แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 80 ศึกพิทักษ์สำนัก ข้าจะทุบพวกเจ้าให้ตาย
ไอสีดำก่อตัวเป็นรูปร่างมนุษย์อีกครั้ง ยังคงเป็นทรงผมสีแดงสลับน้ำเงิน สูทสีดำ และรองเท้าหนังหัวโตที่ไม่เข้าชุดกันอย่างแรง พร้อมกับใบหน้าตัวตลก
ครั้งนี้เขาไม่ได้หัวเราะเสียงประหลาด แต่กลับมองเย่หนานที่นอนอยู่บนเก้าอี้โยกข้างนอกอย่างระแวดระวัง
เมื่อเห็นทางสะดวก เขาจึงย่องออกไปจากอีกด้านหนึ่งอย่างเงียบเชียบ
เราจะเรียกเขาชั่วคราวว่าเจ้าตัวตลกก็แล้วกัน
เมื่อออกมาข้างนอก เจ้าตัวตลกเงยหน้ามองดวงอาทิตย์อันร้อนแรงบนท้องฟ้าด้วยความตื่นเต้น
เขาฉีกยิ้มกว้าง เตรียมจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
แต่เหมือนนึกขึ้นได้ รีบเอามืออุดปากตัวเองทันที
เจ้าลูกแก้ว ไปเดินเล่นกับพี่สุดหล่อหน่อยสิ เจ้าตัวตลกไม่ได้ขยับปากพูด
แต่เสียงของเขากลับส่งออกไป
ได้ยินเสียงเรียก จอมมารเพลิงทมิฬในกระเป๋าเสื้อของหลิงหลงถึงกับสั่นสะท้าน
ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ข้าไม่ไปได้ไหม จอมมารเพลิงทมิฬก็มีลูกไม้เหมือนกัน รีบส่งกระแสจิตตอบกลับไป
หืม เจ้าตัวตลกเอียงคอมองไปทางทิศที่จอมมารเพลิงทมิฬอยู่
เพียงแค่เสียงอุทานคำเดียว เกือบทำให้จอมมารเพลิงทมิฬวิญญาณหลุดออกจากร่าง
ไปครับ ไปครับ เสียงสั่นเครือของจอมมารเพลิงทมิฬรีบตอบรับ
ความรู้สึกที่เจ้าตัวตลกมอบให้ แม้จะไม่มีแรงกดดันที่จับต้องได้
แต่… มันเป็นความรู้สึกเหมือนความตายกำลังมาเยือน ชนิดที่ว่าต่อให้บรรพบุรุษฟื้นขึ้นมาก็ช่วยไม่ได้
ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ตอนนี้สำนักอวี้หัวกำลังจะถูกปิดล้อม รอให้เรื่องจบก่อนได้ไหม ข้ายังต้องปกป้องความปลอดภัยของแม่หนูนี่ด้วย จอมมารเพลิงทมิฬพยายามต่อรองอย่างจนตรอก
ชีวิตเขามันช่างยากลำบากเหลือเกิน
ก็แค่ขยะกลุ่มหนึ่ง ทำไมต้องทำให้ยุ่งยาก เจ้าตัวตลกเริ่มหมดความอดทน
พูดจบ ร่างของเจ้าตัวตลกก็ค่อยๆ เคลื่อนไปทางหลิงหลงและคนอื่นๆ
เขาเดินไปกระโดดโลดเต้นไป พร้อมโพสท่าทางต่างๆ
ในมือถือกระจกสีชมพูบานเล็ก ส่องกระจกไปพลาง ทำท่าเก๊กหล่อไปพลาง
ถ้าเย่หนานมาเห็น คงต้องลงไม้ลงมืออีกรอบแน่ แสบตาเหลือเกิน
อีกด้านหนึ่ง ณ หน้าประตูใหญ่สำนักอวี้หัว สมาชิกสำนักอวี้หัวมารวมตัวกันพร้อมหน้า
ไม่ว่าจะเป็นศิษย์หรือผู้อาวุโส ต่างเตรียมพร้อมรับศึกใหญ่อย่างเคร่งเครียด
หลังจากรวมพลได้ไม่นาน ขบวนทัพขนาดมหึมาก็มาถึงหน้าประตูสำนัก
นั่นคือคนของตระกูลฉู่และตระกูลจู
ฮึ อวี้เซียวจื่อ สบายดีนี่นา ฉูเทียนมองอวี้เซียวจื่อด้วยสายตาหยอกล้อแกมดูถูก
ทำไม ฉูเทียน เดี๋ยวนี้เจ้ากล้าถึงขนาดจะเล่นงานสำนักอวี้หัวของข้าแล้วรึ อวี้เซียวจื่อไม่ยอมลดละ
น่าขำ เจ้าคิดว่า… ตระกูลฉู่ของข้ายังเป็นเหมือนเมื่อก่อนงั้นรึ ฆ่าคนตระกูลข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แถมยังให้ที่พักพิงศัตรูของตระกูลข้า เจ้าคิดว่าข้าไม่มีน้ำโหรึไง ฉูเทียนกัดฟันกรอด
ทำกรรมชั่วไว้มาก ย่อมแพ้ภัยตัวเอง เจ้าฆ่าล้างตระกูลผู้อื่น ยังคิดจะตามล่าสังหารให้สิ้นซาก พฤติกรรมโจรชั่วเช่นนี้ ใครๆ ก็สมควรลงทัณฑ์ อวี้เซียวจื่อของขึ้นเหมือนกัน
ช่างเถอะ ข้าไม่ได้มาเพื่อเปลืองน้ำลายกับเจ้า ยังไงซะวันนี้สำนักอวี้หัวก็ต้องพินาศ ฉูเทียนแค่นเสียงหัวเราะ
ถูกต้อง พวกเจ้ายังให้ท้ายคนทรยศของตระกูลข้า ช่างน่ารังเกียจนัก จูคังรีบกระโดดออกมาผสมโรง ทำหน้าตาขึงขังรักความยุติธรรม
เดิมทีตระกูลจูแค่มาทวงคน แต่พอมารู้ว่าตระกูลฉู่จะมาถล่มสำนัก
ก็เลยเกาะขาตระกูลฉู่ หวังสร้างผลงานใหญ่ไปด้วยเลย
ไม่งั้นลำพังตระกูลจู คงไม่มีปัญญามาถล่มสำนักอวี้หัวแน่
ส่วนกู้เฉิน ยังคงยืนเงียบไม่พูดไม่จา แต่กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
ฉูเทียนเห็นกู้เฉินตั้งนานแล้ว แต่ทำเป็นมองข้าม
ในสายตาเขา วันนี้คนสำนักอวี้หัวต้องตายกันหมด ไม่เหลือรอดแม้แต่คนเดียว
ตระกูลจูใช่ไหม ข้ารู้ว่าพวกเจ้ามาทำไม แต่… สำนักอวี้หัวไม่ใช่ที่ที่พวกหมูหมากาไก่จะมาทำกำแหงได้ตามใจชอบ อวี้เซียวจื่อตอกกลับอย่างเจ็บแสบ
เปรียบตระกูลจูเป็นแค่หมูหมา
ได้ยินคำดูถูก ตระกูลจูย่อมโกรธจัด ฮึ ดูซิว่าจะปากดีไปได้อีกนานแค่ไหน
เวลานี้ตระกูลจูมั่นใจเต็มเปี่ยม
ขอแค่ทำลายสำนักอวี้หัวได้ แม้จะมีตระกูลฉู่เป็นแกนนำ แบ่งผลประโยชน์ไม่ได้มาก
แต่แค่ได้เศษเนื้อเศษน้ำแกง ก็เพียงพอให้ตระกูลจูก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้ว
ฮึ ก็เข้ามาลองดู วันนี้ข้าจะกวาดล้างพวกเจ้าทั้งสองตระกูล มีเย่หนานหนุนหลัง อวี้เซียวจื่อจึงพกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม
น้ำเสียงอวดดีใช้ได้นี่ ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากกลางฝูงชน
ได้ยินเสียงนี้ คนตระกูลฉู่และตระกูลจูรีบแหวกทางให้ทันที
คนสำนักอวี้หัวต่างจ้องมองไปที่เจ้าของเสียงที่เดินออกมา
ไม่ใช่ใครอื่น คือเหยาเม่ยนั่นเอง
เมื่อเห็นคนผู้นี้ อวี้เซียวจื่อขมวดคิ้วทันที
เพราะ… เขาจับสัมผัสพลังของเหยาเม่ยไม่ได้เลย แถมยังรู้สึกถึงอันตรายอย่างรุนแรง
เจ้าเป็นใคร อวี้เซียวจื่อถาม
ข้าเป็นใคร เจ้ายังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะรู้ ตอนนี้ตระกูลฉู่อยู่ใต้บัญชาข้า ข้าแค่มาทำลายสำนักอวี้หัว พวกเจ้ารอความตายไปเถอะ อย่าถามมากความ เหยาเม่ยไม่เห็นอวี้เซียวจื่ออยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
ฆ่ามัน ฉูเทียนตะโกนลั่น
ฉูเทียนอยากลงมือตั้งนานแล้ว แต่รอคำสั่งจากเหยาเม่ย
พอได้รับอนุญาต ฉูเทียนสะบัดมือสั่งการ ไม่ว่าจะเป็นคนตระกูลฉู่หรือตระกูลจู ต่างพุ่งเข้าใส่ประตูสำนักอวี้หัว
ลุย อวี้เซียวจื่อชูแขนสั่งการเช่นกัน
วินาทีนั้น สงครามปะทุขึ้น
เสียงโห่ร้องฆ่าฟันและเลือดที่สาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ
ฉูเทียนพุ่งเป้าไปที่อวี้เซียวจื่อ
เหล่าผู้อาวุโสตระกูลฉู่พุ่งเข้าใส่กู้เฉิน
แต่ทว่า… ถูกผู้อาวุโสของสำนักอวี้หัวเข้าขัดขวางไว้
ช่วงที่ผ่านมา ด้วยเคล็ดวิชาของเย่หนาน ทำให้ผู้อาวุโสทุกคนระดับพลังเพิ่มขึ้นมาก
แต่เมื่อเทียบกับตระกูลฉู่ที่มี ขั้นกายาคงกระพัน ยกชุด ก็ยังถือว่าเสียเปรียบอยู่บ้าง
แต่ก็พอยันไว้ได้ชั่วคราว
กู้เฉินในตอนนี้เหมือนโด๊ปยามา
เห็นคนตระกูลฉู่ที่ไหน เป็นต้องพุ่งเข้าไปสังหารอย่างบ้าคลั่ง
ศิษย์ตระกูลฉู่และตระกูลจูที่ดาหน้าเข้ามา ไม่มีใครเป็นคู่มือของกู้เฉินได้เลย
แต่จุดที่น่าจับตามองที่สุด กลับเป็นหลิงหลง
เพราะ… ไม่มีใครสนใจนางเลย หรือพูดให้ถูกคือ ไม่มีใครมีความคิดอยากจะลงมือกับเด็กตัวกระเปี๊ยกอย่างนาง
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจโจมตีตัวเอง หลิงหลงหน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธ
นางกำหมัดเล็กๆ แน่น ปากยื่นปากยาว มองไปรอบๆ ด้วยความโมโห พวกเจ้ากล้าดูถูกข้า ข้าจะทุบพวกเจ้าให้ตาย
พูดจบ หลิงหลงก็หยิบค้อนสีดำอันเล็กๆ ออกมาจากแหวนมิติ บนตัวค้อนมีลวดลายสีทองไหลเวียน
หลิงหลงใช้สองมือจับด้ามค้อน แล้วชูขึ้นเหนือหัว
ในวินาทีถัดมา ค้อนในมือหลิงหลงก็ขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว
วูบ วูบ วูบ
ค้อนส่งเสียงคำรามก้อง เพียงพริบตาเดียว มันก็กลายเป็นค้อนยักษ์ขนาดมหึมา สูงกว่าสิบเมตร
คนตระกูลฉู่และตระกูลจูที่อยู่ใกล้ที่สุดเห็นภาพนี้ ต่างตกตะลึงจนตาค้าง
แต่หลิงหลงกำลังเดือดดาล มีหรือจะเปิดโอกาสให้พวกเขายืนงง
โดนทุบตายซะเถอะพวกเจ้า หลิงหลงตะโกนลั่น
ตูม
ค้อนยักษ์ฟาดลงมา คนกลุ่มใหญ่ถูกทับแบนติดพื้นทันที
บนพื้นดินเกิดหลุมยักษ์รูปหัวค้อน
บางคนถูกทุบจนเละคาที่
เสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วสนามรบ
เมื่อเห็นผลงานของหลิงหลง กู้เฉินและคนอื่นๆ ถึงกับหนังตากระตุก
พวกเขารู้ว่าหลิงหลงไม่ธรรมดา
แต่ค้อนยักษ์นี่ มันช่างดูไม่เข้ากับหลิงหลงเลยสักนิด
ค้อนนี้ดูยังไงก็ไม่ใช่ของธรรมดา และดูจากขนาดแล้ว น้ำหนักต้องมหาศาลแน่
ร่างเล็กๆ ของหลิงหลงยกมันขึ้นมาได้ยังไง นั่นคือสิ่งที่พวกเขาสงสัย
เพราะ… บนตัวหลิงหลง ไม่มีคลื่นพลังฝึกตนแผ่ออกมาเลยแม้แต่น้อย