แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 162 คู่หูอ้วนตะกละ
เมื่อได้ยินวาจาของเย่หนาน หัวใจของเหมียวฉางอันสั่นไหว ราวกับโซ่ตรวนที่พันธนาการนางมาเนิ่นนานถูกปลดออก
ท่านผู้อาวุโสกล่าวถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ เป็นข้าเองที่มีวิสัยทัศน์คับแคบเหมียวฉางอันรีบทำความเคารพเย่หนานด้วยความซาบซึ้ง
ไม่โทษเจ้าหรอก การอยู่ในตำแหน่งสูงมานาน ถูกเรื่องจุกจิกกวนใจ และถูกกฎเกณฑ์ของสำนักผูกมัด ย่อมทำให้สูญเสียตัวตนที่แท้จริงไปได้ง่าย ๆ การเป็นคนน่ะ ขอแค่ไม่ละอายต่อใจก็พอ แล้วก็ต้องรู้จักพลิกแพลงบ้างเย่หนานสั่งสอนโดยอ้างอิงจากประสบการณ์การใช้ชีวิต (แบบวัวควาย) บนโลกมนุษย์ของเขา
ไม่ใช่แค่เหมียวฉางอัน แม้แต่เหมียวฉานและเหมียวอินที่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ก็พลอยได้ขบคิดตามไปด้วย
ตกลง! นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าคือศิษย์ชายคนแรกของสำนักเหมียวอิน ในเมื่อเจ้าเป็นคนของสำนักเราแล้ว ความแค้นของเจ้า ทางสำนักย่อมต้องจัดการให้เหมียวฉางอันตัดสินใจเด็ดขาด
ศิษย์ขอบพระคุณท่านเจ้าสำนักขอรับ!ชายหนุ่มรีบคุกเข่าโขกศีรษะด้วยความปิติยินดี
เจ้าชื่ออะไรเหมียวฉางอันถาม
ข้าน้อยแซ่อวี๋ นามว่าอวี๋ชิงขอรับชายหนุ่มรีบตอบ
เอาล่ะ ตอนนี้พวกเรากำลังจะมุ่งหน้าไปป่าหมอกปีศาจ ดูท่าเจ้าคงต้องติดตามพวกเราเข้าไปด้วยแล้วล่ะ หากปล่อยเจ้าไว้ข้างนอกหรือให้เดินทางกลับสำนักคนเดียว เกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายระหว่างทางเหมียวฉางอันกล่าวกับอวี๋ชิง
ป่าหมอกปีศาจได้ยินชื่อนี้ สีหน้าของอวี๋ชิงก็เปลี่ยนไป
แต่เขาก็รู้ดีว่าสิ่งที่เหมียวฉางอันพูดนั้นถูกต้อง สามโจรยักษ์นั่นยังคงจ้องเขาตาเป็นมัน ขืนแยกตัวออกไปตอนนี้ก็เท่ากับไปตายเปล่า สู้เสี่ยงดวงตามคณะนี้ไปตายเอาดาบหน้ายังดีเสียกว่า
ไกลออกไปทางด้านหลัง
สามโจรยักษ์จ้องมองเรือเหาะที่ค่อย ๆ ลับตาไปอย่างเคียดแค้น
ลูกพี่! เอาไงดี มันมอบเคล็ดวิชาให้นังแพศยาเหมียวฉางอันไปแล้ว!หัวหน้าโจรตบเข่าฉาดด้วยความโมโห ความเยือกเย็นก่อนหน้านี้หายไปจนสิ้น
แม้จะอยู่ไกล แต่พวกมันก็เห็นชัดเจนว่าอวี๋ชิงมอบม้วนคัมภีร์ให้เหมียวฉางอัน
ดูท่าแผนการต้องเปลี่ยน เป้าหมายของเราตอนนี้คือเหมียวฉางอัน!หัวหน้าโจรกล่าวเสียงเครียด
แต่ลูกพี่… เราสู้พวกนางไม่ได้นะลูกสมุนปากเปราะคนเดิมแทรกขึ้นมาอีก
เพียะ!
ฝ่ามืออรหันต์ของลูกพี่ประทับลงบนหน้าลูกน้องอีกครั้ง
ไอ้ควาย! ถ้าไม่พูดก็ไม่มีใครหาว่าเป็นใบ้หรอกเว้ย! สู้ไม่ได้แล้วหาคนช่วยไม่เป็นหรือไงหัวหน้าโจรตวาดใส่ลูกน้องอย่างเหลืออด
หลังจากเรื่องวุ่นวายจบลง คณะเดินทางของเย่หนานก็มุ่งหน้าต่อไป
อวี๋ชิงสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่า บนเรือเหาะลำนี้ ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดคือเย่หนาน
แม้จะสงสัยว่าทำไมชายหนุ่มระดับกลั่นลมปราณถึงมีบารมีขนาดนี้ แต่เขาก็ไม่กล้าซักไซ้ แค่เย่หนานช่วยชีวิตและมอบโอสถให้ ก็เพียงพอแล้วที่เขาจะถวายการรับใช้ด้วยความเต็มใจ
ไม่นานนัก ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลง
คณะเดินทางมาถึงบริเวณชายขอบของป่าหมอกปีศาจ แต่ยังห่างจากตัวป่าจริง ๆ อีกนับร้อยลี้
เรือเหาะค่อย ๆ ลดระดับลงและจอดนิ่งอยู่หน้าทะเลสาบขนาดมหึมา
บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยผู้คนและเรือเหาะจากหลากหลายสำนักจอดพักแรมอยู่
แต่เรือเหาะขนาดใหญ่ระดับเดียวกับสำนักเหมียวอินมีเพียงไม่กี่ลำ
น่าแปลกที่แม้จะมีคนมากมายมารวมตัวกัน แต่กลับไม่มีใครกล้าล่วงล้ำเข้าไปในเขตทะเลสาบเบื้องหน้า
นั่นไง คนตระกูลเฟิงก็มาเพื่อป่าหมอกปีศาจจริง ๆ ด้วยเหมียวฉางอันมองไปที่เรือเหาะลำใหญ่ที่มีธงอักษรเฟิงโบกสะบัดอยู่ไกล ๆ
ราวกับสัมผัสได้ถึงสายตา เฟิงซุนผู้นำตระกูลเฟิงหันขวับมามอง
วินาทีที่สบตากัน จิตสังหารอันรุนแรงของเฟิงซุนก็ปะทุขึ้น เขาอยากจะพุ่งเข้ามาฉีกร่างเหมียวฉางอันและพรรคพวกเป็นชิ้น ๆ เสียเดี๋ยวนี้
ใจเย็นไว้ อย่าลืมเป้าหมายที่แท้จริงของเรา อย่าให้เสียการใหญ่
ในขณะที่โทสะกำลังพุ่งพล่าน เสียงราบเรียบของชายชุดครามก็ดังขึ้นในหูของเฟิงซุน
ขอรับ!เฟิงซุนสูดหายใจเข้าลึก ข่มกลั้นความแค้นเอาไว้อย่างยากลำบาก
เห็นท่าทีสงบนิ่งผิดปกติของตระกูลเฟิง คิ้วของเหมียวฉางอันก็ขมวดแน่นขึ้น
หากเป็นนาง ถ้าลูกชายถูกฆ่า นางคงบุกเข้ามาแลกชีวิตไปแล้ว แต่ความนิ่งเฉยของตระกูลเฟิงทำให้นางรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
พวกมันกำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่
นี่คือทะเลสาบที่พวกเจ้าพูดถึงหรือเสียงของเย่หนานดังขัดจังหวะความคิดของนาง
ทะเลสาบตรงหน้ามีขนาดใหญ่โต กว้างยาวกว่าสิบลี้ ผืนน้ำนิ่งสงบจนน่ากลัว
ใช่ขอรับท่านผู้อาวุโส เขาว่ากันว่าทะเลสาบนี้อันตรายมาก ข้าก็ไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน แต่ดูจากที่ทุกคนมากระจุกตัวกันอยู่ตรงนี้โดยไม่กล้าข้ามไป ก็น่าจะจริงถึงแปดเก้าส่วนชางหยวนอธิบาย
งั้นรึ แล้วจะเอายังไงต่อเย่หนานลูบคางถาม
ท่านผู้อาวุโส ฟ้ามืดแล้ว พรุ่งนี้เช้าเราค่อยหาทางกันดีไหมเจ้าคะเหมียวอินเสนอ
ข้ายังไงก็ได้ จะเข้าไปตอนนี้เลยก็ได้นะเย่หนานยักไหล่ หากไม่มีคนอื่นมาด้วย เขาคงลุยเข้าไปแล้ว
หลังจากปรึกษากัน สรุปได้ว่าควรรอพรุ่งนี้เช้า
ไม่นานนัก กลิ่นหอมยั่วน้ำลายของเนื้อย่างก็ลอยฟุ้งออกมาจากเรือเหาะสำนักเหมียวอิน
กลิ่นหอมนี้รุนแรงเสียจนเหล่าผู้ฝึกตนรอบข้าง แม้แต่ระดับเทพปฐพียังต้องกลืนน้ำลาย
หอมชะมัดเลย!
บนเรือเหาะอีกลำที่จอดอยู่ไม่ไกล เด็กหนุ่มร่างอ้วนท้วมอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี เกาะกราบเรือชะโงกหน้ามองมาทางวงปาร์ตี้ของเย่หนาน น้ำลายแทบจะยืดลงแม่น้ำ
ไอ้ลูกไม่รักดี! ขายขี้หน้าบิดาเอ็งจริง ๆชายวัยกลางคนร่างอ้วนพุงพลุ้ยเดินออกมาจากห้องโดยสาร แล้วเขกกบาลลูกชาย
ท่านพ่อ ท่านก็อย่ามาว่าข้าเลย ดูสายตาท่านสิ แทบจะถลนออกมาอยู่แล้ว ข้าไม่อยากจะแฉหรอกนะเจ้าอ้วนน้อยหันไปแขวะบิดาอย่างไม่ยอมลดละ
ถูกลูกชายจับไต๋ได้ พ่ออ้วนก็หน้าแดงกระแอมแก้เก้อ
ท่านพ่อ… พวกเขาย่างเนื้ออะไรกันน่ะ ข้าไม่เคยได้กลิ่นแบบนี้มาก่อนเลย ดูวิธีทำก็แปลกตาเจ้าอ้วนน้อยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เนื้อก็แค่เนื้อสัตว์อสูรธรรมดา ไม่แปลกหรอก... ที่วิเศษคือเครื่องเทศที่พวกเขาใช้ต่างหากพ่ออ้วนตาเป็นมัน จ้องมองขวดโหลเครื่องปรุงข้างกายเย่หนาน
ท่านพ่อ ข้าอยากกินสักไม้เห็นเย่หนานและพรรคพวกกินดื่มกันอย่างเอร็ดอร่อย
เจ้าอ้วนน้อยก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
เฮ้อ! เห็นแก่ความตะกละของเจ้าหรอกนะ ข้าล่ะจนปัญญาจริง ๆพ่ออ้วนแสร้งถอนหายใจทำท่าระอา ก่อนจะหิ้วคอลูกชายเหาะตรงไปยังเรือของเย่หนาน
เชอะ! ตัวเองก็อยากกินเหมือนกันแหละทำมาพูดดีเจ้าอ้วนน้อยบ่นพึมพำ
ฟึ่บ!
พริบตาต่อมา สองพ่อลูกร่างตุ้ยนุ้ยก็มาลอยตัวอยู่ข้างเรือเหาะของสำนักเหมียวอิน
พวกเขาไม่ได้ถือวิสาสะบุกรุกเข้าไป เกรงว่าจะทำให้เจ้าของเรือไม่พอใจ
เย่หนานและคนอื่น ๆ เงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน
ฮ่า ๆ ๆ… สหายพรตเหมียว รบกวนเวลาสักครู่พ่ออ้วนประสานมือทักทายเหมียวฉางอันด้วยรอยยิ้มเป็นมิตรจนตาหยี
อ้าว ที่แท้ก็ท่านผู้นำตระกูลจินนี่เอง ไม่ทราบมีธุระอันใดหรือเหมียวฉางอันจำได้ทันที รีบลุกขึ้นทักทายตอบ
แหะ ๆ… ไม่มีอะไรหรอก ไม่มีอะไร… แค่ว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำ เลยกะว่าจะมาหาเพื่อนคุยแก้เบื่อน่ะพ่ออ้วนตอบเสียงอ้อมแอ้ม สายตาเหลือบมองเตาย่างเป็นระยะ
ได้ยินคำแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ เหมียวฉางอันก็รู้ทันที
สองพ่อลูกตระกูลจินคู่นี้ ขึ้นชื่อลือชาเรื่องเห็นแก่กินเป็นที่สุด
เพียงแต่ไม่มีใครกล้าเอาไปนินทาเสียงดัง เพราะอิทธิพลของตระกูลจินนั้น ยิ่งใหญ่ไม่แพ้สำนักเหมียวอินเลยทีเดียว