แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 465 โกหก
เมื่อเห็นว่าพวกสัตว์ไม่ได้สังเกตเห็นพวกเขา หนิงหนิงจึงเตือนขึ้น “รีบไปกัน”
ช่วงที่มีช่องว่าง ทุกคนเตรียมเลี่ยงหนีอย่างเงียบ ๆ
แต่ว่าพวกสัตว์ทั้งหลายนั้นต่างมีความระแวดระวังอย่างมาก
การพยายามหลบหนีจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบางคนที่ขาอ่อนไปหมดเพราะความกลัว การไม่ตกลงมาจากต้นไม้ได้ก็ถือว่าดีสุด ๆ แล้ว
ให้พวกเขาลงจากต้นไม้ ก็แทบจะเอาชีวิตพวกเขาไปครึ่งหนึ่ง
บางคนขี้ขลาด เพิ่งไถลลงมาจากต้นไม้ ควบคุมแรงไม่ดีก็หล่นกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น เสียงแบบนี้ ขอแค่ไม่ใช่สัตว์โง่ ก็ได้ยินกันหมด
ด้วยเหตุนี้ พวกสัตว์ตัวน้อยก็พร้อมใจกันหันหลังมามอง
พระเจ้า! เมื่อเห็นแบบนี้ คนที่เมื่อสักครู่ยังเกาะต้นไม้ไม่ยอมลงมา ตอนนี้ในที่สุดก็ลงมาแล้ว
พวกมันจะปล่อยไปได้หรือ?
แน่นอนว่าไม่มีทาง
เมื่อเห็นดวงตาของสัตว์ต่าง ๆ เป็นประกาย และกำลังวิ่งตรงมาที่พวกเขา คนที่อยู่ใต้ต้นไม้ต่างตกใจอย่างมาก น่าเสียดายที่พวกเขาใช้แรงไปหมดแล้ว จึงไม่มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะปีนกลับขึ้นไป
พวกเขาจึงได้แต่หลับตาลงด้วยความสิ้นหวัง
ในตอนนั้น หมาป่าที่ก่อนหน้านี้นอนอยู่ ก็ลุกขึ้นยืนทันที แล้วเงยหน้าหอนยาว
พวกสัตว์ทั้งหลายต่างหยุดฝีเท้าและยืนนิ่ง
พวกเขาผสานเสียงร้องกับหมาป่าสีดำ แล้วร่วมกันหันหน้าเชิดขึ้นสู่ท้องฟ้าและเปล่งเสียงหอนยาวออกมา
ในชั่วขณะนั้น ทั่วทั้งท้องฟ้าและผืนดินเต็มไปด้วยเสียงร้องที่ดังก้องไปถึงหมู่เมฆ
ราวกับว่าพวกเขากำลังเฉลิมฉลองการได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ภาพที่เห็นช่างยิ่งใหญ่อลังการเหลือเกิน
[โอ้โฮ! ราชาแห่งป่า!]
[ภาพที่เห็นช่างงดงามมาก รู้สึกเหมือนกำลังดูหนังเลย!]
[นึกคำนั้นออกแล้ว มันเรียกว่าวัตถุทั้งปวงมีวิญญาณ]
[ประเด็นสำคัญของฉันคือ พวกคุณที่อยู่ในที่เกิดเหตุรีบวิ่งหนีเร็วเข้า ยังยืนงงอยู่ทำไม!]
หนิงหนิงก็พูดว่า “รีบหนีเร็ว!”
ทุกคนที่ตกตะลึงกับภาพตรงหน้า พอได้สติก็พากันวิ่งออกไปจากตรงนั้นทันที
คราวนี้ พวกสัตว์ไม่ได้ไล่ตามมาอีก
หลังจากวิ่งมานาน จนเสียงร้องของสัตว์ที่อยู่ข้างหลังเริ่มฟังไม่ชัดเจนแล้ว ทุกคนจึงค่อย ๆ หยุดลง
มองกลับไป ไม่เห็นเงาของสัตว์ใด ๆ อีกแล้ว
ครั้งนี้ พวกเขาจึงกล้าหยุดเพื่อหอบหายใจ
การหนีออกมาราบรื่นเกินคาด จนทำให้จ้าวฉี่หมิงเริ่มสงสัยในตัวเองขึ้นมา
แต่เมื่อคิดให้ดี เหตุผลอาจเป็นเพราะเสียงร้องเรียกของหมาป่านั้น ทำให้ความสนใจของสัตว์ทั้งหมดเบี่ยงเบนไปอย่างสิ้นเชิง
ทำให้พวกเขาสามารถวิ่งออกมาได้อย่างราบรื่นในที่สุด
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความบังเอิญ หรือเป็นเพราะตั้งใจ
หลังจากพักกันสักพัก ในที่สุดก็รู้สึกดีขึ้น
พวกศิษย์ของตระกูลจ้าวเหล่านั้น เหนื่อยจนแทบไม่เหลือสภาพแล้ว แม้แต่จะเดินก็แทบไม่ไหว
ทว่าเมื่อเทียบกับความเหนื่อย สิ่งที่พวกเขากังวลกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก
ทำไมหนิงหนิงกับซูเจาที่สวมรองเท้าส้นสูงถึงวิ่งเร็วกว่าพวกเขาได้
เพียงพริบตาเดียว ก็ทิ้งพวกเขาไว้ข้างหลังแล้ว มันไม่สมเหตุสมผลเลย!
ทางทีมงานรายการจะติดต่อพวกเขาเอง ในไม่ช้าจะมีคนมาพาพวกเขาออกไป
ซูเจาชำเลืองมองไปที่จ้าวฉี่หมิงที่เงียบมาตลอด แล้วตั้งใจพูดว่า “ตอนนั้นไม่ยอมฟังหนิงหนิง ดูตอนนี้สิ กลายเป็นศัตรูของป่าไปซะแล้ว”
เธอยังแสดงความยินดีกับหนิงหนิงเป็นพิเศษอีก “ยินดีด้วยนะ ตอนนี้เธอกลายเป็นศัตรูของป่าไปจริง ๆ แล้ว”
ตอนนี้ไม่เหมือนกับตอนก่อนที่แอนตี้แฟนตั้งใจเยาะเย้ยหนิงหนิงว่าถูกสัตว์เล็ก ๆ รังเกียจ ตอนนี้เธอถึงขั้นเลยไปอีกระดับ กลายเป็นศัตรูไปเลย
[ฮ่า ๆ ๆ จริงด้วย ตอนนี้เธอเป็นศัตรูจริง ๆ แล้ว]
[พวกแอนตี้แฟนล่ะ มาเยาะเย้ยหนิงหนิงสิ ตอนนี้เธอกลายเป็นศัตรูของพวกสัตว์ไปแล้ว]
[คงไม่ว่างมั้ง พวกนายไม่สังเกตเหรอว่าห้องไลฟ์สดสงบลงเยอะ พวกเขากำลังยุ่งอยู่กับการเป็นห่วงเจียงเจิน]
[เมื่อหมาป่าไม่ใช่สัตว์ที่ชั่วร้าย นั่นก็หมายความว่า ขงชิวโกหก ช่างน่าสงสัยจริง ๆ]
[เจียงเจินกับพวกเขาอยู่ในอันตรายหรือเปล่า]
ซูเจากลั้นไม่อยู่ อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
เจียงเจินไม่ได้เยาะเย้ยหนิงหนิงว่าไม่ได้รับความนิยมจากสัตว์เท่าขงชิวหรอกหรือ ดูเหมือนว่าตอนนี้เธอก็คงไม่ได้รับความนิยมจริง ๆ
น่าเสียดายที่เจียงเจินไม่อยู่
ใช่แล้ว เจียงเจิน
ซูเจา “ถ้าหมาป่าตัวนี้ไม่ใช่สิ่งไม่ดี แสดงว่าขงชิวโกหกใช่ไหม?”
จริง ๆ แล้ว ตั้งแต่เริ่มแรก ความประทับใจที่ไม่ดีของทุกคนที่มีต่อหมาป่านั้น ทั้งหมดมาจากขงชิว
เป็นเขาที่บอกว่า หมาป่าเป็นศัตรูของป่า
เรื่องราวในอดีตของหมาป่า ก็เป็นเรื่องที่ขงชิวบอกเล่าทั้งนั้น
หนิงหนิง “ไม่รู้เหมือนกัน”
แต่ในเรื่องเล่าของเขา มีสองประเด็นที่ถูกต้อง
หนึ่ง หมาป่าตัวนี้เป็นสัตว์พิการจริง ๆ
ถึงแม้ว่าเมื่อสักครู่มันแทบไม่ได้เคลื่อนไหวเลย พอมันขยับจริง ๆ ก็แค่ขวางกระต่ายไว้เท่านั้น
มีแค่หนิงหนิงเท่านั้นที่เห็นขาหลังของมัน ซึ่งมีปัญหาจริง ๆ
ที่เหลือคือ หมาป่าตัวนี้ตายไปแล้วจริง ๆ
ไม่อย่างนั้นยันต์คาถาที่ลูกศิษย์ตระกูลจ้าวโยนใส่มัน ก็คงไม่ได้ผล
จ้าวฉี่หมิงน่าจะค้นพบจุดนี้ด้วยเช่นกัน เมื่อรวมกับอิทธิพลของเขา ทำให้ยืนยันได้ว่าหมาป่าคือวิญญาณนั่นเอง
ซูเจา “แต่ถ้าขงชิวโกหก งั้นพวกเจียงเจินจะไม่ตกอยู่ในอันตรายเหรอ?”
หนิงหนิงยืนยันเรื่องนี้ด้วย “พวกเขากำลังตกอยู่ในอันตรายจริง ๆ”
ผู้ชมจำนวนมากเห็นได้ชัดว่าพวกเขาก็ตระหนักถึงปัญหานี้เช่นกัน พวกเขาวิ่งไปที่ห้องไลฟ์สดของเจียงเจินและคนอื่น ๆ อย่างร้อนรน
เจียงเจินและทุกคนไม่ได้ตระหนักถึงอันตรายที่กำลังจะมาถึงเลย
ทุกคนกำลังเดินทางอย่างมีความสุข พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน มุ่งหน้าไปยังสวนดอกแพร์ที่ขงชิวได้กล่าวถึง
แต่ในขณะที่กำลังคุยกันอย่างสนุกอยู่นั้น เสียงร้องของพวกสัตว์ป่าก็ลอดผ่านหมู่ไม้สูงใหญ่ ดังเข้ามาในหูของพวกเขาเป็นระยะ ๆ
ทุกคนหยุดเดินโดยไม่รู้ตัว แล้วมองไปตามทิศทางของเสียงในระยะไกล
เหลียงชิงฮวนรู้สึกงุนงงเล็กน้อย “เกิดอะไรขึ้น? ทำไมพวกสัตว์ถึงร้องขึ้นมากะทันหัน?”
เจียงเจินคาดเดา “เป็นไปได้ไหมว่าพวกเขาจับปีศาจหมาป่าได้แล้ว พวกสัตว์เลยกำลังเฉลิมฉลองกัน?”
พวกเขาเพิ่งได้ฟังผู้กำกับบอกว่า จ้าวฉี่หมิงกำลังจะจับปีศาจหมาป่าได้แล้ว และยังพูดล้อเล่นให้พวกเขารีบเคลื่อนไหวเร็ว ๆ ไม่อย่างนั้นถ้าปีศาจหมาป่าถูกจับได้ พวกเขาอาจจะไม่ได้เห็นสวนดอกแพร์แล้ว
ข่าวนี้ทำให้เจียงเจินและคนอื่น ๆ รู้สึกดีใจมาก
การจับปีศาจหมาป่าได้ หมายความว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องกังวลกับความหวาดกลัวอีกต่อไป
อารมณ์ของทุกคนเบาสบายขึ้นมาก และเริ่มรู้สึกตื่นเต้นกับสวนลูกแพร์อย่างจริงจัง
หนิงหนิงเคยบอกว่ายังมีอันตรายอยู่ แต่ตอนนี้ปีศาจหมาป่าถูกกำจัดไปแล้ว จะยังมีอันตรายอะไรอีกล่ะ
พวกเขาต้องเพลิดเพลินกับทัศนียภาพอันสวยงามให้เต็มที่ แล้วกลับไปอวดพร้อมกับล้อเลียนหนิงหนิงที่ไม่ได้มาด้วย
เห็นชัด ๆ ว่าเป็นการกล่าวหาว่าองุ่นเปรี้ยว*[1]เพราะเอื้อมไม่ถึง
ทั้ง ๆ ที่ก็อยากจะมาที่นี่มาก แต่เพราะมีเจียงเจินอยู่ เธอจึงต้องพยายามดูถูกสถานที่นี้เพื่อให้ตัวเองดูดีกว่า
ช่างเถอะ อย่างไรถ้าหนิงหนิงก็ไม่มา คนที่เสียประโยชน์ก็คือตัวหนิงหนิงเอง
เดี๋ยวเธอก็จะได้เห็นสวนดอกแพร์ที่สวยงามแล้ว ไม่แน่นะ แฟนคลับอาจจะช่วยถ่ายรูปสวย ๆ ให้เธอจนกลายเป็นรูปเทพที่ได้รับความนิยมก็ได้
เจียงเจินตั้งใจว่าจะต้องทำให้ดีที่สุด
ถึงอย่างไร นี่ก็เป็นโอกาสอันหายากที่ไม่มีหนิงหนิงมาปรากฏตัวและแย่งซีนไป
ในขณะที่กำลังรู้สึกดีอยู่ในใจ เธอก็ได้ยินเสียงร้องของสัตว์ต่าง ๆ แล้วรู้สึกโดยสัญชาตญาณว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับปีศาจหมาป่าแน่ ๆ
“ใช่ไหม? ชิวชิว?” เธอถามขงชิว
แต่ขงชิวกลับไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่ ไม่ได้ตอบเธอแต่กลับจ้องมองไปยังทิศทางที่เสียงลอยมาอย่างเหม่อลอย
“ชิวชิว?” เจียงเจินเรียกอีกครั้ง
“คุณพูดถูก เราคิดเหมือนกันเลย” ขงชิวหันมายิ้มให้เธอ
เจียงเจินดีใจมาก ขงชิวสามารถสื่อสารกับสัตว์เล็ก ๆ ได้ ในเมื่อเขาพูดแบบนี้ ก็คงไม่มีทางเป็นเรื่องโกหกแน่นอน
“งั้นเราไปกันเร็ว ๆ เถอะ อย่างที่ผู้กำกับบอก ถ้าไปช้า เราอาจจะไม่ได้เห็นสวนดอกแพร์แล้ว” เธอนำหน้าวิ่งไปข้างหน้าอย่างมีความสุข
ทำเอาผู้ชมที่อยู่หน้าจอแทบโกรธจนตาย
[ไปไหนกัน อันตรายนะ! รีบกลับมาเร็ว!]
[ขงชิวนี่กล้าโกหกจริง ๆ เหรอ ยังจะดีใจที่ปีศาจหมาป่าถูกจับอีก ไปให้พ้นเลยนะ แกฟังรู้เรื่องจริง ๆ หรือเปล่า?]
[ตอนนี้ฉันสงสัยอย่างหนักว่า ทุกคำพูดที่ออกมาจากปากขงชิวเป็นความจริงหรือเปล่า]
เดิมทีผู้ชมยังคิดว่าอาจจะมีความเข้าใจผิดอะไรสักอย่าง ทำให้ขงชิวเข้าใจผิดไป
แต่ตอนนี้พวกเขาเริ่มสงสัยขงชิวแล้วว่า เขากำลังโกหกจริง ๆ หรือเปล่า
[1] องุ่นเปรี้ยว เป็นสำนวน หมายถึง การหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง เพื่อลดทอนคุณค่าของสิ่งที่ตนเองไม่สามารถครอบครองหรือทำให้สำเร็จได้