แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 485 พูดไม่ตรงใจ
นี่แตกต่างจากภาพนางฟ้าตัวน้อยในใจพวกเขามากเกินไปแล้ว
เพราะการถ่ายทำในครั้งนี้เป็นการถ่ายทอดสด ตอนแรกคนจัดรายการคิดว่าเจินเจินน่าจะบอกว่า ‘ฉันและพี่หนิงหนิงก็เหมือนพี่น้องกัน เพราะว่าเราอยู่ในตระกูลเดียวกัน’ อะไรประมาณนี้ หรือไม่ก็พูดกว้าง ๆ ว่า ‘เราดูแลกันและกัน เหมือนพี่น้อง’ อะไรทำนองนี้
แต่ใครจะคิดว่าเธอกลับพูดตรง ๆ แบบนั้น
[โอ้พระเจ้า เธอคิดแบบนี้เหรอ…]
แฮชแท็กของการถ่ายทอดสดถูกดันขึ้นอันดับหนึ่งอย่างรวดเร็ว ครั้งนี้มีคนออกมาพูดถึงเรื่องนี้มากขึ้น
[เจินเจิน…นี่เป็นคำพูดที่เจินเจินพูดออกมาได้จริง ๆ เหรอ ฉันรับไม่ได้]
เมื่อดูความคิดเห็นแล้ว เห็นได้ชัดว่ามีผู้ชมมากมายที่ตกใจ และผู้ชมบางคนกำลังเริ่มเชื่อข่าวลือที่เหลียงชิงฮวนพูดถึงอุปนิสัยของเจินเจิน
[ฉันเริ่มเชื่อที่เหลียงชิงฮวนบอกว่าเธอนิสัยไม่ดีเวลาอยู่ลับหลังแล้วละ]
เหลียงชิงฮวนเห็นว่าเธอไม่ได้แสร้งทำแล้ว ก็ถามอย่างไม่เกรงใจ “ตั้งแต่ก่อนกลับไปที่ตระกูลเจียง เธอก็เกลียดหนิงหนิงมาตลอดใช่ไหม”
เจียงเจินไม่ได้พูดอะไร ก็เหมือนกับการรับคำโดยดุษณี
เธอรู้สึกไม่ชอบหน้าหนิงหนิงมานานแล้ว
ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอหนิงหนิง เธอก็รู้สึกว่าฟ้าช่างไม่ยุติธรรม
ทำไมถึงมอบพื้นเพครอบครัวที่ดีขนาดนั้นให้กับคนไร้ค่าคนหนึ่ง
ในขณะที่เมื่อมองย้อนมาที่ตัวเธอ ซึ่งทั้งมีความทะเยอทะยานและความสามารถ แต่ชะตาชีวิตกลับไม่เป็นธรรม ทำให้เธอเกิดมาในครอบครัวที่ธรรมดาแบบนี้
เจียงเจินเกลียดหนิงหนิง เธอเกลียดหนิงหนิงมากจริง ๆ
การได้เห็นอีกฝ่ายถูกเหยียบย่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้าของตัวเอง ทำให้เธอมีความสุขอย่างมาก
ต่อมา เมื่อค้นพบว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็นลูกสาวที่แท้จริงของตระกูลเจียง เจียงเจินก็รู้สึกปลื้มปีติอย่างบ้าคลั่ง
‘จริงอย่างที่คิดไว้ คนอย่างเธอไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน!’
‘นี่แหละถึงจะถูกต้อง ชาติกำเนิดและตระกูลแบบนี้ถึงจะคู่ควรกับความสามารถของเธอ!’
‘ไม่แปลกหรอกที่หนิงหนิงจะไร้ประโยชน์ขนาดนั้น เพราะเธอเป็นคนไร้ค่าแบบนี้มาตั้งแต่ต้น!’
น่าเสียดาย เจียงเจินไม่ได้มีความสุขนานนัก
เดิมทีคิดว่าเธอจะสามารถทำได้เหมือนก่อนหน้านี้ ที่จะเหยียบหนิงหนิงไว้ใต้ฝ่าเท้าของเธอได้ตลอด
ใครจะรู้ว่าเธอกลับพลิกร่างเปลี่ยนตัว กลายเป็นแม่มด
เธอเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย หนิงหนิงที่เคยขี้กลัวและเชื่อฟังหายไปแล้ว
ทุกคนถึงขั้นประณามเธอแล้ว แต่เธอกลับยังสามารถพลิกสถานการณ์ได้
เธอไม่เพียงแต่พลิกสถานการณ์ แต่ความนิยมยังสูงกว่าเจียงเจินเสียอีก
เจียงเจินไม่เข้าใจ มันเป็นเพราะอะไรกันแน่
เธอพยายามมาหลายปี ทว่าทำไมหนิงหนิงใช้เวลาแค่ไม่กี่เดือน ก็แซงหน้าเธอไปได้
ความรู้สึกอิจฉาที่คุ้นเคยกลับมาอีกครั้ง
เจียงเจินเกลียดหนิงหนิงมากขึ้นเรื่อย ๆ เธอแทบอยากให้หนิงหนิงตายไปเสียเลย
เหลียงชิงฮวนเห็นเธอเงียบไป จึงเข้าใจ
เธอจึงถามคำถามที่ตัวเองสงสัยแต่ไม่กล้าถามออกมา “แต่ฉันมีอย่างหนึ่งที่ยังไม่เข้าใจ เจียงเจิน ก่อนที่เธอจะกลับมาที่ตระกูลเจียงเธอก็แค่คนธรรมดาทั่วไปไม่ใช่เหรอ? ใครกันที่ให้ความกล้ากับเธอ เธอถึงได้กล้าไปเหยียบย่ำหนิงหนิงที่ตอนนั้นยังเป็นลูกสาวตระกูลใหญ่อยู่เลย?”
ถ้าพูดถึงบริษัทต้นสังกัด ตอนนั้นบริษัทต้นสังกัดของเจียงเจินก็ดูเหมือนจะเป็นเพียงบริษัทบันเทิงธรรมดา ๆ ในวงการเท่านั้น
ไม่อย่างนั้น เจียงเจินก็คงไม่เปิดตัวแล้วยังคงไม่มีชื่อเสียงมานานขนาดนั้น
แต่ก็เป็นบริษัทนี้นี่แหละที่กล้าลงมือกับหนิงหนิงหลังจากที่เธอเดบิวต์แล้ว
มันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
[เฮ้ย! ถามออกมาตรงกับคำถามของฉันเลย! ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน!]
[จริงด้วย เจียงเจินในตอนนั้นก็มีภูมิหลังธรรมดามาก ทำไมถึงกล้าขนาดนั้น]
[กล้ามากก็แล้วไป แต่นี่เธอยังทำสำเร็จอีก!]
[ฉันจำได้ว่าตอนนั้นบริษัทบันเทิงคือชุนหยูนี่ล่ะ แต่ชุนหยูจนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นแค่บริษัทบันเทิงขนาดกลาง ที่อาศัยการเกาะเจียงเจินถึงได้มีชื่อเสียง]
[ฉันคิดไม่ออกว่าชุนหยูกล้าได้ยังไง ฉันแค่คิดไม่ออกจริง ๆ ในฐานะแฟนคลับของหนิงหนิงความสงสัยนี้รบกวนฉันมาตั้งแต่หนิงหนิงเดบิวต์แล้ว]
[อ้อใช่ พวกคุณจำได้ไหม ฝั่งไห่ซ่างปฏิบัติต่อหนิงหนิงแย่มาก ตอนที่เรื่องนี้ถูกเปิดโปง ฉันก็งงมากว่าไห่ซ่างกล้าได้ยังไงกันนะ?]
[สองบริษัทบันเทิงนี้ทำให้คนงงไปหมด]
[น่าเสียดายที่ไห่ซ่างไม่มีอยู่แล้ว ไม่งั้นฉันจะต้องไปถามที่บริษัทให้ได้]
[พวกคุณแฟนคลับยังมองไม่เห็นภาพ ฉันที่เป็นแค่คนนอกยิ่งมองไม่เห็นใหญ่ ดูจากท่าทีของทั้งสองบริษัทแล้ว ใครกันแน่คือคุณหนูตระกูลเจียง]
[จิ๊ ๆ คำถามนี้พวกเรามีมาตั้งแต่หนิงหนิงเดบิวต์แล้ว และสุดท้าย ก็เป็นความจริงจริง หนิงหนิงไม่ใช่คุณหนูตระกูลเจียง]
[เดี๋ยวก่อน ฉันเหมือนจะเจอจุดบอด มีอะไรบางอย่างที่พวกเราละเลยไป]
[ไม่ได้ละเลยนะ แค่ถูกปิดปากมาตลอดต่างหาก เรื่องนี้ โดยแก่นแท้แล้ว ก็คือ ตระกูลเจียงไม่ดีกับหนิงหนิงไม่ใช่หรือ?]
[อืมม บริษัทกล้าทำแบบนี้ แน่นอนว่าตระกูลเจียงต้องยินยอมอยู่แล้วนี่]
[ทำไมตระกูลเจียงถึงยอมรับเรื่องนี้โดยดุษณี มันช่างน่าขบคิดจริง ๆ]
[แปลกมาก…]
[พวกคุณมองประเด็นผิดไปแล้วนะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาถกเรื่องนี้ นี่มันเรื่องชีวิตคนเลยนะ!]
[เรื่องนี้ลากยาวมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสำนักเซียนหรือหน่วยสืบสวนพิเศษก็ไม่มีวิธีแก้ไขเลยจริง ๆ หรือ?]
[หน่วยสืบสวนพิเศษยังไม่มา ส่วนสำนักเซียนก็มีจ้าวฉี่หมิงอยู่ในป่าแล้วไม่ใช่หรือ]
[แย่แล้ว รู้สึกว่าทุกคนต้องตายแน่ ๆ]
[ฮือ ๆ ๆ จะทำยังไงดี หนิงเหนียนและหนิงหนิงยังอยู่ข้างในนั่นนะ]
…
ลู่จีอันสังเกตเห็นว่า ทุกครั้งที่มีคนเอ่ยถึงประเด็นที่ตระกูลเจียงมีท่าทีแปลก ๆ ต่อหนิงหนิง หัวข้อสนทนาก็จะถูกเบี่ยงเบนไปทันที
และที่น่าแปลกคือการสนทนาทั้งหมดจะหายไปจากอินเทอร์เน็ต
ตระกูลเจียงคงใช้ความพยายามไปไม่น้อยเลยกับเรื่องนี้
ถึงแม้ว่าตอนนี้จะอยู่ในสถานการณ์แบบนี้แล้ว แต่ตระกูลเจียงก็ยังมีเวลามาสังเกตทิศทางความคิดเห็นของสาธารณชน
ดูเหมือนว่า ความจริงที่ถูกปิดบังไว้หลังเหตุการณ์ทายาทตัวจริงตัวปลอม จะสำคัญกว่าความปลอดภัยของเจียงเจินเสียอีก
เมื่อพวกเขากังวลถึงขนาดนี้ ลู่จีอันก็ยิ่งสงสัยว่า ความจริงนั้นคืออะไรกันแน่
ไม่รู้ว่าหนิงหนิงจะสนใจอยากรู้หรือเปล่า รอเธอออกมาก่อน เขาจะต้องเล่าให้เธอฟังอย่างละเอียดแน่ ๆ
อวี่ซิ่วซิ่วเข้ามาส่งเอกสารเป็นครั้งที่สาม
ลู่จีอันยังคงอยู่ในท่าเดิมเหมือนตอนที่เธอเข้ามาครั้งก่อน ไม่ขยับเขยื้อน ดวงตาจ้องมองที่โน้ตบุ๊ก
ตอนนี้ในโลกออนไลน์ เทรนด์ยอดนิยมระเบิดไปแล้ว
แขกรับเชิญของรายการบ้างก็ถูกมัด บ้างก็หายตัวไป
โดยสรุปแล้ว มันเป็นความวุ่นวายไปหมด
หนิงหนิงหายตัวไปแล้ว ซึ่งเห็นได้ชัดว่าทำให้ทุกคนรู้สึกตกใจมาก
อวี่ซิ่วซิ่วเห็นรายงานที่วางอยู่ข้างมือของลู่จีอัน รายงานนั้นยังคงอยู่ในสภาพเดิมเหมือนตอนที่เธอวางไว้ก่อนหน้านี้
แสดงว่าลู่จีอันไม่ได้แตะต้องมันเลย
นี่เป็นครั้งแรกที่คนบ้างานอย่างเขาละทิ้งงานไว้โดยไม่สนใจ
แต่อวี่ซิ่วซิ่วสามารถเข้าใจได้
คนที่เรารักกำลังอยู่ในอันตราย ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย แล้วเราจะทำงานอย่างมีสมาธิได้อย่างไร
ถ้ามองในแง่นี้ ลู่จีอันก็ดูเหมือนจะมีความเป็นมนุษย์อยู่พอสมควร
ต่อไปคงต้องลดการนินทาเขาลับหลังลงหน่อย
ลู่จีอันจ้องหน้าจอด้วยสีหน้าใจลอย
ดูท่าทางเหม่อลอยเหมือนคนไร้วิญญาณแบบนั้น อวี่ซิ่วซิ่วก็รู้สึกสงสารอยู่บ้าง
เธอพยายามปลอบโยน “คุณลู่จีอัน คุณวางใจเถอะ เธอต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน”
ถึงอย่างไรเธอก็ยังหวังพึ่งเงินเดือนที่ลู่จีอันจะจ่าย เธอกลัวว่าลู่จีอันจะคิดสั้น
ลู่จีอันตอบรับเบา ๆ ว่า “อืม” แล้วเงยหน้าขึ้นด้วยความงุนงงเล็กน้อย
สักพัก เขาก็เข้าใจ “คุณหมายถึงหนิงหนิงเหรอ? เธอน่ะ เธอไม่เป็นอะไรแน่นอน”
ดูจากท่าทางของเขา ก็เหมือนจะไม่กังวลเลยแม้แต่น้อย
อวี่ซิ่วซิ่ว “…”
‘วางใจมากเกินไปแล้วนะ’
‘ความไว้วางใจแบบไม่ลืมหูลืมตาที่มีต่อหนิงหนิงแบบนี้ มันเรื่องอะไรกัน’
อวี่ซิ่วซิ่วบ่นในใจเสร็จ ก็เห็นลู่จีอันจ้องมองเพดาน ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ความจริงแล้วลู่จีอันไม่ได้เป็นท่าประธานเผด็จการที่มีท่าทีเย่อหยิ่งเหมือนในนิยายทั่วไป บางครั้งเขาก็พูดเยอะมาก
เขาสามารถคุยกับป้าแม่บ้านที่ทำความสะอาดบริษัทได้
เวลาที่ป้าเข้ามาส่งของ ถ้าเขาอยู่คนเดียวแล้วรู้สึกเบื่อ เขาก็จะหาเรื่องชวนป้าคุยสองสามประโยค
แต่ช่วงนี้เขาเงียบตลอดเวลา
ก่อนจากไป อวี่ซิ่วซิ่วอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองเข้าไปในห้องทำงานอีกครั้ง
เธอแค่นเสียงในใจ
ลู่จีอันกลับไปดูคอมพิวเตอร์อีกแล้ว
ปากบอกว่าไม่เป็นห่วง แต่ก็ไม่ยอมทำงาน
‘ผู้ชายนี่ แท้จริงแล้วก็ปากกับใจไม่ตรงกันจริง ๆ’