แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 86 สร้างความตื่นตะลึงให้แผนกวิจัยวิชาทหารเขตเหนือสักเล็กน้อย
- Home
- แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก!
- บทที่ 86 สร้างความตื่นตะลึงให้แผนกวิจัยวิชาทหารเขตเหนือสักเล็กน้อย
เมื่อจางจือเหวยพูดจบ ทั่วทั้งคฤหาสน์ตระกูลจางก็ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับเวลาถูกแช่แข็ง
แม้แต่แม่บ้านที่กำลังยกอาหารมาเสิร์ฟอยู่ไกล ๆ พอเห็นสถานการณ์ตรงนี้เข้า
ก็ยังต้องรีบยกกับข้าวหมุนตัวกลับเข้าครัวไป
พร้อมกับกำชับคนอื่น ๆ ว่าอย่าเพิ่งออกไปกวน
ในฐานะคนรับใช้ของตระกูลจาง พวกเขาย่อมรู้จักดูทิศทางลมเป็นอย่างดี
จางจิ่วเหอกับจางเฉาหยางแม้จะตกตะลึงสุดขีด แต่ยังไงเสียคนหนึ่งก็เป็นถึงนักรบระดับเสวียนผู้แข็งแกร่ง ส่วนอีกคนก็เป็นถึงยอดนักธุรกิจระดับบิ๊ก
หลังจากย่อยสลายความตกตะลึงลงได้ จางจิ่วเหอก็กวักมือเรียกจางจือเหวย
“ไปที่ห้องประชุม เล่ารายละเอียดให้ฟังแบบเจาะลึกทุกเม็ดเดี๋ยวนี้!”
พูดจบ เขาก็รีบเดินนำทั้งสามคนเข้าไปในห้องประชุมทันที
จางจือเหวยเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบให้ทุกคนฟัง
ตั้งแต่ตอนที่เขาถูกหลี่หมู่โทรเรียกให้ออกไปหา หลี่หมู่มาทัวร์โรงงานของที่บ้าน แล้วก็พาเขาไปพบหวังหลงเฉิง
แม้กระทั่งบทสนทนาเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างนั้น จางจือเหวยก็จำประเด็นสำคัญได้ไม่ตกหล่น
พอได้ยินว่าแร่ผลึกแม่สถิตอยู่ก้อนนั้น เป็นหลี่หมู่ที่บุกไปเอากลับมาด้วยตัวเอง
จางเฉาหยางและคนอื่น ๆ ก็ถึงกับช็อกจนอ้าปากค้าง
ก็เมื่อไม่กี่วันก่อน หลี่หมู่คนนั้นยังเป็นแค่คนที่มีพรสวรรค์ระดับ F อยู่เลยนะ!
แต่กลับไปเข้าร่วมศึกแรกที่แดนเหว แล้วยังช่วยชีวิตจางจือเหวยเอาไว้อีก
ตอนที่จางจือเหวยบอกว่าจะขอย้ายไปเรียนที่โรงเรียนเฮยสุ่ย พวกเขาก็พอจะรู้ตื้นลึกหนาบางอยู่บ้าง
จางเฉาหยางกับหลี่หรูยังรู้สึกว่าควรจะตอบแทนบุญคุณเขาซะหน่อย
ก็เลยบริจาคเงินสร้างลานประลองระดับ А ให้กับโรงเรียนเฮยสุ่ยไป
ถึงแม้มันจะเทียบไม่ได้เลยกับบุญคุณที่ช่วยชีวิตลูกชายไว้
แต่มันก็ถือเป็นการประกาศว่ากลุ่มธุรกิจตระกูลจางคอยคุ้มกะลาหัวไอ้หนุ่มที่ชื่อหลี่หมู่คนนี้อยู่
แต่ใครจะไปคิดล่ะ!
แค่พริบตาเดียว หลี่หมู่กลับเป็นฝ่ายมอบของขวัญชิ้นใหญ่สะท้านฟ้าให้กับจางจือเหวยแทน!
แถมยังเป็นสิทธิ์ในการร่วมทุนสร้างองค์กรทหารอีกต่างหาก
ไม่ใช่แค่เป็นโรงงานรับจ้างผลิต!
ความหมายของสองอย่างนี้มันต่างกันลิบลับเลยนะ!
เมื่อเช้านี้ ตอนที่จางเฉาหยางไปยื่นซองประมูล
สิ่งที่เขาประมูลคือสิทธิ์การเป็นโรงงานรับจ้างผลิต
การพัฒนาแร่ผลึกแม่ จะต้องทำในแดนเหวเท่านั้น เพราะบนโลกมนุษย์มีผู้คนพลุกพล่าน กองกำลังไม่รวมศูนย์ เสี่ยงต่อการถูกผู้ไม่หวังดีหมายตา โดยเฉพาะพวกลัทธิสมาคมสวรรค์
ดังนั้นกระบวนการพัฒนาทั้งหมดจะต้องถูกจัดขึ้นภายในพื้นที่ของกองทัพเท่านั้น
การเป็นโรงงานรับจ้างผลิต ก็คือกลุ่มธุรกิจตระกูลจางต้องพาทีมงานของตัวเองเข้าไปสร้างโรงงานในแดนเหว เพื่อรับจ้างผลิตโลหะให้กองทัพ
ถึงแม้ผลกำไรที่ได้จะมหาศาล และยิ่งร่วมงานกันนาน ความสนิทสนมระหว่างธุรกิจกับกองทัพก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น
แต่โดยรวมแล้ว พวกเขาก็เป็นแค่ลูกจ้างตามสัญญา กองทัพสามารถเปลี่ยนไปใช้บริการบริษัทอื่นได้ทุกเมื่อ
แต่การร่วมทุนสร้างองค์กรทหารน่ะสิ!
มันคือการเป็นหุ้นส่วนที่มีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง!
ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับกองทัพจะลึกซึ้งกว่าการเป็นแค่โรงงานรับจ้างผลิตตั้งแต่เริ่มแรก!
อาจพูดได้เลยว่า!
เมื่อสร้างองค์กรทหารสำเร็จเมื่อไหร่
ตระกูลจางก็ถือเป็นครึ่งหนึ่งของครอบครัวทหารไปแล้ว!
นี่มันเป็นการสร้างฐานอำนาจที่ทะลุเพดานเลยชัด ๆ
และในวงการธุรกิจ ป้ายชื่อ ‘องค์กรระดับกองทัพ’ มันคือป้ายทองคำที่ต่อให้มีเงินเป็นหมื่นล้านก็ซื้อไม่ได้!
หลังจากนี้ ตระกูลจางจะไร้เทียมทานในแวดวงธุรกิจ
และนี่ก็คือสปริงบอร์ดที่สำคัญที่สุดในการก้าวกระโดดไปสู่เมืองอื่น ๆ ด้วย
แต่ก็นั่นแหละ
ผลประโยชน์มหาศาลย่อมมาพร้อมกับความยากลำบากเสมอ
คำว่า องค์กรระดับกองทัพ ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาง่าย ๆ ด้วยลมปาก
ตระกูลจางจำเป็นต้องแสดงความจริงใจออกมาให้เกินร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุ่มเททำทุกอย่างให้ดีที่สุด ถึงจะพอมีความหวัง
ก๊อก ก๊อก!
จางจิ่วเหอเคาะโต๊ะเสียงหนัก ๆ สองครั้ง ดึงสติของทุกคนให้กลับมา
เขาพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“พวกเราอย่าเพิ่งดีใจกันเร็วเกินไป! อีกฝ่ายแค่ต้องการให้เราเสนอแผนธุรกิจ!”
“ไม่ได้หมายความว่าเขาเลือกเราให้เป็นผู้ร่วมงานในครั้งนี้เลยซะหน่อย”
“ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์และสายสนกลในของเรื่องนี้มันไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้นหรอกนะ!”
“จือเหวย ทางฝั่งตระกูลเย่มีข่าวอะไรหลุดมาบ้างไหม?”
จางจือเหวยพยักหน้ารับ
“การคัดเลือกโรงงานรับจ้างผลิตครั้งนี้ ความจริงเป็นแค่การคัดเลือกรอบแรกเท่านั้นครับ”
“หลังจากผ่านการคัดเลือกคุณภาพของโรงงานรับจ้างผลิตในรอบแรกไปแล้ว รอบสองถึงจะเป็นการประมูลหาผู้ร่วมทุนสร้างองค์กรทหาร”
“และมีความเป็นไปได้สูงมากที่ตระกูลเย่จะผ่านเข้ารอบไปได้สบาย ๆ”
จางเฉาหยางสมองแล่นปรู๊ดปร๊าด เขาสูดควันบุหรี่เข้าปอดลึก ๆ แล้วพูดขึ้น
“ดูเหมือนว่า ครั้งนี้ท่านรองผู้บัญชาการหวังตั้งใจจะงัดข้อกับท่านรองผู้บัญชาการจางชิงซะแล้วสิ!”
หลี่หรูฟังไม่ค่อยเข้าใจความเชื่อมโยงของเรื่องนี้ จึงหันไปมองหน้าสามีด้วยความสงสัย
จางเฉาหยางถอนหายใจยาว ก็อย่างที่พ่อพูดนั่นแหละ เรื่องนี้มันไม่หมูเลย
“เบื้องหลังของตระกูลเย่ก็คือรองผู้บัญชาการจางชิง”
“ครั้งนี้ตระกูลเย่หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องฮุบแร่ผลึกแม่ให้ได้!”
“และท่านรองผู้บัญชาการหวังก็ไม่อยากจะเอาไข่ทั้งหมดไปใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียวกัน”
“ดังนั้น เขาจึงต้องหาตระกูลอื่นมาร่วมมือ เพื่อแย่งชิงเค้กชิ้นนี้ให้มาอยู่ในมือให้ได้!”
“และบังเอิญว่า เพื่อนซี้ตัวน้อยของลูกอย่างหลี่หมู่ ดันมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในเหตุการณ์นี้ แถมยังเป็นคนของท่านรองผู้บัญชาการหวังอีกต่างหาก”
“เพราะเขาเป็นคนเสนอชื่อตระกูลจางของเรา ท่านรองผู้บัญชาการหวังถึงได้ยื่นกิ่งมะกอกมาให้เราไงล่ะ!”
จางจิ่วเหอพยักหน้าชื่นชม
“การที่แกรู้เท่าทันเรื่องนี้ถือว่าดีมาก นี่คือโอกาสทองฝังเพชรสำหรับตระกูลจางของเรา”
“แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือวิกฤติ”
“การที่เราจะเข้าไปแทรกแซงในศึกแย่งชิงอำนาจของผู้หลักผู้ใหญ่ระดับสูงในกองทัพแบบนี้”
“ถ้าสำเร็จ เราก็จะทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด แต่ถ้าพลาด เราก็จะตกลงไปในเหวลึกที่ไม่มีวันปีนขึ้นมาได้อีกเลย…”
จางจิ่วเหอจ้องมองจางเฉาหยางด้วยแววตาลึกล้ำ เป็นเชิงเตือนให้คิดให้รอบคอบ
แต่จางเฉาหยางกลับตบโต๊ะปัง!
“พ่อครับ! พวกเรารอคอยมาหลายปี ที่รออยู่ก็ไม่ใช่โอกาสแบบนี้หรอกเหรอครับ?”
“โอกาสกับความเสี่ยงมันเป็นของคู่กันอยู่แล้ว!”
“ขอแค่ครั้งนี้เราสามารถคว้าโปรเจกต์องค์กรระดับกองทัพมาได้ ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับท่านรองผู้บัญชาการหวัง จะแน่นแฟ้นยิ่งกว่าตระกูลเย่กับรองผู้บัญชาการจางชิงซะอีก!”
“หลายปีมานี้ผมศึกษาแนวทางของตระกูลเย่มาจนทะลุปรุโปร่งแล้ว กิจการของพวกเขาใหญ่โตกว่าเราก็จริง! อิทธิพลก็มากกว่าเราด้วย”
“แต่ถ้าวัดกันที่คุณภาพความเป็นมืออาชีพแล้วล่ะก็ หึ ตระกูลเย่ไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด!”
จางจิ่วเหอยิ้มบาง ๆ ไม่ได้เอ่ยอะไรขัดขึ้นมาอีก
จางจือเหวยก็พูดเสริมว่า
“อ้อ ท่านรองผู้บัญชาการหวังย้ำกับผมตั้งหลายรอบเลยนะครับ ว่าในเรื่องนี้ พวกเขาต้องการความยุติธรรมและโปร่งใสที่สุด”
“ต้องการให้องค์กรที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมจริง ๆ เป็นฝ่ายได้ดูแลแร่ผลึกแม่”
จางเฉาหยางพยักหน้ารับ
“เดี๋ยวพ่อจะเรียกประชุมทีมงานทันที เราจะจัดทำแผนโปรเจกต์ระดับกองทัพที่ยอดเยี่ยมจนโลกต้องตะลึงออกมาให้ได้!” (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
พูดจบจางเฉาหยางก็ก้าวเท้ายาว ๆ ออกจากห้องไปทันที
ควักโทรศัพท์มือถือออกมาโทรสั่งงานระหว่างเดินไป ข้าวปลาไม่สนใจจะกินแล้ว
จางจิ่วเหอเอ่ยปากชื่นชมว่า
“จือเหวยเอ๊ย เพื่อนของหลานที่ชื่อหลี่หมู่คนนี้ ไม่ใช่คนธรรมดาเลยจริง ๆ…”
“ถ้ามีเวลา ก็ลองชวนเขามานั่งเล่นที่บ้านเราบ้างสิ”
หลี่หรูพยักหน้าเห็นด้วย
“นั่นสิ แม่ได้ยินลูกพูดถึงเขาบ่อย ๆ แต่ยังไม่เคยมีโอกาสได้เจอตัวจริงเลยสักครั้ง”
“งานนี้ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เขาก็ถือว่ามีบุญคุณกับตระกูลจางของเราถึงสองครั้งสองคราเลยนะ”
“จะว่าไป พ่อหนุ่มคนนี้ก็แซ่หลี่เหมือนกับแม่เลยนะเนี่ย…”
จางจือเหวยพยักหน้าพร้อมกับยิ้มขื่น ๆ
ใครจะกล้าเถียงล่ะครับ
บุญคุณที่ช่วยชีวิตเขาไว้ คราวก่อนก็ยังไม่ได้ตอบแทนเลย
มาตอนนี้ดันไปติดหนี้บุญคุณก้อนโตเบ้อเริ่มเขาอีกแล้ว
จางจิ่วเหอลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า
“กระดูกแก่ ๆ อย่างฉัน คงไม่ได้ยืดเส้นยืดสายมานานเกินไปแล้วล่ะมั้ง”
“ถ้าตระกูลจางสามารถร่วมสร้างองค์กรทหารนี้ได้จริง ๆ”
“ฉันก็คงจะได้กลับเข้าไปในแดนเหวอีกครั้งซะที”
จางจือเหวยเข้าใจความรู้สึกของคุณปู่เป็นอย่างดี
ในฐานะนักรบระดับเสวียน แดนเหวต่างหากคือสถานที่ที่คู่ควรกับเขา
แต่เมื่อตระกูลจางเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ จางจิ่วเหอกลับไม่กล้าก้าวเท้าเข้าแดนเหวอีกเลยหลังจากทะลุระดับเสวียนได้
เพราะความปลอดภัยของเขา มันส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของตระกูลจางโดยตรง!
อย่าว่าแต่ตายในแดนเหวเลย ต่อให้แค่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ตระกูลจางก็จะตกเป็นเป้าหมายของพวกหมาป่าตาขาวทันที
น่าเวทนานัก ที่นักรบระดับเสวียนต้องมาถูกพันธนาการไว้ในเขตเมืองเพราะห่วงใยครอบครัวตัวเอง
แต่ถ้าครั้งนี้ตระกูลจางสามารถร่วมมือกับหวังหลงเฉิง และคว้าชัยชนะมาได้
ตระกูลจางก็จะกลายเป็นฐานอำนาจคนสนิทที่หวังหลงเฉิงไว้ใจที่สุด!
และนี่แหละคืออิทธิพลเบื้องหลังทางทหารที่พวกเขาใฝ่ฝันอยากจะมีมาตลอด
แถมยังเป็นการก้าวข้ามขั้นมาอยู่ในจุดที่สมบูรณ์แบบจนแทบไม่น่าเชื่อ
เมื่อถึงเวลานั้น จางจิ่วเหอก็จะได้รับอิสระเสียที
เขาจะสามารถกลับเข้าไปสำรวจขุมทรัพย์ในแดนเหว พัฒนาพลังฝีมือ หรือแม้แต่เข้าร่วมรบกับกองทัพจิ้นหยวนก็ยังได้
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นประโยชน์ต่อตระกูลจางทั้งสิ้น โดยไม่ต้องมาคอยหวาดระแวงว่าจะต้องเอาชีวิตไปทิ้ง
ก่อนหน้านี้เขาก็เคยคิดอยากจะสมัครเข้ากองทัพ แต่ถ้านักรบระดับเสวียนอย่างเขาเข้าไปแล้วเอาแต่อุดอู้อยู่แต่ในค่าย
ต่อให้จะได้ตำแหน่งอะไร มันก็คงไม่สร้างชื่อเสียงอะไรให้ตระกูลหรอก
ถ้าไปแล้วเป็นแบบนั้น สู้ไม่ไปซะดีกว่า
...
ในขณะเดียวกัน
ณ เมืองเซวี่ยฉือ ที่อยู่ห่างออกไปไกลนับพันลี้
ใจกลางกองทัพเขตเซวี่ยไห่ที่ใหญ่ที่สุด มีอาคารสีดำทมิฬตั้งตระหง่านราวกับสัตว์ร้ายที่แฝงตัวอยู่ในความมืด
ตั้งตระหง่านอยู่เหนือทางเข้าแดนเหว
น่าเกรงขามดั่งมังกรขดพยัคฆ์หมอบ จ้องมองลงไปยังเหวลึกเบื้องล่าง
บนตัวอาคารมีป้ายตัวอักษรสีทองอร่ามสลักไว้ว่า
แผนกวิจัยวิชาการต่อสู้ กองทัพจิ้นหยวนเขตเหนือ
ณ ตอนนี้ ภายในห้องทำงานชั้นบนสุดของแผนกวิจัย
ชายชราผมขาวโพลนกว่ายี่สิบคน กำลังนั่งล้อมวงอยู่ที่โต๊ะประชุม สายตาทุกคู่จดจ่ออยู่กับเอกสารในมืออย่างขะมักเขม้น
ตรงหน้าของแต่ละคนมีกองหนังสือและเอกสารวางเรียงรายสูงเป็นตั้ง
คนที่มีอายุมากที่สุดในกลุ่ม น่าจะอายุปาเข้าไปร้อยกว่าปีแล้ว
ภายในห้องประชุมที่เงียบสงบ มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษดังพรึ่บพรั่บ
ชายวัยห้าหกสิบในชุดเครื่องแบบทหารอีกสองสามคน ก็นั่งอ่านเอกสารอยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน
หนึ่งในนั้นอ่านไปได้สักพัก ก็ยกมือขึ้นขยี้ตาแล้ววางเอกสารลง
เขาหันไปสั่งลูกน้องว่า
“ไปชงชามาให้ท่านศาสตราจารย์ทุกท่านหน่อยสิ”
จากนั้นก็หันไปพูดกับบรรดาผู้อาวุโส
“ท่านผู้อาวุโสทุกท่านครับ อย่าลืมพักผ่อนสายตากันบ้างนะครับ พวกท่านนั่งอ่านกันติดต่อมาหกชั่วโมงกว่าแล้วนะ”
“พักสายตาจิบน้ำกันก่อนเถอะครับ”
แต่ทว่า กลับไม่มีศาสตราจารย์คนไหนตอบรับคำเตือนของเขาเลย
บางคนถึงกับทำหูทวนลม ราวกับไม่ได้ยินเสียด้วยซ้ำ
แต่ละคนขมวดคิ้วมุ่น สีหน้าดูไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก
นายทหารวัยกลางคนได้แต่ถอนหายใจส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แต่ก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรต่อ
นายทหารอีกคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ถอนหายใจออกมาเช่นกัน
“ร่างปรับปรุงวิชาที่ส่งเข้ามาคราวนี้ มีมากกว่าหกสิบฉบับ”
“นอกจากของกองทัพเขตต่าง ๆ แล้ว ก็ยังมีของแผนกวิจัยวิชาใหญ่ ๆ อีกเพียบ”
“แต่จนถึงตอนนี้ กลับยังไม่มีฉบับไหนที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานเลย”
“อย่าว่าแต่พวกตาเฒ่าหัวดื้อพวกนี้เลย ขนาดผมเองก็ชักจะทนไม่ไหวแล้วนะ!”
เขาอธิบายพลางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
การปรับปรุงวิชาการต่อสู้มันใช่งานง่าย ๆ ซะที่ไหนล่ะ แถมเป้าหมายในครั้งนี้ยังตั้งเป้าไว้ที่ 5% อีกต่างหาก
บางแผนกถึงกับส่งมาให้ตรวจตั้งสองสามฉบับ
การที่ไม่ผ่านเกณฑ์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรเลย
แต่ในจังหวะนั้นเอง
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งก็พลิกเปิดเอกสารร่างปรับปรุงวิชาที่มีหน้าปกเขียนไว้ว่า ‘ร่างปรับปรุงวิชาฉบับกองทัพเขตหมิงจู’ ‘เพลงดาบร่วงโรย’
แค่มองแวบแรก ผู้อาวุโสท่านนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น พร้อมกับร้อง ‘หืม?’ ออกมาด้วยความสงสัย!
เพราะเพลงดาบร่วงโรยฉบับนี้ มันช่างแตกต่างจากเพลงดาบร่วงโรยที่เขารู้จักอย่างสิ้นเชิง
แต่พออ่านไปได้แค่ไม่กี่ร้อยตัวอักษร
รูม่านตาของผู้อาวุโสท่านนั้น ก็เริ่มขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
และเมื่ออ่านไปได้ประมาณเจ็ดแปดพันตัวอักษร
ปัง!
ผู้อาวุโสท่านนั้นก็ทุบโต๊ะเสียงดังสนั่นลั่นห้อง!
ทำเอาบรรดาผู้อาวุโสที่กำลังตั้งใจอ่านเอกสารอยู่ ถึงกับสะดุ้งโหยงสุดตัว
ตาเฒ่าที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ถึงกับปรี๊ดแตก ด่ากราดออกมาทันที
“ไอ้ระยำเอ๊ย! ไอ้แก่บ้า! แกเป็นสายลับที่สมาคมสวรรค์ส่งมาลอบสังหารพวกเราหรือไงวะ!?”
“คนที่นั่งอยู่ในห้องนี้ อายุรวมกันก็ปาเข้าไปสองพันกว่าปีแล้วนะเว้ย! แกกะจะทุบโต๊ะทีเดียว ให้พวกเราหัวใจวายตายกันไปสักสองสามคนรึไงฮะ!?”
ตาเฒ่าหลายคนถึงกับตกใจจนเผลอโยนหนังสือในมือทิ้งไปเลย
อย่างน้อยก็มีหกเจ็ดคนที่หน้าซีดเผือด เอามือกุมหน้าอก แล้วล้วงควานหายากันให้วุ่น
แต่ตาเฒ่าคนที่ลุกขึ้นยืน กลับมีใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นสุดขีด
เขาไม่สนใจเสียงด่าทอของตาเฒ่าคนนั้นเลยสักนิด
สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่เอกสารในมือ แต่ปากกลับตะโกนบอกทุกคนเสียงดังลั่น
“กองทัพเขตหมิงจู! เพลงดาบร่วงโรย! ดูนี่! ทุกคนรีบมาดูนี่! เดี๋ยวนี้เลย!!!”