แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 51 จอมมารเพลิงทมิฬผู้แสนอัดอั้นตันใจ
ช่างเป็นหญิงสาวที่ดูหลุดพ้นจากทางโลกเสียจริง
หลังจากที่ไป๋หลิงเดินจากไป หญิงสาวผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ไม่ไกลก็มองตามหลังไปด้วยความประหลาดใจ
แต่นางก็แปลกใจเพียงครู่เดียว ก่อนจะก้มหน้าลง ลูบคลำตุ๊กตาไม้แกะสลักขนาดเล็กที่มีรอยชำรุดในมือต่อ
ไม่รู้ว่าท่านจะอยู่ที่นี่หรือไม่ จูหลานพึมพำกับตัวเอง
นางคิดว่าเย่หนานคงแค่ผ่านมายังสถานที่ของนางเท่านั้น สถานที่เล็กๆ แบบนั้นย่อมไม่มีทางมียอดฝีมือระดับเย่หนานอาศัยอยู่ถาวร
ดังนั้น นางจึงออกตามหาเขาจนมาถึงที่นี่โดยไม่รู้ตัว
แม้แต่ความแค้นส่วนตัว นางก็วางเอาไว้ก่อนชั่วคราว
เป้าหมายของนางคือตามหาเย่หนานให้พบ แล้วหาทางขอติดตามอยู่ข้างกายเขา
การได้อยู่ข้างกายยอดฝีมือระดับเย่หนาน ย่อมดีกว่าออกไปตระเวนฝึกฝนเองที่ไหนๆ
เพียงแต่นางหารู้ไม่ว่า ไป๋หลิงที่เพิ่งเดินจากไปเมื่อครู่ คือลูกศิษย์ของเย่หนานนั่นเอง
ณ ใจกลางเมือง ภายในตำหนักใหญ่ของสำนักเหมันต์น้ำแข็ง
ชายวัยกลางคนหัวโล้นและเด็กสาวผู้หนึ่งนั่งหันหน้าเข้าหากัน โดยมีกระดานหมากล้อมคั่นกลาง
เด็กสาวสวมชุดขาวราวหิมะ งดงามดุจเทพธิดาน้ำแข็ง
ส่วนชายวัยกลางคนหัวโล้นดูน่าเกรงขาม เขาคือเจ้าสำนักเหมันต์น้ำแข็งปิงไท่
เสวียนเอ๋อร์ การบำเพ็ญเพียรของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง แล้วก็ การผสานรากวิญญาณของเจ้าไปถึงไหนแล้ว ปิงไท่ถามปิงเสวียนด้วยความเป็นห่วง
ท่านพ่อ วางใจเถอะเจ้าค่ะ ข้าผสานไปได้ส่วนหนึ่งแล้ว การจะผสานให้สมบูรณ์ก็แค่เรื่องของเวลาเท่านั้น ปิงเสวียนตอบด้วยความมั่นใจ
ฮ่าฮ่าฮ่า ดี สมกับเป็นลูกสาวของข้า ปิงไท่ ปิงไท่พึงพอใจมาก
แต่พอลองคิดดูอีกที เขาก็เริ่มกังวล เสวียนเอ๋อร์ เพียงแต่ว่าจนป่านนี้เรายังหาตัวนังไป๋หลิงไม่พบ ถ้าเกิดว่า
ดูเหมือนจะรู้ว่าบิดาจะพูดอะไร
ปิงเสวียนรีบพูดแทรกขึ้นมาด้วยความหยิ่งยโส ท่านพ่อ ท่านกังวลเกินไปแล้ว ต่อให้ฆ่ามันไม่ได้ แต่มันก็เป็นแค่คนพิการที่สูญเสียพลังบำเพ็ญเพียรไปจนหมดสิ้น จะมีน้ำยาอะไร
อืม ก็จริง บางทีพ่ออาจจะคิดมากไปเอง ปิงไท่เห็นด้วย
หากไร้ซึ่งวาสนาสะท้านฟ้า การจะฟื้นคืนพลังย่อมยากยิ่งกว่าปีนป่ายสวรรค์
ยิ่งการจะฟื้นคืนรากวิญญาณ ยิ่งเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ
รากวิญญาณเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด เมื่อสูญเสียไป เว้นแต่จะเป็นเซียนจุติลงมา ไม่อย่างนั้นก็เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ
แต่ว่า การไล่ล่าต้องดำเนินต่อไป ตราบใดที่มันยังมีชีวิตอยู่ มันก็เหมือนหนามยอกอกข้า ต่อให้มันจะเป็นคนพิการก็ตาม ปิงเสวียนเปลี่ยนน้ำเสียง แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเฉียบคม
วางใจเถอะ พ่อส่งคนเพิ่มออกไปตามล่าแล้ว ปิงไท่เข้าใจดี
ทั้งสองหารู้ไม่ว่า ไป๋หลิงที่พวกเขาดูแคลน ได้เป็นฝ่ายบุกมาหาพวกเขาถึงที่แล้ว
ตัดภาพกลับมาที่สำนักอวี้หัว
เฮ้อ ไม่รู้ว่าศิษย์คนที่สามของข้าจะเป็นยังไงบ้าง เย่หนานนอนเอกเขนกบนเก้าอี้โยก อาบแดดไปบ่นพึมพำไป
ท่านอาจารย์ วางใจเถอะขอรับ ศิษย์น้องฝีมือไม่เลว แถมยังมีเคล็ดวิชาของท่านอาจารย์ติดตัว คงไม่ได้รับอันตรายอะไรง่ายๆ หรอก กู้เฉินที่อยู่ข้างๆ รีบพูดปลอบใจ
ในมือกู้เฉินถือจอบ กำลังขุดดินเปิดหน้าดินใหม่อยู่
สาเหตุเพราะเย่หนานอยากจะปลูกผักกินเองบ้าง กินแต่เนื้อสัตว์อสูรทุกวันมันเริ่มจะเลี่ยน
และกู้เฉินก็กลายเป็นแรงงานชั้นดี
แต่ กู้เฉินกลับทำงานอย่างขยันขันแข็ง ไม่มีบ่นสักคำ
ถ้าไม่ใช่เพราะเย่หนาน ป่านนี้เขาคงตายกลายเป็นผีเฝ้าป่าไปแล้ว
อย่าว่าแต่ให้มาขุดดินเลย ต่อให้บอกให้เชือดคอตัวเองตรงนี้เขาก็ยอม
แน่นอน เงื่อนไขคือ เขาต้องล้างแค้นให้สำเร็จเสียก่อน
ส่วนหลิงหลงนั้น งานอดิเรกสุดโปรดคือการต้มน้ำร้อนชงชาให้เย่หนาน พร้อมกับเล่นลูกแก้วสีดำในมือไปด้วย
นางรู้สึกตะหงิดๆ ว่าลูกแก้วลูกนี้มันแปลกๆ
เพราะ สองสามคืนมานี้ เวลานอนนางมักจะรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างจ้องมองนางอยู่
และในห้องของนางนอกจากลูกแก้วสีดำลูกนี้ ก็ไม่มีของแปลกปลอมอื่นอีก
ส่วนเชื้อเพลิงที่ใช้ต้มน้ำ ก็ยังคงเป็นม้วนคัมภีร์เคล็ดวิชาเหล่านั้น
ช่วงนี้กู้เฉินเริ่มทำใจได้แล้ว จนกลายเป็นด้านชา
เห็นหลิงหลงโยนม้วนคัมภีร์เข้ากองไฟอย่างไม่ยี่หระ
กู้เฉินแม้จะปวดใจ แต่ก็ทำได้แค่กัดฟันมองผ่านไป
ยังดีที่ตอนนี้พวกอวี้เซียนไม่อยู่ ไม่งั้นคงได้ช็อกตาตั้งกันอีกรอบ
เมื่อได้ยินกู้เฉินพูด เย่หนานก็พยักหน้าเห็นด้วย คิดว่าตัวเองคงกังวลเกินเหตุ
ไม่นาน ความมืดก็เข้าปกคลุม วันแห่งการนอนอืดก็ผ่านไปอีกหนึ่งวัน
ทั้งสามคนต่างแยกย้าย บ้างก็ไปฝึกวิชา บ้างก็เข้านอน
เพียงแต่ เวลานี้หลิงหลงยังไม่นอน นางนั่งอยู่บนเตียง จ้องมองลูกแก้วสีดำในมือ
นี่ เจ้าลูกแก้วดำ เจ้าฟังข้ารู้เรื่องไหม เป็นเจ้าใช่ไหมที่แอบมองข้าตอนกลางคืน หลิงหลงขมวดคิ้วเล็กๆ ตะโกนใส่ลูกแก้วในมือ
เพราะก่อนหน้านี้ เจ้าลูกแก้วนี่นอกจากจะบินได้แล้ว ยังพ่นควันดำได้อีก
ดังนั้น ในความคิดของหลิงหลง ต้องเป็นเจ้าลูกแก้วนี่แน่ๆ ที่ก่อกวน
นางติดตามเย่หนานมาหลายปี ของแปลกประหลาดพิสดารอะไรบ้างที่นางไม่เคยเห็น
แทบจะมีมาให้เห็นเป็นกองภูเขาทุกวัน
และเป็นไปตามคาด เมื่อได้ยินคำถามของหลิงหลง
ลูกแก้วสีดำก็สั่นไหวเบาๆ เป็นเชิงตอบรับ
คิกคิกคิก เจ้าฟังข้ารู้เรื่องจริงๆ ด้วย หลิงหลงตาเป็นประกาย ราวกับค้นพบทวีปใหม่ จ้องมองลูกแก้วสีดำอย่างตื่นเต้น
งั้น ข้าตั้งชื่อให้เจ้าดีไหม ว่าไง ถ้าเจ้าไม่พูด ถือว่าตกลงนะ หลิงหลงปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันที
ลูกแก้วสีดำ:
ถ้าไม่ใช่เพราะมันกลัวท่านผู้ยิ่งใหญ่ในตู้เสื้อผ้านั่น มันคงตะโกนคัดค้านไปแล้ว
แต่ทว่า เพื่อแสดงความไม่พอใจ ลูกแก้วสีดำจึงทำได้เพียงสั่นรัวๆ ไม่หยุด
เมื่อเห็นลูกแก้วสั่นระรัว
หลิงหลงตายิ่งเป็นประกาย เจ้าตกลงแล้วสินะ งั้นต่อไปนี้เจ้าชื่อเสี่ยวเฮย(เจ้าดำน้อย) ก็แล้วกัน
ลูกแก้วสีดำ:
วินาทีนี้ ลูกแก้วหยุดสั่น ยอมจำนนต่อโชคชะตา
ข้าคือจอมมารเพลิงทมิฬผู้ยิ่งใหญ่ ต้องตกเป็นของเล่นในมือคนอื่นก็แย่พอแล้ว ยังมาตั้งชื่อให้ข้าแบบนี้ นี่มันชื่อหมาชัดๆ จอมมารเพลิงทมิฬได้แต่กู่ร้องด้วยความคับแค้นใจอยู่ภายใน
หลิงหลงไม่สนหรอกว่าจอมมารเพลิงทมิฬจะคิดยังไง
นางชูมือเล็กๆ ที่ถือลูกแก้วขึ้นแล้วสั่งว่า เสี่ยวเฮย บินให้ข้าดูหน่อยซิ
จอมมารเพลิงทมิฬผู้แสนรันทด ทำได้เพียงบินวนไปมาในห้อง
ช่วยไม่ได้ คนอยู่ใต้ชายคา จะไม่ก้มหัวได้รึ
ในสายตาของมัน ไม่ว่าจะเป็นเย่หนาน กู้เฉิน หรือเด็กหญิงตัวน้อยตรงหน้า ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับท่านผู้ยิ่งใหญ่ในตู้เสื้อผ้านั่น
ดังนั้น มันต้องอดทน
และหลังจากนั้น ก็เป็นช่วงเวลาแห่งความอัปยศของจอมมารเพลิงทมิฬ
หลิงหลงสั่งให้มันบินไปบินมา เดี๋ยวก็ให้พ่นควันดำ
ความจริงมันไม่ใช่ควัน แต่เป็นเปลวเพลิงที่มีลักษณะคล้ายควันสีดำต่างหาก
ประเด็นคือเย่หนานตาถั่ว นอกจากพลังฝีมือที่แข็งแกร่งแล้ว ความรู้รอบตัวยังหยุดอยู่ที่เมืองเผิงเฉิงอันคับแคบ รู้เรื่องโลกผู้บำเพ็ญเพียรแค่หางอึ่ง
จนกระทั่งเล่นจนเหนื่อย หลิงหลงถึงได้ค่อยๆ หลับไป
เหลือเพียงจอมมารเพลิงทมิฬผู้กลายเป็นแค่เครื่องมือคลายเหงา ที่กลับไปวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงอย่างหมดอาลัยตายอยาก
เวลาล่วงเลยไปจนดึกสงัด
กู้เฉินที่กำลังนั่งสมาธิฝึกจิต จู่ๆ ก็ลืมตาโพลง
เพราะ เขาัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งและแปลกหน้า กำลังมุ่งตรงมายังยอดเขาหนาน