แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 262 กระจกบานนี้น่าจะพอมีราคาอยู่บ้าง
การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด ทุกคนต่างพากันถอยร่นออกไปอย่างต่อเนื่อง
คุณหนู พวกเราถอยกันก่อนเถอะขอรับ! เจิ้นเทียนเอ่ยเตือนไป๋หลิง
แม้แต่ตัวเขาเองยังสัมผัสได้ว่า พลังที่อิ้งชางหมิงและชิงมู่สำแดงออกมานั้น เหนือล้ำกว่าระดับพลังของพวกเขาไปไกลโข และเริ่มทำให้เขารู้สึกถึงอันตรายที่คุกคามเข้ามา
ความรู้สึกกดดันนี้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้เขาจะไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด แต่ก็พอจะคาดเดาเค้าลางได้บ้าง
พวกท่านไปกันก่อนเถอะ ข้าจะขอดูอยู่ที่นี่อีกสักพัก ต้องหาทางเรียกกระบี่แสงเหมันต์กลับคืนมาให้ได้ เมื่อได้ยินคำเตือนของเจิ้นเทียน ไป๋หลิงกลับส่ายหน้าปฏิเสธ
นี่มัน… คำตอบของไป๋หลิงทำให้เจิ้นเทียนหน้าเปลี่ยนสี
เมื่อเห็นว่าไป๋หลิงไม่มีทีท่าว่าจะยอมถอย เจิ้นเทียนจึงทำได้เพียงกล่าวว่า ตกลง เช่นนั้นข้าจะอยู่คุ้มกันคุณหนูเอง กล่าวจบเขาก็หันไปสั่งคนอื่นๆ พวกเจ้ารีบออกไปก่อน
ได้ยินคำสั่งของเจิ้นเทียน หมิงหัวและคนอื่นๆ ต่างมีสีหน้าจนใจ
พวกเขารู้ดีว่าหากดื้อดึงอยู่ต่อ นอกจากจะเป็นตัวถ่วงแล้ว ก็คงช่วยอะไรไม่ได้
ตกลงขอรับ พวกท่านระวังตัวด้วย หมิงหัวพยักหน้ารับคำ
น้องไป๋หลิง ระวังตัวด้วยนะ จูหลานซึ่งรู้ถึงไม้ตายของไป๋หลิงดี เอ่ยกำชับด้วยความเป็นห่วง
อื้อ! ไป๋หลิงพยักหน้า
ไม่รอช้า กลุ่มของหมิงหัวรีบฝ่าแรงกดดันอันมหาศาล ถอยหนีออกไปอย่างรวดเร็ว
เวลานี้ เจิ้นเทียนยืนขวางอยู่ด้านข้างไป๋หลิงด้วยความระมัดระวัง คอยต้านทานคลื่นพลังตกค้างที่ซัดสาดเข้ามาลูกแล้วลูกเล่า
ในช่วงแรกยังพอรับมือไหว แต่ยิ่งนานเข้า การเผาผลาญพลังของเขาก็ยิ่งมากขึ้น กอปรกับคลื่นพลังที่รุนแรงขึ้นทุกขณะ
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าไป๋หลิง เขาทำได้เพียงกัดฟันยืนหยัด นี่คือโอกาสทองในการแสดงความจงรักภักดี เขาจะแสดงความอ่อนแอออกมาไม่ได้เด็ดขาด
ท่านถอยไปอยู่ด้านหลังข้าเถอะ ให้ข้าจัดการเอง ไป๋หลิงที่สังเกตการณ์ต่อสู้มาตลอด หันมาเห็นเจิ้นเทียนที่กำลังต้านรับอย่างยากลำบาก
ไม่เป็นไรขอรับคุณหนู ข้ายังไหว เจิ้นเทียนไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของไป๋หลิง ยังคงปากแข็งยืนกราน
ตูม!
ทันใดนั้น พลังของชิงมู่และอิ้งชางหมิงก็พุ่งทะยานสูงขึ้นอีกระดับ คลื่นพลังสะท้อนกลับที่รุนแรงกว่าเดิมหลายเท่าตัวถาโถมเข้ามา
แย่แล้ว! เจิ้นเทียนเบิกตากว้าง ในการโจมตีระลอกนี้ เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตาย
ในขณะที่เขาเตรียมจะระเบิดพลังชีวิตเข้าแลก เงาร่างสีขาวสายหนึ่งก็มายืนขวางอยู่ตรงหน้า
มองดูคลื่นพลังทำลายล้างที่กำลังม้วนตัวเข้ามา ไป๋หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะตะโกนออกมาด้วยความจำใจ
รีบมาตบข้าสิ!
ได้ยินประโยคนี้ เจิ้นเทียนถึงกับชะงักกึก นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขาได้ยินไป๋หลิงตะโกนคำพูดสุดยั่วยวนกวนโทสะเช่นนี้
ทว่าในวินาทีถัดมา ดวงตาของเขาก็แทบจะถลนออกมานอกเบ้า
ตูม!
พลังอันมหาศาลปะทะเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็นห่างจากตัวไป๋หลิงไปไม่กี่เมตร ราวกับพุ่งชนแผ่นเหล็กกล้าที่ไม่มีวันบุบสลาย มิหนำซ้ำ พลังเหล่านั้นยังถูกสะท้อนกลับออกไป กวาดล้างเศษหินดินทรายตลอดทางจนราบเป็นหน้ากลอง
ได้ผลจริงๆ ด้วย ดูเหมือนเคล็ดวิชานี้จะไม่ได้มีผลแค่กับพลังที่มนุษย์ปล่อยออกมา แต่ยังใช้ได้กับพลังจากวัตถุสิ่งของด้วย… เพียงแต่ท่านอาจารย์จะตั้งรหัสผ่านประหลาดๆ แบบนี้มาทำไมกัน เปลี่ยนเป็นคำที่ไพเราะกว่านี้ไม่ได้หรืออย่างไร ไป๋หลิงบ่นอุบในใจ
อันที่จริงนางก็แค่ลองเสี่ยงดู ก่อนหน้านี้นางใช้เคล็ดวิชาต้านสวรรค์นี้กับคนมาโดยตลอด นี่เป็นครั้งแรกที่ลองใช้กับพลังของศาสตราวุธ ไม่นึกว่าจะได้ผลชะงัดนัก
เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า เจิ้นเทียนอ้าปากค้างด้วยความเหลือเชื่อ
จากนั้น คลื่นกระแทกที่น่าสะพรึงกลัวลูกแล้วลูกเล่า ก็ถูกไป๋หลิงสะท้อนกลับไปจนหมดสิ้น
คุณหนู… ท่านทำได้อย่างไรขอรับ ในที่สุดเจิ้นเทียนก็เก็บความตื่นตระหนกไว้ไม่อยู่ เอ่ยถามออกไปตามตรง
ก็แค่ตะโกนคำที่ท่านได้ยินเมื่อครู่นั่นแหละ ตะโกนออกไป ก็จะสามารถสะท้อนทุกสิ่ง… สะท้อนพลังของผู้อื่นกลับไปได้ เดิมทีนางคิดจะบอกว่าสะท้อนได้ทุกสิ่ง แต่เมื่อนึกถึงฝ่ามือยักษ์บดบังฟ้าก่อนหน้านี้ ไป๋หลิงจึงเลือกที่จะถ่อมตัวลงหน่อย
อะไรนะ ขอถามหน่อยเถิด นี่คือวิชาที่ท่านผู้อาวุโสท่านนั้นถ่ายทอดให้คุณหนูหรือขอรับ เจิ้นเทียนไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
ไป๋หลิงพยักหน้า ไม่มีอะไรต้องปิดบัง (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
เมื่อเห็นการยืนยันของไป๋หลิง เจิ้นเทียนก็ตกตะลึงจนหน้าถอดสี
เป็นไปได้อย่างไร… ในโลกนี้จะมีวิชาลับที่พิสดารเช่นนี้ดำรงอยู่ได้อย่างไร เจิ้นเทียนครุ่นคิดในใจ
เขารู้สึกว่าตั้งแต่หลุดพ้นออกมาจากหอคอย สามัญสำนึกของเขาก็ถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า โลกใบนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
หากข้าได้รับความเมตตาจากท่านผู้อาวุธโสท่านนั้น ข้าจะมีโอกาสได้เรียนรู้วิชาเช่นนี้บ้างหรือไม่ เมื่อคิดได้ดังนั้น เจิ้นเทียนก็รู้สึกตื่นเต้นจนเนื้อเต้น
ห่างออกไปร้อยลี้
หลานหลิงถือกระจกบานหนึ่งที่มีรอยแตกร้าวอยู่ในมือ ภายในกระจกฉายภาพการต่อสู้ระหว่างชิงมู่และอิ้งชางหมิงอย่างชัดเจน
กระจกบานนี้เป็นสมบัติที่นางได้มาจากป่าหมอกปีศาจ มันเป็นถึงศาสตราวุธระดับราชันชั้นยอด สามารถส่องดูสถานการณ์ได้ไกลหลายร้อยลี้ เพียงแต่มันชำรุดเสียหายมาก ดูท่าคงใช้การได้อีกไม่กี่ครั้ง
ในเวลานี้ ไป๋หลิงจ้องมองเงาร่างทั้งสอง หรือจะกล่าวให้ถูกคือศาสตราวุธระดับจักรพรรดิทั้งสองชิ้นที่กำลังปะทะกันในกระจกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
หรือว่าในกรงขังแห่งนี้ เคยมีจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตกตายมาก่อน จึงได้ทิ้งศาสตราจักรพรรดิเอาไว้ ความคิดมากมายแล่นผ่านสมองของหลานหลิง
นางมองออกว่า พลังที่ศาสตราจักรพรรดิทั้งสองชิ้นสำแดงออกมานั้น เป็นเพียงเศษเสี้ยวของพลังที่แท้จริง สาเหตุหลักเป็นเพราะระดับพลังของชิงมู่และอิ้งชางหมิงนั้นอ่อนด้อยเกินไป ไม่สามารถดึงอานุภาพของศาสตราจักรพรรดิออกมาได้ทั้งหมด
หากมันสำแดงเดชได้อย่างสมบูรณ์ ก็ไม่ต่างอะไรกับการต่อสู้ของสองมหาจักรพรรดิ พลังระดับนั้นสามารถทำลายล้างทวีปแห่งนี้ให้หายไปได้ในพริบตา
วินาทีนี้ นางค้นพบว่าประสบการณ์และความรู้ที่นางสั่งสมมาในอดีตชาติ เริ่มจะไม่เพียงพอเสียแล้ว
เหตุใดโลกใบนี้จึงมีศาสตราจักรพรรดิปรากฏขึ้น และภายใต้พลังอำนาจที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ เหตุใดโลกใต้สมุทรแห่งนี้จึงยังไม่พังทลายลง
แม้โลกใต้ดินนี้จะไม่ธรรมดา แต่เมื่อเทียบกับอานุภาพของศาสตราจักรพรรดิแล้ว มันยังห่างชั้นกันมากนัก
เพราะในศาสตราจักรพรรดินั้น แฝงไว้ด้วยกฎเกณฑ์แห่งพลังที่เป็นเอกสิทธิ์ของจักรพรรดิ แม้เพียงเสี้ยวเดียว ก็ทรงพลังมหาศาล
หากข้าสามารถครอบครองศาสตราจักรพรรดิทั้งสองชิ้นนี้ได้… ความคิดอันบ้าบิ่นผุดขึ้นในสมองของหลานหลิง
ในขณะที่หลานหลิงกำลังจ้องมองกระจกและครุ่นคิดอย่างหนัก ศีรษะสองหัวก็ค่อยๆ ยื่นเข้ามาขนาบข้างนาง ชะโงกหน้ามองเข้าไปในกระจกด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน
ท่านสุดหล่อ กลิ่นอายบนอาวุธสองชิ้นนั้นดูคุ้นๆ นะขอรับ จอมมารเพลิงทมิฬที่อยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย
หลังจากผ่านการ สั่งสอน ด้วยความรักจากตัวตลกมาหลายครั้ง ตอนนี้จอมมารเพลิงทมิฬก็ยอมเรียกอีกฝ่ายว่า ท่านสุดหล่อ ได้อย่างคล่องปาก
กระจกนี่ไม่เลว น่าจะพอขายได้ราคาสักหน่อย ตัวตลกหาได้สนใจคำพูดของจอมมารเพลิงทมิฬไม่ เขาเอาแต่จ้องมองกระจกในมือหลานหลิงด้วยสายตาประเมินราคา ราวกับพ่อค้าหน้าเลือด
พวกเจ้าเป็นใคร! เมื่อได้ยินเสียงคนพูดข้างหู หลานหลิงสะดุ้งสุดตัว รีบดีดตัวถอยห่างออกมา จ้องมองตัวตลกและจอมมารเพลิงทมิฬด้วยความระแวดระวัง
นางคิดไม่ถึงเลยว่า จะมีคนเข้ามาประชิดตัวนางได้โดยที่นางไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย
เมื่อได้ยินเสียงตวาดของหลานหลิง ตัวตลกและจอมมารเพลิงทมิฬจึงหลุดจากภวังค์ความคิดของตน
เป็นใครรึ แน่นอนว่าต้องเป็นโจรปล้นชิงทรัพย์น่ะสิ จอมมารเพลิงทมิฬแสยะยิ้มตอบด้วยใบหน้าถมึงทึง
คำตอบของจอมมารเพลิงทมิฬทำให้หลานหลิงตื่นตระหนก นางสัมผัสได้ว่าเจ้าตัวประหลาดแต่งกายพิสดารสองคนตรงหน้านี้ ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่นางจะต่อกรได้
ฟุ่บ!
โดยไม่ลังเล หลานหลิงหมุนตัวเตรียมเหาะหนีทันที
โฮ่ ยังกล้าหนีอีกรึ จอมมารเพลิงทมิฬคว้ามือออกไปในอากาศ
วูบ!
วินาทีต่อมา ฝ่ามือที่ก่อตัวจากพลังปราณขนาดใหญ่ก็คว้าจับร่างของหลานหลิงดึงกลับมา
ไม่ว่านางจะดิ้นรนขัดขืนอย่างไร ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากพันธนาการพลังของจอมมารเพลิงทมิฬได้
ท่านสุดหล่อ นังผู้หญิงคนนี้ไม่ซื่อสัตย์เลยขอรับ จะให้จับแก้ผ้าเลยไหมขอรับ จอมมารเพลิงทมิฬหันไปถามตัวตลกด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย จ้องมองหลานหลิงที่กำลังสั่นกลัว
เมื่อได้ยินคำพูดของจอมมารเพลิงทมิฬ ใบหน้าที่ซีดอยู่แล้วของหลานหลิงก็ยิ่งขาวซีดไร้สีเลือดลงไปอีก
ช่างเถอะ เสื้อผ้าของนางดูแล้วไม่น่าจะมีราคาค่างวดอะไร จะเอามาทำไม หรือเจ้าจะเอาไปใส่เอง ตัวตลกฉีกยิ้มกว้างจนถึงใบหู หันมาถามจอมมารเพลิงทมิฬ