เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 367 สองเรื่องใหญ่
ตอนที่ 367 สองเรื่องใหญ่
…………….
เจ้าถิงถิงอดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้างและเงยหน้ามองซ่งจื่อเซวียน
ว่ากันว่าเธอไม่รับรู้กลิ่นอาหารแสนอร่อยมานานมากแล้ว
ตั้งแต่เธอเป็นโรคเบื่ออาหาร เธอก็แทบไม่ได้ทานข้าวเลย แม้จะมีเพียงไม่กี่ครั้ง แต่เธอก็อดทนทานข้าวอย่างยากลำบาก
จากไม่มีความอยากอาหารและน้ำหนักตัวลดลง
แต่ตอนนี้…เธอนึกไม่ถึงว่าชามซุปที่อยู่ตรงหน้าจะหอมเย้ายวนมาก!
“ซ่งจื่อเซวียน ซุปนี้คือ…”
ซ่งจื่อเซวียนแอบดีใจ ดูเหมือนว่า…นี่จะได้ผล
“เหอะๆ ฉันตั้งใจทำมาให้เธอลอง”
“นี่…หอมจังเลย ซ่งจื่อเซวียน รสมือของนายเจ๋งมาก นายรู้ไหมว่าฉันไม่ได้กลิ่นหอมอาหารมานานแค่ไหนแล้ว”
ขณะที่เจ้าถิงถิงพูดก็รู้สึกตื่นเต้นไปด้วย
อย่างไรเธอก็ไม่ได้ทานอาหารตามปกติมาหลายเดือนแล้ว ดังนั้นความรู้สึกแบบนี้แค่คิดก็รู้แล้ว
“ฉันขอชิมได้ไหม”
“แน่นอน ฉันเอามาให้เธอไง” ซ่งจื่อเซวียนยิ้มเล็กน้อย
อันที่จริงหลังจากที่เจ้าถิงถิงรู้ว่าการลดน้ำหนักของเธอผิดปกติ เธอก็อยากทานอาหารที่อร่อยทุกชนิดอยู่เสมอ
แต่ความอยากทานอาหารทำให้เธอไม่สบายใจมาก ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอทรุดลงจนถึงทุกวันนี้
เธอจะเริ่มรู้สึกขยะแขยงเมื่อได้กลิ่นอาหาร
ดังนั้นเธอจึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอย่างในวันนี้มานานแล้ว
เธอค่อยๆ หยิบชามซุปตรงหน้าขึ้นมาดมกลิ่นอีกครั้ง จากนั้นก็หลับตาและแสดงสีหน้ามีความสุข
“ชิมสิ” ซ่งจื่อเซวียนพูดด้วยรอยยิ้ม
เธอมองไปที่ซ่งจื่อเซวียน
“เป็นอะไร…”
“ฉัน…” เจ้าถิงถิงมีสีหน้าไม่สบายใจ “ฉันกลัวนิดหน่อย…”
“กลัวอะไร กลัวว่าจะไม่อร่อย กลัวว่าตัวเองจะกินไม่ลงเหรอ”
เจ้าถิงถิงพยักหน้าตามทันที
เนื่องจากเธอไม่ได้ทานอะไรมานานมาก นอกจากนี้ยังพยายามมาหลายครั้ง แต่ก็ล้มเหลว…
เมื่อจะลองอีกครั้ง ในใจเธอจึงเริ่มกังวล
เธอกลัว กลัวว่าจะล้มเหลว กลัวว่าจะยังทานไม่ได้
ซ่งจื่อเซวียนคุกเข่าลงและเงยหน้ามองใบหน้าที่ซูบผอมของเจ้าถิงถิง
“ถิงถิง สู้ๆ แค่ลองเองจะกลัวอะไร เธอยังจำคำพูดที่ฉันเคยบอกเธอครั้งก่อนได้ไหม”
เจ้าถิงถิงครุ่นคิดแล้วพยักหน้า “จำได้ นายบอกว่าเพื่อนคนหนึ่งของนายมียาที่ทำให้อยากอาหาร
แล้วยังบอกด้วยว่าหลังจากที่เขาลองแล้ว เขาก็กินเยอะทุกวัน ไม่กี่วันน้ำหนักเขาขึ้นมาสองกิโลครึ่ง”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มและพยักหน้า “ใช่ ฉันใส่ยาของเพื่อนฉันไว้ในนี้แล้ว”
“หา?”
เจ้าถิงถิงอดไม่ได้ที่จะแปลกใจ “มิน่าล่ะ กลิ่นหอมนี้เกี่ยวกับยาหรือเปล่า”
เมื่อเห็นท่าทางที่ไร้เดียงสาของเจ้าถิงถิง ซ่งจื่อเซวียนก็ปวดใจ
ความปวดใจนี้ไม่ได้มาจากความรู้สึกใดๆ เพียงแค่รู้สึกว่าเจ้าถิงถิงน่าสงสารเกินไปแล้ว
เพราะเด็กสาวที่แสนดีขนาดนี้…ไม่ควรต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคร้ายเช่นนี้
“เอ่อ…เกี่ยวแหละ ลองดูสิ ถ้าเย็นแล้วผลลัพธ์จะไม่ดีนะ”
“อ๋อๆ”
เมื่อได้ยินซ่งจื่อเซวียนพูดเช่นนี้ เจ้าถิงถิงก็รีบก้มหน้า หยิบชามขึ้นมาซด
บางทีอาจเป็นเพราะรสชาติที่อร่อย หรืออาจเป็นเพราะ…ความกลัวและกังวลในใจ
ไม่นานนัก เจ้าถิงถิงก็เงยหน้าขึ้น ซ่งจื่อเซวียนก็มองดูเธอด้วยความกังวล
ในเวลานี้ ซ่งจื่อเซวียนไม่ใช่แค่กังวลเกี่ยวกับอาการของเจ้าถิงถิงเท่านั้น แต่ยังกังวลว่าในชั้นเรียนการรักษานี้ โต้วหลงเหมินจะได้ผลหรือไม่
หากมันได้ผล…ก็สามารถผลักดันให้เป็นสุดยอดอาหารจานทองได้จริงๆ
“ซ่งจื่อเซวียน ฉัน…ฉันไม่รู้สึกพะอืดพะอมเลย ฉันว่าฉันกินได้อีกสักคำนะ”
ซ่งจื่อเซวียนดีใจเป็นที่สุด แต่เขาก็สังเกตเห็นว่าเมื่อครู่เจ้าถิงถิงเพิ่งกินไปเล็กน้อยเท่านั้น
บางทีอาจเป็นความกลัวที่จะลองในครั้งแรก เมื่อนึกถึงตรงนี้ ซ่งจื่อเซวียนจึงพูดว่า “เธอลองกินเยอะๆ สิ”
“ได้!”
เจ้าถิงถิงตื่นเต้นกว่าซ่งจื่อเซวียนอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นเธอจึงรีบพยักหน้าและทานต่อ
เมื่อเห็นว่าเจ้าถิงถิงทานได้เรื่อยๆ ซ่งจื่อเซวียนก็ดีใจมาก
เช่นเดียวกับเจ้าถิงถิง เธอเงยหน้ามองซ่งจื่อเซวียน “ซุปนี้อร่อยจังเลย ซ่งจื่อเซวียน นายเอาตะเกียบมาด้วยไหม ฉันอยากลองชิมวัตถุดิบที่ใส่ในนี้”
“อ๋อๆ มีสิ!”
ซ่งจื่อเซวียนจึงรีบหยิบช้อนจากกระติกเก็บความร้อนออกมาส่งให้เจ้าถิงถิง
เจ้าถิงถิงตักอาหารขึ้นมาชิมทันที แต่เธอกลับเริ่มรู้สึกพะอืดพะอม
ซ่งจื่อเซวียนขมวดคิ้ว ไม่มีทางน่า…มันไม่ได้ผลเหรอ
“ถิงถิง เธอเป็นยังไงบ้าง”
ซ่งจื่อเซวียนถามขณะที่หยิบถังขยะขนาดเล็กที่อยู่ใกล้ๆ มาส่งให้เจ้าถิงถิงอาเจียนใส่
เจ้าถิงถิงโบกมือและคายอาหารในปากของเธอออกมา
“บางทีฉันอาจจะใจร้อนเกินไป ตอนนี้ฉันยังกินไม่ได้น่ะ”
“แล้วความรู้สึกตอนกินซุปล่ะ รู้สึกอยากอ้วกบ้างไหม”
เจ้าถิงถิงส่ายศีรษะ “ไม่รู้สึกเลย ซุปอร่อยมาก แต่ตัวอาหารอย่างอื่น…ฉันกลืนไม่ลง”
ซ่งจื่อเซวียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดูเหมือนว่าส่วนผสมจะไม่เป็นปัญหา แต่อาการของเจ้าถิงถิงตอนนี้จำเป็นต้องค่อยๆ ปรับปรุงไปทีละขั้น
กินซุปได้คือพัฒนาการที่ดีมาก หากทานตัวอาหารอื่น ระบบการย่อยและดูดซึมของเธอที่ไม่ได้ใช้งานมาหลายเดือนจะไม่สามารถทำงานได้ในทันที
“งั้นก็ดีแล้ว ถิงถิง เธอกินซุปไปก่อน นี่จะช่วยกระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหารได้ บางทีเธออาจจะกินอย่างอื่นได้ในไม่ช้า”
ทันใดนั้นใบหน้าของเจ้าถิงถิงพลันมีรอยยิ้มราวกับเต็มไปด้วยความหวัง และพยักหน้าอย่างแรงให้ซ่งจื่อเซวียน
ในที่สุดเจ้าถิงถิงก็กินซุปจนหมดชาม
สารอาหารในวัตถุดิบมีประโยชน์มากกว่าสารอาหารในของเหลว
แต่ซ่งจื่อเซวียนยังหวังว่าเธอจะทานอาหารหลักได้ในเร็ววัน อย่างไรคาร์โบไฮเดรตก็ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยผัก เนื้อสัตว์ หรือแม้แต่ซุป
คนที่ลดน้ำหนักก็เช่นเดียวกัน บางคนไม่ทานอาหารหลัก บางคนควบคุมอาหาร อันที่จริงนั่นเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างมาก
ดูเหมือนสามารถลดน้ำหนักได้ด้วยการไม่ทานอาหารหลัก แต่ร่างกายก็จะเกิดปัญหาต่างๆ เนื่องจากทานคาร์โบไฮเดรตน้อยลง
อย่างไรการทานอาหารของชาวจีนเป็นความเคยชินมาตั้งแต่เด็ก หากเปลี่ยนแปลงง่ายก็จะเกิดโรคต่างๆ ขึ้นได้ง่าย
จากนั้นซ่งจื่อเซวียนก็เดินออกจากห้องของเจ้าถิงถิง เมื่อฉินลี่ทราบผล เธอก็หลั่งน้ำตาออกมาด้วยความดีใจ
“คุณนายเจ้า อย่าเพิ่งรีบดีใจครับ นี่แค่เริ่มต้น เรายังมีหวังว่าถิงถิงจะฟื้นตัวได้ครับ”
ฉินลี่ร้องไห้และพยักหน้า “ในเมืองตู้เหมินมีโรงพยาบาลคุณภาพดีตั้งเยอะแยะ รวมถึงโรงพยาบาลที่ปักกิ่งก็ด้วย แต่นึกไม่ถึงว่าจะไม่มีหมอที่ใช้ได้เลย
คุณหมอซ่ง คุณคือหมอเทวดานี่เอง”
“ไม่ๆๆ คุณนายเจ้า คุณพูดเกินไปแล้ว จื่อเซวียนแค่ทำให้ดีที่สุดก็เท่านั้น” ซ่งจื่อเซวียนรีบพูดอย่างรวดเร็ว
ในเวลานี้ ผู้นำเจ้าก็จัดการกับธุระของตัวเองเรียบร้อยและรีบกลับมาบ้าน
หลังจากได้ยินข่าวนี้ เขาก็จับมือของซ่งจื่อเซวียนทันที
“สหายเสี่ยวซ่ง ฉันไม่รู้จะขอบคุณนายยังไงจริงๆ นี่…ก็เที่ยงแล้ว อยู่ทานข้าวกันเถอะก่อน”
ซ่งจื่อเซวียนคลี่ยิ้ม “ไม่เป็นไรครับผู้นำเจ้า ถิงถิงอาการดีขึ้น ถ้าพูดถึงเรื่องทานข้าวเรารอจนกว่าถิงถิงจะแข็งแรงดีแล้วมาทานด้วยกันสักมื้อดีไหมครับ”
ผู้นำเจ้าพยักหน้าช้าๆ และยกย่องในใจว่าซ่งจื่อเซวียนรู้เรื่องรู้ราวเป็นอย่างมาก
เพราะในเวลานี้เช่นนี้ควรปล่อยให้คนในครอบครัวได้แบ่งปันความสุขกัน หากอยู่ทานข้าวต่อคงถูกผู้นำสงสัยว่าคิดประจบสอพลอไม่มากก็น้อย
ลู่ลี่จวินก็พอใจมากเช่นกัน เขาไม่เพียงแค่พอใจในท่าทีของซ่งจื่อเซวียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลลัพธ์ในครั้งนี้ด้วย
“ก็ได้ ฉันจะไม่รั้งพวกนายไว้ ลี่จวิน นายช่วยเลี้ยงเสี่ยวซ่งแทนฉันสักมื้อแล้วกัน”
ลู่ลี่จวินแอบยิ้ม ฉันเลี้ยงเขาเหรอ ในด้านอาหารเกรงว่าจะไม่มีใครทำให้อีกฝ่ายได้แล้ว
แต่เขาก็ยังยิ้มและพยักหน้า “ไม่ต้องห่วงครับท่านผู้นำ ผมจัดการให้แน่นอน”
“ท่านผู้นำ ซุปที่ผมเอามาให้ถิงถิงครั้งนี้สามารถอยู่ได้สองวัน พรุ่งนี้ยังอุ่นได้ แต่วันที่สามจะกินไม่ได้แล้วนะครับ”
“โอเคๆ เรื่องนี้ฉันจะทำตามที่นายบอก”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าและพูดต่อ “วันมะรืนนี้ผมจะส่งมาให้อีกชุด ถ้าถิงถิงกินไม่ลง พวกคุณสองคนก็ลองชิมได้นะครับ นี่เป็นเมนูซิกเนเชอร์ของผม”
“เอ๋? งั้นดีเลย เราสองคนก็ถือว่าได้แย่งถิงถิงกินน่ะสิ”
ทุกคนหัวเราะออกมา
ลู่ลี่จวินพูดในใจ ‘ซ่งจื่อเซวียนหนอซ่งจื่อเซวียน นายช่างกล้าหาญจริงๆ ที่มาโปรโมตถึงในบ้านผู้นำอันดับหนึ่งในตู้เหมิน’
แต่เมื่อใคร่ครวญอีกครั้ง บางทีซ่งจื่อเซวียนอาจเป็นคนเดียวที่กล้าโปรโมตแบบนี้
เมื่อออกจากบ้านของผู้นำเจ้า ขณะขับรถลู่ลี่จวินก็ยังหัวเราะอยู่ตลอด
ซ่งจื่อเซวียนเอ่ย “ท่านอธิบดีลู่ คุณขำอะไรน่ะ ขำมานานแล้วนะครับ”
ลู่ลี่จวินส่ายหน้าและโบกมือ “ไม่ ไม่มีอะไร ฮ่าๆๆๆ ขำจะตายแล้ว”
“ฉันน่ะขำที่นายกล้าหาญ กล้ามากจริงๆ!” ลู่ลี่จวินกล่าว
“ผมเหรอ ผมกล้ามาก ตอนไหนครับ”
“เมื่อกี้ไง ผู้นำเจ้าเชิญทานข้าวที่บ้าน มีตั้งกี่คนที่ดีใจจนเนื้อเต้น นึกไม่ถึงว่านายจะปฏิเสธ
ไอ้หนูนายคือที่หนึ่งจริงๆ!”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มอย่างไร้เดียงสา “เหอะๆ ผมก็กลัวว่าจะไปรบกวนท่านผู้นำเขาน่ะ”
“ที่สำคัญคือก่อนนายจะไปยังโปรโมตอาหารของตัวเองที่บ้านผู้นำด้วย ฮ่าๆ นี่ก็เป็นที่หนึ่งเหมือนกัน นายคิดว่านายกล้ามากไหมล่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็อึ้งไป “เอ่อ…ท่านอธิบดีลู่ ผมแค่พูดด้วยความเกรงใจ คงไม่มีปัญหาใช่ไหมครับ”
ลู่ลี่จวินครุ่นคิด จากนั้นก็ส่ายหัว “ไม่เป็นไรหรอก ยังไงนายก็ไม่ใช่คนภายในองค์กรและตอนนี้ผู้นำเจ้าก็น่าจะประเมินนายไว้สูงมาก”
“หืม?”
“ถ้าอาหารบำรุงสุขภาพนี้ช่วยรักษาถิงถิงให้หายดีจริงๆ นายคิดว่านายควรจะได้อยู่ตำแหน่งไหนล่ะ”
ซ่งจื่อเซวียนส่ายหัวช้าๆ
“โรงพยาบาลใหญ่หลายแห่งในปักกิ่งและตู้เหมินไม่สามารถแก้ไขอาการป่วยของถิงถิงได้ แต่นายแก้ไขได้แล้ว”
ลู่ลี่จวินยิ้มแป้น “ในใจของผู้นำเจ้า ความสามารถด้านอาหารบำรุงสุขภาพของนายเหนือกว่าผู้อำนวยการโรงพยาบาลใหญ่ๆ ไปแล้วล่ะ”
“เอ่อ…เป็นไปไม่ได้…”
ซ่งจื่อเซวียนไม่เข้าใจเล็กน้อย อย่างไรนี่ก็คือความคิดของข้าราชการ และยิ่งเป็นวิธีคิดของผู้มีอำนาจ
“จื่อเซวียน นายควรจะเตรียมพร้อมให้ดี เตรียมโบยบิน ฉันเชื่อว่า…อีกไม่ไกลแล้ว”
เมื่อลู่ลี่จวินพูดจบ เขาก็ยิ้มมีเลศนัยเล็กน้อย
ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้พูดอะไรอีก แต่ไตร่ตรองคำพูดของลู่ลี่จวิน
โบยบินเหรอ ต้องเตรียมตัวยังไง แล้วโบยบินแบบนี้…ดีจริงหรือเปล่า
เมื่อมาถึงสวนสวินเฟิง ซ่งจื่อเซวียนก็รั้งลู่ลี่จวินไว้ให้ทานข้าวสักมื้อ
แต่ลู่ลี่จวินปฏิเสธ เพราะเขาเป็นอธิบดีจึงมีธุระมากมาย
หลังจากจัดการธุระของผู้นำแล้วก็ถึงเวลากลับไปจัดการงานของตัวเอง
เมื่อเดินเข้าไปในสวนสวินเฟิง ซ่งจื่อเซวียนก็ตรงไปที่ห้องทำงาน
เขาคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้อีกครั้งและจัดระเบียบความคิดอีกรอบ
รวมถึงขั้นตอนต่อไปที่จะทำให้เจ้าถิงถิงฟื้นตัวได้อย่างราบรื่น บวกกับคำพูดของผู้นำเจ้าและลู่ลี่จวิน
ขณะที่เขากำลังสับสน มือถือของซ่งจื่อเซวียนก็ดังขึ้น สายที่โทรเข้ามาเป็นท่านเป้ยเล่อ
“จื่อเซวียน นายอยู่ไหน”
“หา? ผมอยู่ที่ร้าน”
ท่านเป้ยเล่อพูดต่อ “งั้นดีเลย คืนนี้ฉันนั่งรถไฟความเร็วสูงกลับไปจากจงไห่ แต่ตอนถึงนายน่าจะเลิกงานแล้ว เรามาเจอกันที่หอหงเยวี่ยนะ!”
“ดึกขนาดนี้เลยเหรอครับ มีอะไรเหรอ”
“ฮ่าๆ ฉันจะบอกนายที่หอหงเยวี่ยคืนนี้ มีสองเรื่องใหญ่!”
………………………………………….
…………….