เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 355 บอดี้การ์ดที่ไม่ต้องใช้เงิน
ตอนที่ 355 บอดี้การ์ดที่ไม่ต้องใช้เงิน
……….
เดินมาถึงหน้าประตูหอเยวี่ยซี ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมของยาสมุนไพรเข้มข้นที่ลอยมา
การออกแบบของร้านค้าสวยงามประณีตจริงๆ ใช้โครงสร้างของไม้เป็นหลัก และผนังโดยรอบยังคงสภาพให้เป็นสีขาวดั้งเดิมเอาไว้
ไม่ได้ตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์หรือกระเบื้องใดๆ
ตอนที่เดินเข้ามาเมื่อครู่ ซ่งจื่อเซวียนพบว่า ถึงแม้ที่นี่จะเป็นตลาดมืด แต่ร้านค้าหลายแห่งกลับตกแต่งอย่างหรูหรา
บางร้านให้ความรู้สึกถึงสีทองอร่ามแวววาวจากนอกร้าน บางร้านที่ขายสัตว์สตัฟฟ์ก็ตกแต่งแบบให้ความรู้สึกธรรมชาติ
แต่หอเยวี่ยซีแห่งนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น ตกแต่งแบบเรียบง่ายแต่ดูดี
พื้นที่โดยรอบของร้านค้าวางเต็มไปด้วยตู้ยา ลิ้นชักอยู่ด้านล่างสุด ใช้สำหรับเก็บของ และสองสามชั้นข้างบนล้วนเป็นบานกระจก
บานกระจกแต่ละช่องมีความสูงสามสิบเซนติเมตร ใส่ยาสมุนไพรชนิดต่างๆ ไว้ในนั้น
ยาสมุนไพรเหล่านั้นแค่มองก็รู้สึกว่าหายากแล้ว ทั้งหมดแทบจะเป็นของที่หาได้ยาก
ถึงแม้ซ่งจื่อเซวียนจะไม่ใช่แพทย์แผนจีนจริงๆ แต่พอรู้เรื่องยาสมุนไพรอยู่บ้าง ทว่าพอมองยาสมุนไพรเหล่านี้กลับงงเป็นไก่ตาแตกภายในพริบตา
เห็นสองสามคนเดินเข้ามา ชายชราที่อยู่มุมด้านหลังเคาน์เตอร์รีบเดินออกมาทันที
“เหอะๆ เสี่ยทั้งหลาย มาดูยาสมุนไพรใช่ไหมครับ”
ซ่งจื่อเซวียนมองชายชราคนนี้
ชายชราใส่ชุดสูทจงซานสีน้ำเงิน ใส่หมวกแก๊ปสีเดียวกัน แว่นตากรอบดำ ดูแล้วเหมือนคนยุค 80-90
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มเล็กน้อย “เหอะๆ ท่านผู้เฒ่า ผมมาหายาสมุนไพรชนิดหนึ่งครับ”
“หืม สมุนไพรอะไรเหรอ”
“หญ้าสวินหย่งครับ”
ชายชราคนนั้นได้ยินก็พ่นลมหายใจ จากนั้นเงียบไปสองสามวินาที
ซ่งจื่อเซวียนมองเขา “มีไหมครับ”
“เคยมี แต่ตอนนี้สินค้าหมดน่ะ”
“จะมีสินค้าเมื่อไรครับ” ซ่งจื่อเซวียนถาม
“วันพรุ่งนี้มีสินค้าใหม่เข้ามาหนึ่งล็อต แต่หญ้าสวินหย่ง…ผมไม่แน่ใจ” ชายชรากล่าว
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็เผยสีหน้าผิดหวังออกมา
หากแม้แต่ตลาดมืดก็ไม่มี แบบนี้คงยากแล้ว
“แหะๆ ถ้างั้นคุณดูสมุนไพรตัวอื่นก่อนดีไหม อาจจะมีตัวที่คุณต้องการนะ”
ซ่งจื่อเซวียนไม่ตอบ เพราะในหัวของเขายังคิดอยู่ว่าจะหาหญ้าสวินหย่งอย่างไร
ชายชราเดินเข้าไปใกล้บานกระจก “คุณดูสิ เห็ดเซียนด่างนี้เราขายแค่หนึ่งแสนสองหมื่นเท่านั้นนะ คุณเอาออกไปปล่อยขายต่ออาจจะได้ราคาสองสามเท่าเลย”
ซ่งจื่อเซวียนเหลือบมองเห็ดเซียนด่างนั้น
เขาไม่เข้าใจ และไม่รู้ราคาของเห็ดเซียนด่างนี้ แต่มองดูแล้ว น่าจะมีระดับกว่าเห็ดเซียนที่หวังต้าลี่กับท่านชายไป๋แย่งกัน
เห็ดเซียนดูสมกับชื่อ เป็นเห็ดหลินจือชนิดหนึ่งที่มีสีแดงเข้มทั้งต้น เป็นธาตุไฟ
คิดว่าเห็ดเซียนด่างนี้ก็ไม่ต่างกัน แต่พื้นผิวของเห็ดกลับมีลายจุดเป็นประปราย
ลายจุดเหล่านี้ค่อนไปทางสีขาว ทำให้เห็ดหลินจือทั้งดอกนี้ยิ่งดูสวยมากขึ้น
“ท่านผู้เฒ่าครับ ผม…ไม่ได้มาซื้อของทำเงินครับ ผมอยากได้หญ้าสวินหย่งเท่านั้น”
ขณะพูด ซ่งจื่อเซวียนก็หมุนตัว เอ่ยว่า “เสี่ยเจียง ไปดูร้านอื่นต่อเถอะครับ”
ชายชราคนนั้นได้ยินเช่นนั้นก็พลันยิ้ม “พ่อหนุ่ม ถ้าหอเยวี่ยซีของผมไม่มี…เกรงว่าร้านอื่นก็คงไม่มีแล้ว”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็ชะงักไป เสี่ยเจียงที่อยู่ข้างๆ ก็พยักหน้า
“นายท่านรอง เขาพูดถูก หอเยวี่ยซีเป็นร้านขายยาสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุด ถ้าที่นี่ยังหาไม่เจอ ที่อื่น..เกรงว่าไม่น่าจะมีแล้ว”
“ที่แท้คือนายท่านรองเหรอ เหอะๆ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนมีรสนิยมดี อ้อใช่นายท่านรอง สินค้าล็อตที่เข้ามาพรุ่งนี้มีหนวดพญามังกรด้วย ถึงตอนนั้นอยากให้นายท่านรองเข้ามาชมด้วยนะครับ”
“ครับ โสมน้ำพันปีหนึ่งต้น วันพรุ่งนี้คนที่ตลาดน่าจะเยอะเป็นหนึ่งเท่าตัว จะมาเพื่อหนวดพญามังกรของร้านผมทั้งนั้นครับ”
หนวดพญามังกร…ชื่อนี้ฟังดูแล้วดูมีอำนาจมาก คาดว่าคงเกิดการแย่งชิงเป็นแน่
แต่ของเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับซ่งจื่อเซวียนเลย เขาพุ่งตรงเข้ามาเพราะอยากได้หญ้าสวินหย่งโดยเร็ว
เช่นนั้นจึงจะรักษาอาการป่วยของเจ้าถิงถิงได้
หากพูดถึงตอนแรกสุด เขาแค่อยากช่วยเหลือลู่ลี่จวิน แต่ตอนนี้เป้าหมายของเขาเปลี่ยนไปแล้ว
เมื่อได้เจอเจ้าถิงถิงหนึ่งครั้ง ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกว่าเธอควรจะอยู่ในช่วงวัยที่สดใสมากที่สุด แต่กลับมีชีวิตอยู่ในความมืดทุกวัน
เด็กผู้หญิงคนนี้น่าสงสารมากจริงๆ หากเขาสามารถทำได้ จะพยายามช่วยเจ้าถิงถิงอย่างเต็มที่แน่นอน
จากนั้น ซ่งจื่อเซวียนจึงพยักหน้าช้าๆ “โอเคครับ ขอบคุณน้ำใจของคุณนะครับ วันพรุ่งนี้ผมจะมาดูสักหน่อย”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนจึงเดินออกไป
ชายชรากลับหัวเราะหนึ่งที “ทั้งๆ ที่ยอมให้เอาเปรียบแล้วกลับไม่ทำ เป็นมือใหม่เหรอ”
โดยทั่วไปแล้ว คนที่เอาของมาเทขายใหม่ โดยเฉพาะคนที่เริ่มสนใจยาสมุนไพร มักจะเลือกหอเยวี่ยซีก่อน
เพราะร้านใหญ่แห่งนี้ สินค้าเยอะ คุณภาพสูง และยังสามารถรับประกันราคาที่เหมือนกับร้านอื่นได้
เหมือนดังที่ชายชราเริ่มแนะนำเห็ดเซียนด่างเมื่อครู่ ราคาปกติจะอยู่ที่ประมาณหนึ่งแสนห้าหมื่นหยวน
คนทั่วไปเมื่อได้ยินราคาหนึ่งแสนสองหมื่นหยวนแล้วก็จะรีบซื้อทันที เพราะสามารถขายต่อทำกำไรได้สามหมื่นหยวนโดยไม่ต้องออกจากบ้าน
แต่ซ่งจื่อเซวียนกลับไม่สนใจเลยด้วยซ้ำ ถึงขนาดไม่แม้แต่จะชายตามองหรือถามต่ออีกสักหนึ่งประโยค
ด้วยเหตุนี้ ชายชราจึงวิเคราะห์ว่า คนคนนี้ถ้าไม่สนใจในชื่อเสียงและผลประโยชน์ เช่นนั้นคือไม่ขาดแคลนเงินทอง มาที่นี่เพื่อตามหาสิ่งของเท่านั้น
…
เมื่อออกจากหอเยวี่ยซี ซ่งจื่อเซวียนก็เดินวนตลาดอีกหนึ่งรอบ
ถึงแม้ตลาดแห่งนี้ดูเหมือนจะใหญ่ แต่ตัวหลักที่ดึงดูดความสนใจของซ่งจื่อเซวียนก็ยังเป็นร้านขายยาสมุนไพรอย่างเดียว
ร้านอื่นๆ อย่างมากสุดแค่ดูเพื่อความสนุกเท่านั้น
ทว่าพอเดินดูร้านขายยาสมุนไพรสองสามร้านแล้ว ก็ไม่มีสมุนไพรหญ้าสวินหย่งเลย ร้านอื่นๆ ถึงขนาดไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วยซ้ำ
ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกหมดหวังอย่างยิ่งเช่นกัน
เห็นได้ชัดว่าร้านขายยาบนดินนั้นหมดหวังแน่นอน และถึงแม้ในตลาดมืดจะมียาสมุนไพรหายากมากมาย แต่กลับไม่มีหญ้าสวินหย่งอยู่เลย
ดูท่าตอนนี้ต้องฝากความหวังไว้ที่สินค้านำเข้าของหอเยวี่ยซีในวันพรุ่งนี้อย่างเดียวเสียแล้ว
หากมีหญ้าสวินหย่ง ซ่งจื่อเซวียนก็ยอมทุ่มเงินซื้อมันโดยไม่เสียดาย
เดินดูได้สักพักหนึ่ง ถึงแม้จะมีสิ่งของน่าดึงดูดอยู่เยอะมาก แต่ซ่งจื่อเซวียนไม่ค่อยเข้าใจวงการนี้มากนัก
สิ่งที่เรียกว่าคนนอกวงการอย่าเข้าไปแตะต้อง ซ่งจื่อเซวียนยังพอเข้าใจหลักการนี้
ดังนั้นเขาจึงได้แต่ดูแล้วเดินออกมา
ตอนที่เดินออกมาจากตลาดมืด ซ่งจื่อเซวียนพบว่าหน้าประตูมีรถเยอะขึ้น และตรงทางเข้ามีคนเดินเข้าออกไม่ขาดสายจริงๆ
“นายท่านรอง ถ้างั้นพรุ่งนี้ฉันต้องมาดูเป็นเพื่อนนายอีกไหม”
ซ่งจื่อเซวียนโบกมือ “ไม่รบกวนเสี่ยเจียงแล้วครับ วันนี้ดูทางไว้เรียบร้อยแล้ว วันพรุ่งนี้ผมมาเองก็ได้ครับ”
“อย่างนั้นก็ดี ไม่ว่ายังไงถ้านายท่านรองต้องการ โทรเรียกฉันได้ตลอดเวลาลยนะ”
ทั้งสองคนพูดคุยสารทุกข์สุกดิบกันอีกสองสามประโยค แล้วจึงออกจากตลาดมืด
ทว่าก่อนจะออกมา ซ่งจื่อเซวียนกลับสังเกตเห็น สถานที่ค่อนข้างไกลจากทางเข้าตลาด มีเจ็ดแปดคนยืนอยู่ตรงนั้น
และคนที่สะดุดตาที่สุดก็คือหวังต้าลี่
ท่าทีหยิ่งยโสโอหัง พูดจาชี้มือชี้ไม้ของไอ้หมอนี่ ถึงแม้จะอยู่ในที่มืดก็ยังชัดเจนมาก
มองดูคนพวกนั้น ซางเทียนซั่วจึงเอ่ยว่า “อาจารย์ นั่นคือหวังต้าลี่คนเมื่อกี้ไม่ใช่เหรอ”
“ดูท่าคงอยากขวางทางคนแน่นอน” ฟางรุ่ยกล่าว
“หา? แกมองออกอีกแล้วเหรอ” ซางเทียนซั่วถามอย่างไม่พอใจอยู่บ้าง
“แกดูมาดของคนพวกนั้น และตำแหน่งที่ยืนอยู่ เห็นได้ชัดว่ากำลังรอท่านชายไป๋คนนั้นออกมา”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าช้าๆ “รุ่ยจื่อพูดถูก วันหลังถ้าพวกเรามาซื้อของที่นี่ เกรงว่าต้องระวังตัวหน่อย”
“นายท่านรองวางใจได้ คุณจะไม่เป็นอะไรครับ” เหลียงฮั่นเอ่ย
ซ่งจื่อเซวียนพลันยิ้ม แต่ไม่ได้พูดอะไร
อันที่จริงหากมองจากระดับหนึ่ง ซ่งจื่อเซวียนเชื่อในคำพูดของเหลียงฮั่น
มียอดฝีมือย่างฟางรุ่ย เหลียงฮั่นอยู่ข้างกาย โดยพื้นฐานแล้วสามารถรับบทต่อสู้หนึ่งต่อสิบได้สบายๆ
และตอนนี้สภาพร่างกายของตัวเองก็แข็งแรงอยู่ไม่น้อย เมื่อเจอคู่ต่อสู้ธรรมดา ย่อมไม่แพ้อีกฝ่ายเร็วแน่นอน
บางครั้งก็ถึงขั้นพอจะต่อสู้กับคู่ต่อสู้ได้บ้าง
หากอยากจะจับเขา…ถือว่ายากพอสมควร
ซ่งจื่อเซวียนก็คร้านจะมองต่อ แต่ตอนที่กำลังจะเรียกฟางรุ่ยให้ขับรถออกไป ท่านชายไป๋กลับเดินออกมาจากตลาด
ท่านชายไป๋ไม่ได้พาลูกน้องมาเยอะเกินไป มีแค่สามคนเท่านั้น
แต่คนตัวใหญ่ตัวติดข้างกายเขากลับสะดุดตาเป็นอย่างมาก ดูแล้วรู้สึกคล้ายเหลียงฮั่นอยู่ไม่น้อย
“อาจารย์ดูสิครับ ท่านชายไป๋ออกมาแล้ว และยังมีคนตัวใหญ่เท่าช้างอยู่ข้างๆ ด้วย”
ขณะพูด ซางเทียนซั่วก็มองเหลียงฮั่นหนึ่งที “เหลียงฮั่น ไอ้หมอนั่นคล้ายแกอยู่หน่อยนะ”
เหลียงฮั่นกลอกตาใส่เขาหนึ่งที “นั่นคือวางมาดเฉยๆ”
“เหอะ ไม่เคยสู้กันแกจะรู้ได้ยังไง”
เหลียงฮั่นคร้านจะสนใจเขาอีก
เมื่อเห็นท่านชายไป๋เดินออกมา จุดซิการ์ในมือ หวังต้าลี่และพวกของเขาจึงเดินมาทางนี้
“อาจารย์ มีของดีให้ดูแล้ว!”
ซ่งจื่อเซวียนไม่พูดอะไร แต่ดวงตาทั้งสองข้างกลับจ้องคนพวกนั้นอยู่
ถึงแม้จะพูดว่ามาดูเรื่องตื่นเต้น แต่สู้พูดว่ามาดูความสามารถจะดีกว่า
อย่างไรสองคนนี้ก็ถกเถียงกันอย่างไม่ลดละตอนอยู่ข้างในตลาด ส่วนศักยภาพจริงๆ นั้น…เขาไม่รู้จริงๆ
ท่านชายไป๋ในเวลานี้เหมือนจะตระหนักได้ว่าหวังต้าลี่และพวกของเขาเดินเข้ามา แต่ท่านชายไป๋กลับไม่ลนลานเลยสักนิด
เขายิ้มบางๆ “แม่งทำตัวติดหนึบจริงๆ ไป จัดการพวกเขาซะ!”
ท่านชายไป๋พูดจบ ลูกน้องสามคนข้างหลังจึงเดินไปหาหวังต้าลี่
พวกเขามีแค่สามคนเท่านั้น แต่ฝั่งของหวังต้าลี่มีเจ็ดแปดคน ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ ลูกน้องสามคนนี้กลับไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
วินาทีที่เห็นพวกเขาเดินเข้าไปใกล้ หวังต้าลี่ตวาดเสียงดัง คนของพวกเขาทั้งหมดจึงพุ่งเข้าหาสามคนนี้
วินาทีต่อมา พวกซ่งจื่อเซวียนก็มองอย่างตกตะลึง
เห็นเพียงลูกน้องสามคนของท่านชายไป๋เหมือนจะเป็นวิชากังฟู สามารถจัดการลูกน้องของหวังต้าลี่ล้มลงทั้งหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว
โดยเฉพาะคนตัวใหญ่คนนั้น คนของหวังต้าลี่แค่เข้าใกล้ ก็ถีบกระเด็นออกไปด้วยเท้าข้างหนึ่ง
ตัวยืนอยู่ตรงนั้น โดนถีบแรงขนาดนี้ไม่ใช่ว่าคนทั่วไปจะรับไหว
และยังมีคนที่โดนเขาจับยกขึ้นมาโยนออกไปไกลกว่าสองเมตร เหมือนกับทิ้งกระสอบทราย คนคนนั้นนอนอยู่บนพื้นลุกไม่ขึ้นทันที
เห็นได้ชัดว่ากระดูกหักแล้ว
“แม่ง เก่งจริงๆ เหลียงฮั่นเห็นไหม ถ้าแกเป็นคู่ต่อสู้ของเขา แกแย่แน่”
เหลียงฮั่นทำเสียงฮึดฮัดเย็นชา “ขอเพียงนายท่านรองพูดมาหนึ่งประโยค ผมจะเข้าไปจัดการสามคนนั้นพร้อมกันทีเดียวเลย”
ฟางรุ่ยได้ยินแล้วก็ไม่พูดอะไร ทำเพียงยิ้มเล็กน้อย
เขาเคยประมือกับเหลียงฮั่นมาก่อน จึงรู้กำลังของเหลียงฮั่นเป็นอย่างดี
คนพวกนี้ถึงแม้จะแข็งแกร่ง แต่กลับไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเหลียงฮั่น เพราะคนแข็งแกร่งอย่างเหลียงฮั่นเท่านั้นถึงจะเรียกได้ว่ายอดฝีมือโดยแท้
แต่คนพวกนี้…ไม่นับ อย่างมากสุดถือว่าพอเตะต่อยได้เท่านั้น
ซ่งจื่อเซวียนเลื่อนหน้าต่างกระจกรถขึ้นทันที “โอเครุ่ยจื่อ ออกรถเถอะ”
ฟางรุ่ยจึงพยักหน้า เหยียบคันเร่งและออกจากบริเวณใกล้ๆ ตลาดมืดไป
เห็นฉากนี้แล้ว ซ่งจื่อเซวียนก็พอเข้าใจศักยภาพของคนที่นี่แล้วว่าเป็นอย่างไรกันแน่
ดูจากตอนนี้ ถ้าไม่จ้างบอดี้การ์ดค่าตัวแพงมาด้วย คงไม่ไหวจริงๆ
แน่นอนว่า บอดี้การ์ดสองคนนี้ของเขาไม่ต้องใช้เงินจ้างมา ไม่ใช่ว่าใครที่ไหนจะทำได้
…………………………………………..