แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 430 บุฟเฟ่ต์
บทที่ 430 บุฟเฟ่ต์
หมีจ้องมองที่หนิงหนิงกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยท่าทางงุนงง
พูดออกมาตรง ๆ ท่าทางโง่ ๆ แบบนี้ดูน่ารักไม่น้อยเลย
[แย่แล้ว มันน่ารักจัง]
[ได้สติหน่อย นี่มันสัตว์ร้ายนะ]
จากนั้น ผู้ชมทั้งหมดก็ได้เห็นน้ำตาใส ๆ ไหลออกมาจากดวงตาของหมี
น้ำตาของมันหยดลงมาเป็นเม็ด ๆ หมีสะอื้นไห้ด้วยความเศร้าโศก
ทำเอาผู้ชมทั้งหลายตะลึงงัน
[เกิดอะไรขึ้นน่ะ ทำไมมันถึงร้องไห้ด้วย ก็แค่ไม่มีอะไรกินเองนี่นา!]
[ช่วยด้วย! ฉันเห็นสัตว์ป่าร้องไห้เพราะน้อยใจที่ไม่มีอะไรกิน แถมยังร้องไห้ต่อหน้าคนด้วย นี่ฉันฝันไปหรือเปล่านะ]
[สวัสดี พวกเราคงอยู่ในความฝันเดียวกันแน่ ๆ]
[จบสิ้นกัน หมีน้อย ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันก็ไม่สามารถมองนายเป็นสัตว์ร้ายได้แล้ว]
[ดูแล้วสงสารมาก รีบให้มันกินเถอะ! ให้มันกินให้หมดเลย!]
…
หมียังคงร้องไห้น้ำตาไหล
หนิงหนิงพูดว่า “ไม่เหลือแล้วจริง ๆ กระต่ายก็หมดแล้ว ไก่ก็หมดแล้ว”
[ไปจับมาอีกสิ! ทีมงานรายการมีนี่นา!]
[ทีมงานรายการ : คิดว่าฉันเป็นร้านบุฟเฟต์หรือไง?]
“ในป่าก็ไม่มีแล้ว มันถูกกินไปหมดแล้ว”
ท่าทางของเธอเหมือนกำลังคุยกับหมีจริง ๆ
โดยเฉพาะเมื่อเธอพูดประโยคนี้จบ น้ำตาของหมีก็ไหลออกมาหนักกว่าเดิม มันดูน่าสงสารมากขึ้นไปอีก
[คุณพระ มันดูเหมือนเด็กทารกจริง ๆ นะ]
[ใจเย็น ใจเย็นหน่อย ไม่ต้องไปสงสารหมีหรอก มันเป็นสัตว์ป่านะ!]
[ฉันสงสัยจัง หมีมันดูเหมือนจะเข้าใจคำพูดของหนิงหนิงจริง ๆ นะ]
[การที่แม่มดจะสื่อสารกับสัตว์ได้ มันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ]
[พูดแบบนั้นก็ใช่ แต่ก็รู้สึกว่ามันมีอะไรแปลก ๆ อยู่นิดหน่อย]
[ตอนนี้พวกคุณ หมีจะอดตายแล้วนะ]
[หนิงหนิงอย่าหลอกหมีเลยนะ ไม่มีอะไรกินจริง ๆ เหรอ? มันจะร้องไห้จนเป็นลมแล้ว]
ดูหมีตัวนี้สิ ร้องไห้หนักขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว
มีแนวโน้มว่า ถ้าไม่ได้อะไรกิน ก็จะไม่หยุดร้องง่าย ๆ
[กองถ่ายเตรียมของมาน้อยขนาดนี้เลยเหรอ หมดแล้วเหรอ?]
[คงไม่ได้เตรียมไว้มากหรอก ยังไงมันก็แค่ของตกแต่งประกอบฉาก แขกรับเชิญก็ไม่ได้กินจริง ๆ สักหน่อย ถ้าจะมีใครได้กิน ก็คงเป็นพวกสัตว์ป่าในป่านั่นแหละ]
…
เจียงซั่วรู้สึกว่าตัวเองถูกเข้าใจผิดอย่างไม่เป็นธรรม
ไม่ใช่แค่ของตกแต่งสักหน่อย สัตว์ปีกเลี้ยงพวกนี้เป็นหนึ่งในวิธีการเอาตัวรอด พวกเขาได้จัดวางมันไว้อย่างจริงจังในแต่ละพื้นที่ตามจำนวนที่กำหนด เพื่อให้แน่ใจว่า ถ้าแขกรับเชิญต้องการจับ ก็จะสามารถหาเจอได้
แค่เพียงแขกรับเชิญในช่วงที่ผ่าน ๆ มาล้มเหลวกันหมด สัตว์ปีกพวกนี้เลยดูเหมือนเป็นแค่ของตกแต่งไปซะอย่างนั้น
ทางรายการไม่ได้นำพวกมันมาวางประดับเฉย ๆ นะ
เจียงซั่วถาม “ในป่าตอนนี้เหลืออยู่อีกกี่ตัว”
พวกเขาติดอุปกรณ์ระบุตำแหน่งไว้กับสัตว์ปีกทุกตัว เพื่อความสะดวกในการเก็บกลับเมื่อรายการจบ
ผู้ช่วยไปตรวจสอบดูแล้วรีบกลับมา สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ไม่เหลือแล้ว”
เจียงซั่วไม่เข้าใจ “หมายความว่าอะไร?”
“หมดแล้ว ไม่เหลือเลย”
เจียงซั่ว : ?
เป็นสิบ ๆ ตัวเชียวนะ แค่วันเดียว มันเป็นไปไม่ได้หรอก
เขารีบวิ่งไปดูอีกรอบ และก็เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ ตำแหน่งพิกัดทั้งหมดใช้การไม่ได้แล้ว
เจียงซั่วตกตะลึง
ทีมงานที่รับผิดชอบดูแลก็งุนงงไม่ต่างกัน บอกแค่ว่า “เมื่อคืนยังอยู่ครบ แต่หายไปหมดในคืนเดียว”
เครื่องติดตามตำแหน่งส่วนใหญ่หลุดออกมา ไม่มีการเคลื่อนไหวมาเป็นเวลานาน สัตว์ปีกน่าจะถูกกินไปแล้ว เหลือแต่เครื่องติดตามตำแหน่งทิ้งไว้
เจียงซั่วยังคงตะลึงงัน แต่ก็นึกถึงปัญหาอีกอย่างขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“สัตว์ปีกตั้งหลายสิบตัว จะต้องมีสัตว์ป่าจำนวนมากแค่ไหนถึงจะกินพวกมันหมดได้ภายในคืนเดียว”
เจียงซั่วสูดหายใจเฮือก
ทีมงานถาม “ตอนนี้จะทำยังไงดีครับผู้กำกับ?”
หมีน้อยยังคงร้องไห้อยู่
เจียงซั่วพูดว่า “อ้อ ใช่ ยังมีคนที่กินไม่ทันและยังไม่อิ่มด้วย”
เขารู้สึกปวดหัวเล็กน้อย
หนิงหนิงไม่ได้พูดไปเรื่อยเปื่อย เธอรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร
ในป่านี้ไม่มีอะไรให้กินจริง ๆ
เจียงซั่วอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเมื่อเห็นคอมเมนต์ที่เรียกร้องให้ทางรายการเพิ่มอาหารเต็มหน้าจอ
สามซีซั่นแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่แขกรับเชิญกลับมาถอนขนแกะพวกเขา
เจียงซั่วพูดว่า “ไปสิ รีบไปซื้อไก่ เป็ด ห่าน ที่ตีนเขามาหน่อย”
เมื่อทีมงานได้ยินคำสั่งก็รีบไปดำเนินการทันที
เจียงซั่วมองดูจำนวนผู้ชม ตอนนี้ยอดผู้ชมทำลายสถิติที่ผ่านมาได้อีกครั้ง
รายการเก่า พอเวลาผ่านไปผู้ชมใหม่ ๆ ก็จะค่อย ๆ น้อยลง
ผู้ชมที่ยังคงอยู่ล้วนเป็นแฟนคลับรายการเก่า และพวกแฟนคลับเก่าก็ค่อนข้างเลือกมาก ถ้าทำอะไรไม่ถูกใจพวกเขาแม้แต่นิดเดียว พวกเขาก็อาจจะเลิกดูไปเลย
เจียงซั่วกังวลถึงสถานการณ์แบบนี้นี่แหละ
เว่ยฉือจึงชวนเขามาร่วมรายการ และเขาก็ตอบรับด้วยท่าทีที่อยากจะลองดู
ไม่คิดว่าผลลัพธ์จะออกมาดีขนาดนี้
แต่แม้แต่เขาที่เป็นผู้กำกับเองก็ยังคาดเดาไม่ได้ว่า การถ่ายทอดสดจะพัฒนาไปในทิศทางไหน
เขาเข้าใจสิ่งที่เว่ยฉือบอกแล้วว่า ตอนไลฟ์ต้องเตรียมยาโรคหัวใจไว้ด้วย เพราะมันตื่นเต้นเร้าใจมากจนหัวใจรับไม่ไหว
ทีมงานต้องใช้เวลาสักพักในการจัดเตรียมอุปกรณ์
หนิงหนิงและหนิงเหนียนเดินกลับมาที่ปากถ้ำ หมีตัวนั้นก็เดินตามพวกเขามาด้วย
มันเดินไปพลางร้องไห้ไปพลาง
หนิงหนิงและหนิงเหนียนนั่งลง มันก็ทิ้งก้นลงนั่งข้าง ๆ พวกเขาด้วย
ด้วยร่างกายขนาดนั้นของมัน ทำให้ปากถ้ำถูกปิดกั้นสนิท
จนกระทั่งซูเจาที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่ไม่ไกลจากปากถ้ำถูกขวางทางไปด้วย
ซูเจา “มันติดคุณแล้วเหรอ?”
หนิงหนิง “ชัดเจนมาก”
แต่ว่ามันก็ดีที่ช่วยบังแสงแดดได้พอดี
ซูเจาตัดสินใจทิ้งตัวลงนอนกับพื้นแล้วหลับต่อ
หมีนั่งอยู่และยังคงเช็ดน้ำตาอยู่ หากไม่รู้เรื่องราวก็คงคิดว่ามันถูกใครรังแกมา
ทำให้ผู้ชมสงสาร
[ไม่ไหวแล้ว ตอนนี้ฉันรู้สึกว่ามันน่าสงสารมาก]
[เดี๋ยวก่อน พวกเราเหมือนเชื่อไปเองว่ามันคือหมีตัวเมื่อคืน แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ เพราะตัวเมื่อคืนนั้นดุร้ายมากเลยนะ]
[จริงด้วย คุณสังเกตเห็นประเด็นสำคัญแล้ว]
[น่าจะเป็นตัวเดียวกันนั่นแหละ ขนที่หลังมีร่องรอยไหม้ คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก]
[แปลกจัง ดูเหมือนว่ามันเป็นหมีคนละตัวเลยนะ]
[รีบช่วยหมีเถอะ มันกำลังจะอดตายอยู่แล้ว!]
…
ทีมงานเร่งรีบจัดการ และใช้เวลาเพียงสิบสี่นาทีในการซื้อและขนกลับมา
แทบจะในทันทีที่ทีมงานปล่อยสัตว์ปีกที่เพิ่งซื้อมาใหม่เข้าไปในป่า ทางด้านของหนิงหนิงก็มีความเคลื่อนไหวทันที
เธอมองหมีแล้วพูดว่า “มีแล้ว”
หมีที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นมาเกือบชั่วโมง หยุดร้องไห้ในทันที
หนิงหนิงชี้ไปทางหนึ่งแล้วบอกว่า “ไปสิ”
หมีรีบวิ่งตุ้บตั้บไปทันที
แม้ผู้ชมจะมองไม่เห็น แต่ทีมงานรายการที่ตั้งกล้องไว้ตรงนั้นโดยเฉพาะเห็นทุกอย่างชัดเจน
หมีตัวนั้นวิ่งตรงไปยังจุดที่ปล่อยสัตว์เมื่อสักครู่ พวกไก่เพิ่งจะได้สัมผัสอิสรภาพไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ
หมีก็โผล่ออกมา แล้วก็…
ประมาณสามสิบนาทีต่อมา หมีก็ปรากฏตัวในกล้องอีกครั้ง
คราวนี้มันเดินด้วยท่าทางที่ดูกระฉับกระเฉงขึ้นมาก
ถ้าไม่นับว่ามันกำลังวิ่งไปหาหนิงหนิงด้วยปากเปื้อนเลือดละก็ มันจะดูน่ารักทีเดียว
หมีวิ่งมาที่ด้านหน้าของหนิงหนิงแล้วทิ้งตัวนั่งลงตรงหน้าหนิงหนิง มันยื่นไก่ที่ยังกินไม่หมดในมือให้หนิงหนิง
หนิงหนิงรู้สึกซาบซึ้งใจมาก แต่ก็ปฏิเสธน้ำใจของมันอย่างสุภาพ
[ฮ่า ๆ คราวนี้คงอิ่มเอมกันแล้วสินะ]
[เด็กนี่ก็รู้ความนะ รู้จักเอาอาหารกลับมาฝากด้วย]
[ดูเอาไว้เป็นตัวอย่างก็พอนะ พวกคุณไม่ใช่หนิงหนิง เจอหมีเมื่อไหร่ก็รีบวิ่งหนีเลย]
[ไม่ต้องกังวลไปหรอก ปกติพวกเราก็ไม่ค่อยเจอหมีหรอก]
…
สองคนกับหนึ่งหมีนั่งเรียงกันอยู่ที่หน้าปากถ้ำ
ซูเจาบ่น “ไม่ใช่ว่าจะไปหาผลไม้มาให้ฉันกินเหรอ ทำไมยังไม่ไปอีก”
หนิงหนิง “ฉันนึกว่าคุณไม่หิวซะอีก”
เธอพูดแบบนั้นพลางลุกขึ้นยืน จากนั้นจึงถามหมีที่อยู่ข้าง ๆ “ในป่านี้ มีผลไม้อยู่ที่ไหนบ้างล่ะ”