แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 87 ฉันมีความเห็นต่าง
เมื่อเห็นผู้อาวุโสท่านนี้มีอาการตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่
บรรดาศาสตราจารย์คนอื่น ๆ ก็เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้ขึ้นมาทันที
เนื่องจากพวกเขาอ่านเอกสารจากบนลงล่างตามลำดับ
และแฟ้มของเขตทหารหมิงจูถูกจัดไว้ท้าย ๆ
จึงยังไม่มีใครอ่านถึง มีเพียงผู้อาวุโสท่านนี้ที่เลือกสุ่มอ่านและหยิบของหมิงจูขึ้นมาดูพอดี
ในพริบตา ทุกคนก็รีบควานหาร่างปรับปรุงวิชา “เพลงดาบร่วงโรย” จากกองทัพเขตหมิงจูกันให้ควั่ก
แม้แต่นายทหารวัยกลางคนทั้งหลายก็ยังอดสงสัยไม่ได้ ต้องขอหยิบมาเปิดดูด้วย
ร่างปรับปรุงวิชาของเขตอื่น ๆ อย่างน้อยก็มีความยาวสองถึงสามหมื่นตัวอักษร
บางฉบับที่ปรับปรุงเยอะหน่อยก็ปาเข้าไปห้าถึงหกหมื่นตัวอักษร
บรรดาศาสตราจารย์ต้องอ่านไปพลาง คิดวิเคราะห์และตรวจสอบความถูกต้องในหัวไปพลาง
มันจึงเป็นงานที่ทั้งกินเวลาและกินพลังงานอย่างมาก
แต่สำหรับ “เพลงดาบร่วงโรย” ฉบับนี้ กลับมีความยาวเพียงแค่หมื่นตัวอักษรนิด ๆ เท่านั้น!
แถมเนื้อหาในนั้นแทบจะฉีกกฎเกณฑ์เดิม ๆ ของเพลงดาบร่วงโรยที่ทั้งยืดเยื้อและซับซ้อนทิ้งไปจนหมด!
กลับกลายเป็นวิชาที่อ่านเข้าใจง่ายและกระชับได้ใจความ
“นี่… นี่มันเป็นไปได้ยังไง!?”
“นี่มันยังใช่เพลงดาบร่วงโรยอยู่เหรอ??”
บางคนถึงกับหัวเราะลั่นออกมาด้วยความปีติ!
“สมบูรณ์แบบ! สมบูรณ์แบบที่สุด!!”
“ถ้าใครสามารถฝึกฝนวิชาดาบชุดนี้จนสำเร็จได้ มันจะด้อยไปกว่าวิชาที่ได้จากหินวิญญาณเลยเหรอ?”
น้ำเสียงของใครบางคนถึงกับสั่นเครือ
“วิชาชุดนี้ ตั้งแต่กระบวนท่าแรก ก็มีความแข็งแกร่งเหนือกว่าเพลงดาบร่วงโรยแบบเดิมอย่างเห็นได้ชัด!”
“วิชาดาบชุดนี้ผสมผสานวิชาตัวเบาที่ไม่ธรรมดาเข้าด้วยกัน แถมยังมีวิธีรีดเร้นพลังปราณที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมมาก!”
“มันทั้งเร็วกว่า พลิ้วไหวกว่า และมีพลังทำลายล้างรุนแรงกว่าเพลงดาบร่วงโรยที่เคยเรียนรู้จากหินวิญญาณเสียอีก!”
“ต่อให้เป็นคนที่มีหัวช้า ถ้าฝึกฝนตามวิชาฉบับนี้ ความแข็งแกร่งก็ยังต้องเพิ่มขึ้นจากฉบับเดิมอย่างน้อย…”
“แปดสิบเปอร์เซ็นต์!!”
พรึบ!!
นายทหารวัยกลางคนทั้งหลายถึงกับลุกพรวดขึ้นพร้อมกัน!
แต่ละคนเบิกตาโตเท่าไข่ห่าน!
“ศาสตราจารย์อู๋ ท่านว่าไงนะ?? แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมถึง 80% เลยเหรอ??”
ศาสตราจารย์ท่านอื่น ๆ ก็พากันส่งเสียงสนับสนุน
“ประมาณนั้นแหละ! มีแต่จะมากกว่า ไม่น่าจะน้อยกว่านี้แน่!”
“นี่มันไม่ใช่แค่การปรับปรุงแบบเดิม ๆ แล้ว ฉันศึกษาเรื่องวิชาการต่อสู้มาทั้งชีวิต ยังไม่เคยเห็นการพลิกแพลงวิชาในมุมมองที่แปลกใหม่และน่าทึ่งขนาดนี้มาก่อนเลย!”
คนที่พูดประโยคนี้ คือศาสตราจารย์อาวุโสวัยร้อยกว่าปีท่านนั้นนั่นเอง
เขาใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับการศึกษาวิชาการต่อสู้จริง ๆ
เพียงแต่วิชาที่เขาวิจัยมันมีมากมายและหลากหลายเกินไป
สำหรับ “เพลงดาบร่วงโรย” เขาคงกล้าพูดได้เต็มปากว่า เขาใช้เวลาศึกษาแบบเจาะลึกมาแค่สิบกว่าปีเท่านั้นแหละ
แถมความสามารถในการทำความเข้าใจของเขา ก็เทียบไม่ได้เลยกับ “เคล็ดเซียนสวรรค์ไร้ระดับ” ของหลี่หมู่
วิชาทุกชุดที่ผ่านการทำความเข้าใจด้วยเคล็ดเซียนสวรรค์ไร้ระดับของหลี่หมู่
มันเทียบเท่ากับการที่เคล็ดเซียนสวรรค์มุ่งเน้นทำความเข้าใจวิชานั้น ๆ อย่างเจาะลึกเป็นเวลานับร้อยปี
แม้จะเป็นแค่การเขียนลงบนกระดาษ แต่มันก็มากพอที่จะทำให้พวกตาเฒ่าเหล่านี้ได้เปิดโลกและได้ประโยชน์อย่างมหาศาล
นี่ถ้าหลี่หมู่เป็นคนสร้างหินวิญญาณขึ้นมาด้วยตัวเอง แล้วให้พวกเขาได้เรียนรู้จากหินนั้นโดยตรงล่ะก็
มีหวังโลกทรรศน์ของพวกเขาคงได้พังทลายลงในพริบตาเป็นแน่…
“ยิ่งไปกว่านั้น วิชาชุดนี้จะต้องถูกเขียนขึ้นด้วยน้ำมือของคนเพียงคนเดียวแน่นอน! ไม่มีทางเป็นผลงานที่เกิดจากการระดมสมองของคนหลายคนเด็ดขาด!”
“ใช่แล้ว! เรื่องนี้มันชัดเจนมาก!”
“กองทัพเขตหมิงจู… ต้องมีอัจฉริยะเหนือโลกจุติลงมาเกิดแน่ ๆ!”
“อัจฉริยะเหรอ? คำสองคำนี้อาจจะยังน้อยไปสำหรับผู้ที่เขียนวิชาชุดนี้ขึ้นมาด้วยซ้ำ…”
นายทหารวัยกลางคนหันไปสั่งการผู้ช่วย
“ไปเกณฑ์ทหารที่ใช้ดาบแต่ยังไม่เคยฝึกเพลงดาบร่วงโรยมาสักห้าสิบคน!”
“ไม่สิ! เอามาสองร้อยคนเลย! เราจะทำการทดสอบเชิงลึก!!”
ยิ่งมีผู้เข้าร่วมทดสอบมากเท่าไหร่ ข้อมูลความแข็งแกร่งของวิชาก็จะยิ่งแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น
และยิ่งใช้เวลาทดสอบนานเท่าไหร่ ศักยภาพที่แท้จริงของวิชาก็จะยิ่งเผยออกมาให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น!
การทดสอบครั้งนี้ กินเวลาลากยาวไปหลายวัน
...
ณ เมืองเถี่ยโส่ว
กองทัพจิ้นหยวนเขตหมิงจู
หลังจากวันเปิดประมูล ก็ผ่านมาครบสามวันเต็มแล้ว
การประมูลรอบแรกและรอบที่สองได้เสร็จสิ้นลงเรียบร้อย
และในค่ำคืนนี้ การประมูลรอบสุดท้ายก็กำลังจะเริ่มขึ้นภายในห้องประชุมใหญ่ของฐานทัพกองทัพเขตหมิงจู
บรรดาผู้บริหารระดับสูงจากแผนกความร่วมมือองค์กรทหารต่างก็นั่งประจำที่กันพร้อมหน้า
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ประตูห้องประชุมอย่างใจจดใจจ่อ
ไม่นาน ผู้บัญชาการสูงสุดทั้งสี่ท่านของกองทัพ รวมถึงผู้อำนวยการลู่และศาสตราจารย์ทั้งสองท่านจากสถาบันวิจัยก็ทยอยเดินเข้ามาในห้อง
ผู้บริหารจากแผนกความร่วมมือรีบลุกขึ้นยืนทำความเคารพทันที
ทุกคนรอจนกระทั่งเหลียงฮว่าจวินผายมือและเอ่ยคำว่า “เชิญนั่ง”
พวกเขาถึงได้นั่งลง
แม้ว่านี่จะเป็นการประชุมเพื่อพิจารณาการประมูล แต่สมาชิกในทีมทั้งสี่คนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจเก็บกู้แร่ผลึกแม่โดยตรงก็ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมฟังด้วย
หลี่หมู่ หวังอวิ๋นหวน และจางคัง นั่งเงียบ ๆ อยู่ที่มุมหนึ่งของห้องประชุม
ส่วนเจียงหลินหลิน ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไร วันนี้เธอถึงไม่มาปรากฏตัว
ผู้บัญชาการสูงสุดเหลียงฮว่าจวินกล่าวเปิดการประชุมเพียงไม่กี่ประโยค จากนั้นก็ส่งสัญญาณให้เริ่มการประชุมได้
ผู้นำเหล่านี้มาในฐานะผู้สังเกตการณ์และผู้ตัดสินชี้ขาด
ส่วนผู้ที่ดำเนินรายการจริง ๆ คือบรรดาผู้บริหารจากแผนกความร่วมมือองค์กรทหารนั่นเอง
สิ้นเสียงคำสั่งของเหลียงฮว่าจวิน ผู้บริหารจากแผนกความร่วมมือคนหนึ่งก็เดินออกไปนอกห้อง และกลับเข้ามาในเวลาไม่นาน
ตามมาด้วยคนสองกลุ่ม
กลุ่มละสี่ห้าคน เดินแยกไปยืนประจำที่ทั้งสองฝั่งของห้อง ในมือของแต่ละคนล้วนกอดเอกสารปึกใหญ่ไว้แน่น (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
จ้าวฮั่น หัวหน้าแผนกความร่วมมือองค์กรทหาร กระแอมไอเบา ๆ
“สวัสดีครับ ท่านผู้บัญชาการและผู้บริหารทุกท่าน รวมถึงตัวแทนจากองค์กรธุรกิจทุกท่านด้วยครับ”
“วันนี้คือการประมูลรอบสุดท้าย สำหรับโครงการพัฒนาร่วมองค์กรทหารจากแร่ผลึกแม่มีชีวิตครับ”
“ในการประมูลครั้งนี้ มีองค์กรธุรกิจยื่นความจำนงเข้าร่วมทั้งหมดสามสิบหกแห่ง!”
“และหลังจากผ่านการคัดกรองอย่างเข้มงวดมาหลายรอบ ในที่สุดก็เหลือองค์กรที่โดดเด่นที่สุดเพียงสองแห่งเท่านั้น!”
“นั่นก็คือ กลุ่มธุรกิจตระกูลเย่ และกลุ่มธุรกิจตงเฉิงครับ”
“ขอเชิญตัวแทนจากทั้งสององค์กร นำเสนอความตั้งใจและศักยภาพขั้นสูงสุดของพวกคุณ เพื่อชิงสิทธิ์ในการพัฒนาแร่ผลึกแม่ในครั้งนี้ได้เลยครับ”
“ลำดับต่อไป ขอเชิญตัวแทนจากกลุ่มธุรกิจตระกูลเย่…”
ยังไม่ทันที่จ้าวฮั่นจะพูดจบ หวังหลงเฉิงก็ยกมือขึ้นขัดจังหวะ
ทุกคนในห้องชะงักไปชั่วครู่ ต่างพากันหันไปมองหวังหลงเฉิง และได้ยินเขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“หัวหน้าแผนกจ้าว! ผมขอถามหน่อยว่า ขั้นตอนการคัดกรององค์กรทั้งหมด คุณเป็นคนดูแลและรับผิดชอบทุกขั้นตอนเลยใช่ไหม?”
จ้าวฮั่นถึงกับสะดุ้ง เขาหันไปมองหน้าจางชิงตามสัญชาตญาณ
เขาคือคนของจางชิง และผลการประมูลในครั้งนี้ ก็เป็นคำสั่งสายตรงมาจากจางชิงเช่นกัน
จางชิงยังคงรักษามาดนิ่งขรึม ไม่ได้แสดงอาการใด ๆ เพียงแค่ปรายตามองจ้าวฮั่นด้วยสายตาเย็นชา
จ้าวฮั่นตัวสั่นสะท้าน เขาไม่รู้ว่าหวังหลงเฉิงมีแผนอะไรอยู่ในใจ
แต่หน้าที่ในการคัดกรององค์กรก็เป็นความรับผิดชอบของเขาจริง ๆ เขาจึงได้แต่กลืนน้ำลายและตอบรับไปว่า
“เอ่อ… ใช่ครับ ท่านรองผู้บัญชาการหวัง”
หวังหลงเฉิงเปลี่ยนน้ำเสียงทันที เขายิ้มกริ่มแล้วพูดว่า
“หึหึ ถ้าอย่างนั้นผมก็เบาใจครับ การประชุมครั้งนี้มีศาสตราจารย์จากสถาบันวิจัยมาร่วมตัดสินด้วย พวกเราจะทำเป็นเล่นไม่ได้เด็ดขาด”
จ้าวฮั่นรีบฉีกยิ้มรับหน้า
แต่ในใจกลับสบถด่าหวังหลงเฉิงอย่างหนัก
แม่งเอ๊ย! ทำเอาตกใจหมด! ไอ้จิ้งจอกเฒ่า กะจะทำเท่โชว์พาวต่อหน้าคนจากสถาบันวิจัยล่ะสิ แล้วจะมาลากกูไปเกี่ยวทำซากอะไรวะ!
เขาจึงหันไปพยักหน้าให้ประธานเย่เริ่มการนำเสนอได้
ตัวแทนของกลุ่มธุรกิจตระกูลเย่ ก็คือประธานเย่ คนเดียวกับที่ไปเที่ยวไล่ชวนจางเฉาหยางและเถ้าแก่คนอื่น ๆ ให้ไปกินข้าวด้วยที่หน้าห้องประมูลนั่นแหละ
วันนี้ประธานเย่แต่งตัวซะภูมิฐานเชียว เขาเดินก้าวออกมายืนตรงกลางห้อง พร้อมกับฉีกยิ้มอย่างมั่นใจ
แถมยังหันไปส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้กับจางชิงอีกต่างหาก
ส่วนจางชิงก็ทำเป็นใช้หางตาชำเลืองมองหวังหลงเฉิง
เขารู้สึกตงิด ๆ ว่าคำถามของหวังหลงเฉิงเมื่อกี้ มันต้องมีอะไรแอบแฝงอยู่แน่ ๆ
รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเอาซะเลย
“สวัสดีครับ ท่านผู้บัญชาการและผู้บริหารทุกท่าน!”
“กลุ่มธุรกิจตระกูลเย่ของเรา ได้จัดทำแผนโครงการระดับองค์กรทหารสำหรับการพัฒนาแร่ผลึกแม่ ด้วยความตั้งใจอย่างสุดความสามารถครับ ต่อไปนี้ ผมขออนุญาตนำเสนอรายละเอียดให้ทุกท่านได้รับฟัง…”
ระหว่างที่เขาพูด ทีมงานด้านหลังก็ทำการเปิดจอโปรเจกเตอร์
และฉายข้อมูลที่เตรียมมาขึ้นบนหน้าจอ
การที่กองทัพจะร่วมมือกับองค์กรธุรกิจ ย่อมต้องพิจารณาจากหลากหลายปัจจัย
ไม่ว่าจะเป็นขนาดของธุรกิจ เงินทุน ทีมผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยีที่มี เสียงตอบรับจากตลาด วิสัยทัศน์ในการบริหาร และอื่น ๆ อีกมากมาย
และสุดท้าย ยังต้องครอบคลุมไปถึงผลกำไรและการทำการตลาดอีกด้วย
กลุ่มธุรกิจตระกูลเย่ ถือเป็นหัวหอกในวงการนี้มาอย่างยาวนาน
แถมยังมีประสบการณ์ในการเป็นโรงงานรับจ้างผลิตยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพมาก่อน
ศักยภาพของพวกเขาจึงไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย หลังจากพรีเซนต์จบ ผู้บริหารหลายคนก็พยักหน้ายอมรับ
ประธานเย่ใช้เวลาพูดอยู่เกือบชั่วโมง ก่อนจะสรุปจบพร้อมกับรอยยิ้ม
เขาโค้งคำนับให้ผู้บริหารทุกท่าน แล้วเดินกลับไปยืนข้าง ๆ
ทว่าประกายความตื่นเต้นในแววตาของเขานั้น ปิดยังไงก็ปิดไม่มิด
ตอนแรกที่เขาได้รับคำสั่งจากจางชิง เขายังนึกว่าจะเป็นแค่โปรเจกต์รับจ้างผลิตธรรมดา ๆ
ใครจะไปคิดว่างานนี้จะเป็นการร่วมทุนสร้างองค์กรทหารระดับประเทศ! ถ้าคว้าโปรเจกต์นี้มาได้ ตระกูลเย่ก็จะกลายเป็นเบอร์หนึ่งของเมืองเถี่ยโส่วแบบไร้คู่แข่งทันที!
ส่วนกลุ่มธุรกิจตงเฉิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ นั่นน่ะเหรอ ก็แค่ตัวประกอบที่จางชิงจัดฉากมาให้ดูเนียน ๆ ก็เท่านั้นแหละ!
จางชิงรู้ดีว่าการประมูลครั้งนี้มีคนจากสถาบันวิจัยมาร่วมตัดสินด้วย ต่อให้เป็นเขา ก็ใช่ว่าจะชี้เป็นชี้ตายได้ง่าย ๆ
แต่เขาต้องการสิทธิ์ในการพัฒนาแร่ผลึกแม่ก้อนนี้จริง ๆ เพราะมันคือไพ่ตายชิ้นสำคัญที่จะช่วยดันให้เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุด
ดังนั้น เขาจึงยอมเสี่ยง ใช้อำนาจบีบบังคับเตะตัดขาบริษัทอื่น ๆ ออกไปจนหมด
เหลือไว้แค่กลุ่มธุรกิจตระกูลเย่ กับบริษัทระดับกลาง ๆ อย่างกลุ่มธุรกิจตงเฉิงให้เข้ามาถึงรอบสุดท้าย
ถ้าเหลือแค่ตระกูลเย่เจ้าเดียว สถาบันวิจัยอาจจะไม่พอใจ
แต่ถ้ามีสองตัวเลือกให้เทียบกัน สถาบันวิจัยก็คงจะเรื่องมากไม่ได้แล้ว
แค่ให้ตระกูลเย่นำเสนอแผนงานเจ๋ง ๆ แล้วให้กลุ่มธุรกิจตงเฉิงนำเสนอแผนงานที่ดูด้อยกว่าหน่อย
แค่นี้เรื่องก็จบ
และก็เป็นไปตามคาด กลุ่มธุรกิจตงเฉิงก็งัดเอาศักยภาพทั้งหมดที่มีออกมาโชว์
แต่ถึงยังไง พวกเขาก็เทียบชั้นกับกลุ่มธุรกิจตระกูลเย่ไม่ได้เลยสักนิด ทำเอาผู้บริหารจากสถาบันวิจัยถึงกับนั่งฟังด้วยความเบื่อหน่าย
มุมปากของประธานเย่กระตุกยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่
พ้นคืนนี้ไป ตระกูลเย่ก็จะผงาดขึ้นอย่างเต็มภาคภูมิแล้ว
จ้าวฮั่นกับผู้บริหารคนอื่น ๆ แกล้งทำเป็นสุมหัวปรึกษากันอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเดินออกมายืนตรงกลางห้องแล้วกล่าวกับผู้บัญชาการทั้งหลายว่า
“ท่านผู้บัญชาการทุกท่านครับ จากการเปรียบเทียบข้อมูลทั้งหมด พวกเราเห็นพ้องต้องกันว่า กลุ่มธุรกิจตระกูลเย่ มีความเหมาะสมที่จะรับผิดชอบโครงการร่วมทุนสร้างองค์กรทหารในครั้งนี้มากที่สุดครับ”
“ไม่ทราบว่าท่านผู้บัญชาการมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมไหมครับ?”
เหลียงฮว่าจวินหันไปมองจางชิง
“ท่านรองผู้บัญชาการจาง ลองแสดงความคิดเห็นของคุณหน่อยสิ”
เหลียงฮว่าจวินเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต เขาไม่เคยมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนกับกลุ่มธุรกิจใด ๆ ทั้งสิ้น
เขาถึงขั้นสั่งห้ามไม่ให้ญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูง เอาชื่อเขาไปแอบอ้างเพื่อหาผลประโยชน์ในทางที่ผิดเด็ดขาด
เขาก็พอจะรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างจางชิงกับตระกูลเย่อยู่บ้าง แต่เพราะไม่มีหลักฐานมัดตัว เขาจึงทำอะไรไม่ได้
การที่เขาจงใจเรียกชื่อจางชิงขึ้นมาถาม ก็เพื่อแอบเหน็บแนมเบา ๆ นั่นแหละ
“แผนกความร่วมมือมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้มากกว่าผมครับ คนนอกอย่างผมขอไม่ก้าวก่ายดีกว่า”
“ผู้อำนวยการลู่กับศาสตราจารย์ทั้งสองท่านมีความเห็นว่าอย่างไรบ้างครับ?”
พูดจบ เขาก็โยนลูกบอลไปให้คนของสถาบันวิจัยทันที
แต่ในจังหวะนั้นเอง ก็มีน้ำเสียงเนิบนาบดังแทรกขึ้นมา
เป็นเสียงของหวังหลงเฉิงนั่นเอง
“แต่ผมมีความเห็นต่างเกี่ยวกับผลการตัดสินนี้นะครับ”