แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 32 ขอพาตัวหลี่หมู่ไป
บนรถ ผู้ที่คุมตัวหลี่หมู่มาก็คือหัวหน้าชุดบังคับคดีคนเดิม
หลังจากรถวิ่งออกมาได้ประมาณยี่สิบนาที โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น
เขากดรับสาย
“เอ่อ ใช่ครับ ตีกันที่ลานกว้างนั่นแหละครับ”
“อะไรนะ? ทำไมต้องส่งตัวไปที่สาขาถนนจี๋เสียงด้วยล่ะครับ?”
“ก็ได้ครับ เข้าใจแล้วครับ”
วางสายเสร็จ หัวหน้าชุดก็หันมามองหลี่หมู่ด้วยสายตาแปลก ๆ
ก่อนจะหันไปสั่งลูกน้องที่ขับรถว่า
“ไปสาขาถนนจี๋เสียง”
แน่นอนว่าหลี่หมู่ได้ยินทุกประโยค
กรมบังคับคดี ก็เหมือนกับสถานีตำรวจบนโลกมนุษย์นั่นแหละ
เมืองเถี่ยโส่วเป็นเมืองที่ใหญ่มาก ขนาดพอ ๆ กับจังหวัดเล็ก ๆ จังหวัดหนึ่งบนโลกเลยทีเดียว
เขตตะวันออก ตะวันตก ใต้ เหนือ ก็เปรียบเหมือนอำเภอใหญ่ ๆ สี่อำเภอ
ส่วนสาขาของกรมบังคับคดี ก็คือสถานีตำรวจย่อยนั่นเอง
หลังจากวางสายไปสักพัก หัวหน้าชุดก็หันมาพูดกับหลี่หมู่
“คนของตระกูลหลี่เดินเรื่องแล้วนะ ถ้ามีใครให้โทรหาก็รีบโทรซะตอนนี้เลย”
การที่หัวหน้าชุดยอมบอกเรื่องนี้ แสดงว่าเขาเป็นคนดีพอตัวเลยล่ะ
ความหมายแฝงก็คือ ถ้าแกโดนส่งตัวไปที่สาขาถนนจี๋เสียง แกต้องโดนจัดหนักแน่ ๆ รีบหาคนช่วยซะ
แต่หลี่หมู่กลับยิ้มบาง ๆ
“ขอบคุณครับ ไม่เป็นไรหรอก”
กล้าลงมือ ก็ต้องกล้ายอมรับผลที่จะตามมา
เขากะไว้แล้วว่าคนตระกูลหลี่ต้องใช้เส้นสาย
แต่เขาเพิ่งจะคว้าแชมป์ศึกแรกที่แดนเหวมาหมาด ๆ ตอนนี้เขากำลังเป็นที่จับตามอง
โดนกรมบังคับคดีรวบตัวกลางลานกว้างต่อหน้าผู้คนนับหมื่น
สำนักข่าวทุกสำนักต้องจับตาดูเรื่องนี้แน่
อย่าว่าแต่ 24 ชั่วโมงเลย
แค่เขาหายเข้าไปในสถานีตำรวจเกิน 3 ชั่วโมงแล้วยังไม่ออกมา นักข่าวก็คงแห่ไปล้อมสถานีจนไม่มีทางเดินแล้ว!
เขาไม่เชื่อหรอกว่าเส้นสายตระกูลหลี่จะใหญ่คับฟ้าขนาดนั้น!
ใหญ่ขนาดที่สถานีตำรวจยอมเอาคอขึ้นเขียงฆ่าแชมป์อย่างเขาเพื่อเอาใจพวกมัน??
และถ้าพวกตำรวจกล้าซ้อมเขาจริง ๆ
เขาก็พร้อมจะแบกสังขารช้ำ ๆ ไปยืนให้สัมภาษณ์นักข่าว แฉเรื่องทั้งหมดให้สังคมรู้!
เรามาลองวัดกันดูสักตั้ง!
บวกกับคลิปวิดีโอที่ลานกว้างนั่นอีก
แชมป์ศึกแรกที่แดนเหว ป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่กลับโดนซ้อมในห้องขัง!
ผู้กำกับสาขาถนนจี๋เสียงคงได้ขึ้นหน้าหนึ่งกรอบเช้าพรุ่งนี้แหง ๆ
และหลังจากเรื่องนี้แดงขึ้นมา ถ้าคนตระกูลหลี่จะไปขอให้ใครช่วยเล่นงานเขาอีก
ไอ้พวกนั้นก็คงต้องคิดหนักหน่อยล่ะ!
นี่แหละคือการทุบหม้อข้าวของตระกูลหลี่ให้แหลกคาตา
หลี่หมู่ใช้แผนเกลือจิ้มเกลือ แลกหมัดกันให้ตายไปข้าง
ถึงจะเจ็บตัวทั้งคู่ แต่ตระกูลหลี่ต้องเจ็บหนักกว่าแน่นอน!
ไม่นาน รถก็แล่นมาถึงสาขาถนนจี๋เสียง
พอลงจากรถ หลี่หมู่ก็เห็นกลุ่มคนที่ดูเหมือนนักข่าวด้อม ๆ มอง ๆ อยู่ไม่ไกล!
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เขาเพิ่งคว้าแชมป์หรอก
แค่ช่วงเข้าค่ายฝึกสองวันแรก
ก็มีนักข่าวสายกอสซิปนับไม่ถ้วนพยายามจะขอสัมภาษณ์เขาเรื่องที่โดนเปลี่ยนพรสวรรค์ระดับ S
เพียงแต่เรื่องพรรค์นั้นมันทำอะไรตระกูลหลี่ไม่ได้ หลี่หมู่ก็เลยขี้เกียจเสียเวลาด้วย
รถตู้สองคันที่คุมตัวคนตระกูลหลี่ขับตามมาติด ๆ
ตอนที่หลี่หมู่ก้าวลงจากรถ ลุงใหญ่กับคนอื่น ๆ ก็กำลังเดินลงมาเหมือนกัน
แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้โดนคุมตัวแน่นหนาเหมือนตอนแรกแล้ว
แถมท่าทางยังกลับมากร่างเหมือนเดิมอีกต่างหาก
อาซ้อรองจ้องหลี่หมู่เขม็ง ขยับปากแบบไม่มีเสียงว่า
“มึง-เสร็จ-แน่!”
ตำรวจท่าทางกวน ๆ สองสามคนเดินออกมาจากสถานี
เข้ามาพูดคุยรับช่วงต่อกับหัวหน้าชุดที่พาหลี่หมู่มา
ก่อนที่รถตู้จะรีบขับออกไปอย่างรวดเร็ว
ตำรวจที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้า เดินเข้ามามองหลี่หมู่หัวจรดเท้า แล้วตวาดเสียงแข็ง
“มัวยืนบื้ออะไรอยู่ รีบเข้าไปข้างในสิวะ!”
ตำรวจอีกคนที่เดินตามมาข้างหลังก็เตรียมจะผลักหลี่หมู่ให้เดินเข้าไป
คนตระกูลหลี่เห็นแบบนั้นก็ตื่นเต้นกันใหญ่
ขอแค่ไอ้หลี่หมู่ก้าวเท้าเข้าไปในสถานีนี้เมื่อไหร่ รับรองว่าต้องโดนเล่นจนช้ำในแน่!
แต่หลี่หมู่แค่ปรายตามองตำรวจคนที่กำลังจะผลักเขา
ตำรวจคนนั้นก็สะดุ้งโหยง แหกปากโวยวาย
“เฮ้ย!? มึงกล้าจ้องหน้ากูเหรอ! มาถึงที่นี่ยังจะทำห้าวอีกนะมึง!”
พูดจบมันก็ง้างมือเตรียมจะลงไม้ลงมือ
เอี๊ยดดด!~
เสียงเบรกลากยาวดังสนั่น
รถจี๊ปทหารคันหนึ่งเบรกเอี๊ยดจอดสนิทอยู่หน้าสถานี
พอเห็นป้ายทะเบียนรถคันนี้ ตำรวจทุกคนก็ยืนตัวตรงแหน่วด้วยความลนลาน
ประตูฝั่งข้างคนขับเปิดออก นายทหารหน้าเครียดคนหนึ่งก้าวลงมาจากรถ
เขาทำวันทยหัตถ์แบบอัศวินหนึ่งครั้ง แล้วล้วงบัตรประจำตัวขึ้นมาโชว์ตรงหน้าหัวหน้าตำรวจคนนั้น
“ผมขอพาตัวหลี่หมู่ไป!”
ประโยคสั้น ๆ ง่าย ๆ ได้ใจความ
ไม่มีคำอธิบายใด ๆ เพิ่มเติม
“ครับ! ท่านผู้บังคับบัญชา!” หัวหน้าตำรวจเบิกตากว้าง รีบตะเบ๊ะตอบรับด้วยความกลัว
นายทหารคนนี้หลี่หมู่จำหน้าได้
เขาคือรองผู้บังคับหมวดจาง คนสนิทของหวังหลงเฉิงนั่นเอง
รองผู้บังคับหมวดจางพยักหน้า หันมามองหลี่หมู่ “ไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหนใช่ไหม?”
“ไม่เป็นไรครับ” หลี่หมู่ส่ายหน้า
“ขึ้นรถก่อน” รองผู้บังคับหมวดจางพูดจบก็เอื้อมมือไปเปิดประตูรถให้หลี่หมู่ด้วยตัวเอง
หลี่หมู่ก้าวขึ้นรถไปอย่างว่าง่าย
คนตระกูลหลี่ถึงกับอ้าปากค้าง!
โดยเฉพาะอาซ้อรองที่โกรธจนแทบจะกินเลือดกินเนื้อ
นางอุตส่าห์ฝากฝังคนไว้เรียบร้อยแล้ว กะว่าถ้าหลี่หมู่เหยียบเข้าสถานีเมื่อไหร่ จะต้องโดนเล่นงานจนน่วม!
แต่ใครจะไปรู้ว่าเส้นสายของพ่อไอ้เด็กนี่จะใหญ่คับฟ้าขนาดนี้
ถึงกับมีนายทหารมารับตัวมันในเวลาคับขันแบบนี้ด้วย!
ตกลงพวกเขามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งระดับไหนกับพ่อมันกันแน่เนี่ย
ดูทรงแล้ว การที่พวกเขาจะเล่นงานหลี่หมู่คงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป
เผลอ ๆ นายทหารพวกนี้อาจจะพร้อมออกโรงปกป้องหลี่หมู่ทุกเมื่อเลยด้วยซ้ำ
คิดแล้วลุงใหญ่ก็แอบขนลุกซู่
เรื่องนี้กลับไปต้องหารือกันอย่างจริงจังซะแล้ว
ส่วนนายตำรวจที่กำลังจะผลักหลี่หมู่เมื่อกี้ ก็กลัวจนแทบจะหยุดหายใจ
ดูจากท่าทีของนายทหารคนนั้น
พวกเขาไม่ได้มารับตัวนักโทษ แต่เหมือนมา ‘เชิญ’ ตัวไปมากกว่า…
เวรเอ๊ย วันนี้ได้รับคำสั่งมาให้สั่งสอนไอ้เด็กนี่ไม่ใช่เหรอ?
แล้วทำไมถึงมีรถทหารมารับมันได้ล่ะ? นี่มันไม่รนหาที่ตายชัด ๆ หรือไง?
เขามองตามรถทหารที่ขับออกไปไกลจนสุดสายตา พลางปาดเหงื่อเย็นเฉียบ
โชคดีนะเนี่ยที่เมื่อกี้เขายังไม่ได้ลงไม้ลงมือ!
หลี่หมู่นั่งเอนหลังพิงเบาะรถ
รถทหารแล่นฉิวออกจากสถานีตำรวจสาขา
พอขึ้นทางด่วน หลี่หมู่ก็ถามขึ้น “ท่านรองจาง มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ?”
หลี่หมู่ไม่คิดหรอกว่ารองผู้บังคับหมวดจางจะมาแค่เพื่อเคลียร์ปัญหาให้เขาอย่างเดียว
“เรื่องน่ายินดีน่ะ”
รองผู้บังคับหมวดจางพูดจบ ก็คงรู้สึกว่าตัวเองพูดสั้นไปหน่อย เลยอธิบายเพิ่ม
“ท่านผู้บัญชาการกำลังจัดงานฉลองน่ะ”
“พอรู้ข่าวว่าเธอมีเรื่องชกต่อยที่ลานกว้าง ก็เลยสั่งให้ฉันมารับตัวเธอ”
หลี่หมู่พยักหน้ารับ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความอธิบายสถานการณ์ให้แม่ฟัง
รถทหารมุ่งหน้าสู่เขตบ้านพักทหารที่หวังหลงเฉิงพักอาศัยอยู่
ไม่ไกลจากเขตบ้านพัก มีโรงแรมหรูหราตั้งตระหง่านอยู่
ด้านหน้าโรงแรมเต็มไปด้วยรถยนต์ราคาแพงจอดเรียงราย
ถึงจะไม่ได้เป็นรถหรูระดับซูเปอร์คาร์ แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นรถประจำตำแหน่งของข้าราชการระดับสูง ดูน่าเกรงขามสุด ๆ
รองผู้บังคับหมวดจางหาที่จอดรถเสร็จ ก็พาหลี่หมู่เดินเข้าไปในโรงแรม ตรงขึ้นไปยังห้องโถงจัดเลี้ยงชั้นสองทันที
ห้องโถงชั้นสองตกแต่งอย่างหรูหราคลาสสิก ดูแวบเดียวก็รู้ว่าถูกออกแบบมาสำหรับจัดงานเลี้ยงสำคัญ ๆ โดยเฉพาะ
บริเวณทางเข้ามีโต๊ะจัดเลี้ยงอยู่หลายโต๊ะ คนที่นั่งอยู่ล้วนแต่งตัวดูภูมิฐานและคล่องแคล่ว
พวกเขาพูดคุยกันอย่างออกรส แต่พอเห็นรองผู้บังคับหมวดจางพาคนเดินเข้ามา เสียงสนทนาก็เงียบลงทันที
แต่ไม่นานก็มีคนลุกขึ้นยืนทักทายรองผู้บังคับหมวดจาง
คนอื่น ๆ ก็ไม่รอช้า รีบลุกขึ้นยืนโค้งคำนับทักทายตาม แต่สายตากลับจับจ้องไปที่หลี่หมู่ด้วยความแปลกใจ
ไม่รู้ว่าเด็กม.ปลายคนนี้คือใคร
เพราะการสอบศึกแรกที่แดนเหวไม่ได้ถ่ายทอดสดให้คนทั่วไปดู ผลการสอบท็อปทรีก็เพิ่งจะประกาศออกมา
คนพวกนี้ก็เลยยังไม่รู้จักหลี่หมู่
ส่วนเรื่องที่โดนเปลี่ยนพรสวรรค์ระดับ S หลี่หมู่ก็ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใคร
ดังนั้นชื่อเสียงของหลี่หมู่จึงเป็นที่รู้จักแค่ในกลุ่มคนที่ชอบตามข่าวซุบซิบเท่านั้น
รองผู้บังคับหมวดจางไม่ได้ยิ้มตอบรับคำทักทายของคนพวกนั้นเลย ทำแค่พยักหน้าเล็กน้อยพอเป็นพิธี
แล้วก็พาหลี่หมู่เดินผ่านเข้าไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อผ่านโต๊ะพวกนั้นมา ด้านในคืองานเลี้ยงหลัก
มีทั้งหมดห้าโต๊ะ โต๊ะตรงกลางใหญ่ที่สุด หวังหลงเฉิงนั่งอยู่ตรงนั้น กำลังหัวเราะร่วนพูดคุยกับแขกเหรื่อ
พอกวาดสายตาดูอีกสี่โต๊ะที่เหลือ หลี่หมู่ก็ถึงกับสะดุ้ง
หลายคนในงานนี้ หน้าคุ้น ๆ เหมือนเคยเห็นในข่าวมาแล้วทั้งนั้น พวกเขาคือข้าราชการระดับสูงทั้งนั้น!
ส่วนใหญ่มาจากกรมบังคับคดีและกระทรวงพาณิชย์
แสดงว่าโต๊ะที่อยู่ตรงทางเข้านั่น ก็คงเป็นพวกรองอธิบดีหรือคนขับรถของพวกข้าราชการเหล่านี้นี่เอง
และพอเดินเข้าไปใกล้หวังหลงเฉิง หลี่หมู่ก็เข้าใจทุกอย่างทันที
พลังปราณที่แผ่ออกมาจากตัวหวังหลงเฉิงนั้นทรงพลังมาก ราวกับว่าพื้นที่บริเวณนี้ตกอยู่ใต้การควบคุมของเขาทั้งหมด
เขาทะลุขึ้นสู่ระดับเสวียนแล้ว!
การทะลุขึ้นระดับเสวียน ถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง
ไม่ว่าใครก็ต้องจัดงานฉลองกันทั้งนั้น ยิ่งหวังหลงเฉิงอยู่ในตำแหน่งระดับสูงด้วยแล้ว
ถ้าทะลุระดับได้แล้วไม่จัดงานฉลองสิ ถึงจะน่าแปลก
เอาจริง ๆ การจัดงานเลี้ยงแบบนี้ ถือว่าถ่อมตัวสุด ๆ แล้วนะ
ตอนนี้พวกข้าราชการโต๊ะอื่น ๆ ก็เริ่มสังเกตเห็นแล้ว
ทำไมรองผู้บังคับหมวดจางถึงพาเด็กม.ปลายมาด้วย?
หรือว่าจะเป็น… ลูกหลานตระกูลใหญ่ตระกูลไหน?
บังเอิญเหลือเกินว่า ในบรรดาแขกเหรื่อเหล่านั้น มีผู้กำกับสถานีตำรวจสาขาถนนจี๋เสียงนั่งรวมอยู่ด้วย
เขามีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลหลี่ ก็เลยจำหน้าหลี่หมู่ได้ทันที
เขาถึงกับสะดุ้งโหยง หลี่หมู่มาโผล่ที่นี่ได้ยังไง?
และในขณะที่เขากำลังอึ้งอยู่นั้น
เขาก็เห็นหวังหลงเฉิงที่นั่งอยู่โต๊ะประธาน ยิ้มกว้างกวักมือเรียกหลี่หมู่ พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงเอ็นดูว่า
“มานี่สิ มานั่งข้าง ๆ ฉันนี่”