แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 400 มาทำงานให้ฉัน
- Home
- แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง
- บทที่ 400 มาทำงานให้ฉัน
บทที่ 400 มาทำงานให้ฉัน
การเต้นของเขาไม่เพียงแต่มีความชำนาญ แต่ยังมีเสน่ห์ที่ดึงดูดใจอย่างมิอาจต้านทาน
นี่แหละคือการเติบโต
เสียงกรี๊ดดังขึ้นเป็นระลอก คืนนี้จะต้องถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การประกวดอย่างแน่นอน
หนิงหนิงมองดูเจียงเอี้ยนจือที่กำลังแสดงบนเวทีอย่างคล่องแคล่ว เธออดรู้สึกทึ่งไม่ได้
แค่เวลาไม่นานเท่าไหร่ ฝึกมาขนาดนี้ ไม่ต่างอะไรกับคนที่ฝึกเต้นมาตลอดเลย แม้ว่าจะเต้นไม่ได้ แต่คงจะเฝ้าทบทวนท่าเต้นในสมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เจียงเอี้ยนจือไม่เคยยอมแพ้ต่อโอกาสในการรอดพ้นเลยตั้งแต่ต้นจนจบ
พลังแห่งความตั้งใจของมนุษย์ มันช่างน่ากลัวจริง ๆ
หลังจบการแสดง ท่ามกลางเสียงเชียร์ เจียงเอี้ยนจือถอดแว่นตาออก แล้วค้อมตัวโค้งคำนับไปทางผู้ชมด้านล่างอย่างจริงจัง
จนกระทั่งพิธีกรขึ้นมาบนเวที เขาถึงได้ยืดตัวขึ้น แล้วยิ้มสดใสพลางโบกมือให้ทุกคนไม่หยุด
ไป๋ฮวนที่อยู่ในฝูงชนด้านล่างเวที กัดริมฝีปากแน่น มองดูเจียงเอี้ยนจือที่อยู่บนเวที ร้องไห้จนพูดไม่เป็นเสียง
แสงสว่างของเธอกลับมาแล้ว
เช่นเดียวกับเธอ มีคนอีกมากมายที่กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
เจียงเอี้ยนจือยืนอยู่บนเวที ราวกับว่าไม่เคยจากไปไหน
ข่าวที่เจียงเอี้ยนจือปรากฏตัวในฐานะแขกรับเชิญพิเศษในรอบชิงชนะเลิศของรายการซุปเปอร์สตาร์ดวงใหม่แพร่กระจายไปทั่วทุกมุมของโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว นี่เป็นข่าวที่ดีที่สุดที่ได้ยินมาในช่วงหลายวันมานี้อย่างไม่ต้องสงสัย
ในขณะที่ทุกคนดีใจ พวกเขาก็มีคำถามด้วย
ขาของเจียงเอี้ยนจือไม่ได้หักไปแล้วหรอกเหรอ แล้วทำไมถึงสามารถลุกขึ้นยืนได้ทันทีแบบนี้
สำหรับคำถามนี้ เจียงเอี้ยนจือก็ได้อธิบายบนเวทีแล้ว เขาแค่บอกว่าโชคดีที่ได้รับการรักษาจนหายเท่านั้นเอง
ขาหักแล้วยังรักษาให้หายได้ด้วยเหรอ? ทุกคนตกใจยิ่งกว่าเดิม แต่เจียงเอี้ยนจือไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติมอีก
แม้จะมีคำถามมากมายอยู่ในใจ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
สรุปคือ เจียงเอี้ยนจือขาหายดีแล้ว และเขาก็กลับมาแล้ว
เขาสามารถกลับไปยืนบนเวทีที่เขารัก ร้องเพลงและเต้นได้อีกครั้ง แค่นี้ก็พอแล้ว
นี่คือจุดจบที่สมบูรณ์แบบที่สุดของเรื่องนี้ การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศของซุปเปอร์สตาร์ดวงใหม่จบลงอย่างสมบูรณ์แบบ
แขกรับเชิญพิเศษถูกปิดเป็นความลับจากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด
หลังจากการถ่ายทอดสดจบลง หนิงเหนียนและเจียงเอี้ยนจือก็ถูกผู้เข้าแข่งขันที่ตื่นเต้นล้อมเอาไว้
แขกรับเชิญคนอื่น ๆ กลับไปก่อนแล้ว เหลือแค่หนิงหนิงที่รออยู่หลังเวทีกับหนิงเหนียน
ขณะที่กำลังดูวาเซียเลียนแบบท่าเดินบนเวทีของเจียงเอี้ยนจืออยู่นั้น ก็มีข้อความเข้ามาในวีแชท
[ลู่จีอัน : ผมส่งคนไปแล้ว]
[หนิงหนิง : รับทราบแล้วค่ะ]
ผ่านไปสักครู่ หนิงเหนียนและเจียงเอี้ยนจือก็เดินเข้ามาด้วยกัน
เจียงเอี้ยนจือดูเหนื่อย ๆ เดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา
“ไม่ไหวแล้ว ร่างกายยังแข็งแรงไม่พอ แต่ก่อนไม่เคยเหนื่อยง่ายแบบนี้เลย”
หนิงเหนียนนั่งลงข้าง ๆ หนิงหนิง เมื่อได้ยินดังนั้นก็หันไปมองเจียงเอี้ยนจือแล้วพูดว่า “ก็ดีแล้วนะ ถือว่าทำได้ดีมากแล้ว”
เจียงเอี้ยนจือยิ้มและพูดว่า “ฝีมือไม่เลวเลย”
วันนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ได้ดูการแสดงของหนิงเหนียนอย่างเป็นทางการ
ต้องยอมรับว่าหนิงเหนียนมีความสามารถในการควบคุมท่าเต้นและพลังในการแสดงบนเวทีที่โดดเด่นมาก
เขาเพิ่งเริ่มฝึกตั้งแต่เดบิวต์ ถือว่าใช้เวลาไม่นานเลย แต่สามารถฝึกจนได้ระดับนี้ ถือว่ายอดเยี่ยมมาก
หนิงเหนียนมีพรสวรรค์มาก
หนิงเหนียน “คุณก็ไม่เลวเหมือนกันนะ”
ไม่ได้เต้นมานานขนาดนี้ แต่ใช้เวลาแค่สั้น ๆ ก็ฟื้นฟูร่างกายได้ถึงระดับนี้ ฝีมือไม่ธรรมดาเลย
หนิงหนิงนั่งเงียบ ๆ ฟังทั้งสองคนพูดยกยอกันเชิงธุรกิจ
หนิงเหนียนถาม “รอนานไหม? พวกเราไปกันเถอะ”
หนิงหนิง “ไม่หรอก รออีกสักหน่อย ฉันกำลังรอคนอยู่”
หนิงเหนียนเริ่มระวังตัวแล้วถามว่า “รอใครเหรอ ใครน่ะ”
หนิงหนิงตอบว่า “อีกเดี๋ยวก็ถึงแล้ว”
“งั้นรอด้วยกันนะ” เขานั่งลง
เจียงเอี้ยนจือที่อยู่ข้าง ๆ มองไปที่หนิงหนิง ดูเหมือนว่าเขามีอะไรจะพูด
สีหน้าของเขาดูเศร้าหมองลง หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยปากขึ้นว่า “รอผมใช่ไหม เรื่องสัญญา…”
ยังพูดไม่ทันจบ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
หนิงเหนียนเดินไปเปิดประตู พบชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าประตู
หนิงเหนียนขมวดคิ้ว “คุณมาหาใคร?”
ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงความไม่เป็นมิตร จึงยิ้มอย่างสุภาพ “สวัสดีครับ ผมเฉินเอ๋อร์ ผู้ช่วยประธานบริษัทลู่ซาง ผมมาหาหนิงหนิงครับ”
หนิงเหนียนรู้สึกรำคาญทุกครั้งที่ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับตระกูลลู่
หนิงหนิง “ให้เขาเข้ามา”
หนิงเหนียนหลีกทางให้อย่างไม่เต็มใจ
เฉินเอ๋อร์เดินเข้ามา แล้วทักทายหนิงหนิง
เขาหยิบเอกสารปึกหนึ่งออกมาจากกระเป๋า “คุณหนิงหนิง เรื่องที่คุยกันครั้งที่แล้ว เกี่ยวกับบริษัทเว่ยหลาน…”
หนิงเหนียนพูดขัดขึ้นมา “บริษัทเว่ยหลานเหรอ?”
เขาดูโมโหเล็กน้อย “ผมบอกไปแล้วว่าไม่ไป พวกคุณจะมารบกวนเธอทำไมกัน?”
เฉินเอ๋อร์ยังไม่ทันพูดอะไร แต่หนิงหนิงกลับส่งเสียงอืมด้วยความสงสัย
“นายไม่ไปเหรอ? ทำไมถึงไม่ไปล่ะ?”
หนิงเหนียนตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ไม่อยากไป”
หนิงหนิงพยักหน้าเข้าใจ “ถ้าไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป”
หนิงเหนียนรู้สึกอบอุ่นหัวใจ เขารู้ดีว่าหนิงหนิงจะไม่บังคับเขาแน่นอน และต้องสนับสนุนเขาอย่างแน่นอน
เขายิ้มให้เฉินเอ๋อร์ ถึงแม้เฉินเอ๋อร์จะรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง แต่ก็ยังพยักหน้าตอบ
เจียงเอี้ยนจือที่ยืนเฝ้าดูเงียบ ๆ อยู่ด้านข้าง รู้สึกว่าเดิมทีหนิงเหนียนมีนิสัยเด็ก ๆ แบบนี้มาก่อนเหรอ?
หนิงหนิงก้มหน้าพลิกเอกสารแล้วถามเฉินเอ๋อร์ “แค่เซ็นชื่อตรงนี้ก็พอใช่ไหม?”
เฉินเอ๋อร์พยักหน้า “ใช่ครับ”
หนิงเหนียนงงงัน เขาจับมือหนิงหนิงไว้
“เซ็นชื่อ? เซ็นอะไร?”
เฉินเอ๋อร์ตอบแทนหนิงหนิง “นี่เป็นเอกสารเกี่ยวกับการซื้อหุ้นของบริษัทเว่ยหลานน่ะครับ”
หนิงเหนียน: “หุ้น?”
หนิงหนิง “ใช่ ฉันจะซื้อหุ้นของบริษัทเว่ยหลาน เอนเตอร์เทนเมนต์”
หนิงเหนียน : …
เขาหันไปถามเฉินเอ๋อร์ “คุณมาที่นี่เพื่อเรื่องนี้?”
เฉินเอ๋อร์ยิ้มน้อย ๆ “แล้วจะเป็นอย่างอื่นได้ยังไงล่ะครับ?”
หนิงเหนียนหน้าแดงก่ำ
หนิงหนิงเซ็นชื่อพลางพูดว่า “ตอนแรกฉันคิดว่านายจะไป”
“ฉันไม่ไป เพราะว่า…” หนิงเหนียนพูดไม่ออก
หนิงหนิงพูดว่า “ลู่จีอันให้ฉันดูสวัสดิการพนักงานของบริษัทแล้ว ค่อนข้างดีเลยนะ แต่ถ้านายไม่ชอบ ก็ช่างมันเถอะ”
“ใครบอกว่าฉันไม่ไป!” หนิงเหนียนลุกพรวดขึ้นยืน
หนิงหนิง : ?
“ฉันไปได้เลยตอนนี้ แล้วจะเซ็นสัญญาได้เมื่อไหร่ล่ะ?” หนิงเหนียนถามเฉินเอ๋อร์
เฉินเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะยิ้ม “ยินดีต้อนรับตลอดเวลาครับ”
หลังจากนัดเวลาคุยเรื่องสัญญากับหนิงเหนียนแล้ว เฉินเอ๋อร์ถึงได้จากไป
หนิงหนิงมองดูหนิงเหนียน เขาจ้องมองแผ่นหลังของเฉินเอ๋อร์ ขมวดคิ้วลึก ราวกับว่าเขาเป็นหนี้เขาแปดล้านหยวนอย่างไรอย่างนั้น
หนิงหนิงสงสัย “ทำไมจู่ ๆ ถึงตัดสินใจเซ็นสัญญาล่ะ?”
หนิงเหนียนคลายคิ้วที่ขมวดอยู่ “ต่อไปฉันจะทำงานให้เธอเอง”
หนิงหนิงนึกถึงสุภาษิตที่ว่า น้ำมันหมูไม่ควรไหลออกนอกครัว (หมายถึงผลประโยชน์ควรอยู่ในครอบครัว)
หนิงหนิง “ไม่ต้องกังวลไปหรอก ลู่จีอันเป็นเจ้านายที่ดี”
มุมปากของหนิงเหนียนที่เพิ่งยกยิ้มก็หุบลงทันที “งั้นจะไปไหม?” เขาถามอย่างไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วม
หนิงหนิงมองไปที่เจียงเอี้ยนจือที่ยังอยู่ในห้องแล้วพูดว่า “นายออกไปรอฉันข้างนอกก่อนนะ”
หนิงเหนียนเห็นเจียงเอี้ยนจือที่เงียบมาตลอด ทำท่าจะพูดอะไรแต่ก็ยั้งปากไว้
เจียงเอี้ยนจือยิ้มแล้วเร่งเขา “รีบออกไปสิ”
หนิงเหนียนเดินออกไปแล้ว ในห้องเหลือเพียงหนิงหนิงกับเจียงเอี้ยนจือเท่านั้น
เจียงเอี้ยนจือก้มหน้าแล้วยิ้ม “ผมค่อนข้างอิจฉาเขานะ”
คงไม่มีใครคาดคิดว่า หนิงเหนียนจะปฏิเสธคำเชิญของฝ่ายเว่ยหลาน
เจียงเอี้ยนจือมองออกว่าความมั่นใจที่ไม่สนใจอะไรแบบนี้ของเขา มาจากหนิงหนิง
เขาอิจฉาที่หนิงเหนียนยังมีความเป็นไปได้ไม่จำกัดในอนาคต และยิ่งอิจฉาที่หนิงเหนียนมีความมั่นใจที่จะปฏิเสธได้ทุกเมื่อแบบนี้
ถ้าตอนนั้นเขามีคนแบบนี้อยู่ข้าง ๆ สักคน เขาคงไม่ต้องตกต่ำมาถึงจุดนี้ แต่ก็ดีแล้วเหมือนกัน
เขาได้ขึ้นไปยืนบนเวทีอีกครั้ง ถือว่าได้สลายความเสียดายครั้งสุดท้ายไปแล้ว
เจียงเอี้ยนจือรู้ว่าหนิงหนิงจะพูดอะไรกับเขา เขาเตรียมใจไว้แล้ว
หนิงหนิงถาม “อิจฉา?”
เจียงเอี้ยนจือ “หืม?”
หนิงหนิงถามขึ้นโดยไม่ทันให้ฉันได้ตอบ “งั้นคุณมาทำงานให้ฉันไหม””