรวดเร็ว
รอยยิ้มที่พึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
เขารู้ว่าซ่งจื่อเซวียนเป็นคนรอบคอบ หากเขาบอกว่าทำได้แปดสิบเปอร์เซ็นต์…คงเป็นคำพูดที่รับประกันได้มากอยู่แล้ว
นึกถึงตรงนี้ เขาก็เหมือนจะคิดแล้วว่าผู้นำเจ้าจะมองเขาแตกต่างไปจากเดิมแน่นอน…
และเขายิ่งคิดว่าในภายหลังชายหนุ่มคนนี้จะมีสถานะที่สูงมากในเมืองตู้เหมิน
ต้องปกป้องสวนสวินเฟิง ต้องสนับสนุน…ซ่งจื่อเซวียน!
นี่คือข้อสรุปที่ลู่ลี่จวินได้จากประสบการณ์ในการเป็นข้าราชการมาหลายปี
ขณะที่อยู่ที่บ้านของผู้นำเจ้า ทั้งคู่ได้ปิดมือถือ ตอนนี้ซ่งจื่อเซวียนเพิ่งจะเปิดมือถือของเขาขึ้นมา
มีข้อความจากวีแชทเข้ามาทันที
แต่เมื่อเขาเห็นข้อความวีแชทจากฟางรุ่ย ซ่งจื่อเซวียนก็ขมวดคิ้ว
แม้ว่าฟางรุ่ยจะบอกในวีแชทว่าได้โยนตัวปัญหาออกไปแล้ว แต่ซ่งจื่อเซวียนก็ยังแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายออกมา
ต้องรู้ว่าตอนนี้เขาวางมือจากร้านอาหารร่ำรวยไปหมดแล้ว เช่นเดียวกับบริษัทชิงอวี่ มีเพียงแค่สวนสวินเฟิงเท่านั้น…
มันเป็นเสาหลักของเขาในตอนนี้!
…………………………………………………..
……….