แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 171 ซากศพปูทาง
เฮ้อ! พวกเราก็เข้าไปกันเถอะ หญิงชราไม่ได้เอ่ยตอบคำใด นางเพียงส่งสัญญาณเรียกหลานสาว ก่อนจะพาร่างในชุดคลุมสีดำเดินหายเข้าไปในม่านหมอกทันที
ทว่าเดินไปได้เพียงไม่นาน ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมของหญิงสาวชุดดำก็เริ่มบูดบึ้งลง
คนหายไปไหนหมด? หายไปไหนกันแล้ว? ก่อนหน้านี้นางยังมองเห็นแผ่นหลังของหลิงหลงและคนอื่นๆ อยู่ไวๆ แต่ยามนี้เบื้องหน้ากลับมีเพียงความว่างเปล่าของหมอกขาวอันหนาทึบ ไร้ซึ่งร่องรอยของผู้ใด
ดูท่า… ข้าจะประเมินหมอกขาวพวกนี้ต่ำเกินไปเสียแล้ว แม้แต่จิตสัมผัสของข้ายังแผ่ขยายออกไปได้เพียงไม่ถึงร้อยเมตรเท่านั้น น้ำเสียงของหญิงชราชัดเจนถึงความตึงเครียดและหวาดระแวง
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่ริมทะเลสาบ จิตสัมผัสของนางยังครอบคลุมอาณาบริเวณได้กว้างไกลหลายร้อยเมตร แต่ ณ เวลานี้ กลับถูกบีบให้รับรู้ได้เพียงรอบกายในระยะร้อยเมตรอย่างยากลำบาก
นางคือยอดคนผู้ก้าวข้ามขอบเขตมนุษย์ไปแล้ว เป็นตัวตนระดับสูงส่ง แต่ถึงกระนั้นพลังอำนาจก็ยังถูกกฎเกณฑ์ของสถานที่แห่งนี้กดดันไว้อย่างมหาศาล
เมื่อเห็นหลานสาวในชุดดำคอตกด้วยความผิดหวัง หญิงชราจึงเอ่ยปลอบด้วยความจนใจ นังหนู อย่าได้ร้อนใจไป บางทีเราอาจจะได้เจอพวกเขาอีกครั้งข้างในนั้นก็ได้
แต่พวกพรรคมารจากสำนักโลหิตนั่นก็ตามเข้าไปแล้วนะท่านย่า หญิงสาวชุดดำกล่าวด้วยความร้อนรน
ไม่ต้องกังวล ต่อให้พวกมันมีของวิเศษชิ้นนั้น แต่คนของสำนักโลหิตย่อมไม่กล้าบุ่มบ่าม อีกอย่าง… ป่านนี้พวกมันอาจจะคลาดกับเป้าหมายไปแล้วก็ได้ ข้างในนี้ไม่เหมือนกับโลกภายนอก หญิงชรายังคงรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้
จริงด้วยสิ หมอกขาวนี่ประหลาดพิกล ขนาดท่านย่ายังมองไม่ทะลุ พวกมันก็คงตามไม่เจอเหมือนกัน หญิงสาวพยักหน้าเห็นด้วย สีหน้าเริ่มคลายกังวลลง
อีกด้านหนึ่ง ณ จุดที่กลุ่มคนของสำนักโลหิตรวมตัวกัน
บัดซบ! หมอกบ้านี่มันคืออะไรกันแน่?
เป็นไปตามคาด กลุ่มของเซวี่ยกู่ได้คลาดกับเป้าหมายไปเสียแล้ว
มิหนำซ้ำ เพราะความใจร้อนอยากจะไล่ตามให้ทัน เซวี่ยกู่จึงเร่งความเร็วอย่างบ้าคลั่ง ทำให้พรรคพวกที่เดิมทีมีนับสิบคน พลัดหลงหายไปในหมอกขาวจนเหลือผู้ติดตามอยู่ข้างกายไม่ถึงสิบคน
ช่างเถอะ ขอแค่พวกมันยังอยู่ในนี้ ข้าย่อมมีโอกาสลากคอพวกมันออกมา สมบัติที่น่าสะพรึงกลัวระดับนั้น ข้าจะต้องครอบครองมันให้ได้
แววตาของเซวี่ยกู่เต็มไปด้วยความโลภโมโทสัน มันไม่ได้คิดหน้าคิดหลังหรือมีความกังวลมากเท่าหญิงชรา ขอเพียงได้สมบัติมาครองแล้วหลบหนีไป ต่อให้ใครหน้าไหนก็อย่าหวังจะตามตัวมันเจอ เว้นเสียแต่ว่าอีกฝ่ายจะมีอิทธิฤทธิ์ระดับเซียนวิเศษ
เฮ้อ! ในที่สุดก็สลัดหลุดสักที
อวี้เซียนที่พาหลิงหลงวิ่งตะบึงมาตลอดทางหยุดฝีเท้าลง นางยืนหอบหายใจตัวโยน ใบหน้าแดงซ่านด้วยความเหนื่อยอ่อน
พี่อวี้เซียน พวกเราจะหนีทำไมหรือ? หลิงหลงเอียงคอมองอวี้เซียนด้วยความไม่เข้าใจ
ทำไมน่ะหรือ? ไม่หนีก็รอให้โดนรุมทุบตีหรือไง คนพวกนั้นอันตรายมาก ข้าสู้ไม่ไหวหรอกนะ อวี้เซียนถลึงตาใส่เด็กน้อยอย่างอดไม่ได้
แต่ข้าสู้เก่งนะ! ถ้าพวกมันกล้ารังแกพวกเรา ข้าจะตีให้ตายเลย ข้ายังมีตุ๊กตาไม้แกะสลักอีกเพียบเลยนะ หลิงหลงทำแก้มป่องอย่างไม่ยอมแพ้
เจ้าเป็นเด็กเป็นเล็ก เป็นสตรีต้องรู้จักสำรวมกิริยา อย่าเอะอะก็จะตีรันฟันแทงใครให้ตาย เข้าใจไหม? อีกอย่าง ข้ารู้สึกว่าข้างในนี้อันตรายมาก เก็บของวิเศษของเจ้าไว้รับมือกับภัยร้ายแรงจริงๆ จะดีกว่า อวี้เซียนมองหลิงหลงอย่างระอาใจ
อันที่จริงอวี้เซียนเองก็ไม่รู้ว่าหลิงหลงมีตุ๊กตาไม้แกะสลักพวกนั้นอยู่มากน้อยเพียงใด นางไม่เคยซักไซ้ไล่เลียง แม้ปกติหลิงหลงจะเป็นคนใจกว้าง แตในสายตาของอวี้เซียน ของวิเศษระดับท้าทายสวรรค์เช่นนั้นย่อมมีจำนวนจำกัด เป็นไปไม่ได้ที่จะมีมากมายก่ายกอง
อ้อ… เมื่อได้ยินคำสอนของอวี้เซียน หลิงหลงได้แต่เบะปากรับคำ ไม่ได้โต้เถียงอันใด
ลึกๆ แล้วอวี้เซียนแอบนึกเสียใจอยู่บ้าง นางไม่น่าตามใจหลิงหลงเข้ามาในที่แห่งนี้เลย ตัวนางเองจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ช่างเถิด แต่ในใจลึกๆ กลับมีความขัดแย้ง เพราะนางรู้ดีว่ายิ่งสถานที่อันตรายมากเท่าไร วาสนาและโอกาสที่ซ่อนอยู่ก็ยิ่งยิ่งใหญ่เพียงนั้น
ช่วงเวลาที่ได้ติดตามหลิงหลงทำให้นางตระหนักว่า ลำพังความเพียรพยายามของตนเองนั้นมีขีดจำกัด หากต้องการเติบโตอย่างก้าวกระโดด มีเพียงต้องไขว่คว้าหาโอกาสและวาสนาเท่านั้น
ดังนั้น แม้ปากจะคอยห้ามปรามหลิงหลง แต่ในใจกลับหวาดหวั่นว่าหลิงหลงจะเชื่อฟังคำเตือนนั้นจริงๆ ความรู้สึกขัดแย้งนี้ทำให้นางสับสนไม่น้อย
แต่ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ป่วยการที่จะหันหลังกลับ
อีกอย่าง ในความคิดของอวี้เซียน เย่หนานรักและเอ็นดูหลิงหลงปานดวงใจ บนตัวเด็กน้อยย่อมต้องมีไพ่ตายหรือเครื่องรางคุ้มกายที่นางไม่อาจล่วงรู้ซ่อนอยู่เป็นแน่
เมื่อคิดได้ดังนั้น อวี้เซียนก็รู้สึกเบาใจขึ้นเปลาะหนึ่ง
พี่อวี้เซียน เป็นอะไรไปหรือ? หลิงหลงถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นสีหน้าของอวี้เซียนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
มะ… ไม่มีอะไร ระวังตัวให้ดี รอบด้านอาจมีอันตรายโผล่มาเมื่อไหร่ก็ได้ อวี้เซียนดึงสติกลับมาพร้อมกล่าวเตือน
วางใจเถอะ วางใจเถอะ! หลิงหลงโบกมือไม้หยอยๆ อย่างไม่ยี่หระ
ท่าทางวางมาดเป็นผู้ใหญ่เกินตัวของหลิงหลง ทำเอาอวี้เซียนเกือบจะหลุดขำออกมา
อีกด้านหนึ่ง เย่หนานและเมี่ยวฉางอันได้เดินลึกเข้ามาเกินกว่าร้อยเมตรแล้ว
เอ๊ะ? เจ้าบอกว่าท่านเจ้าสำนักเมี่ยวอินคนก่อน เดินเข้ามาไม่ถึงร้อยเมตรก็เกิดเรื่องไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมพวกเราเดินมาตั้งนานถึงไม่เห็นเป็นอะไรเลยล่ะ? เย่หนานหันไปถามเมี่ยวฉางอันด้วยความฉงน
เรื่องนี้… ข้าน้อยก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ ท่านเจ้าสำนักคนก่อนกล่าวไว้เช่นนั้นจริงๆ เมี่ยวฉางอันแม้จะรู้สึกหวาดหวั่นในใจ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้เช่นกัน
หรือว่าเป็นเพราะเขาดวงซวย? บังเอิญเดินมาเจอกับตัวตนน่าสยดสยองเข้าพอดี? เย่หนานเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา จึงเอ่ยทีเล่นทีจริง
อะ… อาจจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ เมี่ยวฉางอันได้ยินคำพูดของเย่หนานก็รู้สึกว่ามีเหตุผล
ทว่าเมื่อทั้งสองเดินต่อมาได้อีกหลายร้อยเมตร จู่ๆ เท้าของเย่หนานก็สะดุดเข้ากับวัตถุบางอย่างจนเกือบเสียหลัก
ตัวอะไรวะเนี่ย? เย่หนานขมวดคิ้วพลางก้มลงมอง
ผู้อาวุโส นั่นมันศพเจ้าค่ะ! ยังไม่ทันที่เย่หนานจะเพ่งมองให้ชัด เมี่ยวฉางอันก็กรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ
ศพงั้นรึ? นัยน์ตาของเย่หนานส่องประกายสีทองวาบขึ้นทันที เขาเริ่มกวาดตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง
เพราะที่ใดมีศพ ที่นั่นย่อมมีอันตราย
เคร้ง!
เมี่ยวฉางอันรีบชักกระบี่ยาวสีขาวบริสุทธิ์ออกมา กระชับมั่นในมือด้วยท่าทีเตรียมพร้อมรับมือศัตรู
จะตื่นตูมไปทำไม? ดูสภาพแล้วศพนี่ตายมานานจนแห้งกรังหมดแล้ว เย่หนานหยิบกิ่งไม้ขึ้นมา เขี่ยศพที่นอนขวางทางอยู่อย่างไม่นึกรังเกียจ
เมื่อได้ยินเสียงราบเรียบของเย่หนาน เมี่ยวฉางอันจึงค่อยๆ สงบสติอารมณ์แล้วพิจารณาศพตรงหน้า แต่ยิ่งมอง นางก็ยิ่งหนาวสะท้าน ภายในระยะสิบเมตรที่จิตสัมผัสของนางพอจะตรวจสอบได้ มีศพนอนเกลื่อนกลาดอยู่หลายร่าง
สภาพการตายของแต่ละศพช่างน่าสยดสยอง แขนขาบิดเบี้ยวผิดรูป ราวกับว่าก่อนสิ้นใจ พวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดแสนสาหัส
แต่ในสายตาของเย่หนาน ภาพที่เห็นนั้นน่าตระหนกยิ่งกว่า
เบื้องหน้าของพวกเขาไม่ใช่เพียงศพไม่กี่ร่าง แต่มันคือเส้นทางที่ทอดยาวออกไป… เส้นทางที่ถูกปูด้วยซากศพนับพันนับหมื่น!
ทว่า นอกจากกองซากศพแล้ว เย่หนานกลับมองไม่เห็นอันตรายอื่นใดแฝงอยู่
ดวงตาทำลายล้างของเขามีความสามารถในการมองทะลุภาพลวงตาและจับสัญญาณความร้อนได้คล้ายกล้องอินฟราเรด แต่ในตอนนี้มันยังไม่สามารถใช้เป็นกล้องส่องทางไกลได้ ระยะการมองเห็นจึงไม่ต่างจากสายตามนุษย์ปกติมากนัก
ผู้อาวุโส เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ? ท่านมองเห็นอะไร? เมื่อเห็นเย่หนานขมวดคิ้วเคร่งเครียด เมี่ยวฉางอันก็หน้าถอดสี รีบเอ่ยถาม
พวกเราอาจจะหลงเข้ามาในสถานที่อันตรายเข้าแล้ว ข้างหน้าเป็นถนนที่สร้างขึ้นจากซากศพนับหมื่น เย่หนานตอบตามตรงโดยไม่ปิดบัง
อะไรนะเจ้าคะ!
เมี่ยวฉางอันถึงกับผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
ในโลกผู้บำเพ็ญเพียร การฆ่าฟันเป็นเรื่องปกติ แม้นางจะมีศักดิ์เป็นถึงเจ้าสำนัก แต่การต้องมาเผชิญหน้ากับกองภูเขาเลากาแห่งซากศพเช่นนี้ เป็นครั้งแรกในชีวิตตั้งแต่เกิดมา
แม้หมอกขาวจะบดบังทัศนวิสัยและจิตสัมผัส แต่นางก็พอจะจินตนาการภาพความสยดสยองเบื้องหน้าได้รางๆ
ผู้อาวุโส จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ? เมื่อครู่ข้าลองตรวจสอบโครงกระดูกพวกนี้ดูแล้ว ดูจากความแข็งแกร่งของกระดูก อย่างน้อยที่สุดคนพวกนี้ตอนยังมีชีวิตอยู่ต้องมีพลังไม่ต่ำกว่าขั้นนภาเร้นลับ บางศพถึงขั้นบรรลุระดับ… เทพปฐพีเลยด้วยซ้ำ เมี่ยวฉางอันรีบกล่าวเตือน นางไม่แน่ใจว่าเย่หนานสังเกตเห็นรายละเอียดนี้หรือไม่
นางเริ่มตระหนกแล้วจริงๆ
เหตุผลที่นางย้ำเตือนเรื่องระดับพลัง ก็เพื่อให้เย่หนานตระหนักถึงความร้ายกาจของสถานที่นี้ และตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือถอยกลับ
เหตุการณ์ต่างๆ ในวันนี้ทำให้เมี่ยวฉางอันซึ้งถึงคำว่า ความน่าสะพรึงกลัว อย่างแท้จริง พลังฝีมือของนางอาจจะนับว่าเป็นยอดคนเมื่ออยู่ภายนอก แต่ ณ ที่แห่งนี้ หากไร้ซึ่งเย่หนาน นางก็เปรียบเสมือนมดปลวกที่พร้อมจะถูกบดขยี้ได้ทุกเมื่อ
เจ้าไม่อยากรู้หรือว่ามีอะไรอยู่ข้างใน? หากถอยกลับไปตอนนี้ คงน่าเสียดายแย่ เย่หนานย่อมรู้ความหมายที่แฝงอยู่ในวาจาของเมี่ยวฉางอัน
ข้า… ใบหน้าของเมี่ยวฉางอันแดงระเรื่อขึ้นเมื่อได้ยินคำถามนั้น
นางยังไม่ทันจะได้เอ่ยสิ่งใดต่อ เย่หนานก็พูดแทรกขึ้นเสียก่อน
ไปกันเถอะ แค่ตามข้ามาให้ติดๆ ก็พอ
สิ้นเสียง เย่หนานก็ก้าวเท้าเดินนำไปข้างหน้าอย่างไม่ลังเล