แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 110 โลงศพวิปลาส
สมน้ำหน้า หลิงหลงถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างไม่ยี่หระ กล่าวซ้ำเติมด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้
สิ้นเสียงใสของเด็กสาว สติของฝูงชนที่หลุดลอยไปเมื่อครู่จึงค่อยๆ กลับคืนมา
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ
พริบตาเดียว ผู้ฝึกตนรอบด้านต่างพากันถอยกรูด เว้นระยะห่างจากเย่หนานให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ราวกับเขาเป็นตัวหายนะที่ห้ามเข้าใกล้
ซูเม่ยเอ๋อร์จ้องมองเย่หนานตาค้าง ความตื่นตะลึงฉายชัดในแววตา นางคาดไม่ถึงเลยว่าชายหนุ่มระดับ กลั่นลมปราณ ผู้หนึ่ง จะมีความแข็งแกร่งระดับสัตว์ประหลาดเช่นนี้
ตบเดียวซัดยอดฝีมือระดับ นภาเร้นลับ จนกระเด็นหายไปราวกับแมลงวัน
มิน่าล่ะ เขาถึงกล้าเป็นอาจารย์ของกู้เฉิน เป็นข้าเองที่ตาถั่วดูคนผิดไป ซูเม่ยเอ๋อร์พึมพำกับตนเอง พลางกวาดสายตาสำรวจเย่หนานใหม่อย่างละเอียดลอออีกครั้ง
ส่วนสภาพของเสวี่ยขวางในยามนี้ นอนแน่นิ่งอยู่ในหลุมลึก น้ำลายฟูมปาก ร่างกายกระตุกเกร็งเป็นระยะ หมดสติไปโดยสมบูรณ์
พวกเจ้า ยังมีใครอยากได้แหวนมิติของข้าอีกหรือไม่ เย่หนานปรายตามองไปรอบๆ ด้วยสายตาเรียบเฉย
ทันทีที่สบตาเย่หนาน ทุกคนต่างรีบก้มหน้าหลบสายตา ตัวสั่นงันงก
จะบ้าหรือไง ขนาดระดับ นภาเร้นลับ ยังโดนตบทีเดียวจอด แล้วพวกมดปลวกอย่างพวกเขาใครจะกล้าลองดี
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครกล้าหือ เย่หนานก็เบะปากอย่างเบื่อหน่าย เขาเดินหาทำเลเหมาะๆ ก่อนจะสะบัดมือเบาๆ
วิ้ง
โต๊ะน้ำชาชุดหรูพร้อมเก้าอี้ปรากฏขึ้นตรงหน้า
เย่หนานและหลิงหลงทิ้งตัวลงนั่งอย่างสบายอารมณ์ เริ่มต้นมหกรรมแทะเม็ดแตงและจิบชา รอคอยกู้เฉินออกมาอย่างใจเย็น
เห็นดังนั้น ซูเม่ยเอ๋อร์ก็เตรียมจะเดินเข้าไปหา
คุณหนู สตรีวัยกลางคนรีบร้องทัก พยายามจะรั้งนางไว้
ไม่เป็นไรหรอก วางใจเถอะ ซูเม่ยเอ๋อร์สะบัดมือหลุดจากการเกาะกุม แล้วเดินตรงดิ่งไปหาเย่หนานทันที
สตรีวัยกลางคนทำได้เพียงถอนหายใจแล้วเดินตามไปอย่างจำยอม
สำนักร้อยสำราญของนางเป็นเพียงขุมกำลังใต้อาณัติของตระกูลซู หากไม่ใช่เพราะซูเม่ยเอ๋อร์เป็นฝ่ายมาหา ป่านนี้ตระกูลซูคงลืมไปแล้วว่ามีสำนักเล็กๆ อย่างพวกนางอยู่
ในสายตาของตระกูลซู สำนักร้อยสำราญนั้นช่างต่ำต้อยด้อยค่า มีหรือไม่มีก็ไม่ต่างกัน
น้องหลิงหลง พี่สาวขอนั่งด้วยคนได้ไหมจ๊ะ ซูเม่ยเอ๋อร์ฉลาดพอที่จะไม่ถามเย่หนาน แตหันไปส่งยิ้มหวานให้หลิงหลงแทน
ได้สิเจ้าคะ พี่สาวนั่งเลย หลิงหลงตอบรับอย่างเป็นกันเอง ไม่ได้ถือตัวแต่อย่างใด
จากการสังเกตสั้นๆ ซูเม่ยเอ๋อร์ดูออกว่าเย่หนานรักและตามใจเด็กหญิงคนนี้มาก หากเข้าทางเย่หนานอาจจะโดนเมิน แต่ถ้าเข้าทางหลิงหลง รับรองว่าผ่านฉลุย
เมื่อได้รับอนุญาต ซูเม่ยเอ๋อร์ก็ไม่เกรงใจ คว้าตั่งตัวเล็กมานั่งข้างๆ หลิงหลงทันที
ส่วนสตรีวัยกลางคนผู้พิทักษ์ ทำได้เพียงยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้างซูเม่ยเอ๋อร์
ภาพที่เห็นสร้างความประหลาดใจแก่ผู้ฝึกตนโดยรอบเป็นอย่างมาก ต่างพากันคาดเดาถึงตัวตนที่แท้จริงของซูเม่ยเอ๋อร์กันไปต่างๆ นานา
เย่หนานเพียงแค่ชำเลืองมองสองสตรีผู้มาใหม่แวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยว่าอะไร
ตราบใดที่ไม่มาสร้างความรำคาญหรือหาเรื่อง เขาเองก็คร้านจะสนใจว่าใครเป็นใคร
พี่สาว กินเม็ดแตงสิเจ้าคะ หลิงหลงกอบเม็ดแตงพูนมือยัดใส่มือซูเม่ยเอ๋อร์
ขอบใจจ้ะน้องสาว ซูเม่ยเอ๋อร์ยิ้มรับ ทั้งสองพูดคุยหยอกล้อกันอย่างถูกคอ
ตัดภาพมายังภายในสุสานโบราณ
กู้เฉินและกลุ่มผู้ฝึกตนได้เดินทางมาถึงใจกลางของสุสาน
เบื้องหน้าคือลานกว้างลักษณะคล้ายแท่นบูชายัญ พื้นที่ทั้งหมดถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนสีดำทมิฬระโยงระยาง ตรงจุดกึ่งกลางมีโลงศพขนาดมหึมาตั้งตระหง่าน ตัวโลงถูกโซ่ตรวนรัดตรึงไว้อย่างแน่นหนาจนแทบมองไม่เห็นเนื้อไม้
จะเอายังไงต่อ ฮวาเหลียนหันมาถามความเห็นกู้เฉิน
รอดูก่อน ข้ารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี พิลึกชอบกล กู้เฉินขมวดคิ้วจ้องมองโลงศพนั้นเขม็ง
นั่นสิ ข้าเองก็รู้สึกเช่นนั้น ฮวาเหลียนพยักหน้าเห็นด้วย
ไม่ใช่แค่พวกเขา แต่บรรยากาศอึมครึมและน่าขนลุกที่แผ่ออกมาจากโลงศพ ทำให้ทุกคนในบริเวณนั้นรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่มีใครกล้าบุ่มบ่ามเข้าไปใกล้
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ทุกคนต่างได้รับของมีค่าติดไม้ติดมือกันมาบ้าง มากน้อยต่างกันไป
ผู้ที่กอบโกยได้มากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นเหล่าผู้เฒ่าระดับ กายาบริสุทธิ์ และอัจฉริยะระดับหัวกะทิอย่างกู้เฉิน
แต่เมื่อมาถึงหน้าโลงศพนี้ ทุกคนต่างตระหนักดีว่า นี่คือที่พำนักร่างของยอดคนระดับ เทพปฐพี
วาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ย่อมซุกซ่อนอยู่ภายในโลงศพนั้นอย่างแน่นอน
ทว่า กลิ่นอายวิปลาสจากโลงศพก็เตือนสติพวกเขาว่า อันตรายที่รออยู่อาจใหญ่หลวงเกินรับมือ
ทำไม ยืนบื้อกันทำซากอะไร หรือรอให้สมบัติในโลงมันลอยออกมาหาพวกเจ้าเอง เสวี่ยหนู่แค่นเสียงเยาะเย้ย กวาดตามองฝูงชนด้วยความดูแคลน
ด้วยโอสถและสมุนไพรวิญญาณที่กินเข้าไป อาการบาดเจ็บของเขาฟื้นตัวกลับมาได้เจ็ดถึงแปดส่วนแล้ว ความมั่นใจและความยะโสจึงกลับมาเต็มเปี่ยม
ในเมื่อพี่เสวี่ยหนู่กล้าหาญถึงเพียงนี้ ไฉนท่านไม่ลองเป็นผู้นำเปิดทางดูเล่า กุ่ยหมิงที่เงียบมาตลอดจู่ๆ ก็เอ่ยขึ้น
ฮึ ไปก็ไปสิ แค่คนตายคนหนึ่ง ต่อให้ตอนมีชีวิตจะเก่งกาจแค่ไหน แต่ตายแล้วก็คือตาย จะลุกขึ้นมาอาละวาดได้หรือไง
พูดจบ เสวี่ยหนู่ก็หันไปตะโกนปลุกระดม มีใครจะไปกับข้าบ้าง สมบัติล้ำค่า ใครถึงก่อนมีสิทธิ์ก่อนนะโว้ย
คำพูดของเสวี่ยหนู่กระตุ้นความโลภในใจของผู้ฝึกตนหลายคนให้ลุกโชน
จริงของมัน คนตายจะทำอะไรได้
ตกลง ข้าจะไปกับเจ้าด้วย ชายชราหลังค่อมระดับ กายาบริสุทธิ์ ผู้หนึ่งก้าวออกมา
พวกเราก็เอาด้วย ทันใดนั้น ผู้เฒ่าระดับ กายาบริสุทธิ์ อีกกว่าสิบคนก็ก้าวเท้าออกมาสมทบ
คนเหล่านี้ล้วนเป็นไม้ใกล้ฝั่ง ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย เป้าหมายเดียวของพวกเขาคือมรดกสืบทอดที่จะช่วยต่อชะตาชีวิตและยกระดับพลัง
หากโชคดีอาจได้พลิกชะตาฟ้าลิขิต กลายเป็นยอดคนผู้ยิ่งใหญ่
แม้จะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของโลงศพ แต่เมื่อความตายไล่หลังมาติดๆ พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเสี่ยง
ส่วนเรื่องการแบ่งสมบัติ ไม่มีใครพูดถึง แต่ต่างรู้กันดีว่า เปิดโลงให้ได้ก่อน แล้วค่อยฆ่าฟันแย่งชิงกันทีหลัง
เมื่อเห็นว่าเหล่ายอดฝีมือระดับ กายาบริสุทธิ์ ขยับตัว ผู้ฝึกตนระดับต่ำกว่าต่างพากันถอยห่างออกมา
หากเกิดการปะทะกันขึ้น พวกปลาซิวปลาสร้อยอย่างพวกเขาขืนอยู่ใกล้มีหวังโดนลูกหลงตายฟรี
ฮ่าๆๆ ดี เสวี่ยหนู่หัวเราะร่าเมื่อเห็นพันธมิตรผู้ทรงพลัง
เมื่อเห็นขุมกำลังที่แข็งแกร่งขนาดนี้ นายน้อยสำนักอัคคีก็ไม่รอช้า รีบกระโดดเข้าร่วมกลุ่มทันที
เป็นไงล่ะ ปอดแหกหรือไง ถ้ากลัวก็ไสหัวกลับบ้านไปดูดนมแม่ไป อย่ามายืนเกะกะลูกตาแถวนี้ นายน้อยสำนักอัคคีไม่วายหันมาเหน็บแนมกู้เฉิน
กู้เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าไปทำอะไรให้เจ้าหมอนี่เจ็บแค้นนักหนา ถึงได้ตามจองล้างจองผลาญไม่เลิก
แต่เมื่อสังเกตสายตาที่อีกฝ่ายมองฮวาเหลียน กู้เฉินก็ถึงบางอ้อ
นายน้อยสำนักอัคคีเห็นกู้เฉินนิ่งเงียบ ก็ยิ่งได้ใจ หันไปยิ้มโปรยเสน่ห์ให้ฮวาเหลียนอย่างผู้ชนะ
ข้าว่า เจ้าอยู่ห่างๆ ข้าไว้จะดีกว่านะ เดี๋ยวจะพาซวยไปด้วย กู้เฉินปรายตามองฮวาเหลียนแล้วเอ่ยเตือนเรียบๆ
ทำไม หึงรึไง ฮวาเหลียนยิ้มมุมปาก ยั่วเย้า
เพ้อเจ้อ ต่อให้สตรีทั่วหล้าตายจนหมด ข้าก็ไม่มีวันเอาเจ้า กู้เฉินตอบกลับด้วยวาจาเชือดเฉือนตรงไปตรงมา
เจ้า ฮึ ฮวาเหลียนหน้าตึงทันที สะบัดหน้าหนีด้วยความเคือง
แต่ที่เขาพูดก็ถูกนะ เจ้ากลัวจริงๆ หรือ ถึงไม่กล้าเข้าไปดู ฮวาเหลียนอดถามไม่ได้
อยากไปก็เชิญเจ้าไปเถอะ สมบัติในนั้นสำหรับข้าแล้วจะมีหรือไม่มีก็ค่าเท่ากัน ที่ข้าร่วมมือกับเจ้าก็แค่แก้เบื่อเท่านั้นแหละ กู้เฉินตอบอย่างไม่แยแส
ฮวาเหลียนขมวดคิ้วอีกครั้ง นางคาดไม่ถึงว่ากู้เฉินจะหยิ่งทะนงถึงเพียงนี้ แม้แต่มรดกของระดับ เทพปฐพี ก็ยังไม่อยู่ในสายตา
โน่น เจ้าดูนั่นสิ เจ้าหมอนั่นก็ไม่ได้ขยับตัวเหมือนกัน กู้เฉินพยักพาวไปทางกุ่ยหมิงที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล
เมื่อกู้เฉินมองไป กุ่ยหมิงก็สัมผัสได้และหันมายิ้มตอบบางๆ เป็นเชิงทักทาย
ข้าเคยได้ยินมาว่า สำนักภูตคร่ำครวญเชี่ยวชาญวิชาอาคมมืดและการควบคุมซากศพ บางทีเขาอาจรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับโลงศพนี้ ฮวาเหลียนมองกุ่ยหมิงอย่างพินิจพิเคราะห์ พลางกระซิบเสียงเครียด