แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 252 ที่มาของหอคอยเหล็ก
ดูเอาเถิด แม่หนูคนนี้ช่างมีจิตใจเมตตายิ่งนัก ผิดกับพวกเจ้าที่เป็นถึงผู้อาวุโส แต่กลับใจเสาะไม่ได้ความ ชายชราหาได้ใส่ใจต่อท่าทีระแวดระวังของหมิงหัวไม่ เขาหัวเราะร่าพลางรับไหสุราจากมือของไป๋หลิงมาด้วยความยินดี
สุรานี้ดูท่าจะไม่เลว ยังไม่ทันเปิดฝา กลิ่นหอมก็โชยออกมาเตะจมูกข้าแล้ว ชายชรากล่าวด้วยความปิติ
อึก!
ชายชราไม่รอช้า เปิดฝาไหแล้วยกขึ้นกระดกเข้าปากคำโต
สุรารสเลิศ! ผ่านมาตั้งกี่ปีแล้วที่ข้าไม่ได้ลิ้มรสของดีเช่นนี้ ชายชราอุทานด้วยความประหลาดใจ
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาในโลกผู้บำเพ็ญเพียร เย่หนานไม่ได้อยู่เฉย เขาได้นำสมุนไพรวิญญาณที่ระบบมอบให้มาทดลองหมักบ่มสุรา ผ่านความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน จนในที่สุดก็ได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ
ทันทีที่น้ำเมาไหลลงสู่ท้อง ในคราแรกชายชรายังไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ เพียงแค่รับรู้ถึงรสชาติอันหอมหวาน
ทว่าเมื่อดื่มตามเข้าไปอีกหลายอึก เขาก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ดวงตาฝ้าฟางเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง เมื่อรับรู้ได้ถึงพลังชีวิตที่กำลังฟื้นฟูขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ร่างที่เคยผอมแห้งจนหนังหุ้มกระดูก เริ่มกลับมาเต่งตึงมีน้ำมีนวล ผิวพรรณเริ่มปรากฏเลือดฝาดแห่งชีวิตชีวา
ไม่ใช่เพียงชายชราเท่านั้นที่ตกตะลึง แม้แต่คนของเผ่าจิ่วโยวเองก็พากันอ้าปากค้าง
นี่… นี่มันสุราอะไรกัน ชายชรามองไหสุราในมือสลับกับมองหน้าไป๋หลิงด้วยความเหลือเชื่อ
ข้าก็ไม่ทราบว่าเป็นสุราชนิดใด ทราบเพียงท่านอาจารย์เป็นผู้หมักบ่มเอง ตอนออกมาข้าพกติดตัวมาไม่มาก มีเพียงสองไหเท่านั้น ไป๋หลิงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด
นางเคยแอบชิมสุราของเย่หนานมาก่อน ทราบดีว่าฤทธิ์ของมันทำให้เมามายได้ง่าย จึงเก็บรักษาไว้
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ สุราที่เย่หนานหมักนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรหรือคนธรรมดาก็สามารถดื่มได้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะแตกต่างกัน
หากคนธรรมดาดื่ม ก็ไม่ต่างจากสุราชั้นดีทั่วไป เพียงแค่รสชาติหอมหวานกว่า แต่หากผู้บำเพ็ญเพียรได้ดื่ม สรรพคุณของมันกลับวิเศษล้ำลึก นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของเย่หนาน หรือจะกล่าวให้ถูกคือ ความพิเศษของสมุนไพรจากระบบ
อาจารย์ของเจ้า ชายชรากอดไหสุราไว้แน่น พลางพินิจพิเคราะห์ไป๋หลิงอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ครู่ต่อมา ชายชราก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ เจ้ามีกายาธาตุน้ำแข็งชนิดพิเศษกระมัง ดูกระดูกเจ้ายังเยาว์วัยนัก แต่กลับบรรลุถึงขั้นกายาบริสุทธิ์แล้ว ช่างน่าอิจฉาเสียจริง
ใช่เจ้าค่ะ ไป๋หลิงไม่ได้ปิดบัง
ข้าพอจะมีความรู้เรื่องกายาพิเศษอยู่บ้าง บอกตาแก่คนนี้ได้หรือไม่ว่าเจ้ามีกายาชนิดใด ชายชราถามด้วยความคาดหวัง
หมิงหัวและคนอื่นๆ ต่างก็หูผึ่ง หันมามองไป๋หลิงด้วยความอยากรู้
แม้จะร่วมทางกันมาระยะหนึ่ง แต่พวกเขาก็ไม่เคยละลาบละล้วงถามถึงเรื่องนี้ รู้เพียงว่าสิ่งที่นางครอบครองอยู่นั้นต้องทรงพลังอย่างยิ่ง
ไม่ใช่กายาพิเศษ แต่เป็นรากวิญญาณ… รากวิญญาณเหมันต์ลึกลับ ไป๋หลิงตอบตามตรง
รากวิญญาณเหมันต์ลึกลับ เหตุใดข้าจึงไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน ชายชราทำหน้างุนงง
เขาเองก็รอบรู้เรื่องรากวิญญาณมาไม่น้อย แต่ไม่เคยได้ยินชื่อนี้ผ่านหูเลยสักครั้ง
แม้แต่หมิงหัวและเหล่าผู้อาวุโสก็มีสีหน้ามึนงงเช่นกัน
เฮ้อ! ช่างเถิด อาจเป็นเพราะข้ายังแข็งแกร่งไม่พอ หรือระดับชั้นยังไม่ถึงขั้นที่จะล่วงรู้ความลับนี้ ชายชราถอนหายใจ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นขมขื่นเมื่อหวนนึกถึงอดีต
น่าเสียดาย หากข้าออกไปได้ ข้าอยากจะไปคารวะอาจารย์ของเจ้าสักครั้ง การได้ดื่มสุราที่ยอดคนระดับนั้นหมักบ่มก็นับว่าตายตาหลับแล้ว ชายชรามองไหสุราในอ้อมกอดแล้วถอนหายใจอีกครา
เวลานี้ สายตาของหมิงหัวและเหล่าผู้อาวุโสต่างจ้องมองไหสุราในมือชายชราเป็นมัน
นั่นคือสุราที่สามารถฟื้นฟูพลังชีวิตได้อย่างรวดเชียวหนา! หากพวกตาแก่หนังเหนียวอย่างพวกเขาได้ดื่มสักอึก จะวิเศษเพียงใด สรรพคุณดั่งยาวิเศษเช่นนี้ ต่อให้ฝันก็ยังไม่กล้าฝันถึง (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
หากไม่ใช่เพราะไป๋หลิงยืนอยู่ตรงนั้น ป่านนี้คงมีคนกระโจนเข้าไปแย่งแล้ว
แต่ทุกคนก็ต้องข่มใจไว้ โดยเฉพาะหมิงหัวที่ดวงตากลอกกลิ้งไปมา เขาจำได้แม่นว่าไป๋หลิงบอกว่าพกมาสองไห นั่นหมายความว่าบนตัวนางยังมีอยู่อีกหนึ่งไห!
ที่นี่คือที่ไหน แล้วเหตุใดท่านจึงถูกขังอยู่ที่นี่ ไป๋หลิงเอ่ยถามชายชรา เพื่อดึงสติทุกคนกลับมา
นามของข้าคือ เจิ้นเทียน หอคอยแห่งนี้คือศาสตราวุธระดับจักรพรรดิ เมื่อหนึ่งพันปีก่อน เกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่ ข้าและสหายถูกสะกดข่มไว้ภายในหอคอยนี้ แม้พวกข้าจะสร้างความเสียหายให้แก่หอคอยได้บ้าง แต่อานุภาพของมันก็ยังน่าหวาดหวั่น อย่างน้อยก็เพียงพอที่จะขังพวกข้าจนแก่ตายไปก่อนที่มันจะพังทลาย ชายชราเล่าความหลังอย่างช้าๆ แววตายังคงแฝงความหวาดกลัวจางๆ
ก่อนหน้านี้ข้าสังเกตเห็นว่าหอคอยนี้มีทั้งหมดหกชั้น ทุกชั้นมีคนที่ถูกขังเหมือนท่านอยู่หรือไม่ ไป๋หลิงถามต่อ
ถูกต้อง ทุกชั้นล้วนมีคนถูกขัง แต่… ไม่รู้ว่าพวกมันจะดวงแข็งเหมือนข้าหรือไม่ ยังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้วก็สุดจะรู้ กล่าวจบ ชายชราก็ยกสุราขึ้นดื่มอีกอึก ร่างกายของเขายิ่งดูอิ่มเอิบขึ้นไปอีก
มีเพียงหมิงหัวที่ยืนอยู่ด้านข้าง รูม่านตาหดเกร็งด้วยความตระหนก
เจ้าหนู เจ้าเคยได้ยินชื่อข้ารึ ชายชราสังเกตเห็นอาการผิดปกติของหมิงหัว
ท่านคือ… ท่านอาวุโสเจิ้นเทียน ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่สั่นสะเทือนจงโจวเมื่อพันปีก่อน ผู้บรรลุขั้นไร้ประมาณท่านนั้นใช่หรือไม่ ท่าทีของหมิงหัวเปลี่ยนจากระแวดระวังเป็นนอบน้อมในทันที เขาโค้งกายคารวะอย่างสุดซึ้ง
เมื่อได้ยินคำพูดของหมิงหัว เหล่าผู้อาวุโสเผ่าจิ่วโยวที่มีอายุยืนยาวต่างก็เบิกตากว้าง
พวกเขาเคยอ่านเจอในบันทึกโบราณ กล่าวว่าเมื่อพันปีก่อน หกยอดฝีมือขั้นไร้ประมาณที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนั้น จู่ๆ ก็หายสาบสูญไปในชั่วข้ามคืน ไร้ร่องรอย ไร้ข่าวคราว ที่แท้ก็ถูกสะกดข่มไว้ที่นี่เอง
ในบันทึกยังระบุว่า เจิ้นเทียนผู้นี้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่ทรงธรรม ชอบผดุงความยุติธรรม และมักช่วยเหลือสำนักฝ่ายธรรมะ นับเป็นยอดคนที่หาได้ยากยิ่ง
ท่านอาวุโส เรื่องนี้มันเป็นมาอย่างไรกันแน่ แล้วผู้ใดกันที่สามารถลงมือกับพวกท่านได้ หมิงหัวรู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องมีความลับอันยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่
และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ หอคอยตรงหน้านี้กลับเป็นถึงศาสตราวุธระดับจักรพรรดิในตำนาน!
ศาสตราวุธที่สามารถสะกดข่มหกยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปได้พร้อมกัน… ผู้ใช้มันจะต้องแข็งแกร่งเพียงใดกันหนอ
พูดไปก็น่าขัน พวกข้ายังไม่ทันได้เห็นหน้าตัวตนนั้นด้วยซ้ำ มีเพียงพลังลึกลับบางอย่างที่ควบคุมหอคอยนี้มาต่อสู้กับพวกข้า
ปีนั้น ข้าเพิ่งทะลวงเข้าสู่ขั้นไร้ประมาณ คิดหลงระเริงว่าตนเองคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี และข้าก็สัมผัสได้จริงๆ ว่าขั้นไร้ประมาณคือจุดสูงสุดของผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว ข้าได้รับการยกย่องจากผู้คนนับหมื่น กลายเป็นเป้าหมายให้คนรุ่นหลังไล่ตาม
ความฮึกเหิมทำให้เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา ข้าใช้เวลาหลายปีเหาะเหินเดินอากาศไปทั่วทั้งสี่ทิศ ทั้งทิศบูรพา ทักษิณ ประจิม และอุดร รวมถึงแดนจงโจว แม้แผ่นดินจะกว้างใหญ่ไพศาล แต่สิ่งที่แปลกประหลาดคือ รอบด้านล้วนโอบล้อมไปด้วยมหาสมุทรไร้ที่สิ้นสุด
ข้าจึงอยากรู้ว่า นอกเหนือจากมหาสมุทรนั้นมีสิ่งใดอยู่ ประจวบเหมาะกับที่ยอดฝีมือขั้นไร้ประมาณอีกห้าคนในยุคนั้นมาหาข้า พวกเขาก็มีความคิดตรงกัน
พวกเราจึงร่วมมือกัน รวบรวมยอดฝีมือจากสำนักต่างๆ ให้ติดตามไปด้วย พวกเรามุ่งหน้าสู่ทะเลลึกด้วยความหวังว่าจะได้พบเจอกับสิ่งที่เหนือกว่าขั้นไร้ประมาณ ความรู้สึกโหยหานี้มีเพียงผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของขั้นไร้ประมาณเท่านั้นที่จะเข้าใจ
ยิ่งออกเดินทางลึกเข้าไป สัตว์อสูรในทะเลก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป ที่นั่นคือแดนต้องห้าม แต่สำหรับพวกข้าที่เป็นขั้นไร้ประมาณ ยังพอรับมือไหว ยิ่งลึกเข้าไป ความรู้สึกนั้นก็ยิ่งรุนแรง ระดับพลังที่หยุดนิ่งมานานเริ่มมีการสั่นคลอนราวกับจะทะลวงผ่าน
มหาสมุทรนั้นกว้างใหญ่จนน่าเหลือเชื่อ พวกเราเหาะด้วยความเร็วสูงสุดเป็นเวลานับเดือน ก็ยังไม่เห็นขอบฝั่ง จนกระทั่ง… พวกเราชนเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็น พยายามจะทำลายมัน แต่ด้วยพลังทั้งหมดที่มี กลับไม่อาจทำให้มันสั่นสะเทือนได้แม้แต่น้อย
ความสิ้นหวังปนความตื่นเต้นเข้าครอบงำ พวกข้าไม่ได้ฉุกคิดเลยว่ากำแพงนั้นมาจากไหน รู้เพียงว่าต้องออกไปให้ได้ เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัด
แต่แล้ว… หอคอยหลังนี้ก็ค่อยๆ ลอยทะลุกำแพงที่มองไม่เห็นเข้ามาอย่างง่ายดาย จากขนาดเท่าฝ่ามือ ขยายใหญ่ขึ้นจนสูงเสียดฟ้า และพุ่งเข้าครอบงำพวกข้า
มหาสงครามระเบิดขึ้น พวกข้าต่อสู้กับหอคอยนี้อยู่หนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ แต่สุดท้าย… ก็พ่ายแพ้และถูกสะกดข่มไว้ภายในนี้ ชายชรากล่าวจบพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยันในโชคชะตาตนเอง
อะไรนะ!
หลังจากฟังเรื่องราวจากปากชายชราอยู่นานเกือบชั่วยาม ทุกคนต่างอุทานออกมาด้วยความตกตะลึงพรึงเพริดกับความจริงที่ได้รับรู้