โทษที! ศิษย์ข้าคือมหาเทพ - บทที่ 438 ทะลวงผนึก!
ขอบเขตเปลี่ยนแปลงโลหิต…
มีเพียงการยกระดับสายเลือดมนุษย์ธรรมดาในร่างกายให้มีระดับ สายเลือดที่สูงขึ้นเท่านั้น มันจึงจะสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขต เปลี่ยนแปลงโลหิตได้
ยกเว้นสามตระกูลโบราณเขตแดนมิติโลกระดับต ่าทั้งหมดเต็ม ไปด้วยผู้คนที่ไม่มีพลังแห่งสายเลือด
เพราะเหตุนี้ ในราชวงศ์จึงไม่มีผู้ใดอยู่ขอบเขตเปลี่ยนแปลง โลหิตเลย!
ยิ่งขอบเขตสูงเท่าไหร่…ยิ่งมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างขอบเขต มากขึ้นเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน มีข่าวร้ายอีกเรื่องหนึ่งเพิ่มเข้ามา
ภายในหกวัน…ผนึกที่พังทลาย!
หรืออีกนัยหนึ่ง หกวันข้างหน้า…สงครามจะเริ่มเกิดขึ้นแน่นอน!
เผ่าพันธ์ุุชั่วร้ายนอกเขตแดนจะเดินขบวนข้ามภูเขาหลินเจี่ย พร้อมด้วยกองทัพทั้งหมดของพวกมัน และโจมตีเขตแดนไร้ พรมแดน!
เมื่อได้ยินข่าวร้ายนี้ ใบหน้าของมู่เจิ้งถิงดูน่าเกลียดเล็กน้อย
เวลากระชั้นชิดมากเกินไป!
ความแข็งแกร่งและขอบเขตของอีกฝ่ายได้ปราบปรามเขตแดน ไร้พรมแดนอย่างสมบูรณ์
ส่วนการเชิญอาจารย์ของมู่ฟู่เฉิงให้ลงมือนั้น มันเป็นไปไม่ได้…
ถ้าอีกฝ่ายอยากจะลงมือ เขาคงได้ลงมือทำไปนานแล้ว เขาจะทิ้ง เรื่องวุ่นวายจนถึงตอนนี้ได้อย่างไร?
ข้าเกรงว่า…เป็นเพราะเขาต้องการฝึกฝนลูกศิษย์ของเขา
อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการฝึกอบรมศิษย์ ข้าเกรงว่ามากกว่า ครึ่งหนึ่งของเขตแดนไร้พรมแดนจะถูกทำลาย!
แต่อีกฝ่ายย่อมไม่สนใจเรื่องเหล่านี้อยู่ดี
ดังนั้น ผู้อาวุโสคนนี้ไม่สามารถเอาเข้ามาคิดเป็นทางเลือกได้…
คิดไปคิดมา…
ข้าไม่มีวิธีจัดการกับมันแล้ว
เมื่อเผชิญกับการความแข็งแกร่งที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง แผนการ ใดๆ ย่อมไม่สามารถใช้ได้ผล
“เฮ้อ…เราทำอะไรไม่ได้แล้ว”
“ เจ้าเข้ามาที่นี่ที เจ้าไปเรียกผู้นำนิกายหลักและส่งข้อความไป ยังสามตระกูลโบราณว่า เผ่าพันธ์ุุชั่วร้ายกำลังจะมา!”
การแสดงออกของผู้บัญชาองครักษ์เกราะทองเปลี่ยนไป แต่เขา ก็รีบพยักหน้าทันทีและทำตามคำสั่ง!
…
ในคืนนี้…
เหลือเวลาอีกเพียงสามวันก่อนที่ผนึกจะถูกทำลาย
เย่ชิวไป่กำลังบ่มเพาะอยู่ในคฤหาสน์…
สงครามกำลังจะเริ่มต้นขึ้น เขาจำเป็นต้องปรับปรุงความ แข็งแกร่งของเขาอย่างรวดเร็ว!
เขาปลดปล่อยการยับยั้งขอบเขตที่เขาปิดกั้นไว้ออกมา!
ในตอนนี้ ปราณจิตวิญญาณกลายเป็นวังวนและไหลเข้าสู่ ร่างกายของเย่ชิวไป่อย่างต่อเนื่อง
เหมือนกับปลาวาฬสูบน ้า มันดูดซับปราณจิตวิญญาณในพื้นที่
โดยรอบอย่างตะกละตะกลาม!
ถ้าไม่ใช่เพราะค่ายกลในคฤหาสน์ ข้ากลัวว่าคนภายนอกจะ สัมผัสออร่าปราณขนาดใหญ่นี้ได้อย่างแน่นอน
ในสวนด้านหลังคฤหาสน์…
ตงเสี่ยวฉินที่กำลังดื่มชาอยู่ที่นี่ นางกล่าวขึ้นมาด้วยความ ประหลาดใจ “ที่ผ่านมา เขาเพิ่งทะลวงขอบเขตขั้นกลางมหา จักรพรรดิไม่ใช่หรือ? ทำไมเขาถึงเลื่อนระดับอีกครั้งได้?”
ถูกต้องแล้ว…
เย่ชิวไป่กำลังก้าวหน้าอีกรอบในเวลานี้
เมื่อได้ยินที่ตงเสี่ยวฉินถาม ซือเฉิงที่นั่งอยู่ด้านข้างไม่ได้ซ่อน อะไรไว้ และนี่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องปกปิด
เขาอธิบายว่า “แม้ว่าขอบเขตของศิษย์พี่ใหญ่จะพัฒนาช้ากว่า ผู้อื่น แต่รากฐานเต๋าของเขา หนาแน่นที่สุดในหมู่พวกข้า”
“เจ้าหมายความว่า ที่ผ่านมา…เย่ชิวไป่ยับยั้งขอบเขตของเขาไว้ งั้นเหรอ?”
ซือเฉิงพยักหน้าและกล่าวว่า “ถูกต้องแล้ว ตราบเท่าที่ศิษย์พี่
ใหญ่ต้องการ เขาก็สามารถทะลวงขอบเขตได้อย่างราบรื่นโดยไม่มี คอขวด”
หลังจากฟังประโยคนี้แล้ว…
ตงเสี่ยวฉินมองไปที่เย่ชิวไป่ด้วยแววตานับถือเล็กน้อย
เขาเก่งมาก ที่สามารถกำจัดอารมณ์ความอยากยกระดับใน จิตใจได้…
ทุกคนรู้อยู่แล้วว่า การยับยั้งของขอบเขตคือ…การเพิ่ม เสถียรภาพของรากฐานเต๋าให้สูงสุด
ถึงแม้ทุกคนจะรู้เรื่องนี้ดี…แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้
ในทางทฤษฎี หากสภาพร่างกายของบุคคลไม่ดีพอหรือรากฐาน เต๋าลึกซึ้งพอ เขาย่อมไม่สามารถยับยั้งขอบเขตของตนเองได้
แต่เย่ชิวไป่ทำสิ่งนี้!
สิ่งนี้ยังแสดงให้เห็นว่า…ร่างกายของเย่ชิวไป่นั้นพิเศษจริงๆ!
ในช่วงเวลาใกล้รุ่งสาง…
ในไม่ช้า วังวนออร่าปราณรอบๆ ร่างของเย่ชิวไป่ก็หายไป
เขาทะลวงผ่านขั้นปลายขอบเขตมหาจักรพรรดิสำเร็จแล้ว!
ในตอนนี้เอง…มีเสียงเคาะประตูคฤหาสน์
ซือเฉิงลุกขึ้นยืนด้วยความสับสนและสงสัยว่า “เวล่เช่นนี้ เป็น ผู้ใดกันที่มา?”
ขณะที่เขาพูดจบ เขาก็เดินไปเปิดประตู…
หลังเปิดประตูออกมา
สิ่งที่อยู่หลังประตูทำให้ซือเฉิงตกตะลึง!
ด้านหลังประตูมีใบหน้าที่สวยงามอย่างไม่น่าเชื่อปรากฏให้เห็น!
นางสวมกระโปรงยาวสีฟ้าที่ไม่มีการตกแต่งใดๆ มีเพียงผ้าไหม ผืนหนึ่งผูกเอวเพรียวบางของนางเท่านั้น
นางดูเรียบง่ายมาก แต่นางความรู้สึกเหมือนเซียนนางฟ้าอย่างที่
อธิบายไม่ถูก
“ข้ามาเพื่อขอพบชิวไป่”
หญิงสาวกล่าวด้วยน ้าเสียงเย็นชา
แต่มีร่องรอยของความไม่สบายใจอยู่ในน ้าเสียงเล็กน้อย
นางราวกับอยากเจอคู่รักที่ไม่ได้เจอกันมานาน และกำลังจะ กลับมาพบกันอีกครั้ง
มีความกังวลใจที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอยู่ในแววตา…
เมื่อได้ยินเสียงนี้…
เย่ชิวไป่ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นเขาจึงเดินมาที่ประตูทันที
เมื่อเย่ชิวไป่มองดูหญิงสาวสวยที่ประตู เขาก็กล่าวด้วยความ ประหลาดใจว่า “จือชิง ทำไมเจ้าถึงมาที่นี่ได้?”
หงหยิงและหนิงเฉินซินต่างมองหน้ากัน ทั้งสองยิ้มหลังจากได้ยิน สิ่งนี้ หลังจากนั้นทั้งหมดจึงเดินไปที่สวนหลังบ้านด้วยกัน
เสี่ยวเฮยลากแขนมู่ฟู่เฉิงซึ่งเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ตามไปด้วย
“เฮ้ เฮ้ เฮ้ อ่อนโยน อ่อนโยนกับข้าหน่อย!”
ซือเฉิงยังเดินไปกระซิบตงเสี่ยวฉิน และทั้งคู่เดินไปที่สวนหลัง บ้านพร้อมกัน
“หือ? หญิงสาวจากตระกูลมู่งั้นเหรอ? นางเป็นอะไรกับศิษย์พี่
ของเจ้า?”
ซือเฉิงตอบว่า “ข้าจะบอกเจ้าทีหลัง เราอย่าเพิ่งรบกวนพวกเขา เลย”
เย่ชิวไป่สังเกตเห็นฉากนี้ เขาอดไม่ได้ที่จะยกนิ้วให้ศิษย์น้องของ เขาทั้งหมด
ในช่วงเวลาวิกฤติ ศิษย์น้องยังคงมีไหวพริบ!
สักพักใหญ่…
เย่ชิวไป่จ่องมองไปที่มู่จือชิงซึ่งเขาไม่ได้เจอมาเป็นเวลานาน แม้ว่ารูปร่างหน้าตาของนางจะไม่เปลี่ยนไปมากนัก
แต่นิสัยนางเปลี่ยนไปอย่างมากจริงๆ
ถ้าเราบอกว่า มู่จือชิงเคยไร้เดียงสา ร่าเริงและอ่อนหวาน
ในตอนนี้ นางคือมู่จือชิงที่เย็นชาราวกับน ้าแข็ง
อย่างไรก็ตาม มันต้องเป็นเพราะอิทธิพลสายเลือดของนาง…ที่
ทำให้นางเป็นเช่นนี้
เมื่อเห็นว่าเย่ชิวไป่เอาแต่จ้องมองนาง มู่จือชิงยิ้มขึ้นมาและกล่าว ว่า: “เผ่าพันธุ์ชั่วร้ายนอกเขตแดนกำลังจะทะลวงผ่านผนึก ดังนั้น ตระกูลโบราณทั้งสามตระกูลก็จะมีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน”
เย่ชิวไป่ถามอย่างสงสัย “แล้วบิดาของเจ้าปล่อยเจ้าออกมาได้ ยังไง?”
ท้ายที่สุดแล้ว มู่จือชิงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีสายเลือด ตระกูลมู่ที่ใกล้เคียงบรรพบุรุษมากที่สุด ซึ่งนางคือความหว้งเพียงผู้ เดียวที่มีโอกาสเข้าถึงขอบเขตเปลี่ยนแปลงโลหิต
นางคือความหวังที่จะจุดประกายพลังแห่งสายเลือดของตระกูลมู่ อีกครั้ง
โดยธรรมชาติแล้ว มู่จือชิงย่อมไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมาใน สถานการณ์ที่อันตรายเช่นนี้
มู่จือชิงยิ้มและกล่าวว่า “มันไม่ใช่เรื่องยาก ข้าเพิ่งบอกบิดาว่า การบ่มเพาะของข้าถึงจุดคอขวดแล้ว และข้าต้องการออกไปฝึกฝน”
“อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ข้าสามารถคุยกับเจ้าได้เพียงครึ่งก้านธูป เท่านั้น เพราะบิดาของข้าส่งผู้อาวุโสสูงสุดคอยติดตามข้า ตลอดเวลา”
“ข้าเองก็ลำบากมากเช่นกัน…กว่าจะจะสลัดเขามาหาเจ้าได้”
เย่ชิวไป่อดไม่ได้ที่จะยิ้มและกล่าวว่า “ดูเหมือนว่าบิดาของเราจะ ปกป้องเจ้าเป็นอย่างดี”
เมื่อได้ยินคำว่า “บิดาของเรา” ใบหน้าที่เย็นชาแต่เดิมของมู่จือชิ งก็อดไม่ได้ที่จะเปื้อนไปด้วยสีแดงจางๆ
“เจ้ากำลังกล่าวถึงเรื่องอะไรเนี้ย?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า มันก็แค่เป็นเรื่องของเวลาไม่ใช่เหรอ?” เย่ชิวไป่หัวเราะ พร้อมด้วยแววตาเจ้าเลห์ทันที
หลังจากนั้น…
เย่ชิวไป่กำลังตรวจสอบขอบเขตของมู่จือชิง
อย่างไรก็ตาม เขาพบว่าไม่สามารถตรวจจับขอบเขตของมู่จือชิ งได้อย่างชัดเจนอีกต่อไป
มันแสดงว่าระดับของนางแซงหน้าเขาไปมาก…
ดูเหมือนข้าจะต้องทำงานหนักให้มากขึ้นสินะ?
เมื่อทั้งสองคนกำลังนั่งอยู่ที่ลานบ้านใต้แสงจันทร์
มือทั้งคู่จับกันไว้อย่างเป็นธรรมชาติ
ในช่วงเวลาครึ่งก้านธูปนี้ ทั้งสองได้พูดคุยกันมากมาย
หลังจากนั้น มู่จือชิงก็จากไปด้วยความอาวรณ์
แต่ก่อนไปทั้งสองยังทำข้อตกลงร่วมกัน
ในเวลานี้ของทุกวัน ทั้งสองจะแอบมาพบกัน….
เมื่อมองจนมู่จือชิงหายลับไป เย่ชิวไป่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาเดิน เข้าไปในห้องฝึกฝนอีกครั้ง และเริ่มบ่มเพาะอย่างหนัก
ข้ายังไม่แข็งแกร่งพอ…
…
ในเวลาสามวันนี้ เย่ชิวไป่และมู่จือชิงแอบพบกันทุกวัน
สำหรับพวกเขาแล้ว นี่คือช่วงเวลาที่ผ่อนคลายมากที่สุด
และแล้ววันที่สามก็ผ่านไป
เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น…
เหนือภูเขาหลินเจี่ย ปราณชั่วร้ายสีดำกลายเป็นหมอกสีดำหนา ปกคลุมทั่วทั้งท้องฟ้าเหนือภูเขาหลินเจี่ย!