โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล - บทที่ 75 คุณค่าของผู้พลัดถิ่น
บทที่ 75 คุณค่าของผู้พลัดถิ่น
เฮนรี่เป็นชายวัยราวๆ ห้าสิบปีหรือมากกว่านั้น รูปร่างไม่สูงใหญ่นักแต่กลับอัดแน่นไปด้วยมัดกล้าม เขาดูมีอายุ และเจนโลกกว่าแฮดวิน
ใบหน้ามีรอยแผลเป็นกระจายอยู่ประปรายบ่งบอกถึงประสบการณ์ในสมรภูมิอันโชกโชน เหนือศีรษะของเขาแสดงชื่ออาชีพที่ชวนสะดุดตา และแน่นอนว่าเลเวลยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามเช่นเคย
[นักล่ามานา – เลเวล ???]
ทันทีที่พวกเราก้าวเท้าเข้ามาในลานฝึก สายตาอันดุดันของเขาก็จดจ้องมาอย่างไม่วางตา
“คนพวกนี้คืออะไร ทำไมสภาพถึงดูสะบักสะบอมกันขนาดนั้น”
ฟินเนแกนน้อมตัวคำนับตามธรรมเนียมทหาร
“หัวหน้าเฮนรี่ คนพวกนี้คือผู้พลัดถิ่นครับ พวกเขาหลงเข้ามาในเขตแดนของท่านลอร์ดแบล็กเบิร์น ท่านสเตอลิงก็เลยส่งตัวมาที่นี่”
“หึ ท่านสเตอลิงยอมปล่อยตัวมาแบบนี้ แสดงว่าพวกมันคงกระจอกเกินกว่าจะเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้สินะ”
ฟินเนแกนทำเพียงแค่ยิ้มรับแต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ ส่วนขุนนางหนุ่มเวอร์โก้กลับหลุดขำออกมาอย่างนึกสนุกเมื่อได้ยินเฮนรี่วิจารณ์พวกเราเช่นนั้น
สายตาอันคมกริบของเฮนรี่ตวัดกวาดมองพวกเราทีละคน ก่อนจะหยุดชะงักลงเล็กน้อยเมื่อไล่มาถึงเจ้าบิสกิต
เขาขมวดคิ้วพลางพึมพำเสียงเบาในลำคอ
“นี่มันตัวประหลาดอะไรกัน…”
คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันอีกรอบตอนที่สังเกตเห็นแขนข้างที่ขาดหายไปของผม แต่เขาก็สลัดความสนใจนั้นทิ้งอย่างรวดเร็วเพื่อประเมินคนอื่นต่อ
“พวกผู้พลัดถิ่นคือคนที่ทวยเทพส่งมา ถือว่าเป็นของแปลกสำหรับดินแดนแห่งนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะสำคัญอะไรนักหนา หากพวกเจ้าสามารถแสดงคุณค่าของตัวเองออกมาได้ ก็จะมีหนทางให้เอาชีวิตรอด แต่ถ้าทำไม่ได้…”
เขาเว้นเสียงก่อนพูดต่อ
“ก็คงถูกทิ้งให้เน่าตายไม่ต่างจากเศษขยะ”
คำพูดของเขาทำให้ผมพอจะเข้าใจมุมมองที่คนในชั้นสองมีต่อพวกเรามากขึ้นแล้ว
แต่มันก็เริ่มทำให้ผมสงสัยว่า คนพวกนี้เคยพบเจอคนพลัดถิ่นกลุ่มอื่นมาก่อนจริงๆ หรือมันเป็นแค่เซ็ตติ้ง ที่ระบบตั้งค่าเอาไว้เพื่อให้พวกเขาคิดแบบนั้นกันแน่?
หากมันเป็นแค่เซ็ตติ้งของระบบ… แล้วโลกใบนี้มันคือโลกจริงๆ หรือเปล่า หรือมันเป็นแค่โลกจำลองที่ระบบฝึกสอนสร้างขึ้นมาเท่านั้น?
คำถามเหล่านี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะมันอาจเป็นกุญแจที่ช่วยให้ผมเข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลังของ เควสหลักอย่างวันสิ้นโลก ได้มากขึ้น
“สิ่งที่ข้าอยากจะเตือนก็คือ จงดิ้นรนและเค้นความสามารถออกมาให้ดีที่สุด เพราะถ้าทำไม่ได้ จุดจบของพวกเจ้าก็คงเป็นได้แค่เหยื่อล่อมอนสเตอร์เท่านั้น”
“และอย่าคิดฝันไปเองล่ะว่าคนในดินแดนนี้จะยอมให้อยู่ร่วมอย่างสันติ เพราะพวกเจ้าไม่ใช่คนของที่นี่… จงสร้างประโยชน์ หรือไม่ก็ไสหัวไปตายซะ”
นอกจากคำพูดดุดันที่ตั้งใจจะกดหัวพวกเราให้จมดินแล้ว ผมยังสัมผัสได้ถึงกระแสมานาอันบ้าคลั่งที่ระเบิดออกมาโอบล้อมกดดันพวกเราเอาไว้
แรงข่มขวัญอันหนักอึ้งนี้… ชวนให้รู้สึกอึดอัดไม่ต่างจากตอนที่เผชิญหน้ากับเจ้าหมีเถ้าถ่านในชั้นแรกเลยสักนิด
ผมเหลือบไปมองขุนนางหนุ่มเวอร์โก้หมอนั่นดูจะพึงพอใจกับคำพูดของเฮนรี่เอามากๆ ถึงกับฉีกยิ้มกว้างพลางพยักหน้ารับอย่างมีความสุข
“และข้าขอบอกไว้ตรงนี้ ไม่ว่าปูมหลังจากโลกเก่าของพวกเจ้าจะยิ่งใหญ่มาจากไหน พวกข้าไม่สนใจ อยู่ที่นี่พวกเจ้าต้องสร้างประโยชน์เท่านั้น ดิ้นรนให้มาก และพยายามให้มากกว่าคนอื่นเป็นสองเท่า”
แม้เฮนรี่จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่ถ้อยคำเหล่านี้ก็บอกเป็นนัยแล้วว่า พวกเราต้องยอมเป็นข้ารับใช้ของคนพวกนี้ ซึ่งมันคงไม่ต่างอะไรจากทาสนั้นแหละ
ผมอดคิดไม่ได้ว่าพวกเราจะต้องติดอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน หนึ่งเดือน หนึ่งปี หรือจนกว่าจะถึงเวลาบังคับส่งตัวกลับโลกเดิม?
ผมไม่แน่ใจเลยสักอย่าง แต่อีกสิ่งหนึ่งที่น่าประหลาดใจคือ ดูเหมือนพวกคนพื้นเมืองเหล่านี้จะไม่มีใครพูดถึง วันสิ้นโลกเลยสักคน เรื่องพวกนี้มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่ พวกเขาไม่รู้ หรือพวกเขาไม่กลัว?
“การที่พวกข้ายังให้ราคาพวกผู้พลัดถิ่น ทั้งที่ส่วนใหญ่เลเวลต่ำเตี้ยไม่ต่างจากชาวบ้านทั่วไป สาเหตุก็เพราะพวกเจ้ามักจะมีพรสวรรค์ติดตัวมามากกว่าคนของดินแดนนี้”
เฮนรี่กวาดสายตามองพวกเรา เมื่อเห็นแววตาเคลือบแคลงสงสัยเขาก็จึงยอมอธิบายต่อ
“สิ่งที่ข้าเรียกว่าพรสวรรค์ มันก็คือสิ่งที่พวกเจ้าเข้าใจในชื่อทักษะ มันคือสิ่งเดียวที่พวกเจ้าจะใช้ทำประโยชน์ให้ดินแดนนี้ได้ แต่…”
“ข้าก็ต้องเตือนไว้ก่อน หากพวกเจ้าคิดจะหวังพึ่งแค่พรสวรรค์ติดตัวพรรค์นั้น โดยไม่คิดดิ้นรนพัฒนาตัวเองล่ะก็… เตรียมตัวตายได้เลย!”
เฮนรี่จงใจเน้นย้ำคำว่าตาย ในประโยคสุดท้าย ราวกับต้องการตอกย้ำให้พวกเราตระหนักว่า หากไม่รีดศักยภาพทั้งหมดออกมา จุดจบก็มีเพียงสถานเดียว
ผมไม่รู้หรอกว่าเขาคิดจะลงมือฆ่าทิ้งด้วยตัวเองหรือไม่ หากพวกเราไร้ประโยชน์ หรือแค่จะโยนทิ้งไว้กลางป่าให้มอนสเตอร์คาบไปกิน แต่ไม่ว่าจะเป็นทางไหน มันก็ไม่ใช่เรื่องดีทั้งนั้น
สายตาของเฮนรี่กวาดมองพวกเราอีกครั้ง และในจังหวะนั้นเองผมก็เผลอสบตากับเขาเข้าพอดี
เขาหยุดนิ่ง และจ้องลึกเข้ามาในตาผมอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าอันเย็นชานั้นปรากฏประกายบางอย่างที่แปลกประหลาดออกมา มันบอกยากเหลือเกินว่าตอนนี้เขากำลังโกรธ หรือกำลังรู้สึกท้าทายกันแน่
“เจ้า… ก้าวออกมา”
เฮนรี่ออกคำสั่งเสียงเรียบ ทว่าสายตายังคงจับจ้องตรงมาที่ผมไม่วางตา
ผมยอมก้าวเท้าออกไปข้างหน้าทำตามที่เขาบอกอย่างว่าง่าย และเมื่อผมไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้า เฮนรี่ก็ยกมือหนาหนักขึ้นมาวางหมับลงบนไหล่ขวาของผมทันที
“ความทะเยอทะยานน่ะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับพวกผู้พลัดถิ่นแบบเจ้า… แต่มาดูกันหน่อยซิว่า ความสามารถที่แท้จริงของเจ้า มันจะไปกันได้กับสายตาอวดดีคู่นั้นไหม”
เอาอีกแล้ว… สายตาของผมมันผิดอะไรนักหนานะ ทำไมใครๆ ถึงชอบปรักปรำมันจัง?
แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้อ้าปากพูดหรือแก้ตัวอะไรออกไป ผมก็สัมผัสได้ถึงกระแสมานาที่เริ่มหลั่งไหลออกมาจากฝ่ามือของชายวัยกลางคนคนนี้
“จงใช้มานาของเจ้าตั้งรับและป้องกันกระแสมานาของข้าซะ… และบอกไว้ก่อน ถ้าคิดจะออมมือหรือซ่อนพลังไว้ล่ะก็ เจ้าจะถูกลงโทษอย่างสาสมแน่!”
โดยไม่รอให้ผมได้ตั้งตัว กระแสมานาของเฮนรี่ก็พุ่งทะลักเข้ามาในร่างกายของผมทันที
สัมผัสแรกที่แผ่เข้ามาให้ความรู้สึกคล้ายกับตอนที่ลิลลี่ใช้ทักษะรักษามาก มันไม่ได้รุนแรงคุกคามเหมือนตอนที่สเตอลิงตรวจสอบเรา แต่กลับนุ่มนวลมาก ซึ่งทำให้ผมรู้ทันทีว่าชายคนนี้กำลังจงใจออมมือเพื่อทดสอบขั้นต้น
เมื่อพลังแปลกปลอมไหลลึกเข้ามา วงจรมานาในร่างกายของผมก็ดีดตัวตอบโต้โดยอัตโนมัติ กระบวนการนี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเหมือนระบบภูมิคุ้มกันที่คอยขับไล่สิ่งแปลกปลอม
หากนี่เป็นมานาสายรักษาของลิลลี่ ผมคงใช้ทักษะการควบคุมมานาสะกดกลไกนี้ไว้แล้ว แต่ในเมื่อชายตรงหน้าสั่งให้ผมป้องกันตัว ผมจึงปล่อยให้สัญชาตญาณในร่างกายเปิดฉากบดขยี้มานาที่รุกรานเข้ามาทันที
ทว่าหลังจากกระแสมานาระลอกแรกของเขาถูกทำลายลง พลังที่หลั่งไหลมาจากฝ่ามือของเฮนรี่ก็เปลี่ยนไปในพริบตา!
แม้คลื่นมานาจะยังเบาบาง แต่ความเร็วของมันกลับเพิ่มขึ้นและพลิ้วไหวราวกับมีชีวิต พลังงานเหล่านั้นแปรสภาพเป็นรยางค์มานานับสิบเส้น บุกทะลวงจู่โจมเข้ามาพร้อมกันจากทุกทิศทาง
ความรวดเร็วและความแม่นยำระดับนั้น ทำให้ระบบป้องกันอัตโนมัติของผมเริ่มรวน มานาบางส่วนเล็ดลอดผ่านแนวป้องกันซึมลึกเข้ามาจนภายในร่างกายเกิดแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรง
โชคดีที่มวลพลังเหล่านั้นยังไม่เข้มข้น ผมจึงรู้สึกเพียงแค่แรงกดดันที่แผ่ขยายเข้ามาเท่านั้น ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเฮนรี่อัดมานาเข้ามาเต็มศักยภาพ วงจรมานาของผมจะเป็นอย่างไรบ้าง (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ในใจผมเริ่มเกิดความลังเล… ควรจะแสดงฝีมือทั้งหมดดี หรือกั๊กพลังเอาไว้ก่อน?
แต่แล้วคำเตือนของเฮนรี่ก็แล่นเข้ามาในหัวเตือนสติได้ทัน หากผมยังปิดบังพลังไว้ มีหวังได้ถูกลงโทษปางตายแน่ เมื่อตัดสินใจได้เด็ดขาด ผมจึงเปิดใช้งานทักษะสมาธิออกมาทันที!
ฉับพลันนั้น รยางค์มานาอันรวดเร็วของเฮนรี่ก็ดูช้าลงจนผมสัมผัสถึงวิถีการเคลื่อนไหวของมันได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ผมรีดเค้นทักษะการควบคุมมานาเลเวล 10 ออกมาควบแน่นมานาในร่างจนเป็นกระสุนพลังงานขนาดจิ๋วจำนวนมาก และสาดกระจายเข้าโจมตีสกัดรยางค์มานาเหล่านั้นอย่างดุเดือด!
แววตาของเฮนรี่เปลี่ยนไปเล็กน้อย สีหน้าของเขาเริ่มจริงจังขึ้น รยางค์มานาที่พริ้วไหวพลันแตกตัวเพิ่มจำนวนจากสิบเป็นยี่สิบ และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
แม้จำนวนจะทวีคูณ แต่ความเร็วของมันกลับไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย พวกมันยังคงโหมกระหน่ำเข้าใส่ผมราวกับพายุคลั่ง
ความเจ็บปวดแปล๊บๆ คล้ายกระแสไฟฟ้าแรงต่ำช็อต ร่างกายเริ่มลุกลามกระจายไปทั่วตัว การจู่โจมของเฮนรี่เริ่มดุดันขึ้นจนแนวป้องกันกระสุนมานาของผมเริ่มทานทนไม่ไหว
เอาก็เอาวะ ไม่ต้องกั๊กมันแล้ว!
ในวินาทีนั้น ผมตัดสินใจเปิดใช้งานสมาธิคู่ขนานทันที
สติของผมแยกออกเป็นสองส่วนอย่างสมบูรณ์ ส่วนแรกผมใช้ควบคุมและรีดเร้นกระสุนมานาสาดโจมตีเข้าใส่รยางค์จำนวนมหาศาลที่โหมกระหน่ำเข้ามา
ส่วนที่สองผมใช้มันทุ่มเทไปกับการวิเคราะห์ทิศทางการขับเคลื่อนมานา และการโจมตีของเฮนรี่โดยเฉพาะ
วิธีการควบคุมมานาของเฮนรี่นั้นเหนือชั้นมาก มันทิ้งห่างทักษะการควบคุมมานาเลเวล 10 ของผมไปไกลจนเทียบไม่ติด
ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะชายคนนี้คงคลุกคลี และใช้มานาขับเคลื่อนร่างกายมาตลอดชีวิต ผิดกับพวกเราที่พึ่งจะได้รับพลังนี้มาเมื่อเดือนก่อนเท่านั้น
ช่วงแรกผมพลาดท่าโดนรยางค์มานาของเฮนรี่ทะลวงผ่านแนวป้องกันเข้ามาบดขยี้ครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะว่าสติของผมยังไล่ตามความเร็ว และความแม่นยำระดับสัตว์ประหลาดของเขาไม่ทัน
ทว่ายิ่งสังเกตและวิเคราะห์ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ผมก็เริ่มมองเห็นความสัมพันธ์ในโครงสร้างพลัง และการไหลเวียนมานาของเขาได้
เมื่อเห็นดังนั้น สัญชาตญาณอันบ้าคลั่งก็สั่งให้ผมเริ่มเลียนแบบวิธีการของเขาซะเลย!
จากเดิมที่เป็นเพียงกระสุนมานาโง่ๆ ที่สาดออกไปตรงๆ พลังของผมเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นกระสุนที่มีความแม่นยำเพิ่มขึ้น เม็ดพลังงานค่อยๆ บิดหมุนก้าวข้ามขีดจำกัดการควบคุมเดิมทีละก้าว
เฮนรี่เองก็ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงการพัฒนาการอันน่าเหลือเชื่อของผม แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังเคร่งเครียดขึ้นฉับพลัน
กระแสมานาที่กดทับลงมาเริ่มรุนแรงและดุดันขึ้นทวีคูณ แม้การโจมตีระลอกใหม่จะหนักหน่วงจนทำให้ปวดร้าวรุนแรงคล้ายมีเข็มเล่มเล็กๆ นับพันเล่มคอยทิ่มแทงไปทั่วร่าง แต่ผมกลับไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเลยสักนิด
ตรงกันข้าม ในใจมันกลับลิงโลดและรู้สึกสนุกอย่างบอกไม่ถูก เพราะการกดดันของเฮนรี่กำลังเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่ผลักดันให้ผมวิวัฒนาการ!
มานาที่พุ่งตอบโต้เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่
มันไม่ใช่แค่กระสุนหนาหนักที่พุ่งออกไปในแนวตรงอีกต่อไป แต่มันเริ่มหักโค้ง พลิ้วไหวซิกแซ็ก และเริ่มไล่กวดทำลายรยางค์มานาของเฮนรี่อย่างบ้าคลั่ง ราวกับเป็นกระสุนนำวิถี!
ทว่าในขณะที่ผมกำลังจดจ่อและดำดิ่งอยู่กับความสำเร็จในการควบคุมมานารูปแบบใหม่ อยู่ๆ เฮนรี่ก็พลันชักมือกลับ
รยางค์มานาจำนวนมหาศาลสลายหายไปในพริบตา กระแสพลังอันหนักอึ้งที่เคยพุ่งพล่านพลันยุติลงทันควัน
รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมของทหารวัยกลางคน ก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
“พอแค่นี้แหละ”
คำพูดนั้นฉุดให้ผมหลุดออกจากภวังค์ ผมรีบปลดทักษะสมาธิคู่ขนานที่จวนเจียนจะถึงขีดจำกัดออกทันที ฉับพลันนั้น อาการปวดหัวตุบๆ ก็เริ่มเล่นงานจนต้องลอบสูดหายใจเข้าลึก
เฮนรี่จดจ้องมองผมด้วยสายตาพินิจพิจารณาอย่างหนัก ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ
“เจ้าเลเวลเท่าไร?”
คำถามนั้นทำให้ผมต้องขมวดคิ้วด้วยความฉงน...
ไม่ใช่ว่าคนที่เลเวลสูงกว่า จะสามารถมองเห็นเลเวลของคนที่มีเลเวลต่ำกว่าได้งั้นเหรอ?
ทว่าในวินาทีนั้นเอง ข้อสันนิษฐานหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว… บางทีพวกคนพื้นเมืองในโลกนี้ อาจจะไม่เห็นหน้าต่างระบบ หรือตัวอักษรลอยได้เหมือนอย่างพวกเราก็ได้!
และถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง มันก็ช่วยตอบคำถามที่ผมเคยคาใจก่อนหน้านี้ได้ ว่าทำไมผู้คนในโลกนี้ถึงมองว่าการถามเลเวลเป็นเรื่องเสียมารยาทนัก
เพราะสำหรับพวกเขา มันคงไม่ต่างจากการเค้นถามความลับหรือไม้ตายก้นหีบของคนอื่นเลย
“ว่าไง?”
เสียงเข้มของเฮนรี่ปลุกผมให้ตื่นจากความคิด
ผมตัดสินใจตอบลองเชิงกลับไป
“ไม่ใช่ว่าการถามเรื่องเลเวล… มันคือการเสียมารยาทหรอกหรือครับ?”
เฮนรี่ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะร่วนออกมา
“ใช่… เสียมารยาทมากเลยล่ะ”
เขา ยอมรับตรงๆ พลางแสยะยิ้ม ทว่าแววตายังคงนิ่งสนิท และจับจ้องกดดันเพื่อรอคอยคำตอบจากผมอย่างไม่ลดละ
เอาเถอะ… ดูเหมือนมารยาทเหล่านั้น คงไม่ได้ครอบคลุมมาถึงพวกผู้พลัดถิ่นไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างพวกเราละนะ
“ยี่สิบสี่ครับ”
ผมยอมเปิดเผยตัวเลขออกไป
“หืม…”
เฮนรี่หลุดสีหน้าประหลาดใจออกมาแวบหนึ่ง ก่อนจะปรับเปลี่ยนสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยอย่างรวดเร็วแล้วเอ่ยสั่ง
“เอาละ กลับไปยืนในแถวได้”
“ครับ”
ผมรับคำแล้วเดินกลับเข้าแถวอย่างว่าง่าย
ทว่าภายในใจของผม… มันกลับเต้นระรัวด้วยความรู้สึกเสียดายอย่างบอกไม่ถูก
ผมปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเมื่อกี้นี้มันสนุกเป็นบ้าเลยทีเดียว!