แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 118 วิกฤตการณ์ของไป๋หลิงและจูหลาน
แม้จะได้ฟังคำบอกเล่าจากปากของยวี่เซียนมาแล้วหนหนึ่ง ทว่าเมื่อได้ยินเย่หนานยืนยันด้วยตนเองเช่นนี้ ชางหยวนก็ยังอดรู้สึกคลางแคลงใจไม่ได้
สาเหตุหลักเป็นเพราะกลิ่นอายบนร่างของเย่หนานนั้นชัดเจนว่าเป็นระดับ กลั่นลมปราณ อย่างแท้จริง มิได้มีการเสแสร้งแกล้งทำหรือปกปิดแต่อย่างใด อีกทั้งน้ำเสียงและท่าทีของเย่หนานก็ดูจริงจัง มิเหมือนคนกำลังล้อเล่น
แปลกประหลาดนัก ข้าท่องยุทธภพมานาน ไม่เคยพบเจอเรื่องพิสดารเช่นนี้มาก่อน ชางหยวนครุ่นคิดในใจด้วยความฉงน
ว่าแต่ ตาเฒ่า ท่านอยู่ระดับไหนกันแน่ เมื่อครู่ข้าเห็นท่านเหาะลงมาจากฟ้าด้วยนี่นา น่าอิจฉาชะมัด เย่หนานเอ่ยถามด้วยแววตาเป็นประกาย พลางมองชางหยวนด้วยความชื่นชม
เมื่อได้ยินคำเรียกขานว่าตาเฒ่ามุมปากของชางหยวนก็กระตุกเล็กน้อย แต่เขาก็หาได้ถือสาหาความไม่ จึงตอบกลับไปตามตรง
ข้าอยู่ระดับ เทพปฐพี พูดถึงเรื่องนี้แล้ว เฮ้อ อย่าให้ข้าต้องเล่าถึงความยากลำบากในอดีตเลย
ชางหยวนถอนหายใจยาว ราวกับหวนนึกถึงขวากหนามมากมายที่ต้องฝ่าฟันกว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้
ส่วนเรื่องที่ว่าเขาอยู่ขั้นย่อยที่เท่าไหร่ของระดับ เทพปฐพี นั้น ชางหยวนเลือกที่จะสงวนท่าทีไว้ แม้จะรู้สึกถูกชะตากับเย่หนาน แต่การเปิดเผยไพ่ในมือจนหมดเปลือกย่อมมิใช่วิถีของผู้เฒ่าเจนโลก
ระดับ เทพปฐพี เชียวรึ น่าอิจฉาจริงๆ ข้านี่สิ อยากจะบินแทบตายก็ทำไม่ได้ เย่หนานบ่นอุบด้วยความขมขื่น
ชางหยวนฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
จากสิ่งที่เย่หนานแสดงออกมา ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้พูดเล่น
แต่ทว่า ผู้ที่สามารถสังหารยอดฝีมือระดับ เทพปฐพี ได้อย่างง่ายดาย จะเป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับ กลั่นลมปราณ ไปได้อย่างไร เรื่องนี้มันขัดต่อกฎเกณฑ์ของฟ้าดินอย่างสิ้นเชิง
หือ นั่นใคร
ทันใดนั้น คิ้วของชางหยวนก็ขมวดมุ่น สายตาคมกริบตวัดไปยังพุ่มไม้ในป่าทึบไม่ไกลนัก เขาจับสัมผัสได้ถึงเงาร่างสายหนึ่งที่กำลังทำตัวลับๆ ล่อๆ
วูบ
ชางหยวนคว้ามือจับอากาศ ธาตุพลังธรรมชาติรวมตัวกันเป็นฝ่ามือขนาดมหึมา พุ่งเข้าไปคว้าจับเงาร่างนั้นแล้วดึงกลับมาวางกองตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
พวกเดียวกัน พวกเดียวกันขอรับ มู่เป่ยเฉินร้องเสียงหลง หน้าถอดสีด้วยความตกใจ
เขาเพิ่งจะกลับมาถึงยอดเขาทักษิณ เห็นคนแปลกหน้านั่งคุยกับเย่หนานอยู่ จึงคิดจะแอบดูลาดเลาสักหน่อย
คาดไม่ถึงว่าจะถูกจับได้ในพริบตา มิหนำซ้ำตาเฒ่าผู้นี้ยังมีฝีมือร้ายกาจจนน่าขนลุก ขนาดเขาระดับ นภาเร้นลับ ยังไร้ซึ่งหนทางต่อกร
ให้ตายสิ คนรู้จักของท่านอาจารย์แต่ละคน ทำไมถึงได้เก่งกาจผิดมนุษย์มนาขนาดนี้ มู่เป่ยเฉินลอบปาดเหงื่อเย็นๆ ในใจ
การลงมืออย่างกะทันหันของชางหยวนทำเอาเย่หนานสะดุ้งโหยง
ด้วยความที่เขามีตบะเพียงระดับ กลั่นลมปราณ จึงไม่มีสัมผัสเทวะที่จะตรวจจับใครได้ ย่อมไม่รู้ว่ามู่เป่ยเฉินแอบซุ่มอยู่
เมื่อเห็นหน้ามู่เป่ยเฉิน เย่หนานก็ทำหน้ามุ่ย มุมปากกระตุกด้วยความระอา
ทำไมเจ้าถึงเพิ่งโผล่หัวมาป่านนี้ แล้วสมุนไพรของข้าล่ะ เย่หนานเอ่ยถามเสียงเข้ม มองสภาพมอมแมมราวกับขอทานของลูกศิษย์อย่างเอือมระอา
อะแฮ่ม คือว่า ข้าน้อยเป็นคนขี้ระแวงไปหน่อย ต้องขออภัยด้วย ชางหยวนเอ่ยแทรกขึ้นด้วยความขัดเขิน
เขาไม่คิดว่าจะเป็นคนกันเอง นึกว่าพวกหนูสกปรกที่คิดจะมาสอดแนมหรือปองร้าย
ไม่เป็นไรขอรับ ไม่เป็นไร ท่านผู้อาวุโสทำตามหน้าที่ ข้าน้อยเข้าใจดี ฮี่ๆๆ มู่เป่ยเฉินรีบฉีกยิ้มประจบเอาตัวรอดอย่างลื่นไหล
จากนั้นเขาก็รีบหันไปรายงานเย่หนาน ท่านอาจารย์ขอรับ นี่คือสมุนไพรวิญญาณทั้งหมดที่ท่านต้องการ ข้าน้อยขนกลับมาครบทุกต้น ไม่มีตกหล่นแม้แต่ใบเดียว
พูดจบ มู่เป่ยเฉินก็สะบัดมือ เรียกกระสอบป่านนับร้อยใบออกมาวางกองเป็นภูเขาย่อมๆ
อ้อ แล้วก็สิ่งนี้ ข้าน้อยใช้เสร็จแล้วขอรับ มู่เป่ยเฉินหยิบพลั่วทองคำส่งคืนให้เย่หนานด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์
เย่หนานสังเกตเห็นแววตาเสียดายของลูกศิษย์ จึงยิ้มมุมปากบางๆ
เจ้าเอามาคืนข้าทำไม เก็บไว้ใช้เถอะ ของพรรค์นี้ข้าไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร ข้าว่ามันดูเข้ามือเจ้าดีออก เย่หนานแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ
ได้ยินดังนั้น มู่เป่ยเฉินก็เบิกตากว้างด้วยความปิติยินดี รอยย่นบนใบหน้าแทบจะฉีกถึงหู
ต่อไปนี้อยากได้อะไรในคลังก็เข้าไปหยิบเอาเอง ไม่ต้องมาคอยถามข้า พวกเจ้าเป็นศิษย์ของข้า ข้าไม่ให้พวกเจ้าแล้วจะไปให้สุนัขที่ไหน เย่หนานกล่าวเสริมอย่างใจกว้าง
แม้ปากจะบอกให้หยิบฉวยได้ตามใจ แต่มู่เป่ยเฉินก็รู้ความพอประมาณ ไม่กล้าทำตัวกำเริบเสิบสาน
แต่สำหรับพลั่วทองคำด้ามนี้ เขาถูกใจมันอย่างแท้จริง ราวกับสวรรค์สร้างมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ
ขอบพระคุณท่านอาจารย์ มู่เป่ยเฉินลูบคลำพลั่วทองคำราวกับสมบัติล้ำค่า ปากก็พร่ำขอบคุณไม่หยุด
ถ้าเจ้าว่างนัก ก็เอาสมุนไพรพวกนี้ไปปลูกลงดินรอบๆ บริเวณนี้เสีย เย่หนานชี้มือไปยังพื้นที่ว่างรอบลานบ้าน
รับทราบขอรับ ศิษย์จะรีบจัดการเดี๋ยวนี้ มู่เป่ยเฉินรับคำอย่างขยันขันแข็ง
แน่นอนว่าความขยันนี้มีไว้มอบให้เย่หนานแต่เพียงผู้เดียว
ศิษย์น้อง ข้าจะช่วยเจ้าเอง กู้เฉินที่เพิ่งล้างชามเสร็จ เดินเข้ามาอาสาช่วยงาน
เมื่อเห็นกู้เฉินแบกจอบเดินนำไป ชางเนี่ยนที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ทำตัวไม่ถูก เขาเกิดมาไม่เคยจับจอบจับเสียมทำงานแบกหามเช่นนี้มาก่อน
แต่เมื่อสบสายตากดดันจากชางหยวนผู้เป็นอาจารย์ ชางเนี่ยนก็จำต้องเดินคอตกตามกู้เฉินไปช่วยงานอย่างเลี่ยงไม่ได้
ฝ่ายยวี่เซียนยังคงทำหน้าที่ชงชาปรนนิบัติเย่หนานอย่างคล่องแคล่ว
นางมักจะปรายตามองซูเม่ยเอ๋อร์ด้วยความเหนือกว่า เป็นเชิงเยาะเย้ยว่าเห็นไหมล่ะ ข้าทำได้ทุกอย่าง แถมยังรู้ใจคุณชายเย่ ส่วนเจ้าทำอะไรเป็นบ้าง
ซูเม่ยเอ๋อร์ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเจ็บใจ แต่ก็จำต้องข่มอารมณ์ไว้
ในยามนี้นางยังไม่กล้าตีสนิทกับเย่หนานมากนัก เพราะดูเหมือนเขาจะเมินเฉยนางตั้งแต่แรก หากทำตัววุ่นวายอาจโดนไล่ตะเพิดเอาได้
นางจึงเลือกที่จะผูกมิตรกับหลิงหลงให้แน่นแฟ้นไว้ก่อนเป็นดีที่สุด
ทว่าเมื่อทุกคนได้เห็นกองสมุนไพรวิญญาณที่มู่เป่ยเฉินเทออกมา ต่างก็ต้องตกตะลึง
แม้แต่ชางหยวนเองยังตาโต เพราะในกองนั้นมีสมุนไพรหายากหลายชนิดที่แม้แต่ระดับเทพปฐพีอย่างเขายังต้องการ
สหายเย่ สมุนไพรพวกนี้ท่านไปได้มาจากที่ใดกัน ชางหยวนเอ่ยถามด้วยความทึ่ง
ก็เอามาจากในสุสานโบราณนั่นแหละ เย่หนานตอบอย่างไม่ยี่หระ
สุสานโบราณ ชางหยวนนึกเสียดายขึ้นมาจับใจ
รู้อย่างนี้เขาคงเข้าไปสำรวจด้วยตัวเองตั้งแต่แรก มัวแต่ห่วงให้ศิษย์หาประสบการณ์ จนลืมคิดไปว่าในสุสานระดับนี้ย่อมมีของดีซุกซ่อนอยู่
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าสุสานแห่งเดียวจะมีสมุนไพรล้ำค่ามากมายปานนี้ ปกติสุสานทั่วไปหาได้มีทรัพยากรสมบูรณ์เช่นนี้ไม่
ส่วนเรื่องมรดกตกทอดของระดับเทพปฐพีนั้น ชางหยวนไม่ได้ให้ความสนใจ เขามีวิถีแห่งตน การรับสืบทอดวิชาของผู้อื่นมิใช่วิถีของเขา
สหายเย่ เอ่อ คือว่า ข้าขอแบ่งปันสมุนไพรบางตัวจากท่านได้หรือไม่ ข้ายินดีหาของมาแลกเปลี่ยนตามที่ท่านต้องการ ชางหยวนเอ่ยถามด้วยความเกรงใจและกระดากอาย
หา เย่หนานชะงักไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะหัวเราะร่า โธ่เอ๊ย กะอีแค่สมุนไพรไม่กี่ต้น ถ้าท่านถูกใจต้นไหนก็ไปเลือกหยิบเอาได้เลย ข้าเอามาปลูกไว้ดูเล่นเฉยๆ ไม่ได้หวงแหนอะไร
ขอบคุณสหายเย่ ขอบคุณจริงๆ ชางหยวนรู้สึกละอายใจยิ่งนัก
เขาอุตส่าห์ระแวดระวังตัว แต่เย่หนานกลับใจกว้างดั่งมหาสมุทร พบหน้ากันไม่ทันไรก็เลี้ยงข้าวปลาอาหาร ตอนนี้ยังแจกสมุนไพรล้ำค่าให้เปล่าอีก
เรื่องเล็กน้อยน่า เชิญเลือกตามสบาย เย่หนานโบกมืออย่างใจป้ำ
บรรยากาศบนยอดเขาทักษิณเต็มไปด้วยความอบอุ่นและชื่นมื่น
ทว่า ในอีกมุมหนึ่งของโลก ณ เทือกเขาอันห่างไกล
เด็กสาวสองคนกำลังตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน พวกนางถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดไว้ทุกข์สีขาวหม่นปิดล้อมไว้ทุกทิศทาง
รอบกายของพวกนางเต็มไปด้วยซากศพของสัตว์อสูรที่นอนตายเกลื่อนกลาด
ฮี่ ฮี่ ฮี่ นึกไม่ถึงเลยว่า ในป่าเขาดงดิบกันดารแบบนี้ จะมีสาวงามหยาดเยิ้มให้เชยชมถึงสองนาง
ชายวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มจ้องมองเด็กสาวทั้งสองด้วยสายตาหื่นกระหาย ลิ้นเลียริมฝีปากอย่างน่ารังเกียจ ใบหน้าของมันฉายแววเจ้าเล่ห์เพทุบายและตัณหาราคะอย่างชัดเจน
เด็กสาวทั้งสองนี้มิใช่ใครอื่น แต่คือ ไป๋หลิง และ จูหลาน ศิษย์ของเย่หนานที่ออกมาฝึกฝนหาประสบการณ์นั่นเอง
พวกนางได้ข่าวว่าเทือกเขาแถบนี้ชุกชุมไปด้วยสัตว์อสูร จึงเดินทางมาเพื่อทดสอบฝีมือ ซากศพสัตว์อสูรเหล่านั้นล้วนเป็นผลงานการสังหารของพวกนาง
คาดว่าเสียงการต่อสู้คงดังไปเข้าหูผู้ฝึกตนกลุ่มนี้ จึงถูกดึงดูดให้เข้ามาดู
แต่ใครจะคาดคิดว่า จะต้องมาเจอกับกลุ่มคนทรามที่มีจิตใจสกปรกเช่นนี้ มิหนำซ้ำฝีมือของพวกมันยังไม่ธรรมดา โดยเฉพาะชายวัยกลางคนที่เป็นหัวหน้า
พวกเจ้าต้องการอะไร จูหลานตวาดถามเสียงเย็น นัยน์ตาฉายแววอำมหิตพร้อมสู้ตาย