เหนียงจื่อของคุณชายขี้โรค - ตอนที่ 27 เรียกกันอย่างสนิทสนม
แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นปิ่นเงินปักอยู่บนมวยผมของมั่วเชียน
เสวี่ย ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความละโมบ
หลายครั้งที่นางมาก่อนหน้านี้มักจะเป็นยามเย็น มีแสงสลัวจึง
ไม่ได้สังเกตเห็น
“ปิ่นปักผมของหนิงเหนียงจื่อช่างงดงามจริงๆ ข้าขอลองยืมมา
ปักผมหน่อยเถอะนะ” นางพูดพลางยื่นมือไปคิดจะดึงปิ่นปักผม
ออกมา ในใจคิดไว้อยู่แล้วว่ายืมแล้วจะไม่คืน
มั่วเชียนเสวี่ยเห็นนางจะเข้ามารังแก มือหนึ่งก็กดปิ่นปักผมบน
ศีรษะเอาไว้ ถอยหลังไปหนึ่งก้าวพลางยิ้มเยือกเย็น “เช่นนั้นหรือ
เซียนเซิงก็บอกว่าข้าใส่แล้วดูดี ต้องเก็บเป็นมรดกตกทอดต่ เอาไว้
มอบให้ลูกสะใภ้แต่ไม่ให้ลูกสาว”
มอบให้ลูกสะใภ้แต่ไม่ให้ลูกสาว?
อาซ้อจ้าวเอ้อร์ชักมือกลับด้วยความกระดากใจ แม้รู้สึกไม่พอใจ
แต่พอเห็นมั่วเชียนเสวี่ยชักหน้าใส่ จึงพูดจาเชือดเฉือนกลับ “ดูท่าห
นิงเหนียงจื่อจะรังเกียจข้า แค่เพียงขอดูเท่านั้น ไม่น่าคนในหมู่บ้านถึง
บอกว่าเจ้าไร้มโนธรรม ข้าที่ไม่เชื่อจึงช่วยพูดแก้ต่างอยู่ตรงนั้นให้
บอกว่าเจ้าไม่ใช่คนเช่นนั้น…”
“คนตาถั่วคนไหนมันเป็นคนพูด เจ้าบอกมาเดี๋ยวนี้เลย ข้าจะไป
จัดการกับมันเอง!” อาซ้อฟางเห็นมั่วเชียนเสวี่ยเป็นเหมือนน้องสาว
ของตัวเอง ท่าทีเข้าข้างสนิทสนมกันทำให้ความโกรธของอาซ้อจ้าว
เอ้อร์เพิ่มทวีขึ้น จนไม่สามารถระงับอารมณ์ไว้ได้
“อาซ้อฟาง เรื่องนี้เกี่ยวกับเจ้าตรงไหน อย่ามาทำตัวได้ประโยชน์
แล้วอวดดีเลย”
“หนิงเหนียงจื่อเป็นเหมือนน้องสาวของข้า เรื่องของนางก็ถือเป็น
เรื่องของข้า”
“แหม เพิ่งทำงานได้ไม่กี่วันก็กลายเป็นบ่าวไปเสียแล้ว รู้จัก
ปกป้องเจ้านายด้วย…”
อาซ้อฟางก็เป็นคนอารมณ์ร้าย หลังได้ยินนางพูดจาเหลืออด
เช่นนี้ก็พุ่งกระโจนเข้าไปหมายจะฉีกปากนั่น
มั่วเชียนเสวี่ยกลัวว่าพวกนางจะตบตีกันจริงๆ จึงหันไปส่งสายตา
ให้อาซ้อกุ้ยฮวา ส่วนตัวเองก็ดึงอาซ้อฟางออกมาก่อน ส่วนอาซ้อกุ้
ยฮวาก็ดึงอาซ้อจ้าวเอ้อร์ออกไปอีกฟาก
มั่วเชียนเสวี่ยเกลี้ยกล่อมอาซ้อฟางหลายคำก่อนจะกระซิบข้างหู
นางแต่ก็ไม่รู้ว่าพูดอะไร ได้ยินเพียงแค่อาซ้อฟางพูดว่าสมควรแล้ว
ต่อมาก็เปลี่ยนจากโกรธเกลียดเป็นอารมณ์ดี…
ภัตตาคารไป๋อวิ๋นจวีส่งคนมารับเต้าหู้ ซึ่งก็คืออาจ้าวกับเสี่ยว
ฉีจื่อเช่นเดิม
หลังจากรับเต้าหู้เสร็จแล้ว เสี่ยวฉีจื่อก็วางเนื้อวัวและสมุนไพร
บางอย่างลงแล้วเดินขึ้นรถม้า ส่วนอาจ้าวก็สะบัดแส้ ไม่นานหลัง
จากนั้นรถม้าก็ลับหายไป
เมื่อวานมั่วเชียนเสวี่ยกำชับให้เสี่ยวฉีจื่อนำเนื้อวัวและสมุนไพร
เหล่านี้มาโดยเฉพาะ เนื้อวัวมีฤทธิ์ร้อน เพื่อเตรียมไว้ตุ๋นเป็นน ้าแกง
และปรุงยาบำรุงกำลังให้หนิงเซ่าชิง
มั่วเชียนเสวี่ยถือเนื้อวัวเข้ามาพร้อมกับส่งยิ้มให้อาซ้อฟาง “เนื้อ
วัวตุ๋นกับขิงเป็นยาบำรุงธาตุหยินและบำรุงไตได้ดี ได้ยินมาว่ามี
ประโยชน์ต่อชายหนุ่ม เป็นสมุนไพรเหมาะบำรุงสุขภาพได้ดีที่สุด!
ส่วนสตรีกินแล้วก็จะทำให้ร่างกายแข็งแรง…”
อาซ้อฟางพูดเสริมขึ้นอีกว่า “เหมาะแล้วที่จะใช้บำรุงอาจารย์หนิง
ถ้าปีนี้เจ้าตั้งครรภ์…”
“อาซ้อก็…” มั่วเชียนเสวี่ยเอ่ยน ้าเสียงเขินอาย
คนที่รู้อาการป่วยของหนิงเซ่าชิงมากที่สุดก็คืออาซ้อฟางและคน
ที่เป็นห่วงมากที่สุดก็คือนางอีกเช่นกัน
เรื่องที่คุณชายเจ็ดส่งหมอมารักษาหนิงเซ่าชิง มั่วเชียนเสวี่ยย่อม
ไม่ปิดบังนางอยู่แล้ว นางถึงกับหลอกอาซ้อฟางว่า อาการป่วยของ
อาจารย์หนิงไม่เป็นอะไรมากแล้ว ไม่เช่นนั้นถ้ามั่วเชียนเสวี่ยต้อง
เผชิญหน้ากับความขมขื่น ความอึดอัดใจและท่าทางที่อ้าซ้อฟางจ้อง
ท้องของนางทั้งวันแล้วทำหน้าไม่สบอารมณ์ นางคงได้มุดหน้าหนีเข้า
โพรงแน่
ยังดีที่อาซ้อฟางไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุ “ก็ได้ๆ ข้าไม่ล้อเจ้าแล้ว”
“ตอนบ่ายถ้าข้าว่างจะตุ๋นเนื้อไว้ พอตุ๋นเสร็จจะได้เรียกพี่จางมา
ด้วย อาซ้อทั้งสองคนก็มากินบำรุงร่างกายด้วยกันสิ เนื่องจากมีฤทธิ์
มาก เด็กๆ จึงกินไม่ได้…”
เมื่ออาซ้อจ้าวเอ้อร์เห็นเนื้อวัวชิ้นนั้น ดวงตาก็เบิกกว้างจนแทบ
จะถลนออกมา เมื่อได้ยินว่าเป็นยาบำรุงที่ดีที่สุดก็ยิ่งน ้าลายสอ
มั่วเชียนเสวี่ยถือเนื้อและสมุนไพรเดินมาถึงหน้าประตูห้องครัว
เห็นอาซ้อกุ้ยฮวากับอาซ้อจ้าวเอ้อร์ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น ในใจคิดว่า
เต้าหู้ก็เก็บไปแล้วและตอนนี้ก็ไม่มีอะไรให้ทำแล้วเช่นกัน จึงพูดเชิงส่ง
แขกด้วยคำสุภาพ อาซ้อกุ้ยฮวาจูงมืออาซ้อจ้าวเอ้อร์ลุกขึ้นแล้วกล่าว
คำลา อาซ้อฟางไม่สะดวกที่จะอยู่ตามลำพังจึงเดินตามพวกนางไป
ด้วย
เพียงอาซ้อจ้าวเอ้อร์แม้จะเดินตามไป แต่กลับเดินๆ หยุดๆ หัน
มองแล้วมองอีก
เมื่อเห็นว่าทุกคนออกไปพ้นประตูบ้านแล้ว มั่วเชียนเสวี่ยก็วาง
เนื้อวัวไว้ในห้องครัว หยิบขิงที่ได้มาจากร้านสมุนไพรแล้วนำออกมา
เลือกพลางวางไว้ข้างๆ เนื้อวัว จากนั้นจึงหมุนตัวเดินกลับเข้าไปใน
ห้อง
มั่วเชียนเสวี่ยเพิ่งเดินเข้าไปในห้องได้ไม่นาน ประตูเรือนก็ถูก
เปิดออกอย่างเงียบเชียบอีกครั้ง เงาร่างหนึ่งพุ่งตรงเข้าไปในห้องครัว
ในมือหยิบของบางอย่างขึ้นมาพร้อมกับใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
อย่างลำพองใจ ก่อนจะพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
นางไม่ทันสังเกตที่ด้านหลังประตูซึ่งมีสายตาเย็นชาคู่หนึ่งกำลัง
จับจ้องทุกอิริยาบถ รอจนนางหยิบของออกแวบหายไปแล้ว เจ้าของ
ดวงตาเย็นชาผู้นั้นก็ปรากฏรอยยิ้มเยาะออกมา
คราวนี้เนื้อวัวของนางไม่ได้อร่อยเพียงนั้นหรอก
“เชียนเสวี่ย เจ้ากำลังมองอะไรอยู่หรือ”
มั่วเชียนเสวี่ยที่แอบหัวเราะอยู่หลังประตูตกใจกับเสียงกระซิบที่
หลังหู นางหันขวับไปมองทันทีและพบว่าเป็นหนิงเซ่าชิงที่ยืนอยู่
ด้านหลังกำลังสงสัยว่านางมองอะไรอยู่ แต่นางหมุนตัวกลับโดยไม่ทัน
ระวังทำให้ชนเข้ากับอกแกร่งเต็มแรง
มั่วเชียนเสวี่ยถอยหลังทันที คิดไม่ถึงว่าส้นเท้าจะกระแทกเข้ากับ
ธรณีประตูซ ้า แล้วนางก็หงายหลังเกือบจะล้มลงไปเหมือนภาพที่
เคลื่อนไหวอย่างช้าๆ
ขณะที่ตื่นตระหนกอยู่นั้น หนิงเซ่าชิงพลันยื่นมือออกไปรั้งตัว
นางเข้ามาทันควัน พาความตื่นตระหนกนั้นกลับมาอยู่ในอ้อมอกอีก
ครั้ง
ดวงตาทั้งสองคู่สอดประสานกัน เวลาราวกับหยุดลง
มั่วเชียนเสวี่ยมองคนตรงหน้าอย่างตกตะลึง เมื่อวานยังนอนอยู่
บนเตียงเหมือนคนกำลังจะตายอยู่เลย แล้วนี่ลงมาจากเตียงได้แล้ว?
คนคนนี้หากจะเดินก็เดินให้มันมีซุ่มมีเสียงบ้างไม่ได้หรืออย่างไร
เมื่อถูกมั่วเชียนเสวี่ยจ้องเขม็งอยู่อย่างนั้น ความตกใจปนเสียง
หายใจแรงระบายบนใบหน้าเขา หนิงเซ่าชิงรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง
ใบหูแดงระเรื่อพร้อมกับถามขึ้น “เชียนเสวี่ย เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม”
เชียนเสวี่ย? เขาเรียกนางอยู่หรือ? เมื่อไหร่กันที่ไม่เรียกเจ้าๆ
ข้าๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว
แม้โทนเสียงนี้ชวนขนลุกไปบ้าง ทว่ากลับทำให้หัวใจของนาง
รู้สึกอบอุ่นและตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อเห็นหนิงเซ่าชิงมีสีหน้าดีขึ้นแล้ว มั่วเชียนเสวี่ยก็ถอนหายใจ
ด้วยความโล่งอก ก่อนจะพบว่าทั้งสองคนกำลังโอบกอดกันอย่างสนิท
สนม แถมมือของนางยังโอบเอวของอีกฝ่ายไว้แน่นด้วย!
มั่วเชียนเสวี่ยหัวเราะแห้ง ปล่อยมือด้วยความเขินอาย “ข้าไม่
เป็นไรแล้ว! ท่านปล่อยได้แล้ว ยามนี้ยังไม่หายดีเลย ทำไมถึงออกมา
ข้างนอกล่ะ”
ที่จริงแล้วหนิงเซ่าชิงตื่นตั้งนานแล้ว บ้านก็แค่นี้เอง เขาจึงได้ยิน
เสียงความเคลื่อนไหวในห้องครัวอย่างชัดเจน
ตั้งแต่เมื่อคืนที่ตื่นขึ้นมาเขาตัดสินใจแล้ว เขายังมีชีวิตอยู่ได้นาน
เท่าใดก็จะต้องปกป้องนางให้ได้นานเท่านั้น ไม่ยอมให้นางมีความคับ
ข้องใจแม้แต่น้อย
วันข้างหน้าหากใครรังแกนางคงต้องข้ามศพเขาไปก่อน ส่วน
เรื่องสตรี แม้ว่าเขาจะไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเรื่องพวก
นั้นเข้ามาสร้างความวุ่นวาย
หญิงชั่วร้ายนั่น มั่วเชียนเสวี่ยมีแผนการจัดการไว้แล้ว ดังนั้นเขา
จึงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว
หนิงเซ่าชิงชำเลืองมองปิ่นปักผมบนศีรษะของมั่วเชียนเสวี่ย เขา
ปล่อยมือที่วางอยู่บนเอวของนางอย่างรู้สึกผิด ในใจคิดไว้ว่าต่อไป
จะต้องหาทองมาหุ้มปิ่นเงินนี้ไว้ให้มั่วเชียนเสวี่ยให้จงได้ จากนั้นก็
ประดับด้วยอัญมณีล ้าค่าอีกหลายเม็ด
ของสืบทอดมรดกของตระกูลก็ต้องมีลักษณะของความเป็น
มรดกตกทอดสิ
มั่วเชียนเสวี่ยที่เห็นว่าอีกฝ่ายนิ่งงันไป กลัวว่าร่างกายของเขายัง
อ่อนแออยู่จึงถือโอกาสประคองเขาให้นั่งลงข้างโต๊ะ
เขาอ่อนแอขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน ต้องให้หญิงสาวบอบบางคน
หนึ่งคอยปกป้องเหมือนตัวเองเป็นลูกไก่ หนิงเซ่าชิงกระแอมไอเบาๆ
อย่างกระอักกระอ่วน “ข้าไม่เป็นอะไรมากแล้ว วันนี้ก็ดึกมากแล้ว
พรุ่งนี้คงเริ่มสอนได้ ประเดี๋ยวเจ้าไปส่งข่าวให้หัวหน้าหมู่บ้านด้วยล่ะ”