โทษที! ศิษย์ข้าคือมหาเทพ - บทที่ 354 ชนเผ่าชั่วร้ายอยู่ไหน? มันไปไหนแล้ว?
เมื่อเห็นหลู่ฉางเซินลุกขึ้นยืน
หลิวซื่อหลูยิ้มราวกับว่าแผนการของเขาประสบความสำเร็จ
เพราะเขารู้
ถึงแม้ว่า หลู่ฉางเซินดูเหมือนจะไม่สนใจผู้อื่นก็ตาม
แม้แต่เรื่องศิษย์เขาก็ไม่ใส่ใจด้วยซ้ำ
แต่ในความเป็นจริง หลู่ฉางเซินมักจะสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลของลูกศิษย์ของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจตลอดเวลา
เพราะเรื่องนี้ ทำให้หลิวซื่อหลูต้องให้ความสนใจกับข้อมูลลูกศิษย์ของเขาด้วย
ดังนั้นแล้ว
หลิวซื่อหลูจึงสามารถสรุปได้ว่า ตราบใดที่เขาบอกเรื่องเหล่านี้
หลู่ฉางเซินจะต้องลงมือทำอะไรบางอย่างแน่นอน
“หลิวซื่อหลู ชนเผ่าชั่วร้ายที่กำลังจะโจมตีมีสถานะอะไร?”
หลิวซื่อหลูกางมือออกแล้วกล่าวว่า “ระดับที่สูงที่สุดคือชนชั้นระดับถงหลิน ซึ่งอยู่ในขอบเขตภวังค์เทพ ที่เหลือคือเซี่ยเจียงเจ็ดตัว เป็นผู้แข็งแกร่งมหาจักรพรรดิ และมีระดับเซี่ยปิงอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งหมดอยู่ใน ขอบเขตเสมือนเทพ”
ขอบเขตภวังค์เทพ?
มันฟังดูยอดเยี่ยมมาก
หลู่ฉางเซินส่ายหัวแล้วถามว่า “เปรียบเทียบกับความแข็งแกร่งของเจ้าล่ะ?”
หลิวซื่อหลูยักไหล่และกล่าวด้วยน้ำเสียงดูถูก “ข้าขยี้พวกมันได้ ด้วยนิ้วเดียว!”
“เข้าใจแล้ว”
หลังจากกล่าวจบ หลู่ฉางเซินก็หายตัวไปจากจุดนั้นโดยไม่รอคำตอบของหลิวซื่อหลู
หลิวซื่อหลูซึ่งถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังในศาลาเฉาถัง หลังจากได้ยินประโยคนี้
เขาต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะรู้สึกตัว
เขาสะดุ้งเล็กน้อย
“ไม่ถูกต้อง!ทำไมประโยคนี้ถึงฟังดูพิกลนัก?”
“เจ้าหมายถึงอะไรว่า เข้าใจแล้ว!?”
ใบหน้าของหลิวซื่อหลูมืดลง ในสายตาของหลู่ฉางเซิน เขาอ่อนแอขนาดนั้นเลยหรือ?
อย่างไรก็ตาม… ต่อหน้าหลู่ฉางเซิน ข้าดูเหมือนจะค่อนข้างอ่อนแอเล็กน้อยจริงๆ
ไม่มีทาง!
เมื่อข้าอยู่ต่อหน้าหลู่ฉางเซิน!
ข้าก็แข็งแกร่งมากเหมือนกัน เข้าใจไหม?
ท้ายที่สุดแล้ว ข้าก็เป็นสือจื่อกวน(ขุนนางมัคทายก) ระดับห้าดาวของอั้นหยูนะ!
หลังจากนั้น หลิวซื่อหลูก็รีบตามหลู่ฉางเซินไปทันที!
…
ระหว่างทาง ทั้งสองเดินทางผ่านอวกาศอย่างตามใจชอบ
ภายใต้คำแนะนำของหลิวซื่อหลู
ทั้งสองมาถึงพื้นที่ที่ยังอยู่ห่างจากเขตแดนวิญญาณสวรรค์อยู่บ้าง
ณ ตรงนี้
ความปั่นป่วนของมิติพื้นที่ยังคงเหมือนเดิม
อย่างไรก็ตาม มันไม่มีผลกระทบต่อผู้แข็งแกร่งอย่าง หลู่ฉางเซินและหลิวซื่อหลู
มิติปั่นป่วนกระทบร่างกายของพวกเขา
เหมือนกับลมพัดธรรมดา
“ที่นี่งั้นเหรอ?”
หลิวซื่อหลูพยักหน้าและกล่าวว่า “ตามความเร็วการเดินทางของพวกมัน พวกมันน่าจะมาถึงที่นี่อีกราวๆ ธูปไหม้หนึ่งดอก”
หลู่ฉางเซินพยักหน้าและต้องการจัดเตรียมค่ายกล ซึ่งมันน่าจะปลอดภัยกว่า
แต่หลังจากนั้น เขาก็คิดเกี่ยวกับมันอีกครั้ง
เขาถามหลิวซื่อหลู “พวกมันอ่อนแอกว่าเจ้าจริงๆ เหรอ?”
ใบหน้าของหลิวซื่อหลูเข้มขึ้นและเขาถามว่า “ท่านหมายถึงอะไร?”
หลู่ฉางเซินเกาหัวด้วยความเขินอายและกล่าวว่า “อย่าโกรธเลย ข้าไม่ได้มีเจตนาร้าย ข้าแค่อยากยืนยันอีกครั้งให้แน่ใจน่ะ งั้นข้าจะจัดเตรียมค่ายกลเล็กน้อยเพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้น”
หลิวซื่อหลูแอบสาบาน!
เมื่อใดที่ข้าสามารถเอาชนะสายพันธุ์เล็กๆ ผู้นี้ได้
ข้าจะทุบหัวเขาให้เละอย่างแน่นอน!
การกล่าวว่าไม่มีเจตนาร้าย มันหมายความว่าอย่างไร?
เจ้ารู้หรือไม่ว่าสำหรับประโยคนี้ มันเจ็บจี๊ดยิ่งนัก!
แค่เผ่าพันธุ์กระจอกๆ เช่นนี้ เจ้าต้องจัดเตรียมค่ายกลด้วยเหรอ?
เฮ้เฮ้!!
ด้วยระดับพลังอย่างเจ้า เจ้าเตรียมตัวมากเกินไปแล้ว!
กล่าวตามตรง
หลังจากหลิวซื่อหลูสังเกตมาทุกวัน นิสัยของหลู่ฉางเซินเป็นพวกระมัดระวังตัวมากเกินไปแล้ว
ถึงแม้จะกล่าวกันว่า สิงโตต่อสู้กับกระต่ายอย่างสุดกำลังก็ตาม
แต่ว่า
หลู่ฉางเซินไม่สามารถใช้ประโยคข้างต้นได้!
มันต้องใช้คำกล่าวที่ว่า ใช้ปืนใหญ่ฆ่ายุง!
ระเบิดนิวเคลียร์โจมตีอมีบา!
นั่นแหละ คือสิ่งที่ข้ากล่าวถึง…
“…ฮึฮึ” หลิวซื่อหลูมองไปที่หลู่ฉางเซินอย่างติดตลกและกล่าวว่า “ท่านยังห่วงใยลูกศิษย์ของท่านอยู่สินะ?”
หลู่ฉางเซินแค่นเสียงและกล่าวว่า “ข้าแค่ไม่อยากเช็ดก้นพวกเขาหลังจากนั้น!”
หลิวซื่อหลูส่ายหัวและหัวเราะเบา ๆ
เจ้ามันปากไม่ตรงกับใจจริงๆ
อย่างไรก็ตาม พวกเขาสามารถเป็นลูกศิษย์ของหลู่ฉางเซินได้
พวกเขาโชคดีจริงๆ!
ในตอนนี้
เหลือเวลาไม่มากก่อนที่ธูปจะหมดดอก
หลู่ฉางเซินและหลิวซื่อหลูสัมผัสได้อย่างชัดเจน
มีออร่าชั่วร้ายขนาดใหญ่กำลังเข้ามาหาพวกเขาอย่างท่วมท้น!
หลู่ฉางเซินไม่มีสีหน้าใด ๆ บนใบหน้า แต่เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ออร่านี้ มันช่างน่าอึดอัดจริงๆ”
ถึงแม้ว่าเขาจะแข็งแกร่งมากอยู่แล้วก็ตาม
แต่มันก็ยังเกิดความรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง
ตัวอย่างเช่น
ผู้คนในปักกิ่งบนโลก พวกเขาคุ้นเคยกับคุณภาพอากาศที่ไม่ดีมานานแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ท้องฟ้ามืดครึ้ม เจ้าจะยังคงรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง
เหตุผลมันก็ประมาณนี้แหละ
หลิวซื่อหลูกางมือของเขาแล้วกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้น เรามาจัดการกับพวกเขากันเลยดีกว่าไหม?”
“ท่านต้องการให้ข้าจัดการหรือไม่?”
ถูกต้อง ข้าต้องแสดงความแข็งแกร่งให้เจ้าเห็น!
ด้วยวิธีนี้ ข้าสามารถฟื้นภาพลักษณ์ของข้าในหัวใจของเจ้าได้!
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ ดวงตาของหลู่ฉางเซินก็สว่างขึ้นและเขาก็กล่าวว่า “เยี่ยมมาก!”
มันบังเอิญว่า ถ้าหลู่ฉางเซินไม่ต้องลงมือทำเอง เขาสามารถหลีกเลี่ยงเหตุและผลได้ในระดับหนึ่ง!
มันมหัศจรรย์ใช่ไหมล่ะ?
ไม่สิ…
หลู่ฉางเซินมีความคิดที่สอง
ถ้าหลิวซื่อหลูดำเนินการเรื่องนี้และขอเครดิตจากตัวเขาล่ะ?
ข้าควรทำอย่างไร ถ้าเขาขอให้ข้าเข้าร่วมอั้นหยู?
นั่นจะไม่เป็นการสูญเสียไปมากกว่านี้งั้นเหรอ?
เมื่อลองคิดดูแล้ว
หลู่ฉางเซินกำลังชั่งน้ำหนักถึงข้อดีและข้อเสีย
ตามคำกล่าวของหลิวซื่อหลู ความแข็งแกร่งของอั้นหยู มันจะต้องแข็งแกร่งกว่าชนเผ่านอกโลกที่ชั่วร้ายเหล่านี้
เขาสามารถบอกได้จากน้ำเสียงและสายตาของหลิวซื่อหลู ที่ไม่แยแสเมื่อเขากล่าวถึงชนเผ่าที่ชั่วร้ายนอกเขตแดน
สำหรับความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ ถ้ามันเกี่ยวข้องกับผู้คนและกองกำลังที่มีอำนาจมากกว่า มันก็จะมีผลกระทบมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น
หลู่ฉางเซินจึงตัดสินใจดำเนินการด้วยตนเอง
“ไม่เป็นไร นี่เป็นเรื่องของลูกศิษย์ข้า มันขึ้นอยู่กับข้าที่เป็นอาจารย์ที่จะจัดการมัน”
เมื่อฟังคำกล่าวนี้แล้ว
หลิวซื่อหลูก็ยักไหล่และก้าวถอยหลัง
เขายอมรับความจริงในประโยคนี้
แต่น่าเสียดายที่ข้าไม่สามารถแสดงความแข็งแกร่งให้เจ้าเห็นได้
แต่คงจะดีไม่น้อย หากได้สังเกตเห็นความแข็งแกร่งของหลู่ฉางเซินจากระยะไกลอีกครั้ง
แค่…ก็แค่ชนเผ่าชั่วร้ายเล็กๆ ในขอบเขตภวังค์เทพ
ข้าเกรงว่า เขาแทบไม่ใช้กำลังถึงหนึ่งส่วนด้วยซ้ำ…
ในตอนนี้เอง
กลุ่มชนเผ่าชั่วร้ายที่มีปีกบนหลังและรูปร่างที่แตกต่างกันก็มาที่นี่!
ที่ด้านหน้าสุดคือชนชั้นระดับถงหลิน!
ดวงตาที่แคบยาวของมันหรี่ลงเล็กน้อยและกล่าวว่า “เผ่าพันธุ์ชั้นต่ำ ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่?”
หลู่ฉางเซินก้าวไปข้างหน้า
ทันใดนั้น ดาบไม้ก็ปรากฏขึ้นในมือของหลู่ฉางเซิน
เขายิ้มและกล่าวว่า “เจ้าเข้าใจเจตนาของข้าไหม?”
เมื่อดูดาบไม้ในมือของหลู่ฉางเซิน
ชนชั้นถงหลินผู้นี้เยาะเย้ยและกล่าวว่า “เจ้ามนุษย์ เจ้ารู้จักตัวตนของเราหรือไม่?”
หลู่ฉางเซินส่ายหัว
“ข้าไม่อยากรู้”
“และก็ไม่จำเป็นต้องรู้เช่นกัน”
“โอ้?” ชนชั้นถงหลินตกตะลึงและถามว่า “ทำไมจึงไม่จำเป็นล่ะ?”
ตอนนี้เอง
ดาบไม้ในมือของหลู่ฉางเซินขยับเล็กน้อย
แสงดาบส่องประกาย!
ดวงตาของชนชั้นถงหลินผู้นี้ยังคงเต็มไปด้วยความสับสน และปากของมันยังคงค้างกับประโยคสุดท้ายที่มันกล่าว
(คำสุดท้ายที่มันพูดคือ 必要 ปี้เย่า ลองพูดแล้วค้างปากไว้นะครับ (≧∇≦)/ )
ณ ตอนนี้ ส่วนหัวแยกออกจากลำตัว
ถงหลินผู้นี้ ตายไปแบบไม่รู้ตัว!
หลู่ฉางเซินถือดาบไม้
สวมชุดคลุมสีขาว
การเดินไปรอบๆ ในมิติพื้นที่ปั่นป่วน ก็เหมือนกับการเดินในสวนหลังบ้านของเขาเอง
เขาก้าวเบาๆ และก้าวไปข้างหน้า
“คนตายไม่จำเป็นต้องรู้อะไรมากมายนัก”
ทันใดนั้น หลู่ฉางเซินมองไปที่กลุ่มชนเผ่าชั่วร้ายที่อยู่ด้านหลัง
ชนเผ่าชั่วร้ายเหล่านี้ต่างก็มีสายตาที่หวาดกลัว!
ในหมู่พวกมัน เซี่ยเจียงหลายตัวแทบจะสูญเสียสติและถามว่า “เหตุใดจึงมีผู้ฝึกฝนเผ่ามนุษย์ที่ทรงพลังเช่นนี้อยู่ที่นี่!?”
อย่างไรก็ตาม เมื่อประโยคนี้เงียบลง
หลู่ฉางเซินก็ชี้ออกมาด้วยนิ้วเดียว!
แสงดาบอันแหลมคมพุ่งเข้าใส่กลุ่มเผ่าชั่วร้ายทันที!
ฉับ!
มันคือรสังหารหมู่อย่างง่ายดาย!
…
อีกด้านกนึ่ง
เขตแดนวิญญาณสวรรค์
หม่านหวู่เจียงเอามือไพล่หลัง มองขึ้นไปบนฟ้าแล้วสงสัยว่า “ทำไมเผ่าชั่วร้ายยังไม่มาอีกนะ?”