โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล - บทที่ 29 หลังความวุ่นวาย
บทที่ 29 หลังความวุ่นวาย
ทันทีที่ผมบุกเข้าถึงตัวตู้ขบวนรถไฟ ฝูงก็อบลินก็เหลือเพียงสามตัวเท่านั้น
ผมไม่เสียเวลาคิด และพุ่งเข้าฟาดศีรษะของก็อบลินตัวที่กำลังพัวพันกับจาค็อบเป็นตัวแรก เขาเป็นคนเดียวที่ใจกล้าพอจะกระโจนออกมาสู้ ดังนั้นผมจึงไม่เกี่ยงที่จะให้ความช่วยเหลือเขาก่อน
แรงกระแทกส่งผลให้หัวของมันบุบเบี้ยวลงไปทันที ร่างสีเขียวนั่นร่วงลงไปดิ้นพล่านหวีดร้องโหยหวนบนพื้น ผมจึงตามเข้าไปเหยียบเข้าที่ลำคอของมันจนเกิดเสียงกระดูกแตกดังสนั่น
[คุณสังหารก็อบลิน เลเวล 3 สำเร็จ]
ถัดไปไม่ไกล ก็อบลินอีกตัวกำลังเงื้ออาวุธจะจู่โจมหญิงชรา ทว่าจู่ๆ เจ้าบิสกิต คอร์กี้ผู้กล้าหาญก็พุ่งเข้าใส่ และฝังเขี้ยวลงบนขาของมันอย่างสุดกำลัง
เมื่อเห็นมอนสเตอร์ชั่วร้ายทำท่าจะเตะสุนัขตัวนั้น ผมจึงพุ่งทะยานเข้าไปเสริมมานา และหวดกระบองเข้าใส่ศีรษะของมันจนระเบิดกระจายในทีเดียว
[คุณสังหารก็อบลิน เลเวล 2 สำเร็จ]
ส่วนตัวสุดท้ายถูกลิลลี่ และเด็กอีกสองสามคนล้อมเอาไว้ พวกเขาใช้หอกและไม้แหลมรุมทิ่มแทงจนมันเข้าไม่ถึงตัว ผมจึงเข้าไปจัดการปิดบัญชีให้
[คุณสังหารก็อบลิน เลเวล 2 สำเร็จ]
เมื่อสถานการณ์สงบลง ผมจึงเริ่มกวาดสายตาสำรวจความเสียหาย จาค็อบและคนอื่นๆ บาดเจ็บพอสมควร แต่ก็ไม่ถึงกับสาหัส ส่วนคนที่ตายก็มีเพียง 2 คนตั้งแต่ตอนแรกที่เห็น อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่มีใครตายเพิ่ม
ยังมีพวกขี้ขลาดหลายคนที่ซ่อนตัวอยู่ข้างในตู้ขบวนรถไฟ ซึ่งผมก็ไม่ลืมที่จะจดจำใบหน้าของพวกนั้นเอาไว้ในใจ
ทางด้านกลุ่มของผม ทุกอย่างดูจะเรียบร้อยดี เทสไม่ได้รับบาดเจ็บ เควินมีเพียงรอยบุบบนชุดเกราะ ส่วนแฮดวิน เองก็ดูไร้รอยขีดข่วน ส่วน โชอี้ ตอนนี้เธอกลับหมดสติไปเรียบร้อยแล้ว
ผมเช็กสถานะตัวเองครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าอีกครั้ง ความมืดมิดที่เข้าปกคลุมนั้นดำสนิทราวกับน้ำหมึกและไร้ซึ่งดวงดาว
แหล่งกำเนิดแสงเพียงหนึ่งเดียวคือริ้วแสงสีเขียว ฟ้า และชมพูที่ม้วนตัวอย่างช้าๆ อยู่บนท้องฟ้า มันดูคล้ายแสงเหนือ แต่กลับสว่างไสวพอที่จะทำให้เรามองเห็นคนรอบข้างได้ไม่ต่างจากยามเช้าที่สลัวๆ
ภาพความงามที่ดูขัดกับความเป็นจริงทำให้ผมนึกสงสัย
ใครจะไปเชื่อว่าดวงอาทิตย์สองดวงจะหายวับไปได้ง่ายๆ แบบนั้น
นอกจากว่ามันจะเป็นดวงอาทิตย์ปลอมที่ถูกสร้างขึ้นจากพลังบางอย่างที่เหนือชั้นกว่ามานาที่เรากำลังเรียนรู้อยู่ในตอนนี้
“แนท…”
เสียงเรียกของเทสทำให้ผมหลุดออกจากภวังค์ความคิด เธอเดินเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าที่เริ่มปรากฏร่องรอยของความเหนื่อล้า
“บุหรี่ฉันหมดแล้ว”
นั่นคือประโยคแรกที่เธอพูดออกมาในเวลาแบบนี้เนี้ยนะ มันคงร้ายแรงกับเธอมากซินะ ผมไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร
เทสสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ก่อนจะรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“เจสันกับคุณมิแรนดาตายแล้ว ลีออนเสียนิ้วไปนิ้วหนึ่ง แล้วก็ยังมีคนบาดเจ็บอีกเยอะเลย…”
ผมฟังสิ่งที่เธอพูดด้วยความนิ่งเฉย ความรู้สึกไว้อาลัยหรือความเศร้าโศกไม่ได้เกิดขึ้นในใจผมเลยแม้แต่น้อย เพราะผมไม่ได้รู้จักคนพวกนั้น และเธอก็ควรจะรู้ดีว่าคนอย่างผมไม่เสียเวลาไปกับเรื่องเปล่าประโยชน์แบบนั้น
เทสนิ่งเงียบไปนานพลางจ้องมองหน้าผม ราวกับพยายามจะค้นหาความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ข้างใน สุดท้ายเธอก็ขยับเท้าเล็กน้อยแล้วพูดตัดบท
“ช่างเถอะ… เดี๋ยวฉันจะเฝ้ายามเอง”
ซึ่งนั่นเป็นทางเลือกที่เยี่ยมมากสำหรับผมในตอนนี้
ผมเดินตรงไปยังตู้ขบวนรถไฟเพื่อสะสางธุระที่ค้างคาไว้กับโชอี้
โชอี้กลับขึ้นไปพักผ่อนด้านในเรียบร้อยแล้ว โดยมีน้องสาวนั่งตัวติดกันไม่ห่าง เธอฟื้นคืนสติแล้วแต่สภาพยังดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด
คราบเลือดแห้งกรังยังติดอยู่ที่ริมฝีปากและใต้จมูก ส่วนอิซซี่ยังคงสะอื้นไห้ไม่หยุดจนพี่สาวต้องคอยลูบผมปลอบโยนอย่างแผ่วเบา
ผู้โดยสารรอบข้างต่างพากันหลีกทางให้เมื่อเห็นผมเดินเข้าไปหาเธอ
“มาคุยกันหน่อย”
โชอี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ พยุงกายยืนขึ้น เธอกระซิบปลอบน้องสาวเบาๆ แล้วจึงเดินตามผมออกมาข้างนอกจนพ้นระยะที่คนอื่นจะได้ยิน
“ชื่อทักษะของเธอคืออะไร?”
ผมเปิดฉากถามทันควัน
เธอเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อชั่งใจ ก่อนจะยอมเปิดปาก
“มันเรียกว่า บงการ”
“เลเวลของเธอ และเลเวลทักษะล่ะ?”
“ฉันเลเวล 3 ทักษะก็เลเวล 3 เหมือนกัน”
“ทักษะที่สองล่ะ?”
คราวนี้เธอทำหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด แต่สุดท้ายก็จำใจเอ่ยต่อ
“มันชื่อว่า การอัดฉีดมานา”
ชื่อทักษะที่สองฟังดูแปลกหูพอสมควร ผมจึงสั่งให้เธออธิบายรายละเอียด ซึ่งเธอก็ยอมทำตามแต่โดยดี
ทักษะ บงการ ของโชอี้มีความสามารถตามที่ผมคาดไว้จริงๆ เธอสามารถควบคุมอารมณ์ของมนุษย์และมอนสเตอร์ได้ จะกระตุ้นให้รุนแรงขึ้น หรือทำให้จางหายไปก็ย่อมได้
และหากเธอทุ่มมานามากพอหรือได้สัมผัสตัวเป้าหมาย เธอก็สามารถฝังความคิดหรือความรู้สึกใหม่เข้าไปในจิตใจของเหยื่อได้โดยตรง
ผมยังคงจำได้ดีถึงวินาทีที่เธอฝังความหวาดกลัวเข้ามาในจิตใจของผม ความรู้สึกนั้นมันยังคงทิ้งรอยแค้นเคืองไว้ในใจไม่จางหาย
มันเป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือน และทำให้ผมตระหนักได้ว่าทักษะ บงการ ของเธอนั้นทรงพลังอย่างน่ากลัวจริงๆ
ส่วน การอัดฉีดมานา นั้นเธอยังใช้งานไม่คล่องนัก นอกจากจะเสียมานาไปเปล่าๆ เธอก็ยังไม่รู้ว่ามันใช้ทำอะไรได้ ในมุมมองของผมหากคาดเดาจากชื่อ มันอาจจะใช้เสริมพลังให้อาวุธหรือแบ่งปันมานาให้คนอื่นได้ แต่นั่นก็ยังเป็นเพียงการคาดเดา
ทว่าสิ่งที่น่าสนใจและชวนให้รู้สึกหงุดหงิดที่สุดก็คือ เธอเริ่มต้นมาพร้อมกับทักษะบงการเลเวล 2 และมีค่าสถานะมานาถึง 3 แต้มตั้งแต่แรก
พอย้อนกลับมามองตัวเองแล้วมันน่าแค้นใจชะมัด ผมต้องปากกัดตีนถีบแทบตายกว่าจะได้ทักษะ สมาธิ มาครอบครอง
ซึ่งประโยชน์ของมันก็แค่… ช่วยให้มีสมาธิมากขึ้นเท่านั้นเอง โคตรจะไม่ยุติธรรมเลยให้ตายสิ!
ระบบนี้มันเลือกที่รักมักที่ชังชะมัด ทั้งทักษะ พลังจิตควบคุมวัตถุ ของเทส หรือ การสะท้อน ของเควิน ต่างก็ดูมีประโยชน์ และเท่กว่าทักษะเริ่มต้นของผมเป็นไหนๆ
ใจหนึ่งผมอยากจะถามโชอี้ให้รู้ความจริงว่าเธอทำอะไรกับผมกันแน่ ผมถึงไม่สามารถแม้แต่จะคิดเรื่องฆ่าเธอได้ลง แต่นึกไปนึกมาผมก็เปลี่ยนใจ
เพราะจากการสนทนาดูเหมือนเธอเองก็ยังไม่รู้ถึงผลกระทบข้อนี้ ดังนั้นการเก็บเรื่องที่ผมลงมือกับเธอไม่ได้ไว้เป็นความลับย่อมปลอดภัยกว่าการปล่อยให้เธอรู้จุดอ่อนของผม
ก่อนจะแยกย้าย ผมสั่งให้เธอสัญญาว่าจะไม่พยายามใช้ทักษะบงการกับผมหรือคนในกลุ่มของผมอีก ไม่ว่าจะเป็น เควิน เทส หรือพวกเด็กๆ ที่เหลือ
แน่นอนว่าผมไม่ได้โง่พอที่จะเชื่อคำพูดของเธอร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยคำเตือนนี้ก็น่าจะทำให้เธอต้องคิดหนักหากจะล้ำเส้น โดยเฉพาะในตอนนี้ที่ผมสามารถสัมผัสถึงการไหลเวียนมานาของเธอได้แล้ว
การสนทนาของเราทั้งคู่ จบลงเพียงเท่านี้ นั่นคือค่าตอบแทนที่ผมได้รับจากการช่วยชีวิตน้องสาวของเธอ และตอนนี้สถานะระหว่างพวกเราก็ได้กลับเข้าสู่สภาวะสงครามเย็นกันอีกครั้งหนึ่ง
ก็แค่ตอนนี้แหละเมื่อใดก็ตามที่ผมแซงหน้าเธอไปไกล สิ่งที่ตกค้างอยู่ในหัวของผมจะต้องถูกกำจัด และเธอก็จะได้รับผลของการกระทำนั้นอย่างแน่นอน