โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล - บทที่ 39: เมี๊ยว
บทที่ 39: เมี๊ยว
หลังมื้อค่ำ ผมเรียกคิม ลิลลี่ และเควินออกมาติวเข้ม
ในเมื่อวันนี้เรายังมีเวลาเหลืออีกประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนที่ดวงอาทิตย์จะดับวูบลงไป แล้วทำไมผมถึงไม่ใช้โอกาสนี้ลองศึกษาอะไรใหม่ๆ จากทักษะของพวกเขาดูละ?
ใจจริงผมอยากจะเลียนแบบทักษะ การฟื้นฟู ของลิลลี่มาก เพราะมันดูมีประโยชน์สุดๆ แต่ทว่าขนาดเจ้าของทักษะเองยังใช้ได้ไม่ค่อยคล่อง มันเลยทำให้ผมเลียนแบบตามได้ยาก
ส่วนอีกทักษะของเธอ… แค่ชื่อก็สยองแล้วนั่นคือ การย่อยสลาย เธอยังไม่เคยเปิดใช้งานมันได้เลยด้วยซ้ำ เราก็ได้แต่เดาว่ามันทำอะไรได้บ้าง แต่ถ้าดูจากชื่อล่ะก็…
ให้ตายสิ ฟังดูเท่เป็นบ้า!
ผมเปิดใช้งาน สมาธิ และ การรับรู้มานา ควบคู่กันไป พลางจับตาดูคิมที่กำลังใช้พลังจิตเคลื่อนย้ายก้อนหินขว้างใส่เควิน แล้วเควินก็ใช้ทักษะสะท้อนพวกมันกลับไปหาเด็กชายรุ่นน้อง ทั้งคู่ผลัดกันรุกรับวนเวียนอยู่อย่างนั้น
ผมแอบนึกอยากให้พวกเขาลุยกันหนักกว่านี้อีกนิด เช่น สะท้อนกลับด้วยแรงที่มากกว่าเดิม หรือขว้างให้แรงขึ้นเพื่อรีดเค้นศักยภาพของกันและกันออกมา แต่ดูเหมือนพวกเขาจะยังยั้งมือกันอยู่บ้าง…
แน่นอนว่าเวลาฝึกกับผม พวกเขาไม่เคยยั้งมือหรอก ใส่กันเต็มเหนี่ยวอย่างกับกำลังสู้เพื่อเอาชีวิตรอด นั่นก็เพราะทักษะการสอนอันยอดเยี่ยมของผมยังไงล่ะ ที่เน้นวิถีแบบรุ่นเก๋า…
ไม่เจ็บ ไม่โต!
ผมเอนหลังพิงผนังถ้ำที่เย็นเยียบ ปล่อยให้ความวุ่นวายจากการซ้อมของพวกหนุ่มๆ กลายเป็นเพียงภาพพื้นหลัง
ลิลลี่นั่งอยู่ข้างๆ เธอขยับมีดในมือกรีดแขนตัวเองเป็นแผลเล็กๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อฝึกทักษะการฟื้นฟู แสงสลัวในถ้ำทำให้บรรยากาศดูสงบลงอย่างประหลาด
ผมแอบนึกในใจว่าอยากให้เธอใจกล้ากรีดแผลให้ลึกกว่านี้อีกนิดเพื่อรีดเค้นพลังมานา แต่นั่นคงเป็นเพราะความด้านชาในใจของผมที่เริ่มจะมองข้ามความเจ็บปวดไปแล้ว
ก็นะ ในความเป็นจริง การกรีดเลือดเนื้อตัวเองหน้าตาเฉยไม่ใช่สิ่งที่คนปกติเขาทำกันเลยสักนิด
“คุณทำให้ฉันนึกถึงแมวที่บ้านเลยค่ะ”
จู่ๆ ลิลลี่ก็เปรยขึ้นเบาๆ น้ำเสียงนุ่มนวลของเธอกังวานท่ามกลางเสียงหินกระทบกันด้านนอก
หือ? นี่เธอหลอกด่าผมอยู่หรือเปล่านะ?
ผมหันไปมอง เห็นรอยยิ้มบางๆ ประดับบนใบหน้าของเธอ
“ก็ท่าทางที่คุณชอบนั่งนิ่งๆ คอยเฝ้ามองทุกอย่างรอบตัวด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นแบบเงียบๆ นั่นไงคะ”
แววตาของเธอหม่นแสงลงเล็กน้อย คล้ายมีความถวิลหาบ้านเจือปนอยู่
เอ่อ… จะถือว่าเป็นคำชมแล้วกันนะ
“เจ้า กรัมปี้ ก็ชอบทำตัวแบบนี้แหละค่ะ มันจะหงุดหงิดมากเวลาที่มีใครพยายามเข้าไปลูบตัว ส่วนใหญ่พอมันเห็นคนพยายามจะเข้ามาหา มันก็จะเดินหนีไปดื้อๆ เลยค่ะ”
เธอหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
“แถมบางทียังมีรายการล้างแค้นเล็กๆ น้อยๆ ด้วยนะ ครั้งหนึ่งฉันเคยเจอซากหนูวางอยู่บนเตียง หลังจากที่ฉันบังคับให้มันลองใส่ชุดแมวน่ารักๆ บ่อยเกินไปน่ะค่ะ”
ให้ตายสิ ผมชักจะเริ่มรู้สึกถูกชะตากับเจ้ากรัมปี้ขึ้นมาตะหงิดๆ แล้วแฮะ
“แต่รู้ไหมคะ… บางครั้งถ้ามันนึกอยากจะอ้อนขึ้นมา มันก็จะเดินเข้ามาหาคนที่มันไว้ใจเอง แล้วก็นอนคลอเคลียเพื่อแบ่งปันความอบอุ่นให้”
ดวงตากลมโตของเธอจ้องลึกเข้ามาในตาผม
“แต่แค่แป๊บเดียวเท่านั้นแหละค่ะ พอดีขึ้นหน่อย มันก็จะเดินจากไปอยู่ตัวเดียวตามเดิม”
ใบหน้าของเธอในตอนนั้นดูจริงจังและอ่อนโยนจนน่าประหลาด ราวกับเธอกำลังถ่ายทอดสัจธรรมบางอย่างให้ผมฟัง
แต่ก็นะ… ผมไม่ได้รู้สึกแย่อะไรกับสิ่งที่เธอพูดหรอก กลับกัน มันกลับทำให้ความตึงเครียดที่สะสมมาทั้งวันเริ่มเบาบางลง
ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ผมอยากแกล้งเธอคืน ผมจึงขยับปากออกเล็กน้อยแล้วส่งเสียงแผ่วเบาออกมา
“เมี๊ยว…”
ใบหน้าของลิลลี่ตอนนั้นมันสุดยอดมาก!
จากความตกตะลึงเริ่มกลายเป็นความสับสนอยู่เสี้ยววินาที ก่อนที่รอยยิ้มกว้างจะปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะลั่นทันที
เธอยังคงหัวเราะไม่หยุดแม้แต่ตอนที่คิมกับเควินจะหยุดซ้อมแล้วหันมามองพวกเราด้วยความสงสัย ดูเหมือนว่าท่ามกลางนรกแห่งนี้ เธอคงอยากจะหัวเราะแบบนี้มานานมากแล้วจริงๆ
หลังจากนั้นไม่นาน
ความมืดก็เข้าปกคลุมอีกครั้ง และเป็นไปตามคาด เมื่อเข้าสู่ช่วงเวลานี้ มอนสเตอร์และสัตว์ป่าจะเริ่มทวีความดุร้ายขึ้นมหาศาล
เควินอัดพลังงานใส่ก้อนหินด้วยทักษะ การจุดระเบิด แล้วขว้างใส่โทรลล์ตรงหน้า หินก้อนนั้นพุ่งแหวกอากาศพร้อมแผ่ความร้อนและแสงสีส้มสว่างจ้า ก่อนจะระเบิดออกสนั่นหวั่นไหว
ส่งผลให้เจ้ายักษ์ใหญ่ชะงักถอยหลังพลางยกมือขึ้นบังหน้าอย่างเสียหลัก
ทันใดนั้น เสียงหวีดหวิวที่น่าสยดสยองก็ดังแหวกอากาศมา หอกของเทสพุ่งผ่านอากาศเข้าปักกลางท้องของโทรลล์ด้วยแรงมหาศาลจนเกือบทะลุออกไปอีกฝั่ง
ดูเหมือนทางฝั่งนั้นจะไปได้สวย ผมเลยเลิกสนใจการต่อสู้ภาพรวมแล้วหันมาโฟกัสคู่ต่อสู้ของตัวเองแทน เอาล่ะ… ดูซิว่าใครโผล่มา
[ก็อบลินวอริเออร์ – เลเวล 5]
มันมีรอยแผลบาดเจ็บติดตัวเล็กน้อย ก่อนหน้านี้พวกเราเห็นก็อบลินกลุ่มหนึ่งกำลังนัวเนียสู้กับโทรลล์อยู่พอดี เลยถือโอกาสเข้าแทรกแซงหวังจะปิดบัญชีพวกมันทั้งหมดในคราวเดียว
ครั้งนี้ผมอยากลองต่อสู้โดยไม่ใช่มานาดูบ้าง ผมอยากรู้ว่าด้วยความห่างชั้นของเลเวล และทักษะต่อสู้ที่ผมมีในตอนนี้จะสามารถรับมือกับมอนสเตอร์เลเวล 5 ได้ไหม
เมื่อสำรวจคู่ต่อสู้จนพอใจ ผมก็เริ่มเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างแล้ววาดลูกเตะเข้าใส่เจ้าก็อบลินทันที แต่ที่น่าแปลกใจคือมันกลับใช้ฝ่ามือบล็อกลูกเตะของผมไว้ได้ แถมยังทิ้งรอยข่วนลึกไว้ที่หน้าแข้งในจังหวะที่ผมชักขากลับด้วย
ทันทีหลังจากนั้น มันก็พุ่งเข้าใส่ผมพร้อมอ้าปากคำรามกว้าง
ผมฉากหลบไปด้านข้าง แต่มันกลับขว้างมีดดักทางที่ผมกำลังจะเคลื่อนไปได้อย่างแม่นยำ จากนั้นด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ มันพุ่งทะยานเข้าหาผมด้วยท่าสี่ขา ใช้แขนช่วยส่งตัวให้พุ่งแรงขึ้นราวกับสัตว์ป่า
แทนที่จะหลบต่อ ผมเลือกที่จะปัดมีดทิ้งด้วยดาบแล้วตวัดฟันสวนกลับไป แต่เจ้าตัวเขียวกลับมุดหลบใต้คมดาบได้อย่างพอดิบพอดี
นี่มันอะไรกันเนี่ย ไอ้ตัวนี้มันเป็นปรมาจารย์ศิลปะการต่อสู้หรือไง?
ผมแทงเข่าใส่ แต่มันก็บล็อกไว้ได้อีกครั้ง แถมยังอาศัยแรงของผมส่งตัวเองถอยหลังหนีพลางทิ้งรอยข่วนไว้รอบเข่าผมเพิ่มอีกรอย
โอเค… เริ่มจะตลกเกินไปแล้วนะ
ผมปล่อยให้มานาไหลผ่านวงจรทั่วร่างแล้วพุ่งเข้าใส่มันในจังหวะเดียว
เจ้าก๊อบลินเตรียมรับมือผมโดยการชักมีดเล่มที่สองออกมา ครั้งนี้ผมไม่พลาด ผมคว้าข้อมือมันไว้ได้แน่น ก่อนจะเหวี่ยงมันไปกระแทกกับต้นไม้เต็มแรง
ร่างของมันกระทบไม้ดัง กร๊อบ! สนั่นป่า
ก่อนที่มันจะได้มีโอกาสพักหายใจ ผมก็พุ่งเข้าซ้ำฟันดาบใส่ทันที ไม่น่าเชื่อว่ามันจะยังหลบได้อีกด้วยการทิ้งตัวลงไปนั่งกับพื้น!
แต่นั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้มากนักหรอก เข่าซ้ายของผมกระแทกเข้าที่ข้างขมับของมันเต็มรัก ขณะที่มันกำลังมึนงงพยายามพยุงตัวขึ้น ผมก็แทงดาบทะลุอกมันปิดฉากทันที
[คุณสังหารก็อบลินวอริเออร์ – เลเวล 5 สำเร็จ]
ผมคิดว่าบางทีผมควรจะแบ่งแต้มไปลงค่า ความว่องไว กับ ความแข็งแกร่ง บ้างแล้วล่ะ การรับมือกับคู่ต่อสู้ที่มีทักษะแพรวพราวแบบนี้โดยไม่ใช้มานาเสริมพลังกาย มันลำบากกว่าที่คิดไว้เยอะเลย
ก่อนหน้านี้ผมวางแผนเน้นหนักไปที่ค่า ความทนทาน และ มานา เพราะคิดว่ายิ่งมีมานาสะสมไว้มากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งนำไปประยุกต์ใช้กับทักษะต่างๆ ได้หลากหลายและทรงพลังมากขึ้น
ซึ่งที่ผ่านมามันก็ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจมาตลอด ส่วนค่าความทนทาน นอกจากจะช่วยให้ร่างกายอึดถึกทน และฟื้นฟูตัวเองได้ดีแล้ว มันยังเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายของผมรองรับกระแสมานาที่ไหลพล่านได้โดยไม่พังทลายลงไปเสียก่อน
แต่ปัญหาก็คือ หากต้องต่อสู้โดยไม่พึ่งพามานา ตัวผมในตอนนี้ก็แทบจะไม่ต่างจากคนธรรมดาที่มีฝีมือดาบนิดหน่อยเท่านั้นเอง เห็นทีผมคงต้องกลับไปทบทวนแผนการอัปค่าสถานะใหม่เสียแล้วล่ะ
เมื่อผมหันกลับไปหาคนในกลุ่ม โทรลล์และก็อบลินที่เหลือก็ถูกจัดการจนราบคาบ พวกเขาเก็บกู้สิ่งของที่จำเป็นแล้วพากันถอยกลับไปยังถ้ำที่เป็นค่ายพัก
ส่วนผมกับเทสยังไม่กลับ แต่เลือกมุ่งหน้าลึกเข้าไปในป่าต่อ เป้าหมายของเราคือการส่งให้เทส แตะเลเวลสิบให้ได้ เพราะเธอใกล้ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญเต็มที
เมื่อเดินเข้าไปในป่าครู่หนึ่ง ผมก็สัมผัสได้ถึงคลื่นมานาจากมือขวาของเธอ ตามมาติดๆ ด้วยคลื่นจากหน้าอก และคลื่นที่เบากว่าจากขาทั้งสองข้าง
ทางขวา, มีศัตรู, แข็งแกร่ง, อาจจะต้องหนี?
ผมแปลความหมายได้ตามนั้น แต่ฝ่าเท้ายังคงก้าวเดินมุ่งหน้าไปทางขวาต่อไปอย่างไม่ลังเล
ในสายตาผม เทสมักระมัดระวังตัวจนเกินไป ผมจึงต้องเป็นฝ่ายผลักดันและพาเข้าหาความเสี่ยงเพื่อแลกกับผลตอบแทนที่คุ้มค่าขึ้น
ไม่นานเราก็ได้พบกับหมาป่าขนสีขาวร่างมหึมา ดวงตาสีแดงก่ำของมันจ้องมองมาตรงๆ ทว่าท่าทางที่มันใช้มองพวกเรานั้นกลับดูเบื่อหน่ายอย่างน่าประหลาด
[หมาป่าสีชาด – เลเวล 12]
ผมขมวดคิ้วกับท่าทีของมันแต่ก็ไม่ประมาท คราวนี้ผมไม่ยั้งมือ ปล่อยมานาไหลผ่านวงจรเสริมพลังทั่วร่างทันที ทักษะ สมาธิ เริ่มทำงานจนสีสันรอบตัวซีดจางลง เสียงสรรพสิ่งรอบข้างเหลือเพียงความแว่วเบาในการรับรู้
ผมชี้นิ้วสามนิ้วส่งสัญญาณลงพื้น ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าหาหมาป่าตรงๆ โดยมีเทสคอยระวังหลังให้จากระยะห่าง
วินาทีแรก
เจ้าหมาป่ายังดูนิ่งเฉย มันเพียงปรายตามองผมด้วยท่าทางกึ่งสงสัยกึ่งเบื่อหน่าย
วินาทีต่อมา
ท่าทีมันเปลี่ยนไปทันควัน มันแยกเขี้ยวขาววับ แววตาสลับสู่ความกระหายเลือดในพริบตา พร้อมปลดปล่อยคลื่นมานาเข้ากระแทกจนความเร็วผมเริ่มตก ผมจึงต้องอัดมานาสวนกลับเข้าวงจรเพื่อรักษาระยะประชิดไว้ให้ได้
วินาทีที่สาม
ผมเบี่ยงตัวหลบเปิดทาง หอกของเทสพุ่งแหวกอากาศตามมาด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัวจนเกิดเสียงหวีดแหลมบาดหู
ทว่า… เจ้าหมาป่ากลับโยกหลบมันได้อย่างง่ายดาย
ชิบหายละ!
ผมอุทานในใจ
ทันใดนั้น คลื่นมานามหาศาลก็อัดเข้าที่อก ส่งร่างผมลอยละลิ่วไปกระแทกต้นไม้อย่างจังจนจุกเสียด ดาบในมือหลุดมือกระเด็นหายไปในพงหญ้า
เมื่อฝืนเงยหน้าขึ้นภาพที่เห็นคือหมาป่าขนสีขาวบริสุทธิ์ที่ยังคงยืนนิ่งอย่างสง่างามท่ามกลางความมืด รอบตัวมันอาบด้วยแสงสลัวหลากสีคล้ายออโรร่า
มานาที่พุ่งพล่านรอบตัวของมัน กดดันจนแมกไม้รอบข้างบิดเบี้ยวเอนหนี และในดวงตาสีแดงดั่งเปลวเพลิงที่กำลังจ้องตรงมานั้น กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกเดียวคือ… ความขบขัน
ผมสัมผัสได้ทันทีว่ามานาของมันเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง!
“ไม่ดีแล้ว!”
ผมเลิกสนใจเรื่องการออมพลัง แล้วระเบิดมานาทั้งหมดในร่างให้คำรามกึกก้องพลางพุ่งทะยานออกไปสุดกำลัง
ระหว่างนั้นพื้นดินรอบตัวหมาป่าพลันสั่นสะเทือน มันระเบิดแรงอัดอากาศส่งร่างตัวเองพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เหนือคาด และคราวนี้ เป้าหมายของมันไม่ใช่ผม
แต่คือเทส!