แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 219 ศิษย์คนใหม่
ณ ดินแดนแห่งหนึ่งภายในมิติซ้อนทับ อวี้เซียนยืนโดดเดี่ยวอยู่หน้ากระท่อมมุงจากเก่าคร่ำคร่า รอบด้านรายล้อมไปด้วยขุนเขาและธารน้ำใสสะอาด ดูสงบเงียบและงดงามราวกับภาพวาด
แม่นาง ยืนทำอะไรอยู่เล่า เชิญเข้ามานั่งพักข้างในก่อนสิ หญิงชราหลังค่อมถือกระบอกน้ำ ยืนกวักมือเรียกอวี้เซียนอยู่ที่หน้าประตูด้วยท่าทีใจดี
ท่านยาย ที่นี่คือที่ไหนหรือเจ้าคะ อวี้เซียนถามด้วยความระมัดระวัง นางไม่กล้าผลีผลามเดินจากไป เพราะเกรงว่าจะไปล่วงเกินผู้อาวุโสท่านนี้เข้า
นางไม่อาจแยกแยะได้ว่าหญิงชราผู้นี้มาดีหรือมาร้าย ที่สำคัญการที่มีคนอาศัยอยู่ในป่าหมอกปีศาจเช่นนี้มันช่างแปลกประหลาด
ยิ่งไปกว่านั้น นางสัมผัสพลังปราณจากตัวหญิงชราไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ราวกับเป็นคนธรรมดาสามัญ
แต่ในสถานที่อันตรายเช่นนี้ จะมีคนธรรมดาอาศัยอยู่ได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ข้อนี้อวี้เซียนตระหนักดี
ที่นี่ที่ไหน นั่นสินะ… ที่นี่ที่ไหนกันนะ ที่นี่ที่ไหนกันเอ่ย… หญิงชราพึมพำทวนคำถามซ้ำไปซ้ำมาราวกับคนเลอะเลือน ทำให้บรรยากาศดูวังเวงชอบกล
ในเวลานี้ แทบทุกคนในป่าหมอกปีศาจต่างก็พบเจอกับเหตุการณ์ประหลาดทำนองนี้กันถ้วนหน้า
แน่นอนว่ายกเว้นคนประเภท แปลกแยก อย่างมู่เป่ยเฉิน
เฮ้อ! ในที่สุดก็ได้เงียบหูสักที เย่หนานในสภาพชุ่มโชกไปด้วยเลือด นั่งพักเหนื่อยอยู่บนซากศพสัตว์อสูรตัวมหึมา
ทิวทัศน์รอบกายเต็มไปด้วยความพินาศ ต้นไม้หักโค่นระเนระนาด ภูเขาพังทลาย และซากศพสัตว์อสูรกองพะเนินเทินทึกสุดลูกหูลูกตา
เอิ๊ก… เย่หนานยกไหสุราขึ้นกรอกปากดังอึกๆ ก่อนจะเรอออกมาด้วยความสบายใจ
ครืน!
ทันใดนั้น แผ่นดินไหวสะเทือนเลื่อนลั่น จนเย่หนานเกือบหงายหลังตกจากซากสัตว์อสูร
บัดซบ! เอาอีกแล้วเรอะ จะไม่ให้พักกันบ้างเลยหรือไง เย่หนานบ่นอุบด้วยความหงุดหงิด พลางหันไปมองทิศทางต้นเสียง
สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานที่แผ่กระจายออกมาเป็นระลอกๆ
หรือว่าที่นี่จะมีคนอื่นนอกจากข้า เย่หนานจับสังเกตได้ทันทีว่านี่คือร่องรอยการต่อสู้ของผู้บำเพ็ญเพียร
วูบ!
ไม่รอช้า เย่หนานใช้วิชาฝีเท้าลมกรด พุ่งทะยานไปยังต้นตอของเสียงทันที
แค่กๆ… บ้าเอ๊ย ทำไมถึงมีสัตว์อสูรระดับวิญญาณดั้งเดิมอยู่ที่นี่ด้วย
อวิ๋นซางกำลังตกที่นั่งลำบาก เขาต้องรับมือกับสัตว์อสูรระดับวิญญาณดั้งเดิมถึงสามตัวพร้อมกัน
หากอยู่ในช่วงท็อปฟอร์ม ระดับเขาที่เป็นถึงจุดสูงสุดของขั้นวิญญาณดั้งเดิมย่อมไม่ครนามือ
แต่หลังจากผ่านศึกหนักกวาดล้างฝูงสัตว์อสูรมาก่อนหน้านี้ พลังปราณของเขาร่อยหรอลงไปมาก แม้แต่โอสถฟื้นฟูก็เริ่มเอาไม่อยู่
ยามนี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับเดียวกันถึงสามตัว เขาเริ่มคิดจะถอดใจหนี
แต่ดูเหมือนพวกมันจะไม่ยอมปล่อยเหยื่ออันโอชะไปง่ายๆ
หือ
ทันใดนั้น อวิ๋นซางเหลือบไปเห็นเงาร่างสีขาวพุ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วสูง
สหายเย่! มาได้จังหวะพอดี! สายตาอันเฉียบคมของอวิ๋นซางจำเย่หนานได้แม่นยำ
เมื่อเห็นอวิ๋นซาง เย่หนานก็แปลกใจเล็กน้อย อ้าว นึกว่าโดนส่งไปที่อื่นซะอีก ที่แท้ก็มาอยู่ที่นี่เอง
อย่าเพิ่งพูดมาก รีบมาช่วยข้าจัดการไอ้สามตัวนี้ก่อน ข้าจะต้านไม่ไหวอยู่แล้ว อวิ๋นซางตะโกนบอกด้วยความอัดอั้นตันใจ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาต้องเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ
ได้เลย! เย่หนานเห็นท่าไม่ดี จึงเตรียมจะเข้าไปช่วย
แต่ทว่า… ในวินาทีที่เย่หนานกำลังจะลงมือ
ฟุ่บ!
ลำแสงสายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศเข้ามาด้วยความเร็วเหนือแสง
ฉึก!
สัตว์อสูรตัวหนึ่งที่กำลังกระโจนใส่อวิ๋นซาง ถูกลำแสงนั้นทะลวงผ่านร่าง ดับดิ้นคาที่ในพริบตา
ฟุ่บ!
ลำแสงมรณะยังคงพุ่งทะยานต่อไปโดยไม่ลดความเร็ว เจาะทะลุร่างสัตว์อสูรตัวที่สองอย่างง่ายดาย
หลังจากสังหารไปสองตัว ลำแสงนั้นก็พุ่งเข้าหาตัวสุดท้าย
ในจังหวะที่ลำแสงกำลังจะเจาะเข้าสู่ร่างของสัตว์อสูรตัวที่สาม
หมับ!
เงาร่างสีเขียวครามปรากฏขึ้น คว้าจับลำแสงนั้นไว้ได้อย่างแม่นยำ ก่อนจะสะบัดข้อมือเพียงเบาๆ
ตูม!
สัตว์อสูรตัวสุดท้ายระเบิดร่างกลายเป็นจุลด้วยแรงกระแทกจากลำแสงที่ถูกส่งผ่านมือ
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ท่วงท่าของชายชุดเขียวไหลลื่นต่อเนื่องไร้ที่ติ
บัดนี้ ชายหนุ่มชุดเขียวยืนสงบนิ่ง มือข้างหนึ่งไพล่หลัง อีกมือถือหอกยาวชี้เฉียงลงพื้น ท่วงท่าองอาจสง่างามสะกดทุกสายตา
แข็งแกร่งมาก! อวิ๋นซางอ้าปากค้าง ใบหน้ากระตุกด้วยความตกตะลึง
ในขณะที่เย่หนานกำลังจ้องมองชายหนุ่มปริศนาด้วยความสนใจ
เสียงระบบก็ดังขึ้นในหัว
[ติ้ง! ตรวจพบผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจะเป็นศิษย์ กรุณาดำเนินการรับศิษย์โดยด่วน]
หือ รับศิษย์ ดวงตาของเย่หนานเป็นประกายวาวโรจน์
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป้าหมายคือชายหนุ่มชุดเขียวผู้นี้ เพราะหากเป็นอวิ๋นซาง ระบบคงแจ้งเตือนไปนานแล้ว
เย่หนานเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาดูข้อมูลทันที
ชิงมู่…
กะแล้วเชียว เย่หนานยิ้มกริ่ม ไม่แปลกใจเลยสักนิด การตรวจสอบข้อมูลเป็นเพียงการยืนยันความมั่นใจเท่านั้น
ขอบพระคุณผู้อาวุโสที่ช่วยชีวิตขอรับ อวิ๋นซางได้สติ รีบประสานมือคารวะชายหนุ่มชุดเขียว
ชิงมู่ไม่ได้ตอบรับ เพียงปรายตามองอวิ๋นซางแวบหนึ่ง ไม่แม้แต่จะเหลียวแลเย่หนาน ก่อนจะหันหลังเหาะจากไป
แต่เพียงชั่วครู่ เสียงเย็นชาก็ลอยตามลมกลับมา
ที่นี่อันตราย พวกเจ้าไม่รอดหรอก
คำเตือนสั้นๆ แต่หนักแน่น ทำให้อวิ๋นซางหน้าเครียดลงทันที เขารู้ดีว่าป่าหมอกปีศาจอันตราย แต่ไม่คิดว่าจะถึงขั้นมีคนมาเตือนว่า ไม่รอด
โอ้โฮ… พ่อคนมาดเข้ม แต่ก็ถือว่าจิตใจดี ฝีมือก็ใช้ได้ เย่หนานมองตามหลังชิงมู่พลางพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
สหายเย่ ท่านมีความเห็นว่าอย่างไร อวิ๋นซางหันมาถามเย่หนานด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
จะให้เห็นว่ายังไงล่ะ ก็ลุยเข้าไปสิ! เย่หนานตอบอย่างไม่ยี่หระ
แต่เมื่อครู่ท่านผู้นั้นเตือนว่า… อวิ๋นซางลังเล
ถ้ากลัวก็หาทางกลับบ้านไปซะ ข้าจะไปต่อ พูดจบ เย่หนานก็ไม่รอช้า พุ่งทะยานไล่ตามทิศทางที่ชิงมู่จากไปทันที
มองดูแผ่นหลังของเย่หนาน อวิ๋นซางยืนกัดฟันกรอด สองจิตสองใจ
บัดซบ! กลัวอะไรวะ! ขนาดเจ้าหนุ่มนั่นยังกล้าไป แล้วข้าจะยอมน้อยหน้าได้ไง วาสนาย่อมเป็นของผู้กล้า!
อวิ๋นซางตัดสินใจเด็ดขาด กัดฟันพุ่งตามเย่หนานไปติดๆ
ชิงมู่ที่เหาะนำหน้าอยู่ สังเกตเห็นคนทั้งสองตามมา ก็ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ เขาเตือนแล้วไม่ฟัง ก็คงช่วยอะไรไม่ได้
ฟุ่บ!
เพียงไม่นาน เย่หนานก็เร่งฝีเท้าจนตามทันชิงมู่
ความเร็วของเย่หนานทำให้ชิงมู่แปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะเขาเองก็ลดความเร็วลงเพื่อออมแรง
ส่วนเรื่องระดับพลังของเย่หนานที่ดูเหมือนแค่ขั้นกลั่นลมปราณ ชิงมู่ไม่ได้สนใจ เพราะคนที่รอดมาถึงตรงนี้ได้ ย่อมต้องมีการปกปิดซ่อนเร้นฝีมือที่แท้จริงอยู่แล้ว
พ่อหนุ่ม สนใจหาที่นั่งจิบชาคุยกันหน่อยไหม เย่หนานวิ่งอยู่ข้างล่าง ตะโกนถามคนที่บินอยู่ข้างบนอย่างอารมณ์ดี
ไม่สน ชิงมู่ตอบสั้นๆ ได้ใจความ
โธ่… อย่าเพิ่งใจร้ายสิ ข้าเห็นว่าเรามีวาสนาต่อกัน สนใจมากราบข้าเป็นอาจารย์ไหม เย่หนานยังคงตื๊อไม่เลิก
เมื่อได้ยินคำชักชวนประหลาดๆ ชิงมู่ถึงกับหยุดชะงัก หันกลับมามองเย่หนานด้วยสายตาเย็นชา
เจ้าต้องการอะไรกันแน่ ชิงมู่ถามเสียงเรียบ เริ่มรำคาญเสียงเจื้อยแจ้วของเย่หนานเต็มทน