โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล - บทที่ 50: ความแค้นที่ฝังในใจ
บทที่ 50: ความแค้นที่ฝังในใจ
เหลือเวลาอีกเพียงสามวันก่อนที่เราจะพิชิต [เควสหลักประจำชั้น] ได้สำเร็จ เมื่อเวลาใกล้เข้ามา ผมถึงตระหนักได้ว่าพวกเราติดอยู่ในป่าที่เต็มไปด้วยฝูงมอนสเตอร์แห่งนี้มาเกือบ 30 วันแล้ว
ในตอนนี้ มอนสเตอร์เริ่มแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แถมพวกมันยังกล้าบุกโจมตีแม้ในเวลากลางวัน และแม้แต่มอนสเตอร์ลูกกระจ๊อกทั่วไปก็เก่งขึ้นผิดหูผิดตา
อย่างก๊อบลินกระจอกที่เคยเจอเลเวลสูงสุดแค่ 3 แต่ตอนนี้พวกมันกลับไต่ระดับไปถึงเลเวล 4 ถึง 6 กันหมดแล้ว สัตว์ป่าตามธรรมชาติแทบไม่เหลือให้เห็น
ถ้าไม่โดนมอนสเตอร์จับกินก็คงหนีเตลิดไปจนหมด ทำให้พวกเราต้องประทังชีวิตด้วยอาหารสำรองที่เหลืออยู่เท่านั้น
เอาเข้าจริงตอนนี้พวกเราไม่มีแม้แต่เวลาจะต้มน้ำดื่ม ได้แต่ดื่มจากลำธารกันสดๆ เพื่อประหยัดเวลา
ส่วนค่ายที่พักน่ะเหรอ?
พังยับเยินไม่เป็นชิ้นดีไปตั้งนานแล้ว เราย้ายที่พักมาหลายแห่งแต่ทุกที่ก็มีจุดจบไม่ต่างกัน
ทุกครั้งที่พวกเราหยุดพักเพื่อสร้างแนวป้องกัน มอนสเตอร์จะแห่กันมาโจมตีเป็นระลอกใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนเราต้องเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา
ตอนนี้ผมแทบจะเรียกได้ว่าต้องต่อสู้อยู่ทุกลมหายใจ ในมือถือมีดที่เคลือบด้วย การสั่นพ้อง ส่วนร่างกายก็อัดแน่นไปด้วยมานาที่ไหลเวียนผ่านวงจรจนร้อนผ่าว
ผมฟาดฟันจัดการโทรลล์ตัวแล้วตัวเล่า ก่อนจะกระโดดเข้าใส่กลางวงล้อมของฝูงก๊อบลิน เสียงแจ้งเตือนการสังหารดังระรัวอยู่ในหัว ทั้งจากศัตรูที่ผมลงมือเองและจากที่คนอื่นเข้ามาปิดบัญชี
[คุณสังหารโทรลล์ – เลเวล 7 สำเร็จ]
[คุณสังหารโทรลล์ – เลเวล 9 สำเร็จ]
[คุณสังหารโทรลล์ – เลเวล 8 สำเร็จ]
ทางด้านเควิน ตอนนี้เขาเรียนรู้วิธีเคลือบปลายหอกด้วยทักษะ การจุดระเบิด ได้แล้ว
เขาเพียงแค่แทงหอกใส่ศัตรูแล้วจุดระเบิดพลัง ซึ่งมักจะซัดชิ้นเนื้อขนาดใหญ่ของเป้าหมายให้กระจุยหายไปในพริบตา
แน่นอนว่าตัวอาวุธเองก็พังคามือไปด้วย แต่ด้วยจำนวนก๊อบลินที่มีอยู่เกลื่อนกราด เขาก็แค่คว้าหอกเล่มใหม่จากซากศพมาใช้แทนเท่านั้น
ส่วนคิมดูเหมือนจะไปขุดเจอแร่เหล็กก้อนยักษ์มาจากไหนสักแห่ง ข้อดีของมันคือไม่แตกกระจายเหมือนก้อนหินเวลาใช้ทุบหัวศัตรูที่ถึกๆ
เขาเลยใช้พลังจิตบังคับมันพุ่งทะลวงไปมาได้เรื่อยๆ บอกตามตรงว่ามันเป็นเทคนิคที่สยดสยองเอาเรื่องเวลาเขาใช้จัดการกับศัตรูตัวใหญ่ที่เคลื่อนไหวช้า
ผมดูดซับพลังงานจลน์บางส่วน แล้วกระโดดขึ้นไปบนอากาศ ก่อนจะปลดปล่อยพลังงานทั้งหมดออกไปด้านหน้า แรงผลักนั้นส่งตัวผมพุ่งทะยานไปข้างหลังประดุจลูกกระสุน และผมก็ปักมีดเข้าที่ลำคอของก๊อบลินที่ลอบเข้ามาด้านหลังทันที
[คุณสังหารก๊อบลิน – เลเวล 5 สำเร็จ]
หลังจากสู้กันต่ออีกเพียงไม่นาน จำนวนมอนสเตอร์ก็เริ่มเบาบางลงจนพวกเราพอจะมีเวลาได้หยุดหายใจบ้าง
จากประสบการณ์ตลอดหลายวันที่ผ่านมา พวกเราน่าจะมีเวลาเหลืออีกประมาณสามชั่วโมง ก่อนที่มอนสเตอร์กลุ่มใหญ่ระลอกถัดไปจะตามมาเจอและเริ่มโจมตีอีกครั้ง
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเราจะถูกปล่อยให้อยู่ตามลำพังหรอกนะ เพราะยังมีมอนสเตอร์กลุ่มเล็กๆ คอยซุ่มโจมตีอยู่ประปราย เพียงแต่เมื่อเทียบกับฝูงใหญ่ที่เพิ่งผ่านพ้นไป พวกมันก็กลายเป็นแค่เรื่องตลกไปเลย
ก้อนแร่เหล็กของคิมค่อยๆ ลอยผ่านหน้าผมไปในสภาพที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด เศษเครื่องใน และคราบสมอง เห็นแล้วต้องยอมรับเลยว่ามันโหดได้ใจจริงๆ
ในขณะเดียวกัน เจ้าบิสกิตก็เริ่มจัดการมื้อค่ำของมันแล้ว เจ้าคอร์กี้ตัวนี้ดูจะเป็นนักรณรงค์เพื่อความเท่าเทียมอย่างแท้จริง เพราะมันซัดเรียบทุกอย่างโดยไม่สนทั้งขนาด เพศ หรือสีผิว
รยางค์มานาสีม่วงเข้มที่งอกออกมาจากข้างหลังไหล่คอยช่วยถือขาของก๊อบลินข้างที่ขาดเอาไว้ ขณะที่เจ้าหมางับกินอย่างเอร็ดอร่อย
ทักษะสุดยอดที่มันได้รับมาแบบงงๆ กลับกลายเป็นอุปกรณ์ช่วยกินระดับหรูหราไปเสียอย่างนั้น
เอาจริงๆ นะ ผมจะไปหาความจริงจังจากมันทำไมกันเนี่ย?
“ฉันขอพักสายตาสักหน่อยนะ”
เทสพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้าขณะเดินตรงมาหา ท่าทางของเธอดูเซื่องซึมลงไปมาก ข้างหลังเธอมีแผ่นแร่เหล็กลอยตามมาคล้ายกับของคิม
แต่ของเธอดูแบนและมีขอบคมกริบเหมือนใบมีดที่ถูกยืดออก
ตอนที่เธอทุ่มมานามหาศาลจนเกิดเสียงหวีดหวิวสยดสยองเพื่อบีบแร่เหล็กสองก้อนให้แบนราบ จนคล้ายใบมีดนั้น ผมบอกได้เลยว่ามันทั้งเท่ และน่าขนลุกในเวลาเดียวกัน
โชคดีที่ทักษะของเธอในตอนนี้ ไม่ได้ส่งผลแบบนั้นกับสิ่งมีชีวิตที่มีมานาในตัว ไม่อย่างนั้นมันคงสยองพึลึก
“เดี๋ยวผมเฝ้ายามเอง”
ผมตอบตกลงง่ายๆ เพราะเธอก็เคยทำแบบนี้ให้ตอนที่ผมขอนอนพักเมื่อไม่นานมานี้
เธอพยักหน้าขอบคุณพลางวางเศษหนังสัตว์ลงโคนต้นไม้แล้วล้มตัวลงนอน เพียงไม่กี่วินาทีเธอก็หลับสนิทไปทันที นี้คืออีกหนึ่งทักษะที่มีประโยชน์ซึ่งพวกเราถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องเรียนรู้
“ผมง่วงเป็นบ้าเลย”
เควินโพล่งขึ้นโดยไม่รอคำอนุญาต เขาล้มตัวลงข้างเทสแล้วทำท่าจะหลับตามไปอีกคน ส่วนคิมก็เสริมสั้นๆ ว่า
“ขอบใจนะ”
ก่อนจะทำแบบเดียวกัน
อะไรของพวกแกวะเนี่ย? โดยเฉพาะ เควิน! แกเพิ่งจะได้งีบไปรอบที่แล้วเองนะเว้ย!
ถ้าผมไม่ได้นอน เขาก็อย่าหวังจะได้นอน
ผมคว้าขาเขาลากออกมาทันทีจนเจ้าตัวบ่นพึมพำ แต่เขาก็ยังฉลาดพอที่จะบ่นเบาๆ เพราะไม่อยากปลุกเทสที่กำลังเหนื่อยให้ตื่นขึ้นมา
ยัยนั่นเวลาโดนปลุกตอนกำลังง่วงจะอารมณ์บูดสุดๆ และเขาก็ยังจำฝังใจว่าคราวก่อนที่ทำแบบนั้น ผลลัพธ์มันน่าสยองแค่ไหน
“โธ่ พี่เนเทล แค่ปล่อยให้ผมหลับสักงีบมันจะตายไหมเนี่ย!”
เขากระซิบด่าอย่างหัวเสีย
ผมไม่ตอบ แต่ชี้มือไปทางต้นไม้กลุ่มหนึ่งที่ผมสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมานาของก๊อบลินสามตัว พอลองรวมสมาธิดูดี ๆ ผมก็แยกแยะได้ว่าพวกมันมีระดับพลังอยู่ประมาณเลเวล 4 ถึง 5
“ก๊อบลินสามตัว ไปจัดการซะ… และคราวนี้ห้ามใช้พลังอื่นนอกจาก การจุดระเบิด”
ในเมื่อเทสกับคิมแข็งแกร่งขึ้นจนทิ้งห่างไปขนาดนั้น เควินก็เริ่มจะตามคนอื่นไม่ทันแล้ว ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องเร่งอัปเลเวล และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากกว่านี้
เขาได้แต่สบถอุบอิบขณะเดินออกไปตามทางที่ผมชี้ แต่ผมก็สังเกตเห็นว่าเขามีความพร้อมเต็มที่ มานาในร่างปะทุขึ้นเตรียมรับมือกับการต่อสู้ และเพียงไม่กี่นาทีต่อมาเขาก็เดินกลับมาหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ
“ไม่มีทักษะ การสะท้อน นี่มันน่ารำคาญเป็นบ้าเลยพี่”
เขาบ่นกระปอดกระแปด
แล้วไงล่ะ?
นี่มันไม่ใช่การมาเที่ยวทัศนศึกษานะเว้ย แกมีทักษะดีๆ อยู่กับตัวแล้ว เพราะฉะนั้นก็หัดใช้ให้มันคล่องและเก่งกว่านี้ซะ!
ในช่วงสองชั่วโมงถัดมา ผมเลยสวมบทครูฝึกสุดโหด ส่งเขาไปฟัดกับก๊อบลินกลุ่มเล็กๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อเคี่ยวกรำทักษะของเขา พอนานเข้าผมก็เริ่มรู้สึกว่ามันชวนให้สนุกพิกล เลยเริ่มสั่งอะไรแปลกๆ ออกไป
“คราวนี้ใช้แต่ขาอย่างเดียว!”
“ลองสะท้อนการโจมตีของพวกมันให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้!”
“รอบนี้ห้ามใช้มานา!”
ให้ตายสิ… ความรู้สึกมันเหมือนมี โปเกมอน เป็นของตัวเองเลยแฮะ ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคนถึงชอบเกมนี้กันนัก
พอผ่านไปได้ครึ่งทาง ลิลลี่ก็เข้ามานั่งด้วย และเหมือนเช่นทุกครั้ง เธอส่งมานาแห่งการรักษาไหลเวียนผ่านร่างกายของผมให้รู้สึกผ่อนคลาย
ส่วนตัวผมเหรอ?
ก็แค่เฝ้ายามอยู่ใกล้ๆ เจ้าพวกขี้เซาสองคนนี้ และจะคอยยื่นมือเข้าช่วย เควิน เฉพาะตอนที่มีมอนสเตอร์เก่งๆ โผล่มาเท่านั้น
เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ต้องออกเดินทาง แฮดวินก็เดินตรงมาหาเรา
เขาดูดีขึ้นผิดหูผิดตา ร่างกายดูหนา และเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อมากขึ้น ทั้งท่วงท่าการเคลื่อนไหวที่ดูทะมัดทะแมง น้ำเสียงที่ทรงพลัง หรือแม้แต่ผิวพรรณ เขาดูหนุ่มขึ้นกว่าเมื่อก่อนนิดหน่อยด้วยซ้ำ
ไม่รู้ว่าเป็นผลมาจากค่าสถานะ หรือปัจจัยอื่นกันแน่?
“ได้เวลาออกเดินทางแล้ว”
เขาพูดสั้นๆ
ผมพยักหน้ารับ บอกตามตรงว่าเขาทำหน้าที่จัดระเบียบเรื่องต่างๆ ได้ดีมาก แถมยังบริหารเวลาจนสามารถอัปเลเวลไปพร้อมๆ กับการดูแลกลุ่ม ของเขาได้อีกด้วย นับว่าไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
ตอนนี้พวกเราแบ่งออกเป็นสามกลุ่มหลัก กลุ่มแรกประกอบด้วย ผม, เทส, คิม, เควิน และลิลลี่ ส่วนกลุ่มที่สองคือทีมของ โชอี้, น้องสาวของโชอี้, ลีออน และมายา
สำหรับกลุ่มที่สาม นำโดย แฮดวิน พร้อมกับสมาชิกที่เหลือ ซึ่งรวมถึงเจ้าของเจ้าบิสกิต, เด็กนักเรียนสามคน, เจ้าหน้าที่รถไฟ และคนอื่นอีก
แม้ว่ากลุ่มของแฮดวินอาจจะดูไม่แข็งแกร่งเท่ากลุ่มอื่นในด้านพลังทำลาย แต่จากที่ผมสังเกตมา พวกเขามีระบบการประสานงานที่ยอดเยี่ยมและเข้าขากันได้ดีทีเดียว
หลังจากแฮดวินเดินจากไป ผมก็สั่งให้เควินไปปลุกเทส
แต่ในจังหวะนั้นเอง ผมกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมานาบางเบาที่ซ่อนตัวอยู่ไม่ไกล
ผมแสร้งทำเป็นไม่รู้ตัว เลิกสำรวจจุดนั้นโดยตรงแล้วเดินเลี่ยงออกไปทำทีจะไปที่อื่น ผมแกล้งหาวหวอดพลางยืดเส้นยืดสาย พยายามทำตัวให้ดูประมาทและไร้การป้องกันที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่ทันทีที่ก้าวพ้นระยะนั้น ผมก็ระเบิดมานาออกมาทันที!
คลื่นมานาถูกส่งออกไปสำรวจรอบทิศทาง ผมพบว่ามันยังคงกบดานอยู่ที่เดิม ทว่าตอนนี้มันเริ่มจะรู้ตัวแล้ว และกำลังหนีหลังจากสัมผัสได้ถึงพลังของผม
มานาของผมปะทุขึ้น เสริมความแข็งแกร่งให้กล้ามเนื้อจนถึงขีดสุด ผมพุ่งทะยานข้ามระยะห่างที่เหลือเพียงชั่วพริบตาแล้วปล่อยลูกเตะเข้าใส่ศัตรูเต็มแรง!
เสียงกรีดร้องดังขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า และไม่นาน การพรางตัวของ ก๊อบลินแฟนท่อม ก็แตกสลายไป
ร่างของมันกระเด็นกลิ้งไปกับพื้น แขนข้างหนึ่งบิดเบี้ยวผิดรูปจนกระดูกแทงทะลุออกมา ดูเหมือนไอ้ตัวเขียวสารเลวนี่จะพอมีไหวพริบอยู่บ้าง ถึงได้ยกแขนขึ้นมากันการโจมตีของผมได้ทันเวลา
ผมค่อยๆ เดินเข้าไปหามัน แม้จะมีทักษะ สมาธิ คอยประคองสติอยู่ แต่ความทรงจำและอารมณ์อันเลวร้ายในอดีตกลับถาโถมเข้ามาจนผมแทบคลั่ง
ผมเหยียบลงบนขาของมันจนหักสะบั้นในขณะที่มันพยายามคลานหนี
มันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดก่อนจะพลิกตัวนอนหงาย พยายามใช้ขาข้างที่เหลือเตะสกัดและเหวี่ยงแขนที่รุ่งริ่งใส่ผมอย่างหมาจนตรอก
ผมกระทืบซ้ำลงบนหน้าอกของมันด้วยเท้าเปล่า แรงกระแทกมหาศาลซัดจนทรวงอกยุบฮวบ ซี่โครงหักแหลกละเอียด แรงกระทืบนั้นแทบจะทะลุผ่านร่างมันลงไปบนพื้นดิน
ฟองเลือดทะลักออกจากปากมอนสเตอร์ตัวนั้น และผมไม่ปล่อยให้มันได้หายใจ ผมกระทืบซ้ำลงไปอีกครั้ง แต่คราวนี้ เป้าหมายคือหัวของมัน!
โพละ!
เสียงแจ้งเตือนการสังหารดังขึ้นในหัว แต่ผมยังไม่หยุด
ผมกระทืบซ้ำ… แล้วก็ซ้ำอีก... อย่างบ้าคลั่ง จนกระทั้งมันกลายเป็นกองเนื้อเละๆ ผมจึงหยุดลง