แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 495 โคมไฟกลืนวิญญาณ
เจียงซั่วเดินตามเธออยู่ข้าง ๆ “คุณนายเจียง ใจเย็น ๆ นะครับ เจียงเจินไม่เป็นอะไรมาก ตอนนี้เราต้องพาเธอไปโรงพยาบาลก่อน”
หลินจื่อเหลียนร้องไห้พลางจับมือเจียงเจินไม่ยอมปล่อย
เจียงอันไซ่ดึงเธอออกมา “พอแล้ว ใจเย็น ๆ หน่อย เจินเจินต้องการการรักษาตอนนี้”
ทางถูกปิดกั้น หนิงหนิงยืนอยู่ด้านหลัง มองการโต้ตอบของพวกเขา รอคอยอย่างอดทน พร้อมกับสำรวจสามีภรรยาคู่นี้ที่ดูเหมือนไม่ใช่คนธรรมดาตั้งแต่แรกเห็น
นี่คือพ่อแม่ของตระกูลเจียงสินะ
หนิงหนิงรู้สึกวิตกกังวลมาก เมื่อเธอเพิ่งได้รับโทรศัพท์มือถือ และเห็นว่าภาพพื้นหลังหน้าจอเป็นคนสองคนนี้
เมื่อดูจากภายนอก ทั้งสองคนไม่มีอะไรผิดปกติ
แต่อย่างไรก็ตาม เจียงเจินดูคล้ายกับพวกเขามาก
เป็นความคล้ายคลึงที่สามารถเห็นได้ตั้งแต่แรกมอง
ขณะที่เธอกำลังจ้องมองอยู่นั้น เจียงอันไซ่ก็เงยหน้าขึ้นพอดี สายตาของเขากวาดมองไปรอบ ๆ ฝูงชน เหมือนกำลังมองหาใครบางคน
สายตาของเขาหยุดลงที่หนิงหนิง
สีหน้าที่เป็นห่วงและเจ็บปวดหายไป เขาชี้ไปที่หนิงหนิงแล้วพูดอย่างดุร้าย “มานี่เดี๋ยวนี้!”
หนิงหนิงไม่รู้ว่าความโกรธของเขามาจากไหน เธอไม่ได้เข้าไปหาเขา และก็ไม่ได้ทำอะไรเลย
‘หรือว่าแค่มองก็ไม่ได้แล้ว?’
หนิงเหนียนรีบไปยืนข้างหน้าเธอ น้ำเสียงไม่เป็นมิตรเช่นกัน “คุณต้องการอะไร?”
เจียงอันไซ่ดูเหมือนโมโหสุดขีด ใบหน้าทั้งหมดแดงก่ำ “ทำอะไรน่ะ! เจียงหนิง! ดูซิว่าคุณทำอะไรลงไป”
“เธอชื่อหนิงหนิง ไม่ได้แซ่เจียง” หนิงเหนียนพูดอย่างเย็นชา
หลินจื่อเหลียนตอนนี้เช็ดน้ำตาแล้ว จากนั้นเธฮก็ชี้ไปที่หนิงหนิงอย่างเกรี้ยวกราด “เป็นเพราะเธอทั้งนั้น! เป็นเธอที่ทำร้ายเจินเจิน!”
ถ้าไม่ใช่เพราะเจียงซั่วยับยั้งไว้ ดูเหมือนว่าเธอจะพุ่งเข้ามาตบหน้าหนิงหนิงสักฉาด
หนิงหนิงงงงวย “เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับฉันด้วย?”
หลินจื่อเหลียน “เธอยังมาแกล้งทำเป็นบริสุทธิ์อีกเหรอ ฉันบอกให้รู้นะ ชาตินี้เธออย่าคิดที่จะเข้าประตูตระกูลเจียงอีกเลย!”
หนิงหนิง “…” เธอกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง
“พอได้แล้ว อย่าพูดอีก!” แต่เป็นเจียงฉือซิงเขาหน้าเขียวคล้ำ ออกมาห้ามหลินจื่อเหลียนไว้เสียก่อน
เจียงฉือซิง “คิดว่าคนอื่นไม่ได้ดูเรื่องวุ่นวายกันมามากพอแล้วหรือไง น่าอายไหม?”
เจียงอันไซ่ “ฉันเป็นพ่อของนาย ใครอนุญาตให้นายพูดกับฉันแบบนี้?”
“พ่อ? คุณยังรู้อีกเหรอว่าผมเป็นลูกของพวกคุณ?” เจียงฉือซิงหัวเราะเยาะ พลางช้อนตามองไปที่เจียงเจินซึ่งถูกปกป้องอยู่ท่ามกลางผู้คน
เขาได้ยินมัน มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ได้ยิน
การเลือกของเจียงเจิน
เธอบอกว่า เธอเลือกตัวเธอเอง
เจียงฉือซิงเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่น้อย
เขาเดินไปอย่างกะเผลกนิด ๆ
เจียงอันไซ่กับหลินจื่อเหลียนถึงได้สังเกตเห็นว่ามีอะไรผิดปกติ จึงตะโกนว่า “นายจะไปไหน ทำไมไม่บอกว่าบาดเจ็บล่ะ!”
ทั้งสองรีบสั่งให้บอดี้การ์ดตามเขาไป
ก่อนจากไป หลินจื่อเหลียนยังไม่ลืมที่จะจ้องหนิงหนิงอย่างเกรี้ยวกราด
หนิงหนิงมีแต่เครื่องหมายคำถามเต็มหัวไปหมด
‘นี่มันเป็นปัญหาอะไรกันแน่ อะไร ๆ ก็ผลักมาให้เธอรับผิดชอบใช่ไหม?’
คนกลุ่มใหญ่เดินจากไปหมดแล้ว
ตอนนี้ทุกอย่างเงียบลงไปมาก
หนิงเหนียนมองเธอ “เธอไม่ได้รับบาดเจ็บใช่ไหม?”
หนิงหนิง “ไม่มี”
เจียงซั่ว “พอแล้ว พอแล้ว ไม่ว่าจะบาดเจ็บหรือไม่ก็ตาม ทุกคนต้องไปตรวจดูที่โรงพยาบาลให้ฉัน!”
ดังนั้น ทุกคนรวมถึงหนิงหนิงจึงถูกพาไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกาย
จากนั้นทางรายการก็ได้ออกประกาศว่า แขกรับเชิญทุกคนได้รับการช่วยเหลือออกมาอย่างปลอดภัยแล้ว และรายการนี้จะถูกระงับไว้ชั่วคราว
ที่โรงพยาบาล พวกเขาอยู่ที่นั่นทั้งคืน ถูกหมอพาไปตรวจที่นั่นที่นี่ หลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่มีอะไรผิดปกติ หนิงหนิงจึงได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล
พอออกมาจากห้องผู้ป่วย ก็เจอกับซูเจาที่เพิ่งออกมาเช่นกัน
ซูเจาทักทายก่อน “อ้าว ได้ออกมาแล้วเหรอ?”
หนิงหนิง “คุณจะกลับแล้วเหรอ?”
ซูเจา “ใช่ เดี๋ยวผู้จัดการกำลังจะมารับฉัน อีกเดี๋ยวฉันยังมีตารางงานต้องรีบไป ฉันดังขนาดนี้ ดังมากเลยนะ”
เธอตั้งใจสะบัดผมเล่น ๆ การทำท่าคุยโวแบบเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ กลับไม่ทำให้คนรู้สึกรำคาญ
หนิงหนิง “ตอนนี้มันเป็นเวลากลางวันนะ”
ซูเจากะพริบตา “ใช่แล้ว ก็กลางวันไง”
หนิงหนิงเห็นเธอทำเป็นโง่ จึงพูดว่า “ฉันเพิ่งค้นข้อมูลของคุณ คุณเติบโตในต่างประเทศตั้งแต่เด็ก ชีวิตของคุณสุขสบาย สถานการณ์ครอบครัวก็ดี สองปีก่อน คุณจัดงานวันเกิดบนเรือสำราญ และเจอพายุ ทุกคนบนเรือรวมถึงพ่อแม่ของคุณ จมน้ำตายทั้งหมด มีเพียงคุณคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้”
ซูเจา “คุณอยากถามฉันใช่ไหมว่า ฉันรอดมาได้ยังไง?”
เธอแสดงสีหน้าสงสัย
“ก่อนที่ฉันจะตอบคำถามของคุณ ฉันมีข้อสงสัยอยู่เรื่องหนึ่ง สิ่งที่คุณพูดมาทั้งหมดนี้ แม้แต่สื่อที่ขุดคุ้ยมานานยังไม่รู้ คุณไปสืบมาได้ยังไงกัน?”
หนิงหนิงมองเธอ แล้วเปิดโปงอย่างไร้ความปรานี “คุณกำลังแกล้งโง่อยู่”
ซูเจายิ้ม “ใช่แล้ว ฉันกำลังแกล้งโง่ แล้วคุณไม่ได้ทำเหรอ? คุณรู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่าฉันรอดชีวิตมาได้ยังไง? พี่สาวจ๋า~”
เธอเข้ามาใกล้ พร้อมกับกลิ่นอายอันเย็นยะเยือก
ลมหายใจที่เธอเป่าออกมาล้วนเย็นเฉียบ เช่นเดียวกับมือที่เธอวางพิงบนไหล่ของอีกฝ่าย ทั้งหมดเย็นเยียบ ปราศจากความอบอุ่นของมนุษย์แม้แต่น้อย
นี่คืออุณหภูมิที่หนิงหนิงคุ้นเคย เธอถอยหลังไปหนึ่งก้าว เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำที่ใกล้ชิดของซูเจา
หนิงหนิงมองดูซูเจาแวบหนึ่ง แล้วหันหลังเดินจากไป
เมื่อเลี้ยวเข้าโค้ง ซูเจาปรากฏตัวอย่างเงียบ ๆ อยู่ข้างหลังหนิงหนิงอีกครั้ง
“คุณชอบมันไหม? ของขวัญแห่งการพบกันใหม่สำหรับพี่สาว”
หนิงหนิง “การถ่ายทอดสดเป็นฝีมือของคุณเหรอ?”
ซูเจายิ้มน้อย ๆ ถอยหลังก้าวหนึ่ง แล้วเดินจากไป
หนิงหนิงพิงกำแพง หัวใจเต้นเร็วมาก
วาเซียเดินออกมาจากความมืด มันเงยหน้ามองหนิงหนิงด้วยความกังวลใจ
“คุณไม่เป็นไรนะ?”
หนิงหนิงส่ายหน้า
“ฉันหาข้อมูลได้แค่นี้ หนิงหนิงอย่ากังวลไปเลย มันอาจจะไม่ใช่ก็ได้นะ”
วาเซียก็รู้สึกว่ามันช่างเหลือเชื่อจริง ๆ
เดิมทีมันยังโกรธที่หนิงหนิงไม่พามันไปด้วย แต่สุดท้ายกลับได้รับข่าวจากแบล็กโครว์
ตกใจแทบตายเลยแมวเอ๋ย
มันเกือบคิดว่าแบล็กโครว์กำลังหลอกมัน
แต่เรื่องแบบนี้ จะเอามาล้อเล่นได้อย่างไร
ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง ยูริอาจจะมาถึงโลกใบนี้ก่อนหนิงหนิงเสียด้วยซ้ำ
แต่เขามาที่นี่ได้ยังไงกันแน่
หนิงหนิงสูดหายใจลึก “ไม่สนใจเขาก่อนดีกว่า”
ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ ตราบใดที่คนที่อยู่เบื้องหลังซูเจายังไม่ได้มาหาด้วยตัวเอง ก็ยังไม่ต้องสนใจ
ตอนนี้ ยังมีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องทำ
เมื่อออกจากประตูโรงพยาบาล รถตำรวจจอดรออยู่ที่หน้าประตูแล้ว
เฉินมู่นั่งอยู่บนรถ โบกมือทักทายเธอ
หนิงหนิงขึ้นรถ ตามเฉินมู่กลับไปยังหน่วยสืบสวนพิเศษ
เธอถูกพาไปที่ห้องประชุม คนคุ้นหน้าหลายคนอยู่ที่นั่น
โจวฉีอันก็อยู่ที่นั่นด้วย อีกฝ่ายนั่งอยู่ในตำแหน่งหัวโต๊ะ ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดมาก เขาถาม “คุณเอาของมาด้วยหรือเปล่า?”
หนิงหนิง “รอก่อนนะ”
ในวินาทีถัดมา แมวลายเสือขาวดำตัวหนึ่งกระโดดทะลุหน้าต่างเข้ามา ในปากของมันคาบดอกไม้อยู่ดอกหนึ่ง
โจวเฉิงซื่อเมื่อเห็นแมวตัวนั้น เขาก็ชะงักไปเล็กน้อย
แมวก็มองเขาแวบหนึ่ง แล้วทิ้งดอกไม้ไว้ ก่อนจะเดินจากไป
เมื่อดอกไม้ถูกนำมาวางบนโต๊ะ ทุกคนถึงได้เห็น
นี่มันไม่ใช่ดอกไม้อะไรเลย มันคือโคมไฟชัด ๆ
โคมไฟที่แตกไปแล้ว บัดนี้ปรากฏอยู่บนโต๊ะ
จี๋ไหลอุทานว่า “ทำได้เหมือนจริงมากเลยนะ”
เฉินมู่ขมวดคิ้ว ถามโจวฉีอัน “ท่านโจว เป็นอันนี้ใช่ไหม?”
โจวฉีอันสีหน้าเคร่งเครียด เขาค่อย ๆ หยิบโคมไฟขึ้นมา แล้ววางไว้บนมือเพื่อพิจารณาอย่างละเอียด
ผ่านไปพักใหญ่ เขาจึงเงยหน้าขึ้นและพยักหน้า “ใช่ นี่คือโคมไฟกลืนวิญญาณ”
หนิงหนิง “คุณเคยเห็นมันมาก่อนหรือ?”
โจวฉีอันตอบตามตรง “ใช่ เมื่อสิบปีก่อน ฉันเคยเห็นมันมาแล้ว”