แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 173 ความฝันนี้มันจะสมจริงเกินไปหน่อยไหม?
แม่จ๋า! นี่มันตัวบ้าอะไรเนี่ย ช่วยด้วย!
เสียงร้องโวยวายของเด็กหญิงดังลั่นไปทั่วป่าหมอก หลิงหลงวิ่งหน้าตื่นพลางแหกปากร้องลั่นไม่หยุดหย่อน
หลิงหลง! อย่าร้องสิ เจ้ากำลังเรียกพวกมันมากันหมดนะ! อวี้เซียนที่วิ่งกระหืดกระหอบตามหลังมาตะโกนเตือน
ในขณะที่สองขาซอยเท้าวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต มือเล็กๆ ของหลิงหลงก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าสะพายใบจิ๋วสีชมพู ควักลูกกลมสีดำขนาดเท่าหัวแม่มือออกมาปาใส่ด้านหลังอย่างต่อเนื่อง
เบื้องหลังของพวกนางคือฝูงแขนโปร่งแสงจำนวนมหาศาลที่กำลังไล่กวดมาติดๆ
ก่อนหน้านี้พวกนางงัดสารพัดวิธีและของวิเศษออกมาใช้ แต่กลับทำอะไรแขนปีศาจเหล่านี้ไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บ
ที่แท้คำพูดของเซวี่ยกู่ก็หมายความว่าอย่างนี้นี่เอง อวี้เซียนนึกย้อนไปถึงคำเตือนของเจ้าสำนักโลหิตก่อนที่จะเข้ามาในนี้
ตูม! ตูม! ตูม!
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวไล่หลังสองสาวมาติดๆ
ลูกกลมสีดำที่หลิงหลงปาออกไป แม้จะมีขนาดเล็กจิ๋วแต่พลานุภาพกลับรุนแรงอย่างเหลือเชื่อ ทุกครั้งที่มันปะทุขึ้น รัศมีทำลายล้างกินวงกว้างหลายเมตร ต้นไม้ใบหญ้าในบริเวณนั้นล้วนถูกแรงอัดระเบิดจนแหลกละเอียด
ทว่าไม่ว่าจะระเบิดไปมากเท่าไร แขนปริศนาเหล่านั้นก็ยังคงพุ่งทะยานไล่ตามมาอย่างไม่ลดละ ราวกับพวกมันไร้ซึ่งความหวาดกลัว
เมื่อเห็นหลิงหลงวิ่งนำหน้าไปไกลลิบ อวี้เซียนก็ได้แต่นึกระอาใจ
หลิงหลง! เอาตุ๊กตาไม้แกะสลักที่เจ้าใช้เมื่อคราวก่อนออกมาเร็วเข้า ให้มันพาพวกเราฝ่าวงล้อมออกไป! อวี้เซียนรีบตะโกนบอก
อ้อ… จริงด้วย! ลืมไปเลย! หลิงหลงดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
มือน้อยรีบควานหาตุ๊กตาไม้แกะสลักรูปมังกรออกมา แล้วขว้างออกไปสุดแรง
โฮก!
พริบตาถัดมา มังกรทองร่างยักษ์ก็ปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง
โดยไม่ต้องรอคำสั่ง มังกรทองตวัดร่างโอบรัดสองสาวไว้ แล้วพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง ชนต้นไม้หักโค่น ก้อนหินแตกกระจาย เสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปตลอดทาง
เพียงชั่วอึดใจ สองสาวก็พุ่งทะลุผ่านม่านหมอกหนาทึบออกมาได้สำเร็จ
เฮ้อ… เกือบตายแล้วไหมล่ะ! หลิงหลงทิ้งตัวลงนั่งแปะกับพื้นอย่างหมดสภาพ ส่วนอวี้เซียนยืนหอบหายใจด้วยความหวาดผวา
โชคดีที่พวกนางไหวตัวทัน พอเห็นท่าไม่ดีก็รีบโกยแน่บมาตั้งแต่แรก
เพล้ง!
ทันใดนั้น ร่างมังกรทองอันน่าเกรงขามก็สลายกลายเป็นเศษไม้ร่วงกราวลงสู่พื้น
อวี้เซียนมองเศษซากตุ๊กตาไม้ด้วยความเสียดาย ของวิเศษทรงพลังขนาดนี้กลับต้องมาพังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา แต่หลิงหลงกลับดูไม่ยี่หระ นางเพียงแค่ยักไหล่ เพราะในกระเป๋ายังมีของพวกนี้อยู่อีกเพียบ
หลิงหลง ลูกกลมสีดำที่เจ้าปาเมื่อกี้คืออะไรหรือ? อวี้เซียนนึกขึ้นได้ จึงเอ่ยถามถึงอาวุธร้ายกาจเมื่อครู่
พี่หนานให้มาเจ้าค่ะ เห็นบอกว่าเรียกว่า ระเบิด หลิงหลงตอบพลางหยิบลูกกลมสีดำออกมาอีกลูก ส่งให้อวี้เซียนดู
ระเบิด? อวี้เซียนรับมาพิจารณาอย่างระมัดระวัง
เมื่อครู่นางเห็นกับตา แม้รัศมีระเบิดจะไม่กว้างมาก แต่แรงทำลายล้างของมันทำให้นางยังรู้สึกขยาด
พี่อวี้เซียน ยังมีลูกใหญ่กว่านี้อีกนะ ข้าให้ท่านลูกหนึ่ง ว่าแล้วหลิงหลงก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าใบจิ๋ว หยิบลูกระเบิดสีดำขนาดเท่ากำปั้นออกมา
หลิงหลง กระเป๋าของเจ้าทำด้วยอะไรกันแน่? ทำไมถึงจุของได้มากมายขนาดนี้? อวี้เซียนมองการกระทำของเด็กน้อยจนตาแทบถลน
นางรับลูกระเบิดลูกใหญ่มาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเทา ลูกเล็กยังแรงขนาดนั้น ลูกเท่านี้นี่ไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าจะรุนแรงขนาดไหน
ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจุได้แค่ไหน พี่หนานเป็นคนให้มา ไม่ว่าของจะชิ้นใหญ่แค่ไหน พอใส่ลงไปมันก็จะหดเล็กลงนิดเดียวเอง หลิงหลงทำท่าประกอบอย่างน่าเอ็นดู
ผู้อาวุโสเย่ดีต่อเจ้าจริงๆ อวี้เซียนกล่าวด้วยความอิจฉาเล็กๆ ในขณะเดียวกันความเลื่อมใสที่มีต่อเย่หนานก็ยิ่งทวีคูณ
ของวิเศษระดับท้าทายสวรรค์มากมายขนาดนี้ เขากลับมอบให้เด็กน้อยคนหนึ่งอย่างไม่เสียดาย นางที่ติดตามหลิงหลงมาก็ได้อานิสงส์ไปด้วยไม่น้อย
ตัดกลับมาที่เย่หนานและเมี่ยวฉางอัน
ทั้งสองเดินข้ามทุ่งหญ้ากว้างใหญ่มาเกินครึ่งทางแล้ว แต่กลับไม่มีเหตุร้ายใดๆ เกิดขึ้น
หรือว่าข้าจะคิดมากไปเอง? เมี่ยวฉางอันยังคงไม่วางใจ สายตายังคงสอดส่ายระวังภัยรอบด้าน
เวลาล่วงเลยผ่านไป จนกระทั่งทั้งสองเดินพ้นทุ่งหญ้าออกมาได้อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน
ฟ้าใกล้มืดแล้ว เราพักแรมกันที่นี่เถอะ เย่หนานเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสี ก่อนจะหันมาบอกเมี่ยวฉางอัน
ทราบแล้วเจ้าค่ะ ผู้อาวุโส เมี่ยวฉางอันรีบพยักหน้ารับคำ
นางมีบาดแผลจากการถูกโจมตีก่อนหน้านี้ แม้จะเป็นเพียงแผลภายนอก แต่การได้พักฟื้นปรับลมปราณสักหน่อยย่อมดีกว่า
วิ้ง!
เย่หนานสะบัดมือวูบหนึ่ง เตียงนอนหนานุ่มพร้อมกับเต็นท์ขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นบนพื้นหญ้า
เมี่ยวฉางอันมองภาพตรงหน้าด้วยความตะลึงงัน นางตกใจในความจุของแหวนมิติที่เย่หนานครอบครอง
แหวนมิติไม่ใช่ของหายาก แต่แหวนที่มีพื้นที่เก็บของมหาศาลขนาดใส่เตียงและเต็นท์ลงไปได้นั้นหาได้ยากยิ่ง แม้แต่นางเอง เวลาเดินทางไกลก็พกเพียงเสื้อผ้าและโอสถที่จำเป็นเท่านั้น เพราะพื้นที่ในแหวนมีจำกัด
หลังจากปูที่นอนเสร็จ เย่หนานทำท่าจะล้มตัวลงนอน แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าเมี่ยวฉางอันยังไม่มีที่นอน
วิ้ง!
เขาโบกมืออีกครั้ง เตียงนอนและเต็นท์อีกชุดก็ปรากฏออกมาข้างๆ กัน
เอ้า เอาไป อย่าทำเปื้อนล่ะ นี่เตียงใหม่ที่ข้าเพิ่งซื้อมา ตัวข้าเองยังตัดใจใช้ไม่ลงเลยนะ เย่หนานกำชับ
ขอบ... ขอบพระคุณเจ้าค่ะ ผู้อาวุโส เมี่ยวฉางอันหน้าแดงระเรื่อด้วยความเกรงใจ
เมื่อเห็นเมี่ยวฉางอันเริ่มจัดแจงที่หลับที่นอน เย่หนานก็ไม่สนใจอะไรอีก เขาเดินมุดเข้าเต็นท์ของตัวเองแล้วหลับเป็นตายทันที เพราะเหนื่อยล้ามาทั้งวัน
ไม่นานนัก เย่หนานก็ดำดิ่งสู่ห้วงนิทรา
หือ? นี่มันที่ไหน? ข้านอนหลับอยู่ไม่ใช่เหรอ?
ในความฝัน เย่หนานมองไปรอบกายที่มืดมิดอนธการด้วยความงุนงง
ไม่ใช่แค่ความมืดที่ปกคลุม ร่างกายของเขายังลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ ไร้ซึ่งแรงดึงดูด
เย่หนานขยี้ตา พยายามเพ่งมองเพื่อระบุตำแหน่ง
แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็มีเพียงความว่างเปล่า เขาทำได้เพียงปล่อยกายให้ลอยล่องไปตามยถากรรม
หรือว่าข้ากำลังฝันอยู่? แต่ฝันบ้าอะไรมันจะสมจริงขนาดนี้? เย่หนานพึมพำอย่างสงสัย
ด้วยความไม่แน่ใจ เขาจึงลองเรียกหาระบบ ระบบ? ระบบ?
เงียบกริบ…
ดูท่าจะฝันอยู่จริงๆ แฮะ เย่หนานยกมือลูบคาง นอนไขว่ห้างลอยเท้งเต้งคิดวิเคราะห์สถานการณ์ท่ามกลางความมืด
ไม่ได้การ ขอลองอีกที คิดได้ดังนั้น เขาก็จัดการหยิกต้นขาตัวเองเต็มแรง
โอ๊ย! เชี่ย! เจ็บฉิบหาย! เย่หนานร้องลั่น รีบเอามือลูบตรงที่โดนหยิกป้อยๆ
บัดซบ! เจ็บจริงนี่หว่า นี่มันไม่ใช่ความฝันแล้ว ม่างเอ๊ย นี่ข้าโดนส่งมาอยู่ที่ไหนวะเนี่ย? เย่หนานเริ่มตื่นตระหนก
ทันใดนั้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นแสงสว่างวูบวาบอยู่ไกลลิบๆ
ช่างหัวมัน ไปดูให้รู้เรื่องรู้ราวดีกว่า เย่หนานตั้งท่าจะกระโดดพุ่งตัวออกไปเหมือนปกติ
แต่เท้าของเขากลับวาดผ่านความว่างเปล่า ไร้ซึ่งพื้นดินให้ส่งแรง
เวรเอ๊ย! งั้นข้าว่ายไปก็ได้วะ!
สิ้นคำ เย่หนานก็เริ่มออกแรงว่ายแหวกอากาศด้วยท่ากบอันเชื่องช้า มุ่งหน้าสู่แสงสว่างปลายทาง
ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยผ่านไปนานเท่าไร เย่หนานรู้สึกราวกับหนวดเคราของเขางอกยาวเฟื้อย เสื้อผ้าอาภรณ์บนร่างเริ่มผุพังไปตามกาลเวลา
แต่แปลกที่เขากลับไม่รู้สึกเบื่อหน่าย ตรงกันข้าม กลับรู้สึกถึงแรงดึงดูดมหาศาลที่เรียกหาเขาจากเบื้องหน้า ให้กำลังใจให้เขาว่ายต่อไป
ในที่สุด ด้วยความพากเพียรพยายามอันยาวนาน เย่หนานก็ว่ายเข้ามาใกล้จนมองเห็นแหล่งกำเนิดแสงนั้นชัดเจน
เชี่ย! นี่มันส่งข้ามาลอยคออยู่นอกโลกเลยเหรอเนี่ย?
เย่หนานอ้าปากค้าง จ้องมองดวงดาวขนาดมหึมาที่กำลังหมุนวนอยู่อย่างช้าๆ เบื้องหน้าด้วยความตกตะลึง
แสงสว่างที่เขาเห็นมาตลอดทาง ก็คือแสงจากดวงดาวดวงนี้นั่นเอง
เมื่อว่ายเข้าไปใกล้อีกนิด เขาก็เริ่มเห็นอุกกาบาตจำนวนมากลอยระเกะระกะอยู่รอบด้าน
ที่แท้เหตุผลที่ตอนแรกเขามองเห็นแต่ความมืด ก็เพราะจุดเริ่มต้นที่เขาโผล่มานั้น มันคือห้วงอวกาศอันเวิ้งว้างที่ไม่มีอะไรอยู่เลยนั่นเอง