แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 474 ปรสิต
สีแดงฉูดฉาด แดงจนแสบตา
[พระเจ้า ดูเหมือนขงชิวจะมีความสามารถไม่ใช่น้อยเลยนะ ดูน่าขนลุกมาก ๆ]
[พูดถึงเรื่องนี้ ถ้าไม่พูดถึงอย่างอื่น ภาพนี้ดูค่อนข้างสวยงามและเศร้าสร้อยเลยนะ]
[แม่จ๋า หนูเห็นดอกฮิกันบานะสีแดงที่บานได้เฉพาะในนรกด้วยละ มันสวยมากเลยนะ]
[แม่บอกว่า เธอคิดว่าฉันโง่หรือไง? รีบไปให้พ้นตาฉันเลย]
[เดี๋ยวก่อน ไลฟ์สตรีมนี้ จัดขึ้นเพื่อให้พวกเราดูการแสดงมายากลโดยเฉพาะเลยหรือ?]
[ดอกฮิกันบานะปรโลก? คุณคิดว่าจะหลอกคนโง่หรือไง? ดอกฮิกันบานะปรโลกจะเป็นของที่คุณจะหาได้ง่าย ๆ งั้นหรือ? นรกภูมิไม่ต้องการหน้าตาแล้วเหรอ?]
[ขำแตก คุณเคยเห็นคนปลูกของผิดกฎหมายแล้วกล้าประกาศให้ทั้งโลกรู้มั้ย? นี่อยากตายเร็ว ๆ หรือไง?]
[พวกแบบขงชิวนี่ ตำรวจบนดินอาจจะจัดการไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าตำรวจใต้ดินจะจัดการไม่ได้นะ เขาจริง ๆ แล้วไม่กลัวเลยเหรอ?]
[ยมทูตดำยมทูตขาวรีบมานี่เลย ที่นี่มีคนปลูกดอกฮิกันบานะปรโลก]
[ไหนล่ะ? คนจากหน่วยสืบสวนพิเศษยังไม่มาอีกเหรอ? จะต้องดูขงชิวแสดงให้พวกเราดูอีกนานแค่ไหน]
…
หลังจากความตกใจในตอนแรก ผู้ชมก็สงบสติอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว
ไม่มีทางเลือก การกระทำของขงชิวมันช่างเป็นนามธรรมเกินไป
ไม่พูดถึงดอกไม้ธรรมดา แต่กลับพูดว่าเป็นดอกไม้จากฝั่งนรก คุณมาเล่นเอาฮากันแบบนี้เหรอ
แต่ถ้าพูดถึงดอกไม้ชนิดอื่น ทุกคนก็คงจะเชื่อไปแล้ว
ทำให้บางคนที่เคยถูกขงชิวหลอกไว้ เริ่มเชื่อว่าการลักพาตัวนี้เป็นเรื่องโกหกตั้งแต่ต้นจนจบ
แต่คนที่อยู่ท่ามกลางอันตรายไม่ได้รู้สึกแบบนั้น ร่างกายของพวกเขามีสัญชาตญาณรับรู้ถึงอันตรายโดยธรรมชาติ
หนาว หนาวเหลือเกิน
ตั้งแต่ดอกไม้นี้เริ่มบาน อุณหภูมิโดยรอบก็ดูเหมือนจะลดลงไปมากด้วยเช่นกัน
ผิวหนังเกิดขนลุกชันขึ้นมา
แต่นี่มันฤดูร้อน
ไม่ปกติ มันไม่ปกติอย่างแน่นอน
พวกเขามองขงชิว และรู้สึกกลัวมากขึ้นเรื่อย ๆ
ดอกแพร์สีขาว ถูกแทนที่ด้วยดอกฮิกันบานะสีแดงสดใสไปแล้ว
ดอกฮิกันบานะสีแดงที่ขึ้นในโลกหลังความตาย เป็นตัวแทนของความตาย
สีแดงนั้นแทงทิ่มดวงตาของพวกเขา
เจียงเจินตกใจจนพูดไม่ออก
เหลียงชิงฮวนเสียงสั่นเครือ “คุณจะทำอะไร?”
ขงชิว “ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้น รอให้ฉันพูดให้จบก่อน”
ยิ่งเขาแสดงท่าทางไม่รีบร้อน คนที่ถูกมัดก็ยิ่งกลัว
เหมือนการใช้มีดทื่อเฉือนเนื้อ ยิ่งช้า ยิ่งเจ็บ
ยังไม่เท่ากับจบเรื่องอย่างรวดเร็วซะทีเดียว
แต่ขงชิวกลับเปลี่ยนเรื่อง ถามอย่างใส่ใจว่า “พวกคุณหิวไหม?”
คำพูดนี้ช่างคุ้นหูเหลือเกิน
หนิงหนิงก็เคยถามคำถามเดียวกันกับพวกเขา
ใช่แล้ว หนิงหนิงก็เคยเตือนไว้เหมือนกัน บอกว่ามีอันตราย อย่าเพิ่งมา
แต่พูดว่าเสียใจตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว
จริง ๆ แล้วพวกเขาทั้งหิวทั้งหนาว
ความหนาวเป็นเรื่องรอง แต่สำคัญคือความหิวต่างหาก
ความรู้สึกหิวแบบนี้ มันติดตามพวกเขามาตลอดหลายวันนี้ เหมือนเงาตามตัว
แม้กำลังกินข้าวอยู่ ก็ยังรู้สึกหิว
พวกเขาฉวยโอกาสชมฝีมือการทำอาหารของขงชิว เพื่อจะได้กินให้เยอะ ๆ
ไม่ไหว ยังคงหิวอยู่ดี
แม้เพิ่งกินข้าวเสร็จ จิตใจก็ยังรู้สึกหิวอยู่ดี
แต่ยังไงก็เป็นบุคคลสาธารณะ จึงรู้สึกเขินที่จะบอกว่าหลังจากกินมากขนาดนั้นแล้วก็ยังไม่อิ่ม
พอได้เห็นอาหารที่หนิงหนิงและคนอื่น ๆ กำลังกิน พวกเขาก็เกือบจะกลั้นไม่อยู่จนน้ำลายไหลออกมาตรงนั้น
แม้จะหิว แต่พวกเขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
พวกเขาสรุปสาเหตุของปัญหาว่า เพราะทุกวันออกกำลังกายมากเกินไป ทำให้ใช้พลังงานมาก จึงรู้สึกหิวตลอดเวลา
พอขงชิวถามขึ้นมาตอนนี้ ความรู้สึกหิวก็ยิ่งรุนแรงขึ้น
“หิวจังเลย หิวจนแทบไม่มีแรงจะขัดขืนแล้ว”
ขงชิวเข้าใจสถานการณ์ “พวกคุณหิวมากสินะ”
เขาพูดเป็นประโยคยืนยัน แสดงท่าทีมั่นใจว่าพวกเขาจะต้องหิวแน่ ๆ
ขงชิวมองพวกเขาและพูดว่า “พวกคุณต้องหิวแน่ ๆ เพราะช่วงหลายวันมานี้ พวกคุณไม่ได้กินอะไรเลย”
หลายคนต่างตกใจ
เจียงฉือซิงตกตะลึง เขาอดถามไม่ได้ “ไม่ได้กิน? หมายความว่ายังไง?”
ขงชิว “ก็หมายความตามตัวอักษรนั่นแหละ พวกคุณไม่ได้กินอะไรเลย”
เจียงเจิน “ไม่ใช่นะ พวกเราทุกคนกินแล้ว หรือว่าคุณ…”
ขงชิวเพียงแค่ยิ้มเท่านั้น
[ภาพมายา?]
[พูดแบบนี้ ก็เหมือนกับคำพูดของหนิงหนิงพอดีเลย]
[ไม่จริงหรอก ถ้าเป็นภาพมายาจริง ๆ เจียงเจินและพวกเขาคงจะลำบากมากในช่วงไม่กี่วันนี้ นั่นเท่ากับว่าไม่ได้ดื่มน้ำแม้แต่หยดเดียวนะ?]
[ไม่น่าจะใช่นะ ถ้าเป็นแบบนั้น แขกรับเชิญคงจะหิวจนเป็นลมไปแล้ว]
[ฟังเขาพูดเหลวไหลสิ ถ้าไม่ได้กินอะไรเลยนานขนาดนั้นจริง ๆ แขกรับเชิญคงไม่สามารถเดินตามเขาไปไกลขนาดนั้นได้หรอก คงเหนื่อยจนล้มไปแล้ว]
[ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น ทำไมเจียงเจินและคนอื่น ๆ ไม่โต้แย้งล่ะ?]
[คนในวงในมักตาบอด พวกเจินเจินไม่รู้หรอกว่านี่เป็นกับดักที่หนิงหนิงและขงชิวร่วมกันวางไว้ พวกเขาคงกำลังกลัวอยู่แน่ ๆ ใครกล้าโต้แย้งล่ะ]
[ขงชิวตั้งใจพูดถึงประเด็นนี้เป็นพิเศษ ก็เพื่อเชื่อมโยงกับสิ่งที่หนิงหนิงพูดไว้ไม่ใช่เหรอ ทั้งสองคนนี้ละเอียดรอบคอบมาก ตั้งใจเปิดไลฟ์สตรีมเพื่อร่วมมือกันแสดงละครให้พวกเราดู]
[เป็นโรคจิตรึไง? ขงชิวบอกคุณว่านี่เป็นความคิดของหนิงหนิงเหรอ?]
[อะไรก็โยนไปให้หนิงหนิง พวกคุณแค่ว่างไม่มีอะไรทำ หรือมีปัญหาทางจิต]
ในวินาถัดไป ขงชิวส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจ “การพาพวกคุณมาที่นี่ ช่างไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากจริง ๆ
ไม่นึกว่าคนพวกนี้ หิวมานานขนาดนี้แล้ว แต่กลับไม่มีใครสักคนตั้งคำถามสงสัย
เมื่อเห็นความเยาะเย้ยในสายตาของขงชิว เจียงเจินรู้สึกเขินอาย แม้จะอยู่ในสถานการณ์อันตราย และต่อหน้ากล้องถ่ายทำ เธอก็ยังคงปฏิเสธตามความเคยชิน “เป็นไปไม่ได้ พวกเราทุกคนกินแล้ว”
ไม่มีทางที่จะยอมรับว่าเป็นเรื่องรักษาหน้าแน่ ๆ
ขงชิวไม่ได้เปิดโปง เขาเก็บดอกฮิกันบานะสีแดงดอกหนึ่งขึ้นมาจากพื้น แล้วเปลี่ยนเรื่องพูด “เออใช่ เมื่อกี้ลืมบอกไป นอกจากความแข็งแกร่งแล้ว ดอกฮิกันบานะสีแดงยังมีฤทธิ์ทำให้เกิดภาพหลอนอย่างรุนแรงด้วย นี่ก็เป็นจุดเด่นที่สุดของมัน”
ทำให้เกิดภาพหลอน
ทุกคนต่างได้ยินประเด็นสำคัญสองคำนี้ในคำพูดของเขา
เจียงเจิน “หมายความว่ายังไง?”
เจียงเจินรู้สึกเพียงแค่มึนงง ความคิดของเธอสับสนไปหมด
ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องแปลกใหม่ มีคำถามมากมายที่ไร้คำตอบ
ขงชิว “นี่ก็เป็นเพียงความหมายผิวเผิน กล่าวคือ ดอกไม้เหล่านี้สามารถทำให้พวกคุณเกิดภาพหลอนได้ สิ่งที่ได้ยิน ได้กลิ่น หรือแม้แต่สิ่งที่เห็น ทั้งหมดอาจเป็นภาพหลอนได้”
จู่ ๆ เขาก็เกิดความสนใจขึ้นมา “พวกคุณลองทายซิว่า อะไรบ้างรอบตัวพวกคุณตอนนี้ที่เป็นภาพหลอน?”
ทุกคนต่างมองหน้ากัน จะให้ทายได้อย่างไร
ขงชิวทำท่าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ลองเดาดู”
พวกเขาตกใจจนตัวสั่น
พวกเขามองไปรอบ ๆ ใต้เท้าของพวกเขาคือดอกฮิกันบานะสีแดงเพลิง ตรงหน้าคือสวนดอกแพร์สีขาวบริสุทธิ์ และไกลออกไปคือต้นไม้สูงตระหง่าน
เห็นได้ชัดว่าสวนดอกแพร์นี้ไม่ใช่เรื่องปกติ
เจียงฉือซิง “สวนดอกแพร์หรือ?”
ขงชิวปรบมือ “คำตอบถูกต้อง”
จากนั้น เห็นเพียงเขาโบกมือ และสวนดอกแพร์ที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ก็หายวับไปในชั่วพริบตา
ทุกสีขาวได้หายไป เหลือไว้เพียงแค่สีแดงเท่านั้น
บริเวณที่ต้นแพร์เคยเติบโตอยู่ กลับกลายเป็นทุ่งดอกฮิกันบานะสีแดงสด
เวลานี้ผู้คนที่ถูกมัดอยู่จึงได้รู้ว่า พวกเขาไม่ได้ถูกมัดอยู่กับต้นแพร์เลย
ต้นไม้ที่พวกเขาถูกผูกไว้นั้นได้เหี่ยวเฉาไปแล้ว ต้นไม้ใหญ่ที่เคยทอดสูงจรดฟ้า เหลือเพียงลำต้นเปล่าเปลือย
บนลำต้นนั้น ก็ถูกดอกฮิงานบานะเกาะเกี่ยวเป็นเชื้อพันธุ์ปรสิตอย่างแน่นขนัด
[โอ้แม่เจ้า ดอกไม้เยอะขนาดนี้ มันน่ากลัวไปหน่อยแล้วนะ]
[นี่มันเป็นเรื่องจริง หรือเป็นแค่ภาพลวงตากันแน่?]